Episode three 3
อาณาจักรแห่งเบลล์ที่ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ เผ่าพันธุ์ที่รักสงบและเก่งกล้ากว่าเผ่าพันธุ์อื่น นัยน์ตาสีเขียวใสดั่งพงไพรเป็นสัญลักษณ์แห่งความเอื้ออารีที่มีอยู่ทุกหนแห่ง แต่แล้ว!!..ความสุขสงบก็ถูกเเย่งชิงไปโดยเหล่าซีนาร์แสนงามที่มีพลังอำนาจเหนือกว่า ศึกครั้งนั้นเผ่าพันธุ์ทั้งสองต่างเข้าประหัตประหาร ฝ่ายหนึ่งเพื่อรักษาและปกป้อง อีกฝ่ายต้องการครอบครองและแย่งชิง เบลล์และซีนาร์ อำนาจและพลังใกล้เคียงสูสี ถ้าไม่มีลำแสงนั้น…ลำแสงสีทองที่พาดยาวจากขอบฟ้าสาดส่องข้ามแดนเข้ามายังอาณาจักร เพียงพริบตา!! กองทัพชุดสุดท้าย!! เหล่าเบลล์ผู้ภักดีและต้องการปกป้องเผ่าพันธุ์ก็ล้มลงและแน่นิ่งไปทีละคน ต่อหน้าต่อตา!!!! ทำสิ่งใดไม่ได้อีก!!!! ไม่แม้แต่จะป้องกันตนเองจากแสงสีทองนั้น แต่ช่างน่าแปลกใจเหลือเกิน!!!!?? ไยลำแสงนั้นจึงไม่กล้ำกรายมาใกล้แม้เพียงนิด สายตาได้แต่จ้องมองไปยังต้นกำเนิดแห่งพลัง ณ ขอบฟ้านั้นก็ได้คำตอบ เรือนผมสีทองยาวดั่งแสงอาทิตย์พลิ้วไหวตามแรงลม ดวงหน้านั้นงดงามดั่งเทพบนสวรรค์ ซีนาร์สีทองที่กำลังจ้องมองลงมายังเบลล์ผู้ต่ำต้อย นัยน์ตาคู่งามที่เยือกเย็นล้ำลึกสะกดให้ร่างและจิตใจนิ่งขึง ดาบที่อยู่ในมือพลันร่วงหล่นสู่พื้นโดยไม่รู้ตัว และเพียงเสี้ยววินาทีเดียวก็ทันได้เห็นรอยยิ้ม..รอยยิ้มที่แสนเศร้า!!! เพราะเหตุใดจึงยิ้มเศร้าเช่นนั้น?? ทำไมไม่ยิ้มเยาะหรือหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเล่า!! ในเมื่อ..เบลล์ได้พ่ายแพ้ต่อซีนาร์..แล้ว!!!!!
นัยน์ตาสีเขียวใสดูเหนื่อยล้าทันทีที่นึกถึงศึกครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนั้น
'ข้าเกลียดท่านนักเอเดรียล แต่เมื่อนึกถึงรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยของท่านทำให้ข้าไม่แน่ใจตนเองจนรู้สึกสับสนไปหมด ทำไมท่านจึงไว้ชีวิตข้าเพียงผู้เดียว ลำแสงแห่งอำนาจของท่านไยจึงหลบเลี่ยงข้า??'
คำถาม..ที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้
“ท่านเซฮัน”
เสียงเรียกแห่งขุนพลดาร์อันทำให้ชายหนุ่มสะดุ้ง ความคิดทั้งหมดพลันยุติลง เขาเพียงเหลียวกลับมามองอย่างตื่นตกใจเล็กน้อย
“ท่านดาร์อันนั่นเอง มีธุระอันใดกับข้าหรือ”
เขาผุดลุกขึ้น สีหน้าตื่นตระหนกเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างไรหญิงสาวก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
“ไม่มีสิ่งใดหรอกท่าน ไยท่านจึงมานั่งอยู่ที่นี่เพียงลำพัง แล้วเจ้าชายซาตานาล่ะ ไปอยู่ที่ใดแล้ว”
“เจ้าชายกลับเข้าที่พำนักแล้ว ข้าเพียงนอนไม่หลับ ท่านล่ะทำไมจึงเดินออกมาตอนนี้ พรุ่งนี้ท่านต้องไปราชการแต่เช้าไม่ใช่หรือ??” เซฮันหันไปถามบ้าง
“ข้ามารอเอเดรียลน่ะ เขายังไม่กลับมาจากการประชุมที่สมาพันธ์ นี่ก็ตั้งนานแล้วข้าเป็นห่วงเขานัก”
ร่างสูงแปลกใจ เจ้าชายซีนาร์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นจะมีใครทำอันตรายได้
“เดี๋ยวเจ้าชายก็คงจะกลับ ท่านไม่ต้องห่วงหรอก พลังของเจ้าชายกล้าแข็งมากไม่มีใครทำกล้าทำอันตรายแน่”
คำตอบกึ่งประชดนิดๆทำให้ดาร์อันอดยิ้มไม่ได้ ถ้าเทียบอายุกันแล้วเธอกับเขาก็ห่างกันเป็นร้อยปีทีเดียว ส่วนเซฮันเมื่อเห็นรอยยิ้มที่เหมือนเอ็นดูเด็กๆของหญิงสาวเช่นนั้นก็รู้สึกโกรธตัวเองนิดๆ
“ข้าไม่ได้วิตกเรื่องนั้นหรอกท่าน เอเดรียลน่ะไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่ท่านคิดหรอกนะ ตรงข้ามเลยทีเดียว เขาน่ะทั้งอ่อนไหวและบริสุทธิ์มากกว่าข้าหรือซีนาร์คนอื่นๆมากมายนัก ถ้าท่านจะเปิดใจและลองมองให้เห็นถึงแก่นแท้ของจิตใจเขา ท่านก็จะเห็นเอง”
ชายหนุ่มนิ่งฟัง ถ้าที่หญิงสาวพูดเป็นเรื่องจริง... ไม่..ไม่ใช่!!ที่เขาเห็นไม่เป็นเช่นนั้น
แค่เพียงมองแววตาสีเขียวใสที่บัดนี้ขุ่นมัว ดาร์อันก็รู้ได้ในทันที
‘ยังเร็วเกินไปที่จะยอมรับ..’ ….
“เอาเถิด ข้ายังมีธุระที่สำคัญในคืนนี้ไม่สามารถจะอยู่คอยได้นานนัก ถ้าท่านยังคงนั่งอยู่ที่นี่ ก็ฝากท่านช่วยรอรับเอเดรียลแทนข้าด้วย ได้หรือไม่”
“ถ้านั่นเป็นคำสั่ง ข้าจะกระทำ”
เซฮันเอ่ยเรียบๆ สีหน้าเฉยเมยไร้ความรู้สึก
“ไม่ใช่คำสั่งหรอกท่าน เพียงคำขอร้องของสหายเท่านั้น ได้หรือไม่” หญิงสาวยิ้มเย็น
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ทุกเวลา ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะรอรับเจ้าชายให้”
ดาร์อันแตะมือที่ไหล่แกร่งเบาๆ เบลล์ผู้นี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลยเพียงแต่มีทิฐิในเผ่าพันธุ์มากไปสักนิด 'เอเดรียล…ข้าช่วยท่านได้เพียงเท่านี้ หลังจากนี้ต้องขึ้นอยู่กับตัวท่านแล้วล่ะ'
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อน ขอบคุณท่านมากท่านมหาเสนา” หญิงสาวค้อมตัวลง
“ไม่เป็นไร ท่านขุนพล”
เมื่อหญิงสาวเดินลับไปแล้ว เซฮันก็นั่งลงกับที่อีกครั้ง จิตใจยังกระหวัดคิดถึงคำพูดเมื่อครู่ของหญิงสาวผมแดง
“อ่อนไหวและบริสุทธิ์ ถ้าเปิดใจแล้วจะมองเห็นอย่างนั้นหรือ ฮึ!! ..ช่างน่าขำสิ้นดี!!!!”
แสงจันทร์สาดส่องไปทั่วบริเวณกว้างหน้าราชวังใหญ่ ร่างสูงยังคงนั่งหลับตานิ่งราวกับจะรับสัมผัสและบรรยากาศอันละมุนละไมไว้ในตัว จนไม่ทันที่จะได้รับรู้ถึงบุคคลหนึ่งที่ก้าวออกมาจากความมืดมิด เรือนผมสีทองสว่างปรากฏออกมาอย่างช้าๆ และค่อยๆแจ่มชัดขึ้นทีละน้อย ร่างโปร่งระหงสวยงามเข้ามาประชิดชายหนุ่มชาวเบลล์โดยที่ไม่ทันรู้สึกตัว รอยยิ้มน้อยๆทำให้ดวงหน้าที่เคร่งขรึมและเย็นชาอยู่ตลอดเวลาของเจ้าชายเอเดรียลใสกระจ่างและงดงามขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์ละมุน
“หลับอยู่หรือไรเด็กน้อยของข้า….”
เสียงใสเอ่ยแผ่วเบา เอเดรียลก้มลงมองคนตรงหน้าด้วยสายตาอันอ่อนโยนและโหยหา ดวงหน้าคมเข้มนั้นดูนิ่งขึงและสงบ สันจมูกโด่งตรงแสดงถึงนิสัยที่กล้าแกร่ง ซื่อตรงและไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด อีกทั้งริมฝีปากบางเฉียบที่ดูเด็ดขาดนั่นด้วย เจ้าชายซีนาร์รู้สึกอยากจะสัมผัสที่ดวงหน้าคมนั้นแม้เพียงนิด นิ้วมือขาวเรียวบางจึงถูกยกขึ้นช้าๆ ไม่ให้คนตรงหน้าได้รู้สึกตัว และแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสที่เรือนผมสั้นเท่านั้น ข้อมือบางก็ถูกบีบทันที!! ฝ่ามือแกร่งแห่งเบลล์กระชากร่างโปร่งเข้าหาตนพร้อมกับผลักออกไปเต็มแรง โดยไม่ทันระวัง!! เอเดรียลจึงล้มไปทางซ้ายทำให้แผ่นหลังกระแทกเข้ากับเสาหินสลักจนแน่นิ่ง เสียงครางเบาๆลอดออกมาจากริมฝีปากซีดขาว
เซฮันตกใจ เพียงแค่ผลักเท่านั้นทำไมเจ้าชายซีนาร์จึงดูอ่อนแรงเช่นนี้ แต่ด้วยความโกรธจึงทำเป็นไม่สนใจ เขาแผดเสียงถามด้วยความไม่พอใจเท่าไรนัก
“ท่านจะทำสิ่งใดกัน!! ต้องการจะทำร้ายข้าเช่นนั้นหรือ??!!!”
เอเดรียลไม่ตอบเพียงแต่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นช้าๆ ดวงหน้างามนั้นเผือดราวกับหมดสิ้นเรี่ยวแรง
“ตอบข้ามาเจ้าชาย ถ้าท่านต้องการจะสู้กับข้าไยจึงลอบทำตอนข้าหลับเช่นนี้ ช่างไร้ศักดิ์ศรียิ่งนัก” ชายหนุ่มยังตะคอกถามอย่างโกรธเกรี้ยว
“ถ้าเจ้าจะคิดเช่นนั้นก็ตามใจ!! วันนี้..ข้า..ไม่มีแรงจะสู้กับเจ้าหรอก ข้าจะเข้าที่พำนักเดี๋ยวนี้”
เอเดรียลเอ่ยแผ่วเบา เขากำลังจะก้าวเดินรีบหนีออกจากที่แห่งนั้นเพราะจิตใจตอนนี้ปวดร้าวแทบจะทนรับไม่ได้ เมื่อเห็นเเววตาที่โกรธขึ้งของผู้เป็นที่รัก
“จะไปไหนเล่า!!!”
ท่อนแขนแกร่งของชายหนุ่มคว้าเอวบางไว้ได้ทันก่อนที่ร่างนั้นจะหลบเลี่ยงไปอีกทาง…เจ้าชายซีนาร์พยายามแข็งขืนสุดกำลังแต่ด้วยความอ่อนล้าจึงไม่สามารถจะหลุดพ้น
“ปล่อย!!..ข้า!!!”
เสียงนั้นสั่นเครือจนเซฮันรู้สึกแปลกใจ เขาก้มลงมองดวงหน้างามที่ซีดขาวของผู้ที่อยู่ในอ้อมกอด เพียงสบสายตา กลับรู้สึกได้ถึงความหวาดหวั่นจนทำให้ร่างบางภายใต้เรือนกายกำยำของเขาสั่นสะท้าน
“ท่านกลัวข้าอย่างนั้นหรือเจ้าชาย กลัวเบลล์ที่ต่ำต้อยเช่นข้า ..ดี!!!!..ข้าจะทำให้ท่านกลัวข้ามากกว่านี้” เซฮันยิ้มอย่างสะใจ
ฝ่ามือใหญ่จับรวบข้อมือบางแล้วบีบแน่นจนเอเดรียลร้องออกมาด้วยความเจ็บ มืออีกข้างหนึ่งของชายหนุ่มกระชากเสื้อสีขาวบางออกอย่างแรงจนขาดไม่มีชิ้นดี เผยให้เห็นผิวสีขาวผุดผาดเปล่งปลั่งตัดกับเรือนผมสีทองยาวสลวย เอเดรียลตกใจและพยายามดิ้นรนอีกครั้ง ฝ่ามือใหญ่จึงบีบแน่นขึ้นอีก ความหวาดกลัวและหวาดหวั่นเข้ารุกล้ำจิตใจของเจ้าชายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาดิ้นรนอย่างสุดแรงเพื่อให้หลุดจากอ้อมกอดแห่งเบลล์ผู้เป็นที่รัก แต่ก็ไร้ผล!! มาบัดนี้ร่างกายและจิตใจอันอ่อนล้าพลันถึงจุดสิ้นสุด ร่างโปร่งค่อยๆทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เปลือกตาบางเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาที่หลั่งริน ชายหนุ่มคว้าร่างของเอเดรียลไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลงถึงพื้น
“เจ้าชาย!!! ..เอเดรียล เอเดรียล!!!!”
เซฮันร้องเรียกคนตรงหน้าแต่เจ้าชายซีนาร์ก็หมดสติอยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้ว
“ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ได้!!! ท่านที่แข็งแกร่งกลับกลายเป็นอ่อนแอถึงเพียงนี้ ท่านไปทำสิ่งใดมากันแน่เจ้าชายเอเดรียล ..แล้วนี่อะไรกัน?? ท่าน!! บ้าจริง”
ชายหนุ่มสบถเมื่อเห็นเปลือกตาบางเปียกชุ่ม
“นี่ข้าทำอะไรลงไป!!!”
เขารู้สึกสับสนอีกครั้ง เจ้าชายซีนาร์ที่เก่งกล้ามีพลังอำนาจเหนือผู้ใด ซีนาร์ที่เย็นชา มาบัดนี้เหลือเพียงชายหนุ่มที่งดงามดั่งเทพบนสวรรค์ อ่อนแอและบอบบางเหมือนกับที่ขุนพลสาวได้บอกกับตน…เขาอุ้มร่างของเอเดรียลขึ้นแนบอก ดวงหน้างามจึงซบลงบนไหล่กว้าง เซฮันลอบมอง เห็นหยาดน้ำตาที่เกาะพราวอยู่บนเปลือกตาบางกลับรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปและเพิ่งจะมารู้สึกเอาตอนนี้เองว่าตอนที่เอเดรียลเดินเข้ามาใกล้เขานั้น ไม่มีแม้แต่คลื่นของพลังทำลายใดๆ แต่กลับมีคลื่นความอบอุ่นสีทองนั้นแผ่ออกมาแทน
“นี่มันอะไรกัน?? ข้ากำลังทำผิดหรือนี่!! อย่าเป็นอะไรนะเจ้าชาย!!!”
ความเงียบสงัดและมืดมิดเข้าโอบล้อมหุบเขาสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่ในเขตป่าลึกทึบ ..เสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของบางสิ่งบางอย่างดังอยู่อย่างไม่ขาดสาย สถานที่ที่ไร้ซึ่งกระแสแห่งธรรมชาติและชีวิต มีเพียงพลังอำนาจลึกลับสีดำมืดที่แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วบริเวณ พลังพิษที่แม้แต่ต้นไม้น้อยใหญ่ก็ไม่อาจจะทานทนอยู่ได้ สุดท้ายจึงเหลือเพียงตอตะโกดำไหม้ที่ไร้จิตวิญญาณ เหล่าสัตว์น้อยใหญ่หลีกหนีจากไป แม้แต่เสียงขับขานของแมลงยามค่ำคืนก็ยังไม่มีปรากฏแต่กลับปรากฏเสียงย่ำฝีเท้าของใครคนหนึ่งก็ทำลายความเงียบนั้นแทน เสียงนั้นดังเข้าใกล้หุบเขาสูงใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ และเหมือนพลังมืดนั้นจะรู้สึกถึงผู้มาเยือน มันแผ่อำนาจรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ทำให้เสียงฝีเท้าที่กำลังเข้ามาใกล้นั้นชะงักงัน
“ข้ามาอย่างมิตร มิใช่ศัตรู” ร่างในความมืดเอ่ยราวกับรำพึงเบาๆ
“เจ้า..เป็น..ใคร?? จงบอกมา”
เสียงแหลมบาดหูหวีดหวิวมาตามสายลมราวกับไร้ซึ่งตัวตนของผู้พูด แต่ไม่ว่าเสียงนั้นจะมาจากที่ใดล้วนแน่ชัดว่ามันเป็นเจ้าของพลังมืดลึกลับอันร้ายกาจนี้
“ข้าเป็นใครไม่สำคัญแต่ข้าจะมาช่วยปลดปล่อยท่าน ทำไมท่านจึงขัดขวางข้าไม่ให้เข้าใกล้”
“ปล่อย!!..ข้า!!!! อย่างนั้นรึ…ฮ่าๆๆ”
สิ้นเสียงกล่าวนั้น พลันหุบเขาสูงใหญ่สั่นสะเทือนไปทั่วราวกับมีชีวิต
“ใช่ ข้าจะช่วยปลดปล่อยท่าน”
“ช่างน่าหัวเราะนักเจ้าเด็กน้อยเอ๋ย เจ้าไม่มีพลังพอที่จะช่วยข้าได้หรอก ลำพังข้าที่เป็นถึงจ้าวแห่งความมืดยังไม่สามารถหลุดออกจากผนึกนี้ได้ แล้วเจ้าเป็นใครกันจะช่วยข้า”
“ข้าช่วยท่านได้แน่แต่ข้าต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน” เสียงนั้นย้ำอย่างมั่นใจ
“สิ่งแลกเปลี่ยน?? เอาเถิด..เจ้าต้องการสิ่งใด ถ้าเจ้าสามารถช่วยข้าออกไปได้ข้าจะตอบแทนเจ้า”
“พลังอำนาจของท่าน ข้าขอให้ท่านจงทำลายเบลล์ให้สิ้น”
“เจ้ามีความแค้นอะไรกับเบลล์ ถ้าเจ้ามีพลังพอที่จะสามารถปลดปล่อยข้าได้ทำไมจึงไม่ไปทำลายซะเองเล่า”
“เพราะบัดนี้เหล่าซีนาร์ปกป้องเบลล์ ข้าเพียงผู้เดียวไม่สามารถสู้กับเหล่าซีนาร์ได้ ข้าจึงต้องการพลังอำนาจของท่าน”
“ซีนาร์..ซีนาร์เช่นนั้นหรือ!! โอ้!!! ..กี่พันปีมาแล้วที่ข้า ‘ซีเนียส’ ผู้นี้ต้องถูกกักขังอยู่ที่นี่ โซลซาเกียเอ๋ยข้าแทบจะลืมแค้นของเราเสียแล้ว”
“ท่านจะตกลงหรือไม่”
“ได้เลยเจ้าเด็กน้อยเอ๋ย ข้าต้องการล้างแค้นและข้ากำลังรอดูพลังของเจ้าอยู่ ฮ่ะฮ่าๆ!!! อยากรู้จริงๆ ว่าเจ้ามีพลังอำนาจใด ถึงมีความมั่นใจจะปลดปล่อยข้าได้”
เมื่อสิ้นสุดข้อตกลง เสียงฝีเท้าจึงดังขึ้นอีกครั้งและหยุดลง ณ ที่เชิงเขา ชายลึกลับในความมืดหลับตาลงพร้อมกับร่ายคาถายาว ไม่นานปรากฎแสงสีเงินสลับเขียวพาดผ่านทะลุเข้าสู่จุดศูนย์กลางแห่งหุบเขาอย่างรวดเร็วจนทำให้หินรอบนอกแตกร้าวทีละนิดๆและค่อยๆกะเทาะออกจนทะลุถึงเกราะผลึกสีเขียวใสที่อยู่ภายใน แสงสีเงินสลับเขียวนั้นทะลุเกราะผลึกแตกออกอย่างง่ายดายแต่ไม่เพียงแค่นั้น!!! ชั้นในแห่งหุบเขายังคงมีเกราะผนึกสีม่วง สีแดง สีน้ำเงิน และสีทองอยู่อีก ชายร่างเล็กอันลึกลับถอนหายใจแล้วรวบรวมอำนาจจิตอีกครั้ง แสงสีเงินสลับเขียวที่เปล่งออกมาคราวนี้จึงสว่างเจิดจ้ากว่าครั้งก่อน มันทะลุเกราะผนึกสีม่วง สีแดง และสีน้ำเงินอย่างง่ายดาย แต่ทว่าพลังกลับชะงักงันและหยุดอยู่ ณ เกราะผนึกสีทองงดงาม ไม่สามารถจะทะลุผ่านไปได้อีก
“เกราะผนึกแห่งพระบุตรสีทอง ท่าจะยากแต่ก็ขอบใจเจ้ามากที่ทำลายไปได้มากทีเดียว”
“ยัง..ยังหรอก!!!!”
คราวนี้ชายผู้ที่อยู่ในความมืดมิดกลับนั่งลง เขาทุ่มเทอำนาจจิตอีกครั้ง ก็ปรากฎแสงสีเขียวเจิดจ้าเปล่งประกายอยู่ที่หน้าผาก มันเป็นสัญลักษณ์อักษรโบราณที่แสดงความบริสุทธ์แห่งเผ่าพันธุ์หนึ่ง แสงสีเขียวเจิดจ้านั้นถูกล้อมรอบด้วยแสงสีเงินยวงอีกชั้นหนึ่ง มันตรงเข้าปะทะกับเกราะผนึกสีทองนั้นอย่างรุนแรง และเพียงชั่วครู่ เกราะสีทองก็ค่อยๆร้าวจากภายนอกเข้าสู่ภายใน แสงสีทองที่ห่อหุ้มพลันค่อยๆจืดจางลงจนมืดสนิท ในที่สุด..เกราะผนึกสีทองบัดนี้ถูกทำลายลงแล้ว
“เจ้า!!! ..นี่เจ้าเป็น…”
“ใช่..แต่ท่านไม่ต้องใส่ใจข้าหรอก คราวนี้ท่านก็เหลือเพียงผนึกแห่งโซลซาเกียเท่านั้น ข้าคงไม่ต้องช่วยท่านใช่หรือไม่”
“ฮ่ะฮ่าฮ่า!!..ใช่!!..เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจมากทีเดียวเจ้าเด็กน้อย แต่ก็เอาเถอะข้ายินดีเล่นเกมนี้ เจ้าจงกลับไปยังที่พำนักของเจ้าเสียก่อนที่จะมีผู้ใดล่วงรู้ รับรองว่าข้าจะไม่ผิดสัญญาแน่ อีกสามเดือนนับจากนี้จงรอฟังข่าวดีจากข้า”
“ได้ ข้าจะรอ”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้มันค่อยๆเบาลงๆ..จนในที่สุดความเงียบสงัดก็กลับคืนสู่หุบเขาอันเวิ้งว้าง….
“ในที่สุดแค้นของข้าก็จะได้ชำระเสียที โซลซาเกียเอ๋ย!!! จงเตรียมตัวเอาไว้ให้ดีเถิด ฮ่ะฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะอันน่าสะพรึงกลัวดังกึกก้องไปทั่วป่ามืดทึบ ทำให้รอยยิ้มน้อยๆจากใบหน้าของชายลึกลับในความมืดผุดขึ้นอย่างสะใจ แผนการกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ได้วางเอาไว้และมันกำลังจะสำเร็จในไม่ช้านี้
“สิ่งที่ข้าต้องการกำลังจะอยู่ในกำมือของข้า จะไม่ให้ผู้ใดมาขัดขวางได้อีก ..ซีเนียสจ้าวแห่งความมืดอย่างนั้นรึ..เจ้าเองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของข้าเท่านั้น”
เสียงเรียบเย็นเอ่ยเหี้ยม ชายหนุ่มร่างเล็กผู้เป็นปริศนากำลังก้าวเดินเข้าสู่ความมืดมิดในจิตใจของตนเอง
‘แค้นนี้ยากจะลืมเลือนนัก..จงเตรียมตัวไว้ให้ดีเถิดเหล่าเบลล์และซีนาร์ทั้งหลาย!!!!’
ลำแสงสีทองแห่งแสงอาทิตย์แรกของยามเช้าสาดส่องเข้ามายังหน้าต่างบานน้อยในห้องพำนักหรูแห่งมหาเสนาหนุ่ม ทำให้ห้องอันกว้างใหญ่ที่มืดสนิทค่อยๆ สว่างขึ้นทีละนิด เสียงนกฝูงใหญ่บินออกหากินยามเช้าตรู่ปลุกให้ร่างโปร่งบนเตียงนอนหนานุ่มค่อยๆเปิดเปลือกตาตนเองขึ้นมาอย่างช้าๆ ดวงหน้างามส่ายศีรษะของตนราวกับจะไล่ความเหนื่อยอ่อนออกไปให้หมด แต่แล้วก็พลันแปลกใจที่สิ่งรอบกายของตนไม่คุ้นเคยแม้สักนิด เตียงนอนใหญ่นุ่มสีขาวสะอาดกับผ้าห่มผืนหนาอันอบอุ่น กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเครื่องหอมแก้ว อีกทั้งยังโต๊ะทำงานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เจ้าชายซีนาร์ค่อยๆลุกจากเตียงและพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน เมื่อพบคำตอบดวงหน้างามก็แดงซ่านขึ้นทันที
“ห้องของเซฮันงั้นหรือ ..แย่จริง!!! แล้วเจ้าตัวไปนอนที่ไหนกัน”
เอเดรียลเหลียวซ้ายแลขวาก็พบกับร่างสูงเจ้าของห้องตัวจริงกำลังนอนขดอยู่บนเก้าอี้เตียงใหญ่ข้างกำแพง รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นที่เรียวปากงาม
“คราวนี้หวังว่าเจ้าคงจะไม่ตื่นขึ้นมาทำร้ายข้าอีกนะ”
เอเดรียลถอนหายใจเบาๆแล้วจึงหันไปหยิบผ้าห่มผืนหนาข้างกาย ค่อยๆก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบกริบที่สุด แต่เสียงขยับกายเบาๆของร่างบนเตียงทำให้เจ้าชายหยุดชะงักยืนนิ่งจนตัวชา กลัวว่านัยน์ตาสีเขียวใสจะลืมขึ้นมาเห็นอีก แต่คนตรงหน้าก็นอนนิ่งสงบเช่นเดิม
เจ้าชายถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เกือบไป…..”
เอเดรียลขยับเข้าใกล้เซฮันมากขึ้น แสงสลัวสีเหลืองนวลยามเช้าตรู่ขับให้ดวงหน้าคมเข้มแห่งมหาเสนารูปงามดูคมเข้มขึ้นกว่าเดิม เจ้าชายซีนาร์จ้องมองอย่างหลงใหล
“คงจะหนาวมากสิ”
ผ้าห่มผืนหนาถูกคลี่ออกแล้วจึงใช้คลุมกายของเซฮันอย่างแผ่วเบาที่สุด
“ข้าขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้กระทำกับเจ้าและเผ่าพันธุ์ของเจ้า เด็กน้อยของข้า ถึงแม้เจ้าจะโกรธจะเกลียดข้าเช่นไรข้าก็ไม่เคยใส่ใจ ขอเพียงเจ้ามีชีวิตที่มีความสุข ข้ายินดีสละได้ทุกอย่าง..เพื่อเจ้า”
เสียงใสๆเอ่ยแผ่วเบาเหมือนกับจะรำพึงกับตนเอง ดวงหน้างามยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ก่อนจะค่อยๆขยับตัวออกจากเก้าอี้เตียงแล้วจึงเดินออกจากห้องพำนักหรู ปล่อยให้ร่างสูงนอนหลับสบายอยู่บนเก้าอี้เตียงเช่นเดิม แต่เอเดรียลหารู้ไม่ว่าหลังจากที่ตนเองเดินลับออกไปแล้วร่างบนเตียงที่หลับอยู่ก็ลืมตาโพล่งขึ้นทันที นัยน์ตาสีเขียวเข้มตวัดมองร่างโปร่งจนลับไป คำถามมากมายประดังเข้ามาสู่ห้วงความคิด เพราะอะไร?? ทำไม?? นี่เกิดอะไรขึ้น!!!!
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?? แล้ว…!!!!”
เซฮันก้มลงมองผ้าห่มผืนหนาที่คลุมอยู่บนตัวเขา
“นี่คือตัวตนที่แท้จริงของท่านอย่างนั้นรึ เจ้าชายซีนาร์!!!!!”
นับแต่วันนั้น วันที่ท่านได้เอ่ยคำรำพึงข้างกาย จิตใจข้าก็วุ่นวายสับสนอย่างประหลาด ไยท่านจึงเอ่ยคำพูดเช่นนั้นออกมา ข้าไม่เข้าใจเลยแม้สักนิด!! ท่านที่ข้าเคยเห็นว่าเย็นชาและโหดร้ายกลับเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ นี่ข้าควรจะทำเช่นไร??
“เซฮัน ..เซฮัน!!”
“อ๊ะ ..เอ่อ มีสิ่งใดกับข้าหรือ??”
ชายหนุ่มละสายตาจากท้องฟ้าสีครามกว้างไกลกลับมามองคนตรงหน้า ดวงหน้าคมดูตื่นๆจนคนข้างกายหัวเราะ
“เจ้าเหม่อลอยไปไหนกัน กำลังคิดถึงใครอยู่งั้นล่ะสิ ทุกทีเวลาประชุมไม่เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้”
ใบหน้าเหลี่ยมของแม่ทัพใหญ่แห่งเบลล์ส่ายน้อยๆเป็นเชิงระอา หลายวันมานี้เซฮันมีท่าทีแปลกๆ
“ข้าขออภัยท่านมินนู”
ร่างสูงโค้งคำนับ ดวงหน้าคมดูอมทุกข์จนแม่ทัพใหญ่อ่อนใจ
‘คงจะมีเรื่องกังวลใจ’ …….
“เจ้ามีสิ่งใดค้างคาใจกัน?? บอกข้าได้หรือไม่”
เซฮันลอบถอนใจก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น
“มันเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญสำหรับข้าแม้สักนิด แต่ข้าไม่เข้าใจเลยว่าสิ่งใดกันที่รบกวนจิตใจของข้าได้ถึงเพียงนี้”
“ถ้าให้ข้าเดาคงจะเรื่องของเจ้าชายน้อยน่ารักของเจ้าสินะ ถึงว่าสิน่ารักขนาดนั้น...เป็นข้า..ข้าก็คงหวงเหมือนกัน” แม่ทัพหนุ่มใหญ่ยิ้มอย่างรู้ทัน
“เจ้าชายน้อย??”
“อ้าว!! เจ้ากำลังคิดถึงองค์ชายซาตานาไม่ใช่หรือ”
ชายร่างใหญ่ทำหน้าฉงน ใครๆก็รู้ว่ามหาเสนาหนุ่มรูปงามกับเจ้าชายน้อยแห่งเบลล์มีความสัมพันธ์แนบแน่นเช่นไร จริงๆเขาก็เห็นว่าทั้งคู่เหมาะสมกันดีอยู่
“เอ่อ..คือข้า…”
เซฮันรู้สึกตกใจจนอ้ำอึ้ง จิตใจเขาตอนนี้ไม่ได้นึกถึงร่างบางของเจ้าชายน้อยเลยแม้สักนิด ในห้วงคำนึงคิดถึงเพียงนัยน์ตาสีทองคู่งาม รอยยิ้มอันแสนเศร้ากับเสียงนุ่มๆที่รำพึงคำพูดอันอ่อนหวานข้างกายเขาในตอนนั้น
“อะไรกัน!! หรือว่าเจ้า ..นั่นแน่!! แอบไปมีคนรักใหม่แล้วเลยมานั่งกลุ้มล่ะสิ นี่ล่ะน้า ความทุกข์ของคนรูปงาม เป็นเจ้านี่ดีจริงๆ”
“ข้ากำลังกลุ้มนะท่าน” คิ้วเข้มเริ่มขมวดอย่างไม่สบอารมณ์
“ขอโทษๆ..แล้วเจ้าไปปันใจให้หญิงสาวหรือชายหนุ่มบ้านไหนเข้าล่ะ จะมีใครงามน่ารักเท่าเจ้าชายของเราอีก” แม่ทัพหนุ่มใหญ่หันมาล้อเลียน
“มีสิ มีแน่นอน”
คำตอบแน่วแน่จากปากเซฮันทำให้แม่ทัพใหญ่ปากอ้าตาค้างเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบที่ตรงขนาดนี้..เสียงหัวเราะดังสนั่นจึงตามมาอีกหลายระลอกจนเซฮันขมวดคิ้วเพราะไม่เห็นจะรู้สึกว่าเรื่องกลุ้มของตนมันน่าขำตรงไหน
“แล้ว..อุ๊บ!!!! …ฮ่ะฮ่าๆๆๆ แล้วคนๆนั้นคือใครกัน ข้ารู้จักหรือไม่”
ใบหน้าเหลี่ยมยังคงพยายามกลั้นหัวเราะจนหน้าแดง เข้าใจแล้วว่าสาเหตุของอาการเหม่อลอยหลายวันนี้ของมหาเสนาหนุ่ม เกิดจากอะไร..ว่ากันว่าวีรบุรุษยากผ่านด่านความรัก ท่าจะจริง
“ท่านรู้จักเขาดีทีเดียว เขา..งามมาก ตอนที่ข้าได้จ้องมองเขาครั้งแรกยังอดตะลึงตะลานไม่ได้เลย เพียงแต่…”
“เพียงแต่ ..อะไรล่ะ??”
“ข้าบอกท่านมากกว่านี้ไม่ได้” เซฮันถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่
“เอาอย่างนี้ดีกว่า ในฐานะที่ข้าผ่านประสบการณ์มามากกว่าเจ้า ไหนบอกสิว่าเจ้ากลุ้มใจเพราะเหตุใด”
“ข้า..ข้ารู้สึกสับสน”
“สับสน??” แม่ทัพหนุ่มทวนคำ
“ใช่..ข้าไม่เข้าใจความรู้สึกของคนๆนั้น ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง”
“โธ่เอ้ย!! นึกว่าอะไร แค่นั้นน่ะมันเรื่องเล็ก” ร่างใหญ่โบกมือปัดพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง
“เรื่องเล็ก!! ท่านพูดเหมือนแก้ปัญหาได้ง่ายๆขนาดนั้น ท่านรู้ไหมว่าข้ากลุ้มใจมาหลายวันจนจะทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”
แม่ทัพใหญ่หัวเราะเบาๆ
“ก็มันง่ายจริงๆ ข้าจะบอกอะไรให้นะเซฮัน เราจะตรวจสอบหญิงหรือชายคนนั้นน่ะไม่ยากเลย ยิ่งถ้าคนๆนั้นเป็นประเภทใสซื่อเกี่ยวกับความรักด้วยแล้วยิ่งดูง่ายมาก ส่วนเรื่องใจของเจ้าน่ะ..ข้าว่าไม่ต้องทดสอบเจ้าก็สามารถหาคำตอบเองได้แน่”
“เรื่องที่ข้ากังวลไม่ได้มีแค่นั้นหรอกท่านมินนู”
ชายร่างใหญ่ทำหน้าฉงนอีกครั้ง ยังมีเรื่องอะไรอีกล่ะ……
“ถ้าคนๆนั้นทำสิ่งที่ข้าอภัยให้เขาไม่ได้ล่ะ ถ้าข้าปฏิญาณกับเลือดที่ไหลเวียนในกายข้าว่าข้าเกลียดเขา แต่ทั้งๆที่จริงๆแล้วจิตใจข้ากลับแย้งว่าข้า..หลงรักเขามาเนิ่นนานตั้งแต่พบกันครั้งแรก เป็นท่าน..ท่านจะทำเช่นไร”
แววตาแห่งมหาเสนารูปงามหม่นแสงลง จะเลือกสิ่งใดระหว่างความถูกต้องของเกียรติยศแห่งเผ่าพันธุ์ หรือจิตใจส่วนลึกที่โหยหาพึงใจ
“เจ้ายังเยาว์นักเซฮัน ถ้าเจ้าถามข้าว่าข้าจะทำเช่นไรข้าก็จะตอบเจ้าว่าข้าจะทำตามความต้องการของจิตใจข้า ไม่ว่าผู้อื่นจะมองเช่นไรข้าไม่เคยใส่ใจ ขอเพียงได้มีความสุขอยู่กับคนที่ข้ารักและรักข้า..ข้ายินดีสละทุกอย่างเพื่อคนๆนั้น อย่าลืมสิว่าชีวิตน่ะมันสั้นนัก ถ้าไม่ทำตามจิตใจตัวเองเจ้าอาจจะต้องเสียใจภายหลังก็ได้”
เมื่อได้ฟังที่แม่ทัพหนุ่มพูด เซฮันก็มองอย่างตกตะลึง คำพูดนี้ช่างเหมือนกับ..คำพูดที่ตามหลอกหลอนเขาอยู่หลายวันจนไม่เป็นอันทำสิ่งใด
“เป็นอะไรไปเซฮัน เจ้าซึ้งในคำพูดข้ามากเลยหรือ ฮ่ะฮ่าๆ”
“ปละ ..เปล่า” เซฮันเสมองทางอื่น “ท่านรู้ไหมว่าคำพูดของท่านนั้นช่างเหมือนกับคำพูดของคนคนนั้นที่พูดกับข้าไม่มีผิดเพี้ยน”
แม่ทัพใหญ่นิ่งคิด
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเจ้าก็แน่ใจได้เลยว่าเขาคนนั้นรักเจ้า..รักมาก..และรักจากใจจริงแน่นอน ข้าขอรับรอง”
แม่ทัพหนุ่มตบไหล่กว้างของคนตรงหน้าพร้อมกับยิ้มให้ด้วยความยินดี มหาเสนาหนุ่มที่เขารักเหมือนลูก ผู้ซึ่งเป็นความหวังหนึ่งเดียวแห่งเบลล์ ภายนอกนั้นดูเงียบขรึมแข็งกระด้างแต่จริงๆแล้วจิตใจก็เป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เซฮันพยักหน้ารับ ใจชื้นขึ้นนิดๆ อย่างน้อยความกังวลบางส่วนก็ได้ถูกระบายออกไปบ้าง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรคำพูดนั้นก็ยังคงติดตามอยู่ในห้วงคำนึงของเขาเสมอ และเมื่อได้รำลึกถึงเมื่อใด หัวใจก็พลันสูบฉีดแรงจนตัวเองรู้สึกแปลกใจ
“ขอขอบคุณท่านมากครับ เอ่อ..แล้ว ..วิธีตรวจสอบที่ท่านบอกกับข้าเมื่อครู่ เอ่อ …”
เมื่อได้เห็นดวงหน้าคมก้มลงไม่ยอมมองหน้า แม่ทัพหนุ่มก็รู้ได้ทันที
‘ความรักมันก็เป็นเช่นนี้ล่ะนะ’
เสียงหัวเราะจากใบหน้าเหลี่ยมตามมาอีกระลอกใหญ่ มหาเสนาหนุ่มรู้สึกว่าตอนนี้ใบหน้าตัวเองชาด้วยความอายเสียจนไม่รับรู้ความรู้สึกใดๆ
“เข้ามาใกล้ๆ สิเซฮัน ข้าจะบอกให้”
และแล้วแผนการทดสอบจิตใจก็เริ่มต้นขึ้น …