Episode two 2
การประชุมประจำไตรภาคได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน บรรดาซีนาร์ชั้นสูงและเหล่ากรรมาธิการนั่งประจำตำแหน่งแห่งตนด้วยความพร้อมเพรียง เสียงพูดคุยกันเบาๆ พอที่จะทำให้ห้องประชุมที่ใหญ่โตและสูงเสียดฟ้าไม่เงียบจนเกินไป จนเมื่อเจ้าชายเพียงหนึ่งเดียวแห่งซีนาร์ ผู้ครอบครองซีนาร์สีทองขึ้นประจำตำแหน่งพระบุตร เหล่าขุนพลต่างก็พากันมองในร่างที่งดงามดั่งรูปสลักไม่วางตา เรือนผมสีทองยาวดั่งแสงอาทิตย์สะท้อนแสงระยิบระยับงดงามหมดจด อีกทั้งเรือนร่างโปร่งในชุดสีขาวพลิ้ว พลอยทำให้ดูเพรียวระหงจนบอบบาง แต่ทุกคนรู้ดี เจ้าชายที่พวกเขาแสนจะภาคภูมิใจนั้นมีพลังอำนาจแห่งซีนาร์ที่รุนแรงและกล้าแข็งเพียงใด ..เสียงพูดคุยจึงค่อยๆอื้ออึงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหล่าซีนาร์พากันชื่นชมในเจ้าชายแห่งตนซึ่งน้อยครั้งที่จะได้พบเจอ แต่การปรากฎตัวของเจ้าชายกลับทำให้ซีนาร์อีกผู้หนึ่งรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันควัน บุรุษผู้นั้นมีนัยน์ตาและเรือนผมสั้นสีม่วงเข้ม ที่แท้คือซีนาร์สีม่วง หนึ่งในขุนพลใหญ่แห่งกองทัพผู้เกรียงไกร นัยน์ตาเข้มหรี่ลงด้วยความอิจฉาริษยา
“
น่ารำคาญ..เฮอะ!!อยากจะรู้นักว่าจะเก่งอย่างที่คนอื่นเขาชื่นชมหรือเปล่า เดี๋ยวก็รู้!! เอเดรียลผู้เย่อหยิ่ง” บุรุษหนุ่มแสยะยิ้มด้วยความสะใจและแล้ว..เสียงแห่งการเริ่มต้นพิพากษาอันเคร่งเครียดและน่าตื่นเต้น ก็ได้เริ่มขึ้น …
“เอาล่ะ เหล่าซีนาร์ทั้งหลายโปรดอยู่ในความสงบ” ……..
“
เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญและเกี่ยวเนื่องกับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ข้าจึงได้รับคำสั่งจากท่านจ้าวว่าจะเสด็จมาร่วมรับฟังการประชุมในครั้งนี้ด้วย ทุกท่านได้โปรดยืนขึ้นเพื่อถวายบังคมแด่ท่านจ้าวโซลซาเกีย”สิ้นเสียงกล่าวของซีนาร์พิธีการ เหล่ากรรมาธิการและบรรดาขุนพลซีนาร์ทั้งหลายพากันลุกขึ้นยืนเพื่อทำความเคารพแด่นายสูงสุด ไม่นานร่างสูงโปร่งและใหญ่โตในชุดเต็มยศแห่งจ้าวสูงสุดก็ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าของเหล่าซีนาร์ทั้งปวง ดวงหน้านั้นงดงามและขาวจนแทบจะเรียกว่าโปร่งใสราวกับจะมองทะลุได้ถึงเบื้องหลัง นัยน์ตาใสดั่งแก้วเนื้อดีกวาดตามองไปรอบๆ และเพียงแค่มองผ่าน อณูแห่งพลังอันยิ่งใหญ่ที่เยือกเย็นและนิ่งสงบก็เข้าโอบล้อมห้องประชุมใหญ่ไว้ เจ้าชายซีนาร์เหลือบขึ้นมองพระบิดาตน ..ราวกับปาฏิหาริย์ มีพลังอบอุ่นดั่งแสงสายหนึ่งเข้าโอบล้อมพระบุตรดั่งจะปลอบประโลมให้คลายกังวล เอเดรียลค่อยๆหลับตาเพื่อรับรู้ความรู้สึกและซึมซับพลังนั้นอย่างช้าๆทำให้ซีนาร์สีทองที่อ่อนล้าค่อยๆฟื้นฟูตนเองทีละน้อย แม้เพียงนิดแต่ก็ทำให้เจ้าชายแข็งแรงขึ้นอย่างประหลาด รอยยิ้มบางจึงผุดขึ้นที่ดวงหน้างาม
“ขอบพระทัยที่ทรงเข้าใจลูกและขอประทานอภัยที่ลูกได้กระทำการโดยพลการอันทำให้พระบิดาต้องทรงเสื่อมเสียเช่นนี้”
เอเดรียลเอ่ยออกมาเบาๆ สีหน้ามีเลือดฝาดขึ้นจนหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ พลอยแปลกใจ
“
มีอะไรหรือเอเดรียล พูดอะไรอยู่คนเดียว” ดาร์อันเอ่ยถาม“ไม่มีอะไร แผนที่บอกไว้ต้องพึ่งเจ้านะดาร์”
“เรื่องแค่นั้น ข้าแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรท่านเลย ท่านเองก็อย่าโหมพลังมากนักล่ะรู้ไหม”
“ข้ารู้แล้ว ขอบใจที่เป็นห่วง”
เอเดรียลยิ้มรับ นัยน์ตาสีทองมองตรงยังเบื้องหน้า ไม่นาน..หอคอยสูงชะลูดที่อยู่แกนกลางของหอประชุมสูงเสียดฟ้าก็ทะยานขึ้นจากเบื้องล่างสู่ใจกลางหออย่างรวดเร็วจนเกือบมองไม่ทัน ที่นั่นมีเหล่ากรรมาธิการชั้นสูงมากมายนั่งล้อมวงกันเป็นวงกลม แต่ละคนมีสีหน้าที่เคร่งเครียด หนึ่งในนั้นมีชายชราที่มีผมและนัยน์ตาสีม่วงเข้มนั่งโดดเด่นกว่าใคร
“การประชุมจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้”
ซีนาร์พิธีการกล่าวเสียงดังกึกก้อง น่าแปลกที่แม้หอประชุมจะกว้างขวางและใหญ่โตแต่เหล่าซีนาร์ทุกคนก็ล้วนได้ยินกันชัดเจน
“ข้า ‘คาลอส’ หัวหน้ากรรมาธิการในครั้งนี้จะขอยื่นฎีกาถวายแด่ท่านจ้าวโซลซาเกียเพื่อขออำนาจถอดถอนเจ้าชายเอเดรียล พระบุตรแห่งพระองค์ออกจากตำแหน่งผู้ควบคุมเบลล์ เนื่องจากเจ้าชายได้ทรงละเมิดต่อข้อบัญญัติขั้นสูงสุดที่ทางสมาพันธ์ได้ตั้งขึ้นนั่นคือการที่เจ้าชายได้ทรงยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเผ่าพันธุ์เบลล์ไร้ค่าให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติที่จะคุกคามชีวิตโดยใช้พลังอำนาจแห่งพระองค์หยุดยั้งไว้ การที่เจ้าชายทรงสูญเสียพลังอันมากมายเพื่อการนั้นทำให้ได้ล่วงละเมิดต่อข้อบัญญัติข้อที่สองหมื่นห้าพันแปดร้อยยี่สิบเจ็ด ที่ว่าซีนาร์ชั้นสูงผู้ควบคุมเหล่าอาณาจักรหรือเผ่าพันธุ์ใดๆในโลกนี้จะไม่สามารถทำการอันใดก็ตามที่จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆแก่สมาพันธ์ ถ้าซีนาร์ผู้ใดละเมิดกฎจะต้องถูกสอบสวนหาข้อเท็จจริงและโดนลงโทษโดยการถูกปลดออกจากตำแหน่งทันทีพร้อมกับยึดพลังและจะไม่สามารถเข้ารับการแต่งตั้งในตำแหน่งใดๆได้ตลอดชีวิต จบฎีกา ..ขอให้เหล่าซีนาร์ชั้นสูงทั้งหลายได้ร่วมกันซักถามพยานและเจ้าชายเอเดรียล เพื่อใช้เป็นแนวทางให้เหล่ากรรมาธิการได้ตัดสินตามข้อฎีกาดังกล่าว”
สิ้นเสียงคำกล่าวของคาลอส บรรดาซีนาร์ทั้งหลายต่างพากันตกใจในคำกล่าวหาที่รุนแรงนั้น บ้างถกเถียงว่าไม่เป็นความจริง บ้างว่าเป็นการเข้าใจผิดกัน สุดท้ายก็หาข้อสรุปไม่ได้
“เงียบก่อนสหายทั้งหลาย ข้า ‘คีธาน’ ขุนพลแห่งซาบิว ขอเอ่ยถามคำถามแรกแด่เจ้าชายเอเดรียล”
ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีม่วงเข้มลุกขึ้นพร้อมกับปรายตาไปทางร่างโปร่ง เอเดรียลลุกขึ้นบ้าง สีหน้าและแววตานั้นยังเรียบเฉยและเป็นปรกติ
“
ขอถามเจ้าชายว่าในคืนวันที่ภัยธรรมชาติได้เข้าสู่อาณาจักรแห่งเบลล์ เจ้าชายประทับอยู่ที่ใด”“ช่วงที่พายุกำลังเข้า ข้าและขุนพลดาร์อันกำลังฝึกซ้อมพลังกันอยู่ที่ชายป่าเขตแดนใต้” เอเดรียลเอ่ยตอบ
“
แล้วเจ้าชายทรงทราบหรือไม่ว่ากำลังจะเกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่”“ข้าไม่ทราบ เมื่อฝึกซ้อมจนตะวันใกล้ลับแล้วข้ากับขุนพลดาร์อันก็กลับเข้าเมืองทันที”
“
จะทรงให้ขุนพลดาร์อันลุกขึ้นเพื่อเป็นพยานให้เจ้าชายได้หรือไม่”“ได้แน่นอน ท่านขุนพลดาร์อัน ข้าขอเชิญท่านขึ้นมาเพื่อเป็นพยานให้ข้าได้หรือไม่”
เอเดรียลหันไปสบนัยน์ตากับหญิงสาว ทั้งคู่จ้องมองกันอย่างรู้เท่าทัน
“ได้แน่นอนเพคะเจ้าชาย ข้า ‘ดาร์อัน’ ขุนพลแห่งคาสตาล ขอสาบานต่อหน้าพระพักตร์แห่งท่านจ้าวโซลซาเกียและเทพไท้ผู้คุ้มครองแห่งซีนาร์ทั้งหลายว่า..ข้าได้ฝึกซ้อมพลังในตอนตะวันใกล้ลับในวันที่พายุเข้าจริง
”หญิงสาวกล่าวเสียงดังกึกก้องราวกับไม่เกรงกลัวต่อคำสาบานแห่งตน จะกลัวทำไม!! เมื่อฝึกน่ะฝึกจริง ตอนตะวันใกล้ลับก็เป็นจริงแต่ไม่ได้บอกว่าที่ไหนหรือกับใครนี่ หญิงสาวแอบอมยิ้มให้กับความคิดของตนเอง
“ขอบคุณในความเอื้อเฟื้อของท่านมาก ขุนพลดาร์อัน” เอเดรียลรีบเอ่ยตัดบท
“มิได้เพคะ ข้ากล่าวตามความเป็นจริงทุกประการ” หญิงสาวค้อมตัวลงเคารพ พร้อมกับนั่งลงช้าๆ
“ข้ายังมีคำถามอีก” คีธานไม่ยอมแพ้ “มีพยานรู้เห็นหรือไม่ตอนที่เจ้าชายทรงกำลังฝึกซ้อมอยู่กับขุนพลดาร์อัน”
“ย่อมไม่มี เพราะพลังของพวกเรารุนแรงเกินกว่าจะมีเบลล์ตนใดทานทนได้”
“แล้วเจ้าชายทรงทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด อุทกภัยร้ายแรงจึงอันตรธานหายไปอย่างน่าอัศจรรย์”
“ข้าไม่อาจทราบได้ เพราะข้ากลับเข้าเมืองก่อนตะวันลับฟ้า ไม่อาจจะสังเกตปรากฏการณ์ได้ทัน”
เสียงปรึกษาเบาๆ ดังมาจากเหล่ากรรมาธิการและซีนาร์ชั้นสูงมากมาย คำว่า ‘ปรากฏการณ์’ เป็นข้อโต้กลับได้เกือบจะทันที คิ้วเรียวแห่งคีธานขมวดขุ่นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“แล้วเจ้าชายจะทรงให้คำตอบข้าได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดเศษเสี้ยวแห่งสิ่งนี้จึงไปตกอยู่ ณ ที่เกิดเหตุได้”
คีธานชูบางสิ่งที่อยู่ในมือขึ้นอย่างช้าๆ นั่น!!!!เรียกเสียงฮือฮาขึ้นกึกก้องห้องประชุมใหญ่ สิ่งนั้นคือแสงสีทองสุกสกาวเปล่งปลั่ง สีเดียวกับเรือนผมและนัยน์ตาแห่งเจ้าชายซีนาร์ มันเปล่งประกายเเจ่มจรัสขึ้นเมื่ออยู่ใกล้กับผู้เป็นเจ้าของ..แต่ทว่าการสอบสวนนั้นก็ไม่ได้ทำให้เจ้าชายซีนาร์รู้สึกหวาดกลัวหรือสั่นสะท้านด้วยความวิตกกังวลต่อหลักฐานสำคัญนี้เลยแม้สักนิด ดวงหน้างามยังคงเรียบเฉยไร้ซึ่งปฏิกิริยาอยู่เช่นเดิม
“ว่าอย่างไรพะย่ะค่ะ เศษเสี้ยวของพลังนี้มีเพียงเจ้าชายพระองค์เดียวที่สามารถสร้างได้ เศษเสี้ยวแห่งพลังซีนาร์สีทองของพระองค์ จะตอบข้าว่าอย่างไร” รอยยิ้มอย่างผู้มีชัยฉายชัดขึ้นที่มุมปากของขุนพลหนุ่ม
“ข้าบอกท่านแล้วมิใช่หรือว่าข้ากับขุนพลดาร์อันนั้นได้ออกไปฝึกซ้อมพลังกันและพลังของข้ากับของนางก็มากมายและรุนแรง….”
“เจ้าชายจะทรงตอบข้าว่าเพราะพระองค์ฝึกซ้อมพลังกับขุนพลดาร์อันพลังของพระองค์จึงตกค้างอยู่ ณ ที่แห่งนั้นหรือพะย่ะค่ะ”
“ใช่แล้ว มันเป็นเช่นนั้น”
“ถ้าเช่นนั้นเพราะเหตุใดที่แห่งนั้นจึงไม่มีเศษเสี้ยวของพลังซีนาร์สีแดงแห่งขุนพลดาร์เลย ทำไมจึงมีแต่พลังซีนาร์สีทองที่ส่องประกายมากมายเช่นนี้ล่ะพะย่ะค่ะ”
เจ้าชายเอเดรียลยิ้มอย่างเป็นต่อ
“ขุนพลคีธาน ..ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าอายุเท่าไรแล้ว อายุมากกว่าท่านเท่าไร มากกว่าขุนพลดาร์อันเท่าใด และรู้ถึงขีดจำกัดของพลังของข้าหรือไม่”
“เรื่องนั้น!! ..เอ่อ..ข้าขอแย้ง เจ้าชายทรงตอบไม่ตรงคำถาม”
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง !!!!!!!
“โปรดเงียบก่อน ข้าจะตอบตรงกับคำถามหรือไม่พวกท่านจงฟังข้า ข้า..พระบุตรแห่งโซลซาเกีย ผู้ครอบครองซีนาร์สีทอง พลังอำนาจของข้านั้นรุนแรงและแข็งแกร่งเป็นรองจากพระบิดา การที่ข้าได้ใช้พลังอย่างเต็มที่เพื่อฝึกซ้อมการต่อสู้กับขุนพลดาร์อันผู้ครอบครองซีนาร์สีแดงนั้นทำให้เกิดการทำลายล้างอย่างรุนแรง เศษเสี้ยวแห่งพลังอันมากมายที่เกิดจากซีนาร์ของข้านั้นทรงพลังและเเข็งแกร่งมาก ยากที่จะถูกทำลายหรือแตกสลายไปในกาลเวลาอันสั้นได้ ส่วนขุนพลดาร์อันนั้นแม้จะเป็นผู้ที่ได้ครอบครองอำนาจของซีนาร์สีแดงก็ตาม แต่พลังของนางก็ไม่สามารถที่จะอยู่คงทนได้นานนัก เศษเสี้ยวแห่งพลังของนางจะสลายไปในเวลาอันสั้นและไม่คงทนเป็นรูปร่างเช่นของข้า ข้าพูดเช่นนี้เหล่าซีนาร์ชั้นสูงทุกท่านคงจะเข้าใจได้เพราะแต่ละท่านก็มีอายุไม่น้อยไปกว่าข้า ทุกท่านคงจะสามารถแยกแยะและเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดได้โดยง่าย ผิดกับท่านนะคีธาน ท่านยังเยาว์วัยนัก”
คำกล่าวทั้งหมดเรียกเสียงหัวเราะดังลั่นห้องประชุมของสมาพันธ์ นัยน์ตาวาวโรจน์สีม่วงเข้มส่องประกายฉายแววโกรธเกรี้ยวจนแทบจะควบคุมพลังตนไว้ไม่อยู่ ขุนพลหนุ่มกระแทกตัวลงนั่งไม่มองแม้แต่บิดาแห่งตนที่ตอนนี้ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความอับอาย
“ผู้ใดต้องการจะถามคำถามกับข้าอีก เชิญได้”
การาทขุนพลอีกผู้หนึ่งยกมือขึ้น “ข้าขอถามเจ้าชายบ้างพะย่ะค่ะ”
“เชิญท่านการาท”
ชายหนุ่มร่างผอมสูง เรือนผมและนัยน์ตาสีดั่งพฤกษา ผู้ครอบครองซีนาร์สีเขียวเอ่ยถามคำถาม
“คำตอบของเจ้าชายข้าเข้าใจและเห็นจริงทั้งหมดแต่ข้าสงสัยอยู่อีกเรื่องเท่านั้น จะมีข้อพิสูจน์ใดที่จะพิสูจน์ให้ชัดเจนได้บ้างว่าเจ้าชายมิได้ทรงใช้พลังของพระองค์ปกป้องพวกเบลล์จริง”
คำถามนั้นทำให้เหล่าซีนาร์ชั้นสูงพากันครุ่นคิด จะมีวิธีใดพิสูจน์ได้อีก? ความเงียบ..เข้าครอบคลุมห้องประชุมใหญ่อีกครั้ง แต่สุดท้าย..ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่นั่งนิ่งงันมาตลอดก็ยกมือขึ้นท่ามกลางสายตาน้อยใหญ่ของเหล่าซีนาร์ทั้งปวงที่จ้องมองมาด้วยความสนใจ
“ข้าคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ในเมื่อเจ้าชายทรงใช้พลังเพื่อหยุดยั้งอุทกภัยที่รุนแรงแบบนั้นให้สงบและอันตรธานหายไปได้ บัดนี้เจ้าชายคงจะไม่มีพลังจิตเพียงพอที่จะแผ่อำนาจจิตออกมาจากซีนาร์ของพระองค์ได้อย่างแน่นอนเพราะถึงแม้เจ้าชายจะทรงมีพลังที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม แต่อุทกภัยที่ร้ายเเรงขนาดนั้น..แม้แต่ข้าหรือรวมเหล่าขุนพลซีนาร์ในที่นี้ไปช่วยกัน ก็ไม่แน่ว่าจะหยุดยั้งไว้ได้ หรือพวกท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”
“ข้าเห็นด้วยกับท่านยูอา ข้าเคยติดตามเจ้าชายเสด็จไปที่ต่างๆ เคยเห็นพลังซีนาร์แห่งพระองค์ ..ถ้าเจ้าชายทรงสามารถแผ่พลังจิตอย่างรุนแรงออกมาได้ ข้าจะเชื่อเป็นคนแรกว่าเจ้าชายมิได้ทรงช่วยเหลือเผ่าพันธุ์เบลล์แต่อย่างใด”
ขุนพลการาทสนับสนุนเต็มที่เพราะถึงจะได้ครอบครองซีนาร์สีทองแต่พลังก็มีขีดจำกัด เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีซีนาร์ผู้ใดที่ใช้พลังมากมายขนาดนั้นแล้วยังจะสามารถรวบรวมจิตแผ่อำนาจออกมาอย่างรุนแรงได้อีก แต่อาจจะยกเว้นอยู่เพียงผู้เดียว ผู้นั้นคือท่านจ้าวโซลซาเกีย
“ว่าอย่างไรพะย่ะค่ะเจ้าชาย พระองค์จะทรงพิสูจน์หรือไม่” ยูอาหันมาถามคนเบื้องหน้า
“ได้สิ ข้ายินดีเพื่อความบริสุทธิ์ใจของข้า ขอให้เหล่าซีนาร์ทุกท่านสร้างเกราะคุ้มกายตนเพื่อป้องกันอำนาจแห่งข้า”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นรอบทิศ เหล่าซีนาร์และกรรมาธิการรีบพากันสร้างเกราะบางๆ คุ้มกายตน ..สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่ร่างโปร่งที่บัดนี้หลับตาลงช้าๆ จิตของพระบุตรค่อยๆถูกปลุกขึ้น ก่อเกิดเป็นพลังอำนาจสีทองเปล่งประกายออกมาจากอัญมณีคล้ายผลึกแก้วสีทองใสที่ส่องสว่างอยู่เหนือหน้าผากแห่งเจ้าชาย เหล่าซีนาร์ฝึกหัดและซีนาร์ชั้นผู้น้อยผู้ไม่เคยได้เห็นซีนาร์สีทองมาก่อนต่างตะลึงงันในความงดงามของอัญมณีซีนาร์แห่งพระบุตร เจ้าชายเอเดรียลยังคงหลับตานิ่งราวกับไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แสงสีทองที่ส่องประกายจากอัญมณีนั้นเปล่งประกายเป็นเส้นไหมเส้นเล็กๆ วิ่งไปทั่วทุกสารทิศ อีกทั้งยังมีอำนาจเหนือเกราะบางๆของเหล่าซีนาร์ชั้นผู้น้อยจนเกราะบางค่อยๆร้าวและแตกเป็นเสี่ยง ซีนาร์เหล่านั้นจึงถูกอำนาจจิตรุนแรงแห่งพระบุตรบีบเค้นจนสลบแน่นิ่งไป บางคนที่ไม่คุ้นเคยต่อพลังอำนาจที่กล้าแข็งก็พากันวิ่งหนีออกจากหอประชุมจนอลหม่าน ส่วนซีนาร์ชั้นสูงและเหล่ากรรมาธิการต่างรู้สึกเย็นยะเยือกเข้ากระดูกทั้งที่ถึงแม้ตนจะอยู่ในเกราะก็ตาม ดูคล้ายเส้นไหมทองเล็กๆนั้นเหมือนจะวิ่งทะลุเข้ามาในเกราะได้ พิสูจน์เพียงเท่านี้เหล่ากรรมาธิการก็เชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่าเจ้าชายมิได้ทรงใช้พลังเพื่อการนั้นจริงๆ แต่แล้วกลับมีซีนาร์ชั้นผู้น้อยตนหนึ่งส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด..เรียกให้พระบุตรที่บัดนี้ยังคงแผ่ขยายอำนาจแห่งตนออกไปอย่างไม่หยุดยั้งนั้นต้องชะงักงันกะทันหัน ที่หน้าผากมนเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่เกาะอยู่พราว ..เสียงหอบน้อยๆทำให้หญิงสาวที่อยู่ข้างกายได้สติทันที
“เอเดรียล!! หยุดเถอะ ท่านกำลังจะหมดสตินะ ..หยุด!! เอเดรียล!!”
ทันทีที่สิ้นเสียงของเธอ เจ้าชายซีนาร์ก็หยุดยั้งพลังแห่งตนทันที อัญมณีสีทองหายวับไปในพริบตา เส้นไหมเล็กๆที่ระโยงระยางกลับกลายเป็นเเสงสีทองส่องสว่างไปทั่ว พลันเอเดรียลกลับทรุดลงข้างหญิงสาว!!! เธอรีบก้าวเข้ามาประคองเจ้าชายหนุ่มได้ทันก่อนล้มลง ดวงหน้างามนั้นซีดเผือดราวกับกระดาษ
“ข้า..ไม่เป็นไร ขอบใจนะดาร์ ช่วยพยุงข้าอีกสักครู่เถิด”
เสียงเอ่ยเบาจนหญิงสาวใจหาย แต่ก็เพียงครู่เดียวจริงๆ เอเดรียลฝืนกำลังตนพยุงตัวลุกขึ้นราวกับไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ ร่างโปร่งยืนตัวตรงไม่ซวนเซอีก ดาร์อันรู้สึกตกใจในการกระทำนั้นๆจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก เธอเพิ่งตระหนักได้ถึงอำนาจจิตที่แท้จริงของสหายสูงศักดิ์
“ไม่ต้องเป็นห่วงดาร์ อีกเดี๋ยวเรื่องก็จะจบแล้ว” เจ้าชายซีนาร์ยิ้มบาง
“ข้าได้พิสูจน์ตนเองแล้ว ยังมีผู้ใดมีคำถามจะถามข้าอีกหรือไม่.. ”
เอเดรียลเอ่ยเสียงนุ่มและดังกังวานพร้อมกับยืนรอคำตอบ..แต่หอประชุมตอนนี้กลับเงียบกริบราวกับจะได้ยินเสียงหายใจของผู้คน ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยเพราะเหล่าซีนาร์ยังคงตะลึงงันอยู่กับพลังอำนาจแห่งพระบุตรสีทอง
“ถ้าไม่ ข้าก็ขอให้เหล่ากรรมาธิการได้โปรดพิจารณาฎีกาด้วย”
เอเดรียลมองตรงยังหอคอยสูงลิ่ว เหล่ากรรมาธิการค่อยๆลุกขึ้นยืนทีละคนและทุกคนก็พร้อมใจกล่าวเหมือนกันหมด ไม่เว้นแม้กระทั่ง คาลอส ผู้ยื่นฎีกาฟ้อง
“ตามที่กรรมาธิการได้พิจารณาและไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว..เห็นว่าเจ้าชายเอเดรียลมิได้ทรงใช้พลังซีนาร์ของพระองค์เพื่อช่วยเหลือเผ่าพันธุ์เเห่งเบลล์ดั่งที่ได้กล่าวหา จึงถือคำตัดสินของกรรมาธิการว่า ….”
“เจ้าชายไม่มีความผิด..และทุกข้อกล่าวหา..ยกฟ้อง กรรมาธิการขอยุติการประชุมประจำไตรภาค ณ บัดนี้”
สิ้นเสียงประกาศของเหล่ากรรมาธิการ บรรดาซีนาร์ทั้งหลายต่างพากันจับกลุ่มพูดคุยถึงพลังอำนาจสีทองสุกสกาวอย่างออกอรรถรส แต่เอเดรียลกลับถูกซีนาร์หนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินเข้มพาเข้าที่พำนักอย่างรวดเร็ว โดยมีหญิงสาวผมสีเพลิงวิ่งตามมาด้านหลัง ไม่ทันที่ซีนาร์หนุ่มผู้มีเรือนผมสีม่วงเข้มจะเข้าไปหาเรื่องได้ทัน เสียงสบถเบาๆ จึงดังลอดไรฟันด้วยความโกรธแค้น
“คราวนี้ถือว่าเจ้าเตรียมตัวมาดี แต่คราวหน้าเจ้าโชคไม่ดีแบบนี้แน่ เอเดรียล!!!”
ภายในห้องพำนักหรู เอเดรียลที่อยู่ในอ้อมกอดของยูอา พยายามขืนตัวให้หลุดจากการโอบอุ้ม ดวงหน้างามบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด
“ข้าไม่เป็นไรมากหรอกนะยู ปล่อยข้าลงเถิดเดี๋ยวใครมาเห็นเข้าข้าก็ได้โดนสอบสวนอีกรอบหรอก คราวนี้ไม่มีพลังพอที่จะพิสูจน์อีกแล้วนะ”
เอเดรียลเอ่ยตัดพ้อเบาๆ จริงๆเขาก็ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้นหรอกเพียงแค่อ่อนล้าและสิ้นเรี่ยวแรงเท่านั้นเอง
“และถ้าท่านถูกสอบสวนอีกครั้ง ข้า ‘ยูอา’ ผู้นี้จะพาท่านหนีไปเอง ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านทำเช่นนี้อีกแล้ว”
ชายหนุ่มกล่าวโดยที่ไม่ยอมมองดวงหน้างามของเจ้าชายซีนาร์ ตอนนี้เขารู้สึกโกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถจะระงับพลังออร่าสีน้ำเงินไว้ได้ มันถูกปล่อยออกมาจากร่างสูง ช้าๆและเนิบนาบ แต่เจ้าชายเอเดรียลก็รู้สึกได้ ยูอาค่อยๆวางร่างของเอเดรียลลงที่เก้าอี้เตียงอย่างเบามือที่สุด เสียงถอนหายใจยาวๆอย่างโล่งอกดังมาจากหญิงสาวอีกผู้หนึ่งข้างกาย
“ข้าก็จะทำเหมือนกับที่ยูทำเช่นกัน จะไม่ปล่อยให้ท่านทำเช่นนี้อีกแล้วเอเดรียล ท่านควรจะเห็นคุณค่าของตัวเองบ้าง ท่านมีความหมายสำหรับข้าและยูเสมอนะ ..รู้ไหมว่าตอนนั้น ตอนที่เห็นท่านเกือบจะล้มลง ข้าตกใจมากเพียงใด”
ดาร์อันปาดน้ำตาของตนที่คลอขังอยู่ในนัยน์ตาสีแดงเพลิง เจ้าชายซีนาร์มองพระสหายแล้วก็รู้สึกผิดในใจจนสีหน้าหมองลง
“ข้าขอโทษ..ข้าลืมตัวไปหน่อยจนเผลอปล่อยอำนาจเสียเต็มกำลัง เจ้าคงจะตกใจมากสินะดาร์ แต่อย่าเป็นห่วงอีกเลย นับแต่นี้ข้าจะให้ความสำคัญกับตนเอง” เอเดรียลยิ้มบางเป็นเชิงปลอบประโลมพร้อมกับให้คำมั่น
“ท่านควรพักผ่อนมากๆ นอนพักที่นี่สักครู่ ข้าจะออกไปดูเหตุการณ์ภายนอกสักหน่อย ดาร์ฝากดูแลเจ้าชายจอมดื้อด้วย อย่าให้ทรงหนีออกไปเล่นอะไรแผลงๆอีกล่ะ” ยูอาเอ่ยจริงจังแล้วจับจ้องยังดวงหน้างาม
“สัญญากับข้าเอเดรียล ระหว่างนี้ห้ามใช้พลังเพื่อผู้ใดอีก”
“ข้ารู้และขอสัญญาด้วยเกียรติแห่งข้า”
เอเดรียลเอ่ยตอบ แววตาจริงจังในคำพูดแห่งตนจนยูอาวางใจ เขาหันกลับมามองทางหญิงสาว
ดาร์อันยิ้มอย่างรู้ทัน “เจ้าไม่ต้องห่วงยู ข้าจะเฝ้าเขาไว้ให้ดีทีเดียว”
สิ้นคำกล่าวของขุนพลหญิง นัยน์ตาสีดั่งทองคำแห่งเจ้าชายก็มีแววขบขัน นานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่พระสหายไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาและหยอกล้อกันเช่นนี้ ถ้าไม่นับเรื่องของเบลล์ผู้นั้น ตัวเขาเองคงจะมีความสุขมากทีเดียว
“งั้นข้าขอตัวสักครู่ เดี๋ยวจะกลับมา”
ยูอาพยักหน้าเป็นเชิงขอตัวก่อนที่ร่างสูงสง่าจะเดินออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่นานนักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของซีนาร์ชั้นสูงทั้งสองอีกครั้ง
“ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ”
องครักษ์รับใช้เปิดประตูใหญ่เข้ามากลางห้องพำนัก แล้วก้มลงเคารพผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างนอบน้อม
“ต้องขอประทานอภัย หม่อมฉันได้รับคำสั่งจากเบื้องบนว่าท่านจ้าวทรงต้องการพบเจ้าชายด่วนพะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะนำทางพระองค์เอง ทรงตามหม่อมฉันมาทางนี้พะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มผายมือ
“ตอนนี้น่ะหรือ ..แต่!! ..”
ดาร์อันมองดวงหน้างามที่ยังคงซีดเซียว แค่ยืนยังจะไม่ไหวเลย ถ้ายูอารู้เข้ามีหวังเธอคงโดนเล่นงานแน่
เอเดรียลมองใบหน้ากลมๆของหญิงสาวก็รู้สึกเอ็นดูนัก ในเมื่อยามอยู่บนสนามรบ ดาร์อันดูเหี้ยมหาญและเก่งกล้าเกรียงไกร แต่บัดนี้กลับมีท่าทีลำบากใจในเรื่องเล็กน้อย เขาจึงรีบเอ่ยตอบองครักษ์
“ข้ารู้แล้ว รอข้าสักครู่หนึ่งเถิด” เขาหันไปยังมองซีนาร์สาวพร้อมกับยิ้มน้อยๆ “ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอกขุนพลดาร์อัน ท่านจงกลับไปยังเบลล์ก่อน เมื่อข้าสิ้นธุระกับพระบิดาเมื่อไร ข้าจะตามกลับไปเอง”
ดาร์อันกำลังจะเอ่ยปากทักท้วงแต่เอเดรียลก็รีบชิงลุกขึ้นก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ย หญิงสาวได้แต่มองตามแผ่นหลังบาง
“ทราบแล้วเพคะ พระองค์ทรงระวังด้วย แล้วหม่อมฉันจะรอรับที่เมืองเบลล์”
ร่างเพรียวของขุนพลหญิงทรุดตัวลงทำความเคารพ เจ้าชายซีนาร์ผงกศีรษะรับ
“ข้าพร้อมแล้วองครักษ์ จงนำทาง”
องครักษ์หนุ่มเดินนำออกไปจากห้องพร้อมกับเอเดรียลในชุดสีขาวบางที่ตามหลังออกมา เมื่อเสียงประตูใหญ่ปิดลง ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจยาวของขุนพลหญิงแทบจะในทันที
“ท่านจ้าวจะทรงระแคะระคายเรื่องนี้หรือไม่นะ ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกินเอเดรียล..”
“
ท่านจ้าว เจ้าชายเอเดรียลเสด็จมาตามรับสั่งแล้วพะย่ะค่ะ หม่อมฉันขอทูลลา”องครักษ์ซีนาร์ก้มลงทำความเคารพพร้อมกับถอยออกจากห้องใหญ่อย่างช้าๆ เอเดรียลจึงย่างก้าวเข้ามาเพียงลำพัง ดวงหน้างามยังคงดูอ่อนล้าจากการใช้พลังที่เกินขีดจำกัด
“พระบิดา” เสียงใสเอ่ยแผ่วเบา
“เอเดรียล มาแล้วรึ ลูกเป็นอย่างไรบ้าง”
ร่างงามดั่งภาพวาดหันมามองพระบุตรแห่งตน…ดวงหน้านั้นเรียบเฉยแต่แววตากลับหม่นหมองคล้ายมีความห่วงและเป็นกังวล
“ลูกไม่เป็นอะไร พระบิดาอย่าได้ทรงเป็นห่วงเลยพะย่ะค่ะ”
“จะบอกเหตุผลที่เจ้าทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้หรือไม่ ลูกรัก”
“ลูก..ลูกต้องขอประทานอภัยที่บังอาจละเลยต่อหน้าที่ของตนแล้วยังทำให้ต้องทรงเสื่อมเสีย แต่ลูกมิอาจจะตัดใจได้”
เอเดรียลกล่าวเสียงสั่น เขาไม่เคยกระทำความผิดใดๆมาก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้รู้สึกผิดต่อพระบิดาตนเองนัก
“ตัดใจ..เช่นนั้นหรือ??”
ท่านจ้าวโซลซาเกียทวนคำ ดวงหน้าใสราวแก้วนั้นมองพระบุตรด้วยความแปลกใจ
เจ้าชายซีนาร์ยิ่งรู้สึกละอายใจหนักขึ้นจนต้องก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม
“ลูกหลงรักเบลล์ผู้หนึ่ง ..รัก ..มาเนิ่นนาน”
นัยน์ตาใสเบิกขึ้นด้วยความตกใจ พระบุตรอันเป็นที่รักยิ่งกำลังจะกระทำความผิดอันร้ายแรง เบลล์ผู้นั้นเป็นใครกันสามารถเหนี่ยวรั้งใจของเอเดรียลไว้ได้
“ไยเจ้าจึงปิดบังพ่อเช่นนี้เล่า!!!”
“ลูกรู้ว่ามันมิสมควร แต่ใจของลูกก็ได้มอบให้เบลล์ผู้นั้นไปจนหมดสิ้นแล้ว พระบิดาอย่ากริ้วลูกเลย”
เอเดรียลได้แต่สำนึกผิด หยาดน้ำตากำลังจะรื้นขึ้นเมื่อเอ่ยถึงความในใจ
“เบลล์ผู้นั้นสินะที่เป็นเหตุให้ลูกต้องลดเกียรติและบรรดาศักดิ์ลงไปเป็นเพียงแค่ผู้ควบคุมเผ่าพันธุ์อันต่ำต้อยเช่นนั้น”
ร่างโปร่งพยักหน้าน้อยๆ น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลลงอาบแก้มบาง ดวงหน้างามยังคงก้มลงไม่กล้าสู้หน้าพระบิดา โซลซาเกียได้แต่สั่นศีรษะ พระบุตรที่เป็นดั่งดวงใจกำลังสับสนและเศร้าเสียใจยิ่งนัก แค่มองทะลุผ่านแววตาสีทองนั้นก็บ่งบอกความเศร้าที่อยู่ในจิตใจได้เป็นอย่างดี
“พ่อมิได้ตำหนิเจ้าเอเดรียลลูกรัก เพียงแต่พ่ออยากจะรู้เหลือเกินว่าเบลล์ผู้นั้นรักเจ้าเหมือนกับที่เจ้ารักหรือไม่”
คำถามของพระบิดาช่างเสียดแทงจิตใจเอเดรียลยิ่งนัก จะบอกได้อย่างไรว่าเบลล์ผู้นั้นเกลียดชังเขายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก ถ้ามีพลังอำนาจพอที่จะฆ่าได้คงกระทำไปตั้งแต่ศึกแย่งชิงเผ่าพันธุ์ครั้งนั้นแล้ว
“ลูกมิเคยเอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อเขาแม้เพียงนิด..ความโกรธและความเกลียดชังครอบงำจิตใจของเขาจน ลูกมิอาจจะลบเลือนความชิงชังนั้นไปได้”
ได้ฟังดังนั้น!!…ท่านจ้าวโซลซาเกียแทบอยากจะไปทำลายเผ่าพันธุ์แห่งเบลล์เสียเดี๋ยวนี้ มันช่างบังอาจนัก เอเดรียลรักมันถึงเพียงนี้ไยจึงทำให้เจ็บปวด
“พระบิดาอย่ากริ้วเลย ลูกผิดเองที่ไม่เคยได้แสดงถึงความรู้สึกของตนเอง เขาจึงได้ชังลูกถึงเพียงนี้ และอีกอย่างหนึ่ง เขา..มีบุคคลอันเป็นที่รักเคียงข้างแล้ว”
เอเดรียลนึกถึงเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่มีนัยน์ตาสีเขียวสดใสและรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ เจ้าชายน้อยแห่งเบลล์ที่ร่าเริงและไร้เดียงสา ผู้เป็นที่รักแห่งเบลล์ผู้นั้น ..นั่นสินะ งดงามและพิสุทธิ์ต่างจากเขา..ที่เย็นชาและร้ายกาจ
“เป็นเช่นนั้นเอง เบลล์ผู้นั้นมีคนรักแล้ว..แล้วทำไมเจ้าจึงไม่พยายามตัดใจเสีย รั้นที่จะรักรังจะสร้างความเจ็บปวดแก่เจ้า”
“ลูกรักเขาสุดขั้วหัวใจ แม้ต้องสละตนเพื่อเขา..ลูกก็ยินยอม”
น้ำเสียงนั่นเด็ดเดี่ยวจนโซลซาเกียรู้สึกเป็นกังวลยิ่ง เห็นทีจะต้องทำสิ่งใดลงไปบ้างเพื่อยับยั้งเหตุนี้
“เอาเถิด เมื่อลูกรักเบลล์ถึงเพียงนั้นพ่อจะไม่ห้ามอันใด แต่จงระวังการกระทำของลูกและการช่วยเหลือเผ่าพันธุ์เบลล์ด้วย คราครั้งนี้อาจจะโชคดีแต่ครั้งหน้าพ่ออาจจะช่วยอะไรลูกไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่ง..จงระวังซีนาร์สีม่วงไว้ ดูท่าจะพยายามหาเรื่องลูกนัก พ่อรู้สึกเป็นห่วงเหลือเกิน”
มือเรียวใสบรรจงลูบไล้เรือนผมสีทองนุ่มอย่างเบามือ คลื่นพลังอันอบอุ่นอ่อนโยนที่แผ่ออกมาเข้าสัมผัสและปลอบประโลมจิตใจของเจ้าชายซีนาร์ให้สงบและเยือกเย็นลง
“ขอบพระทัยพระบิดา ต่อแต่นี้ไปลูกจะระวังให้มาก” รอยยิ้มบางผุดขึ้นตอบรับ
“จงกลับไปยังเบลล์เพื่อพักผ่อน ขอให้เจ้าจงแคล้วคลาดจากภัยทั้งปวงและมีความสุข ลูกรัก”
“พระบิดาก็เช่นกัน ลูกขอทูลลา”
เอเดรียลก้มลงถวายความเคารพนอบน้อมก่อนจะเดินออกห้องไป รอยยิ้มยังคงไม่จางหายไปจากดวงหน้างาม จนเมื่อเสียงประตูเงียบลงแล้ว เสียงเย็นๆ ก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“อยู่ตรงนั้นหรือไม่ เซเลส”
“พะย่ะค่ะท่านจ้าว”
ยังมีอีกเสียงหนึ่งดังกังวานมาจากด้านหลัง ที่นั่นปรากฏชายหนุ่มซีนาร์อีกผู้หนึ่ง เรือนผมของเขากลับมีสีดำสนิทรับกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่นิ่งสงบ
“ได้ยินทั้งหมดแล้วสินะ”
“พะย่ะค่ะ เจ้าชายทรงหลงรักเบลล์เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง”
“เรารู้” ร่างใสนิ่งคิด จะไม่ยอมสูญเสียพระบุตรอันเป็นที่รักเป็นเด็ดขาด
“เซเลส จงรับคำสั่ง”
“พะย่ะค่ะ”
“พรุ่งนี้เจ้าจงไปยังอาณาจักรแห่งเบลล์สืบให้รู้แน่ว่าเบลล์ตนนั้นคือผู้ใด จงช่วยระวังภัยอันจะเกิดกับพระบุตรแห่งเราและอย่าให้ใครรู้ถึงฐานะความเป็นซีนาร์ของเจ้า ได้เรื่องอย่างไรจงกลับมาเพื่อบอกเรา”
“เซเลสน้อมรับคำสั่ง จะไปเดี๋ยวนี้พะย่ะค่ะ ขอทูลลา”
เมื่อสิ้นคำกล่าว..ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำสนิทก็ก้มลงต่ำเพื่อทำความเคารพ ไม่นานร่างผอมสูงก็หายลับไปหลงเหลือเพียงเงาดำที่ค่อยๆจางหายไป
“เราจะคอยฟังข่าวดีจากเจ้า ขุนพลแห่งโซลซาเกีย”
ดวงหน้าที่เรียบเฉยกลับมีรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ร่างใสเคลื่อนเข้าสู่ที่พำนักอย่างช้าๆ ไม่มีแม้แต่เสียงย่ำฝีเท้า ความเงียบสงัดและสงบกลับคืนสู่สมาพันธ์แห่งซีนาร์อีกครั้ง