Episode four 4
“
เอาล่ะ เริ่มการประชุมได้แล้ว”เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันในห้องประชุมใหญ่ ณ ราชวังแห่งเบลล์ การประชุมอันเคร่งเครียดได้ถูกกำหนดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เกิดเรื่องเลวร้ายมากมายภายในอาณาจักรที่เคยเงียบสงบ ด้านข้างเจ้าชายซีนาร์มีหญิงสาวผมสีเพลิงนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ ส่วนเหล่าขุนนางเบลล์ก็หน้าซีดราวกับกลัวความผิดก็ไม่ปาน
“ท่านผู้ตรวจการซีแลซ ข้าได้ทราบมาจากขุนพลดาร์อันว่าเมืองนาซซิสของท่านบัดนี้กำลังเกิดภัยจากหินถล่มทับบ้านเรือนผู้คนเมื่อคืนใช่หรือไม่ ข้าอยากจะรู้ความเสียหายเดี๋ยวนี้”
ขุนนางร่างอ้วนเตี้ยสะดุ้งโหยง ใบหน้าที่ล้อมด้วยไขมันกระเพื่อมไปมาอย่างหวั่นวิตก นิ้มอูมๆ พยายามค้นหาเอกสารสำคัญที่อุตส่าห์ตระเตรียมมาอย่างขะมักเขม้น
“เอ่อ ..เอ่อ ..ข้า ..ข้า ดะ ได้ ตรวจ สะสอบแล้ว ..แล้ว ..พบวะ ว่า มีบ้านที่ได้ระ ..รับความเสียหาย ทั้งหมด 258 หลังคา ..เรือน มีผู้ ..บาดเจ็บ เอ่อ ทั้งหมด 865 ล้มตายไป …214 ขอรับ”
เมื่อกล่าวจบชายร่างอ้วนก็แอบปาดเหงื่อตนเองอย่างโล่งอก
“มากขนาดนั้นเชียวรึ..เพียงแค่หินถล่มไยสูญสิ้นชีวิตผู้คนมากมายถึงเพียงนั้น”
เอเดรียลขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ดูท่าจะมิใช่เพียงภัยธรรมชาติอย่างเดียวแล้ว
“เอาล่ะ ท่านซีแลซ ข้าจะให้ทางคลังจ่ายเสบียงที่จำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่บาดเจ็บและเงินค่าใช้จ่ายอีกจำนวนหนึ่งสำหรับให้ท่านเอาไปให้ครอบครัวที่ต้องสูญเสียผู้เป็นที่รักในเหตุการณ์ครั้งนี้ แล้วจงพาผู้คนในเมืองของเจ้าอพยพเข้าสู่เมืองหลวงโดยทันที ท่านแม่ทัพมินนูข้ามีเรื่องจะวานท่านสักนิด”
เจ้าชายซีนาร์หันไปสบตากับแม่ทัพหน้าเหลี่ยม
“ได้ขอรับ ท่านเอเดรียลมีสิ่งใดต้องการให้ข้ากระทำโปรดสั่งมาได้เลย” มินนูค้อมตัวลง
“ท่านจงปิดกั้นทางเข้าเมืองนาซซิสทุกทางอย่าให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปได้เด็ดขาด ข้ากับขุนพลดาร์อันจะเข้าไปเพียงสองคนเท่านั้น และจนกว่าจะได้รับคำสั่งจากข้าห้ามถอนกำลังออกไป ขอให้ท่านปฏิบัติภารกิจทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ พรุ่งนี้ข้ากับขุนพลจะไปที่เมืองแต่เช้า”
“ได้ขอรับ” แม่ทัพใหญ่รับคำสั้นๆ
“ดี เอาล่ะวันนี้เลิกประชุมได้”
สิ้นเสียงสั่ง เอเดรียลก็รีบลุกขึ้นทันทีไม่แม้แต่จะมองหรือชำเลืองไปยังร่างสูงที่นั่งอยู่ปลายสุดของแถวประชุมแม้แต่น้อย และนั่นทำให้มหาเสนาหนุ่มรู้สึกขบขันเป็นที่สุด
“ไม่ยอมมอง ไม่ยอมสบตา ไม่สนใจ เอาเถิด ข้าอยากจะรู้เหลือเกินว่าท่านจะทำได้นานแค่ไหนกัน”
ชายหนุ่มลอบอมยิ้มแต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์หินถล่ม นัยน์ตาสีเขียวใสก็หม่นแสงลง อาณาจักรแห่งเบลล์ไม่เคยเกิดภัยร้ายแรงเช่นนี้มีก่อนเลย สิ่งใดกันแน่ที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายถึงเพียงนี้ได้ แค่คิดเขาก็รู้สึกเป็นกังวลจนนั่งไม่ติด แล้วยิ่งคำกล่าวของเอเดรียลนั้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มเป็นกังวลมากขึ้นอีก
“
ข้ากับขุนพลดาร์อันจะเข้าไปเพียงสองคน”ไม่ห่วงตนเองเลยหรืออย่างไร แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องของเบลล์แท้ๆ ซีนาร์ที่ข้ารู้จักไม่เคยใส่ใจต่อชีวิตของเผ่าพันธุ์อื่นอยู่แล้ว..แล้วทำไมซีนาร์เช่นท่านจึงต้องช่วยเบลล์เช่นพวกเราด้วย หรือนั่น..ท่านทำเพื่อข้า เจ้าชายเอเดรียล
เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความกังวลแต่น่าแปลกเหลือเกินที่เขารู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ เอาเถิดเวลายังมีอีกมากที่จะพิสูจน์ซีนาร์ผู้นี้ อย่างน้อยเขาก็ได้ล่วงรู้ความในใจบางสิ่งบางอย่างที่หลุดออกมาจากริมฝีปากสีกลีบกุหลาบนั้น และบางทีทั้งหมดนี้อาจจะเป็นสาเหตุของรอยยิ้มอันแสนเศร้าในตอนที่พบกันครั้งแรกก็เป็นได้ ....
“
เอเดรียล”หญิงสาวร้องเรียกคนตรงหน้าให้หยุดขณะที่กำลังเดินออกจากห้องประชุมใหญ่
“มีอะไรหรือดาร์”
“เมื่อคืนก่อนนั้นท่านไปอยู่ที่ใดกัน ข้าถามหญิงรับใช้นางบอกว่าท่านมิได้กลับเข้ามายังที่พำนัก”
เอเดรียลสะดุ้ง ดวงหน้างามกลับค่อยๆแดงระเรื่อ
“ข้า..คือข้าติดธุระสำคัญกับพระบิดาน่ะ เจ้าอย่าได้สนใจเลยดาร์”
เขากล่าวกลบเกลื่อน รีบก้มหน้าหลบกลัวว่าพระสหายจะจับพิรุธได้
“เอาเถิด ข้าเห็นสีหน้าท่านดีขึ้นก็พอแล้ว”
“ขอบใจดาร์ ..อ้อ!!! แล้วเรื่องที่ข้าวานเจ้าไปตรวจดูที่ชายป่าทึบนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
เมื่อเดินเข้าที่พำนักตนแล้ว ดวงหน้างามจึงกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้งเมื่อถามถึงต้นเหตุแห่งคลื่นพลังประหลาดที่เขารู้สึกได้
“ก็เรื่องนี้ล่ะที่ข้าเป็นกังวลนัก ข้าได้ลองเข้าไปสำรวจในบริเวณที่ท่านได้บอกแล้ว ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าพบเจอกับสิ่งใด”
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” นัยน์ตาสีทองมีแววตระหนก
“อืมม์ ข้าเจอซากศพของสิ่งมีชีวิตมากมายนอนตายเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด บริเวณนั้นไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหลือเพียงหมอกพิษสีดำกระจายอยู่เต็มไปหมด นี่ถ้าข้าไม่ได้สร้างเกราะคุ้มกันไว้ก็คงจะทนไม่ได้แน่”
“หมอกพิษสีดำ ไม่ ..เป็นไปไม่ได้!!!!!”
เอเดรียลลุกขึ้นอย่างขวัญเสีย
"ต้องไม่ใช่!!! ก็มันโดนผนึกไว้แล้วจะออกมาได้อย่างไร??"
“อะไรเอเดรียล ที่นั่นมีสิ่งใดกัน??”
ทว่าเจ้าชายซีนาร์ไม่ตอบ กลับชะงักงัน นัยน์ตาคู่งามสบกับพระสหายแล้วก็เข้าสวมกอดหญิงสาวราวกับกลัวเกรงกับบางสิ่งบางอย่าง
“ดีเหลือเกินที่เจ้าปลอดภัยดาร์ ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปข้าคงไม่อาจให้อภัยตนเอง”
ดาร์อันรู้สึกตกใจในคำพูดนั้น มันเกิดเรื่องอะไรกันแน่เอเดรียลถึงได้สั่นสะท้านด้วยความตกใจถึงเพียงนี้ หญิงสาวรีบผละจากอ้อมกอดแล้วตรงเข้าคาดคั้น
“นี่มันอะไรกัน!!ข้าไม่เข้าใจท่านกลัวสิ่งใดกัน ในโลกใบนี้ยังมีสิ่งใดที่สามารถทานอำนาจของท่านได้อีกอย่างนั้นหรือ”
เอเดรียลไม่ตอบแต่กลับพยักหน้ารับ นัยน์ตาสีแดงเพลิงเบิกขึ้นอย่างตกใจ
“ข้าจะเล่าให้ฟังดาร์ เพียงแต่ข้าหวังเหลือเกินว่าพลังอำนาจที่เจ้าเห็นจะไม่ใช่ของมันผู้นั้น”
เอเดรียลทรุดนั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนล้า สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอีก เขารู้สึกทำใจลำบากนักที่จะเอ่ยถึงเรื่องที่ผ่านมาเป็นพันปีเช่นนั้น
“เมื่อหลายพันปีก่อนตั้งแต่สมัยที่ข้ายังเยาว์ พระบิดาข้าเป็นเพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่มีพลังซีนาร์สูงส่งจนไม่สามารถระบุชั้นได้ พระบิดาที่งดงามและเก่งกล้าหาซีนาร์ผู้ใดทาบเทียม สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความอิจฉาริษยาในองค์ ไม่เว้นแม้แต่พระน้องต่างมารดานาม ‘ซีเนียส’ ”
“กาลเวลาล่วงเลยถึงวาระการแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งท่านจ้าวแทนองค์ก่อนที่สิ้นไป แน่นอนว่าพระบิดาข้าได้รับการคัดเลือกก่อนผู้ใด พระน้องทรงไม่พอใจเป็นอย่างมากจนหลงผิดให้ความมืดเข้าเกาะกุมจิตใจจนแยกจากกันไม่ได้และกลายเป็นซีนาร์มืดในเวลาต่อมา การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างจ้าวแห่งซีนาร์ทั้งสองจึงเกิดขึ้น เหล่าซีนาร์ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายล้มตายมากมาย และในขณะที่กำลังต่อสู้กันชุลมุนข้าก็ได้เห็น..พระบิดากำลังจะพลาดท่าเพราะหมอกสีดำนั่น หมอกพิษที่คลุมร่างของพระองค์ เลือดสีแดงสดไหลรินออกจากร่างของพระบิดาไม่ขาดสาย ข้าอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด ตอนนั้นข้ากลัวมาก กลัวจะสูญเสียพระบิดา ข้าวิ่งเข้าไปเพื่อช่วยพระองค์ แต่ทว่านัยน์ตาสีดำสนิทนั่นก็จ้องมองมายังข้า พลังอำนาจรุนแรงนั้นข้ายังจำได้ตราตรึง”
เอเดรียลสั่นสะท้านหนักขึ้น นัยน์ตาสีทองคู่งามตื่นตระหนกจนหญิงสาวต้องโอบกอดอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรเอเดรียล หยุดเถอะ!! ข้าเข้าใจแล้ว”
ขุนพลหญิงปลอบประโลมเจ้าชายหนุ่ม ดวงหน้างามซบลงบนไหล่บางของเธออย่างอ่อนล้าเมื่อนึกถึงค่ำคืนอันแสนเศร้านั้น
“มันถึงเวลาแล้วดาร์ ข้าคงจะหนีไม่พ้น ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง” เอเดรียลเงยหน้าขึ้น สบตามองหญิงสาวอย่างมีนัย
“ดวงตาสีดำที่ทอประกายนั้นจ้องมองมาที่ข้า มันล้ำลึก ..ลึกมากจนราวกับวิญญาณของข้ากำลังตกลงสู่ห้วงแห่งความมืด ข้าแทบจะหยุดหายใจ และก่อนที่วิญญาณข้าจะหลุดออกจากร่าง ข้าก็ได้ยินเสียงเรียกจากพระมารดา!! พระมารดาเรียกชื่อข้าหลายครั้ง ตอนนั้นข้ารู้สึกแปลกใจเหลือเกินที่พลังแห่งความมืดนั้นหยุดชะงักไปชั่วขณะ แต่ภายหลังข้าจึงรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด” ดวงหน้างามสลดลง
“พระมารดาเคยเป็นที่รักแห่งจ้าวซีนาร์ทั้งสอง แต่ดวงใจของท่านนั้นมอบให้กับพระบิดาข้าเพียงองค์เดียว เป็นเพราะเสียงเรียกของพระมารดาแท้ๆ ข้าจึงรอดชีวิตมาได้ถึงบัดนี้ แต่ความมืดนั้นก็ชะงักงันเพียงชั่วครู่เท่านั้น..มันตรงเข้ามาหาข้าอีกครั้ง แน่นอนว่าอำนาจซีนาร์ของข้ายังไม่ตื่นขึ้นจึงไม่สามารถจะปกป้องตนเองได้ ข้า..ได้สูญเสียพระมารดาในเหตุการณ์ครั้งนั้น”
เสียงเอ่ยสั่นเครือ หยาดน้ำตาค่อยๆไหลรินจากนัยน์ตาสีทองคู่งาม พระมารดาอันเป็นที่รักใช้ร่างของตนปกป้องลูกน้อยไว้จนร่างกายแตกสลาย
“โธ่..เอเดรียล”
หญิงสาวหลับตาลงอย่างเจ็บปวด แขนของเธอยังคงกระหวัดโอบรอบร่างโปร่งแห่งเจ้าชาย
“พระบิดาข้าโกรธมาก ข้าไม่เคยเห็นพระองค์ระเบิดอำนาจจิตออกมาได้รุนแรงขนาดนั้นเลย ข้าได้แต่ยืนมองนิ่งราวกับเป็นสิ่งที่ไร้ชีวิตไม่รับรู้สิ่งใดอีกแล้ว”
“และแล้วการต่อสู้อันยาวนานก็สิ้นสุดลงเมื่อพระบิดาข้าใช้พลังแห่งแสงเข้ากักขังมันได้สำเร็จ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ชั่วครู่ ข้าเห็นเหล่าขุนพลซีนาร์ทั้งหลายประจำทิศทั้งสี่ ซีนาร์สีน้ำเงินทิศเหนือ ซีนาร์สีแดงทิศตะวันออก ซีนาร์สีม่วงทิศใต้และซีนาร์สีเขียวทิศตะวันตก ทุกคนล้วนกำลังร่ายเวทย์อะไรสักอย่าง ต่อมาก็มีแสงจากทั้งสี่ทิศที่พยายามรวมกันกับอำนาจแสงแห่งพระบิดากลายเป็นเกราะแก้วใสเข้าโอบล้อมมัน แต่มันเกิดการผิดพลาดขึ้น”
“เกราะแก้วนั้นแตก!! พระบิดาข้าได้แต่ยืนมองด้วยความผิดหวังอย่างที่สุด ข้ายังจำได้เมื่อพระองค์มองตรงมายังข้า ข้ารับรู้ได้ถึงความรู้สึกเป็นห่วงกังวล ความรักอาดูรและความเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ข้าได้ยินเสียงหัวเราะอันโหดเหี้ยมของซีนาร์แห่งความมืดที่ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งเมื่อมันสามารถทำลายเกราะแก้วได้ มันเห็นข้า..เป้าหมายที่ไร้ซึ่งพิษสง มันย่อมล่วงรู้ดีว่าข้าเป็นเพียงสิ่งเดียวในตอนนี้ที่พระบิดารักและห่วงที่สุด มันปล่อยอำนาจจิตดำมืดอย่างรุนแรงพุ่งตรงมาหาข้า และตอนนั้นเองที่พลังแห่งซีนาร์ของข้าตื่นขึ้น อาจจะด้วยความหวาดกลัวหรือจิตใต้สำนึกของข้าที่บอกว่าตอนนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างที่สุดก็เป็นได้ที่ช่วยดึงพลังออกมา ซีนาร์ของข้าถูกปลุกขึ้นพร้อมกับที่พระบิดาสาดพลังแสงเข้าหามัน มันถูกกักขังอีกครั้ง ตอนนั้นข้าไม่รู้สึกตัวเลยว่าได้ทำสิ่งใดลงไปบ้าง ข้าจำได้เพียงแสงสีทองใสสุกสกาวสวยงามอยู่ตรงหน้าข้า มันคือสิ่งใดข้าไม่อาจจะรู้ได้ ข้ามองมันใกล้ๆ ก็เห็นเป็นอัญมณีสีทองใส มันเจิดจ้าสวยงามมากจนข้าอดที่จะสัมผัสมันไม่ได้ และเพียงข้าแตะมันเบาๆ นัยน์ตาและเรือนผมของข้าก็กลับเป็นสีทองเช่นเดียวกับอัญมณีนั้น และทั้งหมดนั่นทำให้ความเศร้า ความกลัวและหวาดหวั่นได้หายไปจากจิตใจข้าชั่วขณะ ข้าได้ยินเสียงของคนผู้หนึ่ง เสียงดังกังวานไพเราะเหมือนอยู่ในความฝัน เขาพูดกับข้าว่า ‘จงใช้เกราะผนึกทั้งหก ผนึกแสงแห่งท่านจ้าว ผนึกสีทองแห่งพระบุตรและผนึกสี่ทิศแห่งขุนพล’ ข้าเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเกราะแก้วคราวที่แล้วนั้นจึงแตก”
เอเดรียลเอ่ยเล่าเรื่อยๆ หญิงสาวนิ่งฟังอย่างไม่ขัด เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะถือกำเนิดมีซีนาร์ชั้นสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องราว ไม่น่าเชื่อเลยว่าเมื่อหลายพันปีก่อนจะมีเหตุการณ์ที่เลวร้ายเกิดขึ้นขนาดนี้ และเมื่อเห็นเจ้าชายเอเดรียลสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนที่เล่าถึงโศกนาฏกรรมอันแสนเศร้าครั้งนั้น เธอจึงนิ่งฟังต่อไป
“อำนาจจิตสีทองของข้าถูกส่งเข้ารวมกับพลังของพระบิดา ข้าได้ยินเสียงมันร้องโหยหวน ขุนพลทั้งสี่ไม่รอช้าต่างพากันร่ายเวทย์อีก เสียงร้องของมันจึงค่อยๆเงียบลงทีละนิด สุดท้ายเหลือเพียงผนึกแกร่งที่ขังจอมอสูรไว้ตลอดกาล”
“เจ้าคงจะรู้สึกแปลกใจมากตอนที่ผ่านการทดสอบจากสมาพันธ์แล้วได้ล้ำหน้าเป็นขุนพลซีนาร์สีแดงทั้งๆที่เจ้ายังเยาว์เกินกว่าที่จะรับพลังได้ เหตุผลนั่นก็เพราะว่าหลังจากที่เหล่าขุนพลชั้นสูงผู้ซึ่งสละพลังของคนเองเพื่อใช้ผนึกเกราะในคราวนั้นต่างสูญสิ้นพลังรวมทั้งชีวิตไป ทางสมาพันธ์จึงต้องสรรหาเหล่าขุนพลฝึกหัดที่มีความสามารถโดดเด่นขึ้นมาเพื่อรับพลังและเป็นขุนพลใหญ่แทนเหล่าขุนพลซีนาร์ที่สูญสิ้นไป และเจ้าเป็นหนึ่งในนั้น ..ดาร์”
หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ
“การผนึกเกราะในครั้งนั้นเหล่าซีนาร์สูญสิ้นชีวิต พระบิดาข้ากลับต้องสูญสิ้นร่างเนื้อเหลือเพียงอำนาจจิตอย่างรุนแรงที่ยังคงอยู่ บัดนี้จึงสามารถคงรูปเป็นองค์ได้ แต่ถึงอย่างไรข้าก็ไม่สามารถจะสัมผัสพระองค์ได้อีกแล้ว”
นัยน์ตาสีทองบัดนี้ดูเศร้าโศกอย่างที่สุด ดาร์อันไม่เคยเห็นสหายสูงศักดิ์ของตนเศร้าถึงเพียงนี้มาก่อนเลย เศร้าลึกถึงจิตใจยากที่จะลบเลือนออกได้
“ข้า..เป็นเพียงผู้เดียวในเหตุการณ์ครั้งนั้นที่ไม่มีสิ่งใดต้องสูญเสียไปจากร่าง นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เหล่าซีนาร์ชั้นสูงและกรรมาธิการล้วนเกรงกลัวข้าเป็นพิเศษ ซึ่งแท้จริงแล้วข้าเองก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นเพราะเหตุใดทำไมข้าจึงไม่สูญสิ้นเช่นเหล่าขุนพลทั้งหลาย”
“หลังจากการต่อสู้อันยาวนาน เผ่าพันธุ์ของเราสูญเสียเหล่าซีนาร์ชั้นสูงมากมาย อาณาจักรที่เคยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดพลันมลายหายไปจนสิ้น ถ้าขืนยังเป็นอยู่เช่นนี้ ซีนาร์คงจะไม่มีหลงเหลืออยู่บนโลกเป็นแน่..และเพื่อรักษาซึ่งเผ่าพันธุ์ของเรา การรุกล้ำแย่งชิงอาณาจักรเผ่าพันธุ์อื่นๆจึงเริ่มขึ้น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมซีนาร์จึงต้องการครอบครองเผ่าพันธุ์อื่นหนักหนา”
“การที่เหล่าซีนาร์รุ่นหลังถูกฝังหัวจากบรรพบุรุษให้เชื่อว่าเผ่าพันธุ์ของเรานั้นยิ่งใหญ่มีค่าสูงส่งเพียงใดและเผ่าพันธุ์อื่นนั้นด้อยค่าและน่ารังเกียจเพียงใดนั้นก็เพื่อให้เหล่าซีนาร์ทั้งปวงรู้จักรักษาชีวิตของตนเองให้ยืนยาวเพื่อรักษาวงศ์ไว้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว..ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ใดต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกนี้เหมือนๆกันทั้งนั้น เพียงแต่พวกเราชาวซีนาร์ได้รับพรจากพระเจ้าให้มีช่วงชีวิตที่ยาวนานและมีพลังอำนาจเหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่น”
“ข้าเคยนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสมาพันธ์หลายครั้งแต่ก็โดนปฏิเสธทุกครั้ง การที่เราต้องการปกปักษ์รักษาเผ่าพันธุ์ของเราให้คงอยู่แต่ต้องแลกกับการสูญสิ้นชีวิตของเผ่าพันธุ์อื่นมันช่างเป็นเรื่องที่ข้าทนรับไม่ได้ แต่เมื่อเป็นคำสั่งจากสมาพันธ์ก็มิอาจจะขัดได้ พลังอำนาจเหล่านั้นได้นำพามาซึ่งความโลภของเหล่ากรรมาธิการจนอยากจะครอบครองไว้ทั้งหมด ไม่รู้จักจบสิ้น แม้แต่พระบิดาก็ทรงห้ามไว้ไม่ได้”
เอเดรียลเงยหน้ามองหญิงสาว เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลายพันปีก่อนเป็นเรื่องที่ถูกห้ามมิให้ซีนาร์รุ่นหลังล่วงรู้ แต่ตอนนี้มันจำเป็นแล้วสำหรับขุนพลหญิงผู้เกรียงไกร
“ข้าเข้าใจเรื่องทั้งหมดและรู้ว่าท่านต้องทนแบกรับความรู้สึกมานานเพียงใดกัน แต่ข้าขอให้ท่านรู้ไว้ว่าข้า ‘ดาร์อัน’ ผู้นี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและไม่เคยกลัวที่จะออกรบเคียงข้างท่าน..เอเดรียล ถึงแม้ว่าศึกคราวนี้ข้าจะต้องสูญสิ้นก็ตาม”
“ไม่!!! ข้าจะไม่ยอมเด็ดขาด เมื่อถึงกาลนั้นข้าจะไม่ยอมสูญเสียผู้ใดอีก”
สีหน้าเจ้าชายแฝงความอ่อนล้า นัยน์ตาสีทองหรุบต่ำลงอย่างใช้ความคิด คิ้วเรียวขมวดเคร่งเครียด
“พรุ่งนี้ข้าจะไปตรวจดูที่หุบเขาแห่งนั้นด้วยตนเอง แล้วเราจะได้รู้กัน”
หมอกพิษแห่งซีนาร์มืด กับ อัญมณีสีทองซีนาร์แห่งพระบุตร ใครกันเล่าจะเป็นผู้ชนะ!!! โชคชะตาแห่งหนึ่งซีนาร์และหนึ่งเบลล์กำลังลิขิตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งหมดนี้..ก็เพียงเพื่อต้องการปกป้องบุคคลผู้เป็นที่รักให้อยู่รอดปลอดภัย…เท่านั้น …..
ชายป่ารกทึมทึบในเขตชายเมืองนาสซิสแห่งเบลล์ เงียบสงัดและน่ากลัว ไร้ซึ่งเสียงสรรพสัตว์และการเคลื่อนไหวใดๆ ในความมืดมิดของป่าใหญ่ปรากฏร่างระหงใสกระจ่างชัดเจน เบื้องหลังมีหญิงสาวผมสีเพลิงเดินตามไม่ห่าง ความเงียบทำให้เสียงปรึกษากันเบาๆ ของสองซีนาร์เหมือนจะดังกึกก้องป่าใหญ่
“เอเดรียล ข้าว่าที่นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ดูสิ!! ต้นไม้ไหม้ดำเป็นตอตะโกแบบนี้”
ดาร์อันหวั่นวิตก ตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาที่นี่เธอก็รับรู้ได้ถึงคลื่นพลังประหลาดรอบกาย
“ข้ารู้ ช่างเหมือนกับพลังในตอนนั้นนัก”
เสียงย่างเท้าของซีนาร์ทั้งสองค่อยๆดังใกล้เข้ามายังหุบเขาสูงใหญ่ที่ดำทะมึนราวกับร่างของปีศาจร้าย หญิงสาวผมสีเพลิงเหลือบขึ้นมองพลันรู้สึกตัวชาไปชั่วขณะ พลังประหลาดแผ่ซ่านรุนแรงจนราวกับวิญญาณจะถูกดูดออกไปจากร่าง ดาร์อันยืนนิ่งขึงอย่างไม่รู้สึกตัว
“ดาร์!! ดาร์!! เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า”
เอเดรียลแตะไหล่ร่างบางเบาๆ นัยน์ตาสีทองมองทะลุเข้าไปยังเพลิงสีแดงคู่งามของหญิงสาว มันบ่งบอกความหวาดหวั่นชัดเจน
“สร้างเกราะปกป้องเถิด เจ้ายังมีอำนาจไม่พอที่จะทานทนต่อหมอกพิษนี้ได้”
หญิงสาวละสายตาพลันรู้สึกตน
“อืมม์ ช่างร้ายกาจจริงๆ ข้าเพียงแค่สัมผัสมันด้วยจิตเท่านั้น ราวกับตัวตนข้าจะหายไปอย่างนั่นล่ะ ข้าเข้าใจความรู้สึกท่านแล้วเอเดรียล!!”
เอเดรียลถอนหายใจ รู้ว่าดาร์อันยังเยาว์เกินกว่าจะรับไหว
พลันแค่เพียงเสียงเคลื่อนไหวกายเล็กน้อยของบางสิ่งเท่านั้น เจ้าชายซีนาร์ชะงักงันแล้วหันไปยังต้นกำเนิดจิตของผู้มาใหม่ทันที
“ใคร!! ..ใครอยู่ที่นั่น ออกมาเดี๋ยวนี้!!”
เหมือนร่างนั้นจะรับรู้ การเคลื่อนไหวทั้งหมดจึงหยุดทันที ไม่นานจึงปรากฏชายร่างผอมสูงในชุดเสื้อผ้าชาวบ้านขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าผอมมอมแมมไปด้วยดินโคลน กำลังเดินออกมาจากพงหญ้า นัยน์ตาสีเกือบน้ำตาลเข้มกลอกกลิ้งไปมาอย่างคนที่กระทำความผิด เขาคู้ตัวลงอย่างหวาดกลัว
“เจ้าเป็นใคร!!!”
เสียงทรงอำนาจนั้นทำให้ร่างที่กำลังคู้ตัวสั่นงันงกขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นสบกับนัยน์ตาสีทอง
“ข้า ..ข้าชื่อเซสเป็นชาวเบลล์ขอรับ”
“เบลล์ ..ชาวเมืองนาซซิสงั้นหรือ!! ข้าสั่งให้อพยพหนีเข้าไปอยู่ในเมืองหลวงแล้วไยเจ้าจึงยังอยู่ที่นี่อีก” เอเดรียลเดินเข้ามาใกล้แต่ก็โดนมือบางรั้งไว้
“ท่านควรระวังตัวเอเดรียล ในป่าแห่งนี้ไม่ปลอดภัย ท่านไม่ควรไว้ใจ”
หญิงสาวเอ่ยเตือน เธอมองร่างผอมที่คู้อยู่อย่างไม่วางใจนัก
“เขาเป็นเบลล์จริงแต่เป็นเบลล์ผสม ข้าจับคลื่นพลังเขาได้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
ดาร์อันพยักหน้ารับช้าๆ
“เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าไยจึงยังอยู่ที่นี่อีก รู้หรือไม่ว่าอันตรายเพียงใด”
“ข้า ..ข้ามาตามหาภรรยาของข้าขอรับ นางหลงหายไปที่ป่านี้!! ข้ารู้สึกเป็นห่วงนางเหลือเกินจึงออกมาตามหาแต่นี่ก็สามวันแล้วข้ายังไม่พบนางเลยขอรับ ข้ามีนางเป็นภรรยาที่รักเพียงคนเดียวถ้านางจากไป ข้าก็คง …”
เอเดรียลจับน้ำเสียงที่สั่นเครือของร่างผอมก็ใจอ่อน อานุภาพแห่งรักยากนักที่จะพยายามหักใจ แม้แต่ชีวิตตนก็มอบให้คนที่รักได้อย่างไม่ลังเล เขาตระหนักดีจึงเดินเข้าหาเบลล์ผู้โชคร้ายช้าๆ ดวงหน้างามดูเศร้าแต่ก็ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“ข้าเข้าใจเจ้าแต่ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เบลล์เช่นเจ้าจะมาพักพิงได้อีก จงรีบออกไปโดยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องภรรยาของเจ้านั้นข้าจะช่วยตามหานางให้เอง จะพบหรือไม่พบอย่างไรก็จงกลับไปหาข้าที่เมืองหลวง”
เอเดรียลหันไปสบตาหญิงสาว
“ดาร์ เจ้าช่วยพาชายผู้นี้กลับไปยังเมืองหลวงโดยด่วน ถ้าเป็นไปได้ก็ตามหาภรรยาให้เขาด้วย เผื่อนางจะอพยพกลับไปที่นั่นแล้ว”
หญิงสาวประท้วงอย่างไม่เห็นด้วย
“ข้าจะไม่ยอมปล่อยท่านไปที่แห่งนั้นแต่เพียงผู้เดียวหรอกนะ เอเดรียล มันอันตรายเกินไป”
“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง อย่าลืมสิว่าข้าคือพระบุตรสีทอง ไม่พ่ายแพ้ต่อผู้ใดง่ายๆหรอก เชื่อข้าสิ”
ถึงจะพูดอย่างไรหญิงสาวก็ยังคงไม่ยอมท่าเดียว เจ้าชายซีนาร์ได้แต่ถอนใจ
“เชื่อข้าดาร์ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งใดเกินกำลังอีก ซีนาร์ของข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้านะ”
ดวงหน้าสวยบึ้งตึง พูดแบบนี้แสดงว่าพลังของเธอไม่เป็นประโยชน์น่ะสิ!! แต่พอคิดๆดูแล้วก็เห็นจะจริง เข้าใกล้แค่เพียงก้าวก็เหมือนพลังชีวิตลดลงไปหนึ่งส่วน หญิงสาวพยักหน้ายอมรับอย่างเถียงไม่ได้
“ก็ได้เอเดรียล แต่ถ้าท่านเกิดเรื่องล่ะก็รีบส่งจิตถึงข้าโดยด่วนเลยนะ ข้าจะรีบกลับมาทันที”
ร่างโปร่งยิ้มบาง นัยน์ตาคู่งามจับจ้องยังร่างสูงที่ยังคงคู้ตัวอยู่อย่างหวาดกลัว
“จงไปกับนางเถิด นางจะช่วยปกป้องเจ้าให้ปลอดภัย”
ชายร่างผอมโค้งคำนับอย่างหวั่นๆแล้วจึงเดินตามหญิงสาวออกไปช้าๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบขึ้นมองเจ้าชายซีนาร์เป็นระยะๆ
‘เก่งกาจ!!!..ข้าคงประมาทอำนาจของพระองค์มากเกินไปจึงโดนจับได้เช่นนี้’
รอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นทันทีหลังจากที่พ้นรัศมีของเขตป่าใหญ่ ร่างผอมส่ายหน้าให้กับความเลินเล่อของตนเอง แต่การกระทำทั้งหมดนั้นก็ไม่ทันที่หญิงสาว จะได้สังเกตเห็นเพราะตอนนี้จิตใจของเธอจดจ่ออยู่กับความเป็นห่วงในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของสหายสูงศักดิ์
‘
ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งใดเกินกำลังอีก ซีนาร์ของข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้านะ’“
ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อท่านหรอกนะเอเดรียล แต่ท่านมักจะทำในสิ่งที่ข้าคาดคิดไม่ถึงเสมอ และสิ่งนั้นมักจะเกินกำลังของท่าน ข้า..ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดท่านย่อมต้องรู้สึกห่วงกังวลต่อตัวท่านมากเกินธรรมดา”ดาร์อันถอนใจอย่างปลงๆ
อีกด้านหนึ่ง..เจ้าชายเอเดรียลก็กำลังเดินเข้าใกล้เขตแดนแห่งความมืดขึ้นเรื่อยๆ อณูแห่งหมอกพิษสีดำที่เริ่มหนาแน่นขึ้นทำให้เจ้าชายเริ่มจะหายใจไม่ออก เกราะสีทองบางใสจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มกัน ยิ่งเข้าใกล้เขาก็ยิ่งมั่นใจ จอมอสูรคงจะหนีออกจากเกราะผนึกแก้วได้แน่นอนแล้ว จึงได้แต่รีบเดินเข้าหาหุบเขาทะมึนใกล้เข้าใกล้เข้า ในที่สุด..เสียงฝีเท้าก็หยุดชะงักลงยังสถานที่ที่เมื่อหลายพันปีก่อน ยามเมื่อครั้งยังเยาว์เคยได้พบกับเหตุการณ์อันเลวร้ายที่สุดในชีวิต แววตาสีทองคู่งามปวดร้าวเมื่อได้กลับมายืน ณ ที่แห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง
‘พระมารดายังทรงสถิตอยู่ที่นี่หรือไม่ ถ้าพระองค์ยังทรงอยู่โปรดรับรู้เถิดว่าบัดนี้ลูกน้อยของพระองค์ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งแล้ว ได้โปรดบันดาลพรให้ลูกเพื่อที่จะเอาชนะอสูรร้ายด้วยเถิดและ ..ขอให้ลูก..อย่าได้สูญเสียผู้ใดในการต่อสู้ครั้งนี้’ เสียงรำพึงเบาๆ เอื้อนเอ่ยออกจากริมฝีปากบาง
เจ้าชายซีนาร์เดินสำรวจรอบๆบริเวณอย่างช้าๆ ความมืดและเงียบสงัดที่เป็นดั่งเอกลักษณ์ของป่าใหญ่บัดนี้ปะปนด้วยความน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ในทุกสัมผัสของอากาศธาตุ บรรยากาศดูจะแตกต่างกับเหตุการณ์หลายพันปีก่อน เพราะความโกรธแค้น ความเกลียดและชิงชังมีเพิ่มมากกว่า ..ไม่ใช่หนึ่ง ..แต่เป็นสอง แน่นอนหนึ่งคือจอมอสูรร้ายนาม ’ซีเนียส’ แล้ว ..อีกหนึ่งเป็นผู้ใดเล่า ??
พลันความคิดทั้งหมดก็ต้องหยุดลงเมื่อเขาได้สัมผัสกับพลังบางอย่างที่คุ้นเคย เจ้าชายก้มลงมองหาก็พบกับเศษพลังที่แตกกระจาย เกราะผนึกแก้วที่ยังคงรูปพลังเจือจางของเหล่าขุนพลซีนาร์ชั้นสูงทั้งสี่ รวมทั้งอำนาจจิตสีทองที่บัดนี้หม่นลงจนเกือบจะกลายเป็นเถ้า เบื้องหน้ายังหลงเหลือพลังอำนาจแห่งแสงของพระบิดาที่เจือจางอยู่เช่นกัน เอเดรียลรู้สึกตระหนกกับสิ่งที่ตนเองค้นพบ
“สิ่งที่กังวลและเฝ้าภาวนาอย่าให้เกิดขึ้นมาตลอดบัดนี้มันเกิดขึ้นแล้ว ใครกัน??..ใคร..ที่สามารถทำลายเกราะผนึกสีทองของเราได้!!”
เอเดรียลรีบรุดเข้าไปยังเกราะผนึกทันทีและสัมผัสที่รุนแรงทำให้เขาชะงักงันอีกครั้ง อำนาจจิตอันรุนแรงแผ่ซ่านอยู่มากมาย อำนาจจิตที่เทียบเท่ากับซีนาร์สีทอง
“ไม่อยากจะเชื่อเลย!! พลังอำนาจพอกับเรา ยังมีผู้ใดที่มีพลังอำนาจเทียบเท่าเราอยู่อีกหรือนี่”
เอเดรียลรวบรวมพลังเพื่อปลดปล่อยซีนาร์ของตน อัญมณีสีทองใสสุกสกาวจึงปรากฏขึ้นยังหน้าผากแห่งพระบุตร ลำแสงสีทองแผ่ซ่านเข้าปะทะกับอำนาจจิตรุนแรง สองพลังอำนาจต่างเข้าปะทะกันอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง แน่นอนว่าไม่มีอำนาจใดๆ ในโลกที่จะสามารถต่อสู้กับซีนาร์สีทองแห่งพระบุตรและซีนาร์แห่งแสงของจ้าวแห่งซีนาร์ได้ แต่เมื่อพลังสีทองเข้าโอบล้อมอำนาจจิต กลับปรากฏแสงสีเงินประหลาด!! เข้าครอบคลุมพลังแห่งซีนาร์สีทองไว้ ทั้งสองพลังต่างก็ไม่สามารถจะกลืนกินพลังของฝ่ายตรงข้ามได้ ไม่นานจึงแตกสลายออกทั้งคู่ เขารีบรุดเข้าหายังพลังงานทั้งสอง..หนึ่งคือแสงสีทองจากอำนาจแห่งตน..อีกหนึ่งคือแสงสีเงินที่แฝงอยู่ในอำนาจจิตรุนแรง
“นี่มัน ..โอ้!! ..พระบิดา!! ..ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย”
พลังแปลกประหลาดนี้คือสิ่งใดมีเพียงผู้เดียวที่จะตอบได้ เจ้าชายซีนาร์รีบกักเก็บพลังสีเงินนั้นไว้แล้วจึงกลับไปยังอาณาจักรแห่งเบลล์ทันที
“
อย่าให้เป็นเช่นที่เราคิดเลย!!!!!”+++++++++++++++++++++++++++++