Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

รักในรอยแค้น

by ling_noi

01 ....

ตระกูลโอกามิเป็นที่รู้จักกันในวงการแห่งยากูซ่าและธุรกิจเงินกู้ชื่อดังและขยายสาขาเกือบทั่วประเทศในญี่ปุ่น

ชื่อเสียงและอิทธิพลด้านมืดของตระกูลนี้แม้นักการเมืองใหญ่ๆหลายคนยังต้องให้ความยำเกรง

แม้การให้กู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับคนธรรมดา แต่ก็ยังมีลูกค้ารายน้อยใหญ่เข้ามาขอกู้ไม่เว้นแต่ละวัน คิดเป็นกำไรวันละไม่ต่ำกว่าหลายสิบล้านเยน

หากลูกหนี้รายใดไม่ใช้เงินตามกำหนดก็จะถูกยึดทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัว ส่วนที่ขาดนั้นก็ไม่เป็นปัญหายังมีส่วนอื่นที่สามารถนำมาใช้หนี้ได้ นั่นก็คืออวัยวะในร่างกายซึ่งเป็นธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่ทำเงินได้มหาศาลจากกลุ่มคนรวยที่ต้องการอวัยวะนั้นๆ

เคนชิโร่ประธานบริษัทเสียชีวิตเนื่องจากถูกลอบยิงอย่าง***มโหดจากคู่กรณีอีกฝ่ายในวงการเดียวกัน เรื่องการครอบครองที่ทำกินและขัดแย้งกันทางธุรกิจเมื่อหลายสิบปีก่อน เรื่องนี้แม้ไม่ได้มีการกระจายข่าวอย่างกว้างขวางแต่คนในวงการและตระกูลโอกามิต่างก็รู้ดีว่าตัวการที่อยู่เบื้องหลังในครั้งนี้คือ

อิโต้ ฮานาบุชิ

ประธานบริษัทเงินกู้คู่แข่งสำคัญทางด้านธุรกิจของตระกูลโอกามินั่นเองนั่นเอง

หลังจากเคนชิโร่หัวหน้าคนสำคัญเสียชีวิตไปเขาได้มอบตำแหน่งประธานบริษัทให้กับบุตรชายรับช่วงต่อนั่นคือ

เคนยะ เด็กหนุ่มอายุ 16

ที่ต้องแบกภาระครั้งยิ่งใหญ่นี้ไปพร้อมๆกับการสูญเสียบิดาที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของตระกูลไปอย่างชนิดตั้งตัวไม่ติด

ก่อนสิ้นลมเคนชิโร่ได้ฝากฝังบุตรชายไว้กับ เอนโด นางายะ

คนสนิทบุคคลที่ร่วมเป็นร่วมตายกับตนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทซึ่งตนนับถือเหมือนเป็นพี่น้องก็ไม่ปาน

“เอนโด หลังจากที่ชั้นตายไปขอให้นายดูแล เคนยะ ให้ดีสอนเขาให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าชั้น

อย่าให้พวกมันทำร้ายเขาได้เป็นอันขาดเข้าใจมั้ย”เคนชิโร่พยายามเค้นเสียงอันหนักแน่นด้วยลมหายใจที่แผ่วเบาเต็มที

“ทราบครับนายท่าน ผมสัญญาด้วยชีวิต”ชายหนุ่มรับคำอย่างซื่อสัตย์

“ดี.......แค่กๆๆๆ....”

“พ่อ.........”เด็กหนุ่มกุมมือผู้เป็นบิดาแน่นน้ำตาคลอเบ้า

“เคนยะ”

“ครับพ่อ”

“แกจำไว้ให้ดีจงเชื่อฟังเอนโด เรียนรู้งานจากเขาให้มากอย่านอกลู่นอกทาง

จำเอาไว้เสมอว่าตั้งแต่นี้ไปแกต้องรับผิดชอบชีวิตผู้คนอีกมากมายแทนพ่อ

หากวันไหนแกไม่สู้ตระกูลโอกามิของเราก็ไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไป

ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับแก แค่กๆ....”

“ครับผมจะจำเอาไว้ ตั้งแต่นี้ต่อไปผมจะไม่อ่อนแอเด็ดขาดผมสัญญา”

“ดีมาก”

“พวกแกทุกคนฟังเอาไว้ให้ดีตั้งแต่นี้ต่อไปจงปฏิบัติต่อเคนยะให้เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อฉัน

จงเคารพและเชื่อฟังเขาห้ามใครคิดคดทรยศเป็นอันขาด

ฉันจะให้เอนโดคุ้มกันและดูแลนายน้อยจงฟังคำสั่งเขาเข้าใจมั้ย”เคนชิโร่ประกาศต่อหน้าลูกน้องทุกคนที่มารวมกันที่ตระกูลโอกามิอย่างพร้อมเพรียง

“ครับนายท่าน”เสียงลูกน้องรับคำเจ้านายดังก้องทั่วห้องโถงใหญ่

“ดี”เคนชิโร่เค้นเสียงหนักแน่นก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะหมดลง

“พ่อ....................พ่อครับ...ไม่.................”เด็กหนุ่มเขย่าตัวบิดาผู้ล่วงลับพร้อมเสียงเรียกอ้อนวอนหวังให้บิดาตื่นจากการหลับไหล

สร้างความเศร้าสลดใจให้กับทุกคนภายในห้องโถงเป็นอันมาก

“แก..............อิโต้”เด็กหนุ่มเค้นเสียงรอดไรฟันด้วยความแค้น

“นายน้อยจงเก็บความอ่อนแอเอาไว้

นับจากนี้ไปท่านต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้นายท่านแล้ว

เราจะแก้แค้นมันให้นายท่านอย่างสาสมที่สุด ลุกขึ้นเถอะครับ

นายท่านจากไปอย่างสงบแล้ว”ชายหนุ่มปลอบโอบบ่าให้เด็กหนุ่มลุกขึ้นก่อนสั่งให้ลูกน้องจัดพิธีศพนายอย่างสมเกียรติ

เด็กหนุ่มมองศพบิดาแล้วพยายามเก็บความแค้นไว้ภายในรอวันสะสาง

ทางด้านตระกูลอิโต้สายได้รายงานต่อการตายของเคนชิโร่สร้างความพอใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก

“ดี มันตายไปซะคนเราจะได้หมดสิ้นเสี้ยนหนามเสียที.......ฮ่าๆๆๆๆๆ”

“แต่ว่านายครับลูกชายของมัน”ลูกน้องคนสนิทกล่าวอย่างเป็นห่วง

“หึๆ.......ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นน่ะเรอะมันจะมีปัญญามาทำอะไรได้

ถ้ามันกล้าหือก็สั่งเก็บเสียอีกคนก็หมดเรื่อง............ฮ่าๆๆๆๆ”

“มันจะไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิครับนาย ไอ้เอนโดมันอยู่ทั้งคนเราคงทำอะไรมันได้ยาก

ยิ่งนายมันเพิ่งจะตายไปพวกมันคงระวังกันขึ้นเป็นสองเท่า

ขนาดเราดักยิงกันขนาดนั้นมันยังรอดมาได้แสดงว่าฝีมือไม่ใช่ย่อย”

“นั่นสินะ

ดูท่าทีพวกมันไปก่อนหากมีอะไรคืบหน้ารีบมารายงานฉันด่วน”ผู้เป็นนายเริ่มเค้นเสียงดุ

“ครับนาย”ลูกน้องคนสนิทรับคำก่อนออกจากห้องไป

“ในที่สุดแกก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้เคนชิโร่..........”ฮานาบุชิหยักยิ้มมุมปากก่อนกรอกเหล้าในแก้วเข้าปากรวดเดียวหมดด้วยความพอใจ

+++++++++++++++++++++++++

02 ....

แกร็ก..........”เสียงเปิดประตูพร้อมกับเด็กน้อยแก้มแดงผิวขาวเนียนวัย 3 ขวบวิ่งมาหาบิดาด้วยความดีใจ

“คุณพ่อฮะ..........”เด็กน้อยเข้าสวมกอดผู้เป็นพ่อพร้อมหอมแก้มฟอดใหญ่

“ว่าไงเด็กดีวันนี้มาหาพ่อถึงนี่มีอะไรรึเปล่า”ผู้เป็นพ่อหอมแก้มลูกชายตอบด้วยความเอ็นดู

“เปล่าฮะผมคิดถึงคุณพ่อคุณแม่เลยพามานี่”เด็กน้อยตอบพร้อมบุ้ยหน้าไปทางมารดาที่เดินตามเข้ามาติดๆ

“มาจังแกคิดถึงคุณมากร่ำร้องแต่จะให้พามาหาคุณที่นี่ให้ได้”มารดายิ้มขยี้หัวลูกชายไปมาด้วยความเอ็นดู

“แหม......ก็ผมไปค้างบ้านคุณตาคุณยายตั้งหลายวันก็อดคิดถึงคุณพ่อไม่ได้นี่นา”เด็กน้อยตอบตามประสาเด็กสองมือโอบรอบคอบิดา

“ปากหวานจริงนะเรา”ผู้เป็นพ่อเชยคางเล็กส่ายไปมาเบาๆ

“กลับบ้านเถอะวันนี้กินข้าวนอกบ้านฉลองกันซะหน่อยดีมั้ยมาซายะ”ฮานาบุชิอุ้มบุตรชายก่อนโอบบ่าภรรยาสาวเดินออกจากห้องทำงาน

“ฮับ.......”เด็กน้อยรับคำยิ้มแป้นด้วยความดีใจ

“ฉลองอะไรคะคุณ”ภรรยาสาวถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นสามีดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

“ไม่มีอะไรหรอก แค่เลี้ยงต้อนรับเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกลับบ้านก็เท่านั้น”

“แหมนึกว่าอะไรไปกันเถอะค่ะ”

“อืม”

หลังจากนั้นหลายปีเอนโดสอนงานจนเคนยะกลายเป็นประธานบริษัทที่แข็งแกร่ง

ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับฮานาบุชิอีกครั้งสามารถครอบครองที่ดินที่ฮานาบุชิถือโอกาสหลังจากที่บิดาของเขาเสียชีวิตใช้กลโกงสารพัดวิธีแย่งไปเอากลับคืนมาได้จนเกือบหมด

สร้างความไม่พอใจให้กับฮานาบุชิเป็นอันมากจนออกคำสั่งให้ลูกน้องไปจัดการเขาหลายครั้งหลายหนแต่ก็รอดมาได้ทุกครั้งอย่างปลอดภัย

เนื่องจากหลังจากที่เคนชิโร่ผู้เป็นบิดาเสียชีวิตลงเขาได้เรียนศิลปะป้องกันตัวหลายแขนงทั้ง

เทควันโด ยูโด คาราเต้

และอีกหลายอย่างที่เอนโดคนสนิทถ่ายทอดให้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงปืนได้แม่นไม่เคยพลาดเป้าแม้แต่ครั้งเดียว

หลังจากนี้ก็เกิดการปะทะกันอีกหลายครั้งจนฮานาบุชิเกรงว่าอาจเป็นอันตรายต่อบุตรชายที่เขาแสนรักดั่งแก้วตาดวงใจจึงแอบส่งตัวไปเรียนที่อังกฤษทันทีตั้งแต่อายุ 7 ขวบโดยส่งลูกน้องไปดูแลอย่างใกล้ชิด

สิบสามปีต่อมา

10.20 นาที ณ ท่าอากาศยานประเทศญี่ปุ่น

เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีรูปร่างสูงโปร่งหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กออกมาจากช่องทางเดินผู้โดยสารขาออกผู้ตกเป็นเป้าสายตาแก่ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ไปมาภายในท่าอากาศยานแทบจะทุกคู่ก็ว่าได้

เนื่องจากรูปร่างที่ได้สัดส่วนเหมือนหญิงสาวแต่อีกในหนึ่งก็ดูคมเข้มสูงเท่ห์เหมือนชายหนุ่มในชุดดำทั้งชุดตัดกับผิวขาวอมชมพูรับกับผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

ใบหน้ารูปไข่ถูกสวมทับด้วยแว่นกันแดดสีดำสนิทอีกเช่นกันกำลังมองซ้ายทีขวาทีเหมือนตื่นตาตื่นใจกับสภาพแวดล้อมที่เขาห่างเหินมานานแสนนาน

“นายครับ”เสียงชายวัยกลางคนในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มทั้งชุดโทรศัพท์รายงานเจ้านาย

“อืม........จัดการได้อย่าให้มีพิรุธ”เสียงทุ้มต่ำสั่ง

“ครับ”ชายหนุ่มรับคำปิดเสียงโทรศัพท์แล้วเดินตรงไปที่เด็กหนุ่มทันที

“ขอโทษครับ”

“ครับ”เด็กหนุ่มหันมาท่าทางแปลกใจเมื่อเห็นบุคคลที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเอ่ยทัก

“คุณมาซายะ รึเปล่าเปล่าครับ”

“คุณรู้จักผม”เด็กหนุ่มถอดแว่นออกขมวดคิ้วพิจารณาคนตรงหน้าอย่างถ้วนถี่

“คุณพ่อให้ผมมารอรับคุณ เชิญครับ”ชายหนุ่มผายมือชี้ทางให้เด็กหนุ่ม

“เอ๊ะ...................ไม่ทราบว่าคุณคือ....”เด็กหนุ่มทำท่าไม่ไว้ใจ

เพราะเขาตัดสินใจกลับมาญี่ปุ่นโดยไม่ได้บอกใครแม้แต่คนเดียว

“อ้ะ ลืมไป ผมคือ......อาเบะ

คนสนิทคุณพ่อคุณ”ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบแนะนำตัวอย่างสุภาพ

“คุณอาเบะเองหรือครับ ผมคงจะจากที่นี่ไปนานจนจำคุณไม่ได้ ขอโทษนะครับที่เสียมารยาท”

“ไม่เป็นไรครับ

ผมเองต่างหากที่ต้องขอโทษคุณไม่ได้แนะนำตัวตั้งแต่แรกทำให้คุณตกใจ”ชายหนุ่มยิ้มรับท่าทางสุภาพขอโทษขอโพยเด็กหนุ่มเป็นการใหญ่

“แหมผมทำอะไรนี่ไม่เคยพ้นสายตาคุณพ่อได้สักครั้งนะฮะนี่กะว่าจะแอบกลับมาให้เซอร์ไพร์เล่นซะหน่อยยังรู้ทันอีก”มาซายะหัวเราะแก้เก้อ

“คุณอยู่ในสายตาเราตลอด......”

“เอ๊ะ.........ว่าไงนะครับ”มาซายะหันมานึกแปลกใจกับคำพูดของชายหนุ่มที่เขาคิดว่าคงได้ยินไม่ถนัด

“เอ่อ.........ไม่มีอะไรครับผมบอกว่าเชิญคุณหนูทางนี้”ชายหนุ่มยิ้มจริงใจจนมาซายะคิดว่าเขาคงหูฝาดไปเอง

“ครับ”เด็กหนุ่มยิ้มรับคำเดินตามคนสนิทของบิดาที่ถือกระเป๋าตนเองเดินนำหน้าไปยังรถเบนซ์คันใหญ่สีดำสนิทที่จอดรออยู่ด้านนอก

“เชิญครับ”ชายหนุ่มเปิดประตูเบาะหลังให้เด็กหนุ่ม

“เอ๊ะ.....ไม่ทราบว่าคุณคือ”มาซายะแปลกใจเมื่อเห็นชายชุดดำรูปร่างสูงใหญ่สวมแว่นดำอายุคงราวๆ 30 ขึ้นไปแต่งตัวภูมิฐานมาดเท่ห์ทีเดียวจนเขานึกอิจฉาในความเป็นชายของชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ในรถก่อนแล้ว

เสียงทักทายของเด็กหนุ่มไม่ทำให้ชายชุดดำหันมาสนใจเขาแม้แต่น้อยทำให้มาซายะไม่ค่อยพอใจในมารยาทของคนตรงหน้าขึ้นมาเล็กน้อย

จนคนสนิทต้องรีบเข้ามาแนะนำแทน

“เอ่อ...ท่านนี้คือเพื่อนคุณพ่อคุณหนูชื่อคุณโอกามิ เคนยะครับ”

“คือเมื่อวานตอนเย็นท่านสั่งให้ผมมารับคุณเคนยะไปปรึกษาเรื่องธุรกิจโครงการใหม่ที่นายท่านจะร่วมลงทุนกับโอกามิกรุ๊ปในเร็วๆนี้ตอนเช้าผมจึงรีบไปรับคุณเคนยะก่อน

ตั้งใจว่าจะรีบไปส่งท่านที่บ้านแล้วค่อยออกมารับคุณหนู

แต่คุณเคนยะทราบเสียก่อนเลยให้ผมรอรับคุณหนูไปพร้อมกันเลย”อาเบะอธิบาย

“อ๊ะ งั้นคุณคงรอผมนานแล้ว

ต้องขอโทษด้วยนะครับคือผมไม่ทราบว่าจะมีคนมารอรับอย่างนี้เลยถือโอกาสชมนู่นชมนี่เพลินไปหน่อย”มาซายะยิ้มเจื่อนรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนาน

เขาคงจะเบื่อจนไม่อยากจะหันมาทักเราละมั้งเด็กหนุ่มคิดในใจ

“เชิญขึ้นรถเถอะครับคุณหนูเดี๋ยวคุณพ่อจะรอนาน”อาเบะเอ่ยชวนเมื่อเห็นว่าเสียเวลามาพอสมควรแล้ว

“ครับ”มาซายะขึ้นนั่งข้างชายหนุ่มเพื่อนบิดาผู้เงียบขรึมแล้วรถเบนซ์คันงามก็แล่นออกจากท่าอากาศยานทันที

รถแล่นจากในตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าจนไปสู่ถนนที่มีรถแล่นบางตาหรือแทบไม่มีเลย

สังเกตุได้ถึงธรรมชาติทั้งสองข้างทางที่รถแล่นผ่านสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก

“ธรรมชาติที่นี่สวยดีนะฮะ”มาซายะชวนคุยเมื่อเห็นว่าตั้งแต่ออกมาจากสนามบินเมื่อ 20

นาที มาแล้วที่ภายในรถไม่มีการพูดคุยสนทนากันแม้แต่น้อย

จนเขารู้สึกอึดอัดจึงพูดทำลายบรรยากาศขึ้นมา

เขาเห็นชายหนุ่มใช้หางตามองมาที่เขาเล็กน้อยแล้วหันกลับไปอย่างเดิมโดยไม่พูดอะไรสักคำจนมาซายะนึกฉุน

“แถวนี้ยังไม่กลายเป็นชุมชนเมืองจึงยังมีธรรมชาติสวยๆงามๆให้เห็นน่ะครับ”ชายหนุ่มที่นั่งคู่คนขับชี้แจง

“ครับ

ผมจำได้ว่าตอนผมยังเด็กคุณพ่อชอบพาผมกับคุณแม่มานอกเมืองบ่อยๆท่านบอกว่าอากาศมันบริสุทธิ์ดี

ซึ่งผมก็เห็นด้วย”เด็กหนุ่มยิ้มทำท่านึกถึงความหลังเสมองธรรมชาติรอบๆที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สลับกับทุ่งหญ้าสีเขียวเป็นระยะไม่อยากนึกใส่ใจกับอาการมึนตึงของคนข้างๆ

“ธรรมชาติสวยๆงามๆอย่างนี้อีกหน่อยก็คงไม่เหลือ

เพราะมีพวกนายทุนหน้าเลือดจ้องแต่จะทำให้กลายเป็นตึกรามบ้านช่องไปซะหมด”เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มที่นั่งเงียบมาตลอดทางเริ่มพูดจากระแทกกระทั้นเหมือนโกรธกับเขามาซักสิบชาติก็ไม่ปาน

แถมสายตาคมที่ซ่อนอยู่ในแว่นดำยังดูดุดันจนเขามองออก มาซายะไม่เข้าใจว่าทำไม โอกามิ เคนยะ ผู้นี้ถึงไม่ค่อยชอบหน้าเขาทั้งๆที่เราไม่เคยพบหรือรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ

“คุณพูดเหมือนจงใจว่าผม”มาซายะจ้องหน้าชายหนุ่มกลับแบบไม่เกรงกลัวนึกข้องใจกับคำพูดของชายหนุ่มเป็นอันมาก

“เปล่านี่ชั้นก็พูดไปตามเนื้อผ้าหรือว่าเธอทำอย่างที่ชั้นพูดฮึ”สายตาคมปลาบหยักยิ้มมุมปากแต่ใบหน้าคมไม่ได้ยิ้มไปด้วยมันดูหยิ่งผยองจนมาซายะนึกอยากจะเข้าไปตั๊นหน้าเสียเดี๋ยวนั้น

“คุณ”มาซายะไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนตรงหน้าที่ดูเหมือนว่าจะไม่สิ้นสุดง่ายหากเขามีอารมณ์โกรธขึ้นมาจึงหันหน้าไปทางกระจกรถแทน

แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อรถขับมาในเส้นทางที่เขาไม่คุ้นตาแม้เขาจะจากที่นี่ไปนานแต่เขาแน่ใจว่าคงไม่หลงขนาดลืมทางกลับบ้านของตัวเองเป็นแน่

“เอ๊ะ...........คุณอาเบะครับมาผิดทางหรือเปล่าครับผมจำได้ว่ามันไม่ได้มาทางนี้นี่นา”มาซายะถามด้วยความสงสัย

“คุณหนูไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งหลายปีเดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่แล้วครับ”

“เอ๊ะแต่แถวนี้ไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่านไม่น่าจะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางอะไรนี่ครับ”มาซายะพูดตามเหตุตามผลนึกสงสัยไม่หาย

“กลัวหรือไง”เสียงชายหนุ่มข้างๆพูดกวนโมโหเขาขึ้นมาอีกจนอดไม่ได้ที่จะหันมาต่อล้อต่อเถียงด้วย

“คุณหมายถึงใคร............คนอย่างผมมีอะไรต้องกลัวผมไม่ใช่เด็กๆนี่”

“ฮะๆไม่ใช่เด็กเหรอตัวกระเปี๊ยกแค่นี้ทำเป็นปากเก่ง

กลัวก็ยอมรับมาเถอะน่าเป็นเด็กเป็นเล็กไม่ควรโกหกผู้ใหญ่นา”ชายหนุ่มยิ้มเย้ยหยันสายตาพินิจพิเคราะห์คนตรงหน้าจนมาซายะเริ่มหงุดหงิด

“เอ๊ะคุณ ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ใช่เด็กแล้วรู้ไว้ซะด้วย ผมโตจนเรียนจบปริญญาอายุ 20

แล้วจะบอกให้”มาซายะโกรธสุดขีดปฏิเสธเสียงแข็งที่ชายหนุ่มมองเขาเป็นเด็กๆ

“อ้อ เหรอหึๆ”ดูเหมือนว่าการอธิบายของเด็กหนุ่มไม่ทำให้ชายหนุ่มมองเขาต่างไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

“ช่างเถอะผมไม่อยากเถียงกับคุณแล้วอยากคิดอะไรก็เชิญตามสบาย

แต่บอกไว้ซะก่อนนะอย่ามามองผมเป็นเด็กๆอีกผมไม่ชอบ”เด็กหนุ่มสะบัดมือไปมาเริ่มเหนื่อยใจกับปฏิกิริยาของคนตรงหน้าเต็มที

“แล้วจะจำเอาไว้ หึๆ”ชายหนุ่มหยักยิ้มมุมปากก่อนมองตรงไปข้างหน้าตามเดิม

เวลาผ่านไปร่วมชม.เศษมาซายะก็ยิ่งกระสับกระส่ายเพราะข้างหน้าดูเหมือนจะเต็มไปด้วยป่าเขาเข้าทุกทีโดยไม่มีทีท่าว่าจะเป็นทางไปบ้านของตัวเองแม้แต่อย่างใด

ยิ่งคิดยิ่งสงสัยแม้จะเปลี่ยนเส้นทางใหม่ตามที่อาเบะคนสนิทของบิดากล่าวไว้แต่ก็ไม่น่าจะนานและไกลขนาดนี้

ตามหลักความจริงถ้าออกจากสนามบินราว 11.00 นาทีก็น่าจะถึงบ้านราวๆ 13.30 นาทีนี่นาแต่นี่เลยเวลามาร่วมชม.แล้วก็ยังไม่ถึงสักทีแสดงว่าคนพวกนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน

ยิ่งชายชุดดำที่นั่งข้างเขายิ่งน่าสงสัย

ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับเขาตั้งแต่ต้นทั้งที่ไม่รู้จักมักจี่กันด้วยซ้ำส่วนคุณอาเบะถ้าเป็นคนของคุณพ่อจริงๆใช่แล้ว

“เอ่อ คุณอาเบะครับไม่ทราบว่ากี่โมงแล้วครับนาฬิกาของผมสงสัยว่ามันจะตาย”เด็กหนุ่มยิ้มกริ่มทำตัวเหมือนปกติ

“เกือบสองโมงครึ่งแล้วครับคุณหนู”อาเบะหันมาขยับแขนเสื้อดูนาฬิกาที่ข้อมือภาพที่เห็นเป็นไปอย่างที่เด็กหนุ่มคาดไว้

“คุณไม่ใช่คุณอาเบะพวกคุณเป็นใครกันแน่บอกมา”เด็กหนุ่มถอยหลังติดกระจกตะโกนถามอย่างตกใจ

“อะไรครับคุณหนู ผมก็อาเบะคนสนิทคุณพ่อคุณไงครับ”ชายหนุ่มหันมาอธิบายหน้าตาจริงจัง

“ไม่จริงคุณไม่ใช่

คุณอาเบะต้องมีรอยแผลเป็นใหญ่ๆที่หลังมือข้างซ้ายผมจำได้อย่ามาโกหก”มาซายะทำใจดีสู้เสือทั้งๆที่กลัว

“ผมอาเบะจริงๆนะครับ

ไม่เชื่อคุณหนูลอง............................”ยังไม่ทันพูดจบก็มีเสียงทุ้มต่ำแทรกขึ้นมาซะก่อน

“แหม....................ความแตกซะแล้วอธิบายไปก็ป่วยการเปล่าๆน่าเอนโดหึๆ”ชายหนุ่มข้างๆมาซายะหยักยิ้มมุมปากค่อยๆถอดแว่นออกช้าๆเผยให้เห็นใบหน้าคมชัดเจน

นัยตาสีดำสนิทของชายหนุ่มจ้องมาที่เขามันแฝงไปด้วยอะไรสักอย่างที่เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันแต่ที่แน่ๆไม่ใช่สายตาแห่งความปรารถนาดีอย่างแน่นอนยิ่งทำให้มาซายะนึกกลัวขึ้นมาทันที

“พวกคุณไม่ใช่คนของคุณพ่อจริงๆด้วยทำอย่างนี้เพื่ออะไรกันแน่”เด็กหนุ่มเริ่มเสียงเข้ม

“เป็นไรไป นึกกลัวขึ้นมาแล้วรึไงล่ะเด็กน้อย”ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับคางเล็กบีบส่ายไปมาจนมาซายะรู้สึกเจ็บรีบปัดมือออกทันที

“อย่ามาเรียกผมอย่างนั้นนะ

หยุดรถเดี๋ยวนี้ผมจะลง”เด็กหนุ่มพยายามเปิดประตูรถแต่มันถูกล็อคไว้

“เสียเวลาเปล่าๆน่ามันถูกล็อคไว้เปิดยังไงก็เปิดไม่ออกหรอก”ชายหนุ่มดึงมือร่างเล็กอย่างแรงจนเด็กหนุ่มเซเข้ามาปะทะแผ่นอกกว้าง

“ปล่อยนะไอ้บ้า..................”มาซายะใจเต้นแรงไม่รู้เพราะความกลัวหรืออะไรกันแน่ที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้เขาพยายามขืนกายแต่ถูกลำแขนแข็งแกร่งโอบไว้จนไม่สามารถกระดิกตัวได้

“ไปร่ำเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาหัดพูดจาให้มันมีสัมมาคารวะหน่อยไม่ได้หรือไง”เสียงชายหนุ่มกระซิบใกล้หูจนมาซายะรู้สึกขนลุก

“กับคนอย่างคุณผมไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วยหรอกแค่นี้ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ”

“งั้นเหรอ หึๆ”ชายหนุ่มบีบร่างเล็กแรงขึ้นอีกจนมาซายะรู้สึกเจ็บ

“ปล่อยนะผมเจ็บ พวกคุณต้องการอะไรก็บอกมาเซ่

เงินงั้นเหรอบอกสิผมจะให้คุณพ่อเอามาให้ขอให้ปล่อยผมไปเถอะ”ร่างเล็กอ้อนวอนเพราะดูเหมือนใช้ไม้แข็งจะไม่สำเร็จ

“คิดว่าเงินมันสำคัญนักหรือไง

เอะอะจะใช้เงินฟาดหัวคนอื่นทำแต่เรื่องเลวๆทั้งนั้น”ชายหนุ่มตวาดเสียงเข้มจนเด็กหนุ่มหน้าเสีย

“คุณพูดเรื่องอะไรของคุณผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย

ผมไปทำอะไรให้คุณหรือไงเล่า”มาซายะยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจกับการกระทำของชายหนุ่มน้ำตาเริ่มปริ่มๆที่ขอบตา

“ไม่ทำก็เหมือนทำ รู้มั้ยว่าพ่อเธอมันเลวยังไง

ชั่วช้าขนาดไหน”ชายหนุ่มจับแขนสองข้างของเด็กหนุ่มเขย่าแรงๆจนเหมือนจะทำให้ร่างตรงหน้าแหลกเป็นจุล

“ไม่รู้ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้นคุณอย่ามากล่าวหาพ่อผมนะ

ปล่อยสิผมเจ็บ...............”มาซายะพยายามขืนกายออกจากมือทั้งสองข้างของชายหนุ่มที่แข็งเหมือนเหล็กก็ไม่ปานทุบแล้วทุบอีกแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ระคายผิวชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย

“คงเลี้ยงกันมาดีสินะถึงไม่ให้ลูกรับรู้เรื่องเลวๆที่ตัวเองทำไว้ รักกันนัก ดี................ ฉันจะทำลายไม่ให้เหลือทั้งพ่อทั้งลูกเลย”ชายหนุ่มหยักยิ้มมุมปากสายตาดุดันไม่เปลี่ยน

“พ่อผมทำอะไรให้คุณน่ะ

คุณถึงได้เคียดแค้นพวกเราขนาดนี้”เด็กหนุ่มพูดพลางน้ำตาไหลอาบสองแก้มทั้งๆที่เขาพยามกลั้นแล้วแต่เสียงดุดันของชายหนุ่มทำให้เขาไม่อาจทำให้เขาอดทนได้อีกต่อไป

“อยากรู้นักใช่ไหม ก็ได้ในเมื่ออยากรู้ฉันก็จะให้เธอรู้ฟังเอาไว้ให้ดี

พ่อเธอน่ะมันฆาตรกร รู้มั้ยเมื่อ 17 ปีก่อนมันทำอะไร”

“อะไรเล่าก็บอกมาเซ่”มาซายะน้ำตาไหลพรากบวกกับอาการเจ็บแขนที่ชายหนุ่มบีบมาอย่างไม่ปราณีปราสัย

“มันใช้ให้ลูกน้องดักยิงพ่อฉันอย่าง***มโหด

ท่านต้องเสียชีวิตทั้งที่คนที่สมควรตายที่สุดมันคือพ่อเธอรู้ไว้ซะด้วย”ชายหนุ่มเพิ่มความโกรธขึ้นไปอีกเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

“ไม่..........ไม่จริงคุณพ่อไม่ใช่คน***มโหดอย่างนั้น

ท่านใจดีไม่มีจิตใจ***มโหดอย่างที่คุณว่า คุณมันโกหก

ฮึกๆ....”มาซายะน้ำตาร่วงเป็นสายแทบไม่อยากเชื่อเรื่องชายหนุ่มพูด

“หาว่าชั้นโกหกงั้นเหรอ

คิดว่าชั้นจะเอาความเป็นความตายของพ่อชั้นมาล้อเล่นหรือไงห้ะ”ชายหนุ่มตวาดจนเอนโดคนสนิทหันมามอง

“นายท่านครับ”

“อย่ามายุ่ง

ฉันจะสอนให้ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่มันรู้ว่าพ่อมันเลวยังไงจะได้รู้เสียทีว่าพ่อมันไม่ได้ดีอย่างที่มันคิด”เสียงเคนยะตวาดจนชายหนุ่มไม่กล้ายุ่งตอนนี้อารมณ์ของเคนยะคงถึงขีดสุดแล้วหากเข้าไปก้าวก่ายจะเหมือนเอาน้ำมันไปราดกองไฟเสียมากกว่านึกสงสารเด็กหนุ่มเคราะห์ร้ายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่ต้องมารับกรรมแทน

“แล้วคุณจะให้ผมทำไงเล่าในเมื่อพ่อของคุณก็ตายไปแล้ว

ถึงคุณจับผมมานี่ท่านก็ไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก”

“เพี้ยะ.................”เสียงฝ่ามือฟาดลงบนแก้มนุ่มอย่างแรง

“อย่าพูดจาลบหลู่พ่อฉันอีกจำไว้

ไม่งั้นจะไม่โดนแค่นี้”เคนยะจับเด็กหนุ่มหันหน้ากลับมาใบหน้าขาวเนียนปรากฏเป็นรอยแดงตัดกับผิวหน้าขึ้นมาชัดเจนปรากฏเลือดไหลที่มุมปากทำให้ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยแต่เมื่อนึกย้อนกลับไปแค่นี้ยังถือว่าน้อยสำหรับการอวดดีปากเก่งของเด็กหนุ่มตรงหน้า

“ตบอีกสิเอาให้ตายคามือไปเลยจะได้สาแก่ใจคุณ

เอาสิ”เด็กหนุ่มเช็ดเลือดที่มุมปากน้ำตาเหือดแห้งยื่นหน้าท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว

“อย่าท้า คิดว่าฉันไม่กล้าทำงั้นเหรอ”ชายหนุ่มง้างมือ

“เอาเลย”มาซายะยื่นหน้าเข้าไปใกล้แรงลมที่เหมือนจะตบไปที่หน้าเขาอีกครั้งทำให้เด็กหนุ่มเตรียมหลับตาเต็มที่

“อื้อ...................”มาซายะลืมตาทันทีเมื่อริมฝีปากถูกประกบอย่างหนักหน่วงแรงบดขยี้ทำให้ริมฝีบางแทบชาเคนยะใช้โอกาสที่เด็กหนุ่มร้องประท้วงดันลิ้นสอดแทรกเข้าไปควานหาความหวานนุ่มภายในอย่างช่ำชอง

มือของชายหนุ่มมุดลอดเข้าไปลูบไล้แผ่นหลังขาวเนียนเรียบลื่น

มาซายะพยายามดันมือออกแต่ไม่สำเร็จเปลี่ยนมาทุบหลังอย่างแรงจนเหนื่อยก็ไม่สามารถหลุดจากการกระทำของชายหนุ่มไปได้จำใจปล่อยให้ชายหนุ่มทำตามใจจนพอใจจึงยอมปล่อย

“ฮ้า....................ฮ้า”เสียงเด็กหนุ่มหายใจหอบเหมือนขาดอากาศมานาน

“คุณมันบ้าแถมวิปริตผิดเพศอีกด้วย ผมเป็นผู้ชายนะ”

“ชั้นจะทำยิ่งกว่านี้อีกนะถ้าเธอยังอวดดี

ฤทธิ์มากไม่เลิก”ชายหนุ่มยิ้มรู้สึกพอใจกับอาการตอบสนองของเด็กหนุ่ม

“คุณ”มาซายะง้างมือหน้าแดงจัด

“อ้ะๆอย่าเชียวนะ”เคนยะจับข้อมือเล็กหยุดไว้แล้วยื่นหน้าเข้าไปอีก

“อย่านะ”เด็กหนุ่มรีบชักมือกลับถอยห่างจากชายหนุ่มทันที

+++++++++++++++++

03 ...

ถ้าไม่อยากโดนอย่างเมื่อกี้ อย่าริอาจมาต่อต้านฉันอีกจำเอาไว้

ขืนยังไม่เชื่อจะมาหาว่าฉันใจร้ายไม่ได้นะ”ชายหนุ่มเชยคางเล็กให้หันมาสบตารับฟังคำที่เขาพูดด้วยใบหน้า***มเกรียมไม่เปลี่ยน

“คุณไม่มีสิทธิ์ คิดจะให้ผมทำตามที่คุณสั่งงั้นเหรอผมไม่ใช่ลูกน้องหรือคนรับใช้ของคุณนะ”มาซายะตะโกนเสียงดังจ้องตาคู่สนทนาอย่างไม่เกรงกลัว

ตั้งแต่เขาเกิดมาไม่เคยมีใครมาบังคับหรือสั่งทำให้ทำนู่นทำนี่เหมือนชายดุดันตรงหน้านี้เลยแม้แต่คนเดียว

เรื่องอะไรที่เขาจะยอมทำตามที่ชายหนุ่มสั่งมาง่ายๆ

“เฮอะ ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ รับฟังแล้วจำใส่สมองกลวงๆของเธอเอาไว้ให้ดี

ตั้งแต่นี้ต่อไปฉันคือนายเธอคือบ่าว

เธอต้องฟังคำสั่งฉันแต่เพียงผู้เดียวไม่ว่าฉันจะสั่งให้เธอทำอะไรเธอก็ต้องทำ

ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใดๆทั้งสิ้นและห้ามทำนอกเหนือที่ฉันสั่ง

ขืนไม่เชื่อฟังกันละก็ฉันจะใช้เธอเป็นตัวประกันบีบบังคับให้เจ้าฮานาบุชิมันมาฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาเธอซะพรุ่งนี้เลยดีมั้ย

แหมคิดๆแล้วก็เป็นวิธีที่ดีไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ สนุกแน่ๆงานนี้ฮะๆหรือเธอว่าไง”

“อย่านะ อย่าทำอย่างนั้น

ก็ได้ๆผมยอมทุกอย่างแล้วขอแต่อย่าทำร้ายคุณพ่อผมเท่านั้น”เด็กหนุ่มอ้อนวอนเสียงเริ่มสั่นน้อยๆ

“กตัญญูดีนี่ อย่างนี้นี่เองเจ้าฮานาบุชิมันถึงได้รักนักรักหนา

อุตส่าห์พาหนีฉันไปเรียนถึงเมืองนอก ฮะๆ แต่หารู้ไม่ว่ามันไม่ทันเกมส์ฉันหรอก

ตอนนี้คงคิดว่าลูกชายสุดที่รักยังอยู่ที่อังกฤษอยู่ละมั้งฮึ”ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังนึกสะใจกับท่าทางของเด็กหนุ่ม

“ได้โปรด ผมขอร้อง”มาซายะน้ำตาซึมเมื่อชะตาชีวิตของบิดาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของชายหนุ่ม

“ก็ได้ฉันจะให้โอกาสเธอ ยังไม่ทำอะไรมันตอนนี้

แต่ถ้าเธอยังขืนไม่ฟังคำสั่งฉันละก็เมื่อนั้นเธอได้บอกลาเจ้าฮานาบุชิมันจริงๆแน่จำไว้”

“ตกลง”มาซายะใจชื้นขึ้นเป็นกองอย่างน้อยตอนนี้เขาก็รู้ว่าพ่อของเขายังปลอดภัยดี

“แล้วต่อไปเรียกฉันว่า เคนยะ”ชายหนุ่มเริ่มออกคำสั่งทันที

“อืม”เด็กหนุ่มรับคำอย่างไม่ค่อยเต็มใจ

“พูดจาให้มันเพราะๆหน่อยตอนนี้ฉันเป็นนายของเธอแล้ว

อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเพื่อนเล่นเธอ”เคนยะใช้น้ำเสียงจริงจังแกมดุ

“ครับ ครับ ครับ ครับ

แค่นี้พอใจยัง”มาซายะตอบนึกไม่พอใจกับการชอบบังคับของชายหนุ่มเต็มที

“ดีมาก”เคนยะหยักยิ้มมุมปากสายตาคมปลาบมองมาที่เด็กหนุ่มอย่างเป็นผู้ชนะ

“คุณจับผมมากักขังอย่างนี้ ผมไม่เห็นว่าคุณจะได้อะไรขึ้นมาตรงไหน”

“ได้สิ ได้อย่างมากด้วย อย่างน้อยๆก็ได้ความสะใจไงล่ะ ..........สนุกชะมัด

หรืออย่างน้อยบางทีถ้าฉันเกิดเบื่อๆขึ้นมาเต็มทีก็ค่อยๆใช้เธอบีบให้เจ้าฮานาบุชิมันค่อยๆล้มเหลวทีละน้อยๆจนมันอยู่ไม่ได้

บางทีมันอาจตัดสินใจเลือกวิธีตายเองโดยที่ฉันอาจไม่ต้องลงมือเองก็ได้”เคนยะเค้นเสียง

รู้สึกสะใจที่ได้แกล้งเด็กหนุ่ม

“บ้า”มาซายะแอบพูดไม่ให้ชายหนุ่มได้ยิน

รถแล่นมาจนถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ห่างไกลจากในเมืองมากจนดูเหมือนว่าเขาคงหาโอกาสหนีออกไปจากที่นี่ได้ยากหากไม่มีคนพาออกไป

แถมแถวนี้เท่าที่สังเกตุไม่มีรถผ่านไปผ่านมาแม้แต่คันเดียวคงเป็นที่ส่วนบุคคลเป็นแน่

คฤหาสน์หลังนี้ใหญ่พอๆกับที่บ้านของเขาแสดงว่าชายหนุ่มผู้นี้คงไม่ใช่ธรรมดา

ทันทีที่รถจอดหน้าคฤหาสน์จะมีคนคอยรับไม่ต่ำกว่าสิบคน

แต่ละคนล้วนท่าทางน่ากลัวไม่ต่างไปจากชายหนุ่มข้างๆเขาเลยแม้แต่น้อย

แถมแต่ละคนตัวใหญ่ยังกับยักษ์ปักหลั่นเหมือนที่เขาเห็นในหนังบ่อยๆยังไงยังงั้น

คิดแล้วสงสารตัวเองจริงๆที่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้รู้อย่างนี้ไม่แอบหนีกลับมาเองซะยังจะดีกว่า

เราต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้คอยดู

“เอ้า ลงไปได้แล้วนั่งบื้ออยู่ได้หรือจะรอให้ฉันไปเปิดประตูให้”ชายหนุ่มแดกดันพร้อมกับผลักเบาๆให้มาซายะลงจากรถ

“รู้แล้วน่า”มาซายะเปิดประตูออกช้าๆนึกรำคาญเสียงชายหนุ่มเต็มที

ทันทีที่ก้าวออกมาจากประตูรถเขาได้กลิ่นไอของธรรมชาติรอบๆตัวที่เต็มไปด้วยป่าเขาทั้งสดชื่นและอบอุ่นไปในตัวแทบไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มผู้นี้ก็รักธรรมชาติเป็นกับเขาเหมือนกันถึงได้มาสร้างบ้านซะใหญ่โตหรูหราในป่าในเขาอย่างนี้

เมื่อเข้ามาภายในบ้านที่ตกแต่งได้อย่างสวยงามทำให้เขายิ่งชอบมีทั้งรูปภาพใหญ่น้อยที่ถูกนำมาตกแต่งได้อย่างสวยงามลงตัว

และที่เด่นที่สุดก็คือภาพชายสูงวัยแต่งตัวภูมิฐานแววตาดุดันเหมือนชายข้างๆเขาไม่มีผิด

นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวใหญ่แสดงถึงอำนาจบารมีที่มีอยู่อย่างล้นพ้น

ไม่บอกก็รู้ว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นบิดาผู้ล่วงลับของโอกามิ เคนยะอย่างแน่นอน

“เดี๋ยวเอนโดจะเป็นคนพาเธอไปที่ห้อง”เคนยะทำเสียงเข้มพร้อมหันหน้าไปทางเอนโดคนสนิทที่ยืนรอคำสั่งอยู่แล้ว

“พาไปห้องที่อยู่ติดกับห้องของฉันจะได้ไม่กล้าต่อต้านฉันอีก”

“ครับนายท่าน”เอนโดรับคำก่อนหันหน้ามาทางเด็กหนุ่ม

“เชิญครับคุณหนูมาซายะ”

“เดี๋ยว............”เสียงชายหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับคว้าข้อมือเล็กอย่างแรงจนเด็กหนุ่มเซกลับมาที่เก่า

“อะไรอีกล่ะ”มาซายะสะบัดแขนก่อนถามอย่างรำคาญเต็มที

“แล้วอย่าคิดหนีเสียให้ยาก

มันไม่สำเร็จหรอกหึๆ”มาซายะตกใจที่ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้ว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร

“ฮึ”เด็กหนุ่มสะบัดหน้าหนีอย่างฉุนสุดขีดแล้วเดินตามเอนโดไปทันทีโดยมีเสียงเคนยะหัวเราะอย่างพอใจอยู่ข้างหลัง

มาซายะเดินขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุดซึ่งเป็นชั้นที่สามมีห้องอยู่หลายห้อง

แต่ไม่มากเหมือนชั้นที่ผ่านๆมา

ชายหนุ่มพาเขาเดินไปที่ห้องเกือบท้ายสุดทางด้านขวามือแล้วหยุด

“นี่คือห้องของคุณ

ส่วนห้องนี้คือห้องของนายท่าน”ชายหนุ่มผายมือไปที่ห้องท้ายสุดที่อยู่ติดกับห้องของเขา

“ชั้นนี้ไม่มีคนพักนอกจากคุณและนายท่าน

ห้องผมอยู่ทางซ้ายสุดชั้นสองมีอะไรก็เรียกผมได้ไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณครับที่เดินมาส่ง”มาซายะยิ้มขอบคุณก่อนเดินเข้าห้อง

“คุณมาซายะครับ อาหารค่ำตอนทุ่มตรงกรุณาอย่าสาย

นายท่านชอบคนตรงเวลา”ชายหนุ่มอธิบายก่อนเดินออกไป

มาซายะเดินสำรวจภายในห้องภายในถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูดีมีระดับสมฐานะของเจ้าของบ้าน

มีฟอร์นิเจอร์หนึ่งชุดอยู่ทางซ้ายติดกับหน้าต่างห้องที่มีลมเย็นพัดผ่านอยู่ตลอดเวลา

“เฮ้อ..................อากาศดีจริงๆ”มาซายะเดินไปรับลมที่หน้าต่างพร้อมสูดอากาศสดชื่นเข้าไปเต็มปอด

“โหย๋ ทำไมมันสูงอย่างนี้ล่ะ ขืนเราใช้ทางนี้หนีมีหวังตกลงไปตายก่อน

ดีแต่จะทำให้เจ้าคนชอบออกคำสั่งนั่นหัวเราะเยาะเราเล่นเสียเปล่าๆ

โธ่เอ้ยแล้วจะทำยังไงกันล่ะทีนี้มีหวังคงต้องอยู่เป็นทาสรับใช้เจ้านั่นไปจนตัวตายแน่ๆเลย

ทำไงดีล่ะคิดสิ....คิดๆ

“เฮ้อยิ่งคิดยิ่งปวดหัวอาบน้ำนอนเอาแรงดีกว่าวันนี้รบกับคนบ้ามาทั้งวันเหนื่อยชะมัดว่าแล้วมาซายะก็เดินเข้าไปในห้องน้ำทันที

++++++++++++++++++++

“ฮะ กี่โมงแล้วนี่”มาซายะงัวเงียตื่นขึ้นพบว่าบรรยากาศรอบๆมืดไปหมด

รีบควานหานาฬิกาข้อมือที่เขาถอดไว้ที่หัวเตียงมาดู

“ตายละวาเกือบทุ่มตรงแล้วนี่นา

ป่านนี้มีหวังเจ้านั่นนั่งคอยตาเขียวปั้ดอยู่ข้างล่างแล้วมั้ง”มาซายะรีบลุกจากเตียงอาบน้ำแต่งตัวภายใน

10 นาทีแล้วรีบออกจากห้องลงไปชั้นล่างทันที

เป็นอย่างที่คิดชายหนุ่มมานั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมสายตาคมดุไม่เปลี่ยน

“เอนโดไม่ได้บอกหรือไงว่าตั้งโต๊ะตอนทุ่มตรง

คราวหลังหัดรักษาเวลาด้วยนะชั้นไม่ชอบรอใครนานๆโดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยจะสำคัญสักเท่าไหร่”ชายหนุ่มพูดกระทบกระแทกพลางจิบไวน์ในแก้วโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา

“ขอโทษครับผมเพลียเลยนอนนานไปหน่อย

ต้องขอขอบคุณอย่างมากที่คุณกรุณารอคนไม่สำคัญอย่างผม”มาซายะตอบกลับแบบกวนๆ ไม่ค่อยพอใจที่ชายหนุ่มคอยค่อนแคะพูดจาถากถางเขาเกือบตลอดเวลาที่เจอหน้ากัน

“นั่งได้แล้ว ฉันหิวจนแทบจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้ว”เคนยะเริ่มลงมือรับประทานอาหาร

“ขอโทษครับไม่ทราบว่าคุณเอนโดไปไหนไม่เห็นมาทานด้วยกัน”มาซายะพูดแทรกระหว่างทานอาหาร

“ฉันใช้เขาออกไปหาซื้อเสื้อผ้าให้เธอ เอามาไม่กี่ชุดไม่ใช่เหรอ”เคนยะหันมาสบตาคู่สนทนาที่กำลังทำท่างงเล็กน้อย

“ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า

ไซน์เด็กๆแบบเธอคิดว่าคงหาซื้อได้ไม่ยาก”ชายหนุ่มพูดพร้อมกับหยักยิ้มที่มุมปากน้อยๆอย่างพอใจ

“ผมอิ่มแล้วขอตัว”มาซายะพูดพร้อมกับลุกจากเก้าอี้

“เชิญ”เคนยะพูดไม่สนใจเด็กหนุ่ม

“อ้อ กลางค่ำกลางคืนอย่าออกมาเดินเพ่นพ่าน

แถวนี้มีแต่พวกลูกน้องฉันทั้งนั้นแถมแต่ละคนไม่เคยเจอผู้หญิงมาเป็นแรมปี

ถูกทำอะไรไปฉันช่วยไม่ได้นะยิ่งหน้าสวยๆอย่างเธอพวกมันยิ่งชอบเอาได้ทั้งนั้นแหละไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย”เคนยะพูดพลางยิ้มเย้ยหยันแกมขู่

“ขอบคุณที่เตือน”มาซายะหันมาทำตาขวางเดินสะบัดขึ้นบันไดไปทันที

“ฮึ้ย...........วิปริตกันทั้งเจ้านายลูกน้อง”มาซายะเดินไปบ่นไปนึกภาพแล้วถึงกับขนลุกซู่

เวลาผ่านไปจนเกือบตีหนึ่งรอบๆคฤหาสน์ปกคลุมไปด้วยความเงียบคิดว่าคนอื่นๆคงหลับกันแล้วแน่นอน

เด็กหนุ่มค่อยๆเปิดประตูออกเมื่อเห็นว่าทางสะดวกจึงค่อยๆย่องออกมา

มองซ้ายมองขวาเดินลงบันไดมาอย่างรวดเร็วจนถึงชั้นล่าง

เขาเห็นชายร่างใหญ่ที่เฝ้ายามหน้าประตูทั้งสองคนยืนหลับสนิทจึงค่อยๆย่องออกมาได้สำเร็จ

“เฮ้อ นึกว่าจะไม่รอดซะแล้วดีนะที่เจ้ายักษ์สองคนนั่นดันหลับยาม”เด็กหนุ่มปาดเหงื่อที่หน้าผากด้วยความตื่นเต้นดีใจเป็นลิงโลดที่หนีออกมาได้

“เชอะ ทำมาเป็นขู่เรา เจ้าบ้าเชื่อก็โง่ตายชักแล้ว”

“จะไปไหน”

++++++++++++++++++