Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter one 1

ซาลันดอล…อาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลและเข้มแข็งดุจดั่งปราการเหล็ก ผืนแผ่นดินเป็นปึกแผ่นเพียงหนึ่งเดียวแห่งเขตแดนตะวันออกอันอุดม ที่ซึ่งบรรดาพ่อค้า นักเดินทางเร่ร่อน หรือแม้แต่ผู้คนที่ออกแสวงโชคพากันนำครอบครัวของตนมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่อย่างถาวร เพราะอาณาจักรแห่งนี้ได้รวมไว้ซึ่งความสมบูรณ์ในสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางด้านพืชพันธุ์ ที่ดินทำกิน หรือแม้แต่ความปลอดภัยในทรัพย์สิน แผ่นดินแห่งนี้จึงมีแต่ความสงบสุขตลอดระยะเวลาอันยาวนาน และศูนย์รวมของความยิ่งใหญ่นี้ก็คือผู้นำสูงสุดที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถอันสูงส่งนั่นคือ 'กษัตริย์ซาลันดอล'

กษัตริย์แห่งซาลันดอลทรงมีพระราชินีสองพระองค์ โดยพระองค์หนึ่งนั้นทรงงดงามอย่างยิ่ง และเนื่องจากพระนางทรงมีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มดั่งไพลินบริสุทธิ์ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นอัญมณีงามที่เคียงคู่บัลลังก์ แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกินเมื่อพระนางได้ทรงให้ประสูติราชโอรสองค์หนึ่ง แต่ในเวลาต่อมาพระนางกลับต้องสิ้นพระชนม์ไป ราชโอรสองค์นั้นจึงทรงกำพร้าพระมารดาตั้งแต่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก

หลังจากการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ครั้งนั้น..บัดนี้กาลเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปถึงสิบห้าปีแล้ว เจ้าชายน้อยองค์นั้นก็ทรงเติบใหญ่และมีพระชันษาสิบห้าชันษาแล้ว ทรงเป็นเจ้าชายที่มีสติปัญญาสูงส่ง เก่งกล้าและทรนง อีกทั้งยังทรงมีความงดงามที่ไม่ผิดเพี้ยนจากพระมารดาเลยแม้แต่น้อย ทุกสิ่งทุกอย่างที่กอปรรวมกันนี้ทำให้ทรงกลายเป็นที่รักที่ชื่นชมของบรรดาข้าแผ่นดินทั้งหลาย โดยมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคนปลาบปลื้มใจมากที่สุด นั่นคือสีพระเนตรของพระองค์ที่เป็นสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำดั่งไพลินงามที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพระมารดา เจ้าชายองค์น้อยที่ทรงมีพระนามอันเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแว่นแคว้นตะวันออก 'เจ้าชายอาร์เซียริตี้ เรซา ฟีโอราเชียส'

 

ภายในราชวังสีขาวสวยงามหลังใหญ่ ณ ห้องโถงกว้าง ปรากฎเหล่าขุนนางฝ่ายกรมวังทั้งน้อยใหญ่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพรมสีแดงเจิดจ้าที่ทอดยาวตรงสู่เก้าอี้ทอง ทั้งคนหนุ่มคนชรามีสีหน้าเคร่งเครียดเลยทำให้บรรยากาศภายในห้องดูหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดในบรรดาคนเหล่านั้นก็คือขุนนางร่างอ้วนในชุดผ้าต่วนสีเขียวยาวที่ดูจะมีสีหน้าเป็นกังวลจนเห็นได้ชัด เขาคือเจ้ากรมวังผู้ควบคุมดูแลข้าราชบริพารและพิธีการต่างๆในราชอาณาจักร นัยน์ตารีเล็กนั้นหรี่มองไปยังหญิงสาวสวยงามผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทองด้วยความหวาดหวั่นคล้ายกำลังรอฟังคำพิพากษาโทษ และดูเหมือนหญิงสาวสวยงามผู้นั้นจะรู้สึกได้ ร่างโปร่งระหงในอาภรณ์เลิศหรูจึงถอนหายใจยาวแล้วค่อยลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด

เราไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด!!..มันผิดหลักต่อกฎบัญญัติชัดๆ ถึงยังไงเราก็ยอมพวกท่านไม่ได้หรอก!!…”

เมื่อได้ฟังดังนั้น ขุนนางร่างอ้วนก็ส่ายหน้าเหมือนจะเดาได้อยู่แล้วว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ เขารีบเอ่ยโต้

“แต่เกล้ากระหม่อมได้ทูลต่อฝ่าบาทแล้ว และก็ทรงอนุญาตแล้วนะพะย่ะค่ะ”

ฝ่าบาททรงคิดอะไรอยู่กันเเน่นะ…นี่ไม่ทรงคำนึงถึงบรรดาศักดิ์ของเราบ้างเลยรึ!! ทรงทำเช่นนี้ผิดต่อกฎที่ตั้งไว้แต่บรรพบุรุษทีเดียว..ไม่ได้!! เราไม่ยอมเด็ดขาด เราจะรีบไปทูลกับพระองค์เดี๋ยวนี้!! พวกท่านก็อย่าเพิ่งป่าวประกาศให้ชาวเมืองรู้ล่ะ นี่เป็นคำสั่ง!!..”

แต่พระบรมราชโองการออกมาแล้วนะพะย่ะค่ะ จะต้องประกาศภายในสามวัน วันนี้ก็วันสุดท้ายแล้ว!!”

ในมือขุนนางกรมวังยังมีผ้ากำมะหยี่สีทองแดงที่ม้วนเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ด้านหน้าของมันมีตราประทับรูปนกอินทรีสีขาวกำลังกางปีกโผบินอย่างสวยงามตัดกับสีผ้าอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแทนองค์กษัตริย์ ที่แท้นี่ก็คือราชโองการที่สำคัญยิ่ง เขาจึงถือมันด้วยความระมัดระวังและทะนุถนอมเป็นพิเศษ

ดูเหมือนจะได้ผลเมื่อหญิงสาวสูงศักดิ์ตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบเบือนหน้ากลับมามองพนักเก้าอี้สีทองของตนอย่างใช้ความคิด

ขอเวลาให้เราวันนี้เท่านั้น ถ้าเรายังไม่กลับมา พวกท่านก็ป่าวประกาศได้เลย”

ขอบพระทัยองค์ราชินีที่ทรงเห็นใจพวกกระหม่อม พะย่ะค่ะ”

ไม่เป็นไร เดี๋ยวคงได้รู้กัน”

เมื่อสิ้นสุดการสนทนา หญิงสาวก็รีบออกเดินไปยังราชวังใหญ่ทันที ในใจเหมือนได้เห็นเค้าความยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ …

 

 

ฝ่าบาท…องค์ราชินีโซนี ขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”

ชายวัยกลางคนร่างสูงผู้มีบุคลิกงามสง่าเปี่ยมอำนาจในชุดสีเงินยาว รีบละสายตาจากงานบนโต๊ะไม้แกะสลักเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากมหาดเล็กรับใช้

“เชิญได้ ”

เขากล่าวขึ้นเบาๆพร้อมกับเดินออกมาต้อนรับผู้มาใหม่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“อ้าว!!..มีอะไรหรือ..โซนี มาถึงนี่เชียว”

หญิงสาวสูงศักดิ์ผู้ก้าวเข้ามาใหม่ ก้มลงถวายบังคมอย่างงดงาม สีหน้าท่าทางยังมีแววหมองหม่นปรากฎออกมา ทำให้อีกฝ่ายต้องมองด้วยความประหลาดใจ

“ฝ่าบาท!!..ฝ่าบาททรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ ทรงทำได้อย่างไรกัน!!” นางเอ่ยตัดพ้อ

“ทำ..ทำอะไรล่ะ? เราทำอะไรให้เจ้าโกรธหรือโซนี”

“แน่นอนเพคะทรงแต่งตั้งองค์อาร์เซียริตี้ขึ้นเป็นรัชทายาทอันดับหนึ่งได้อย่างไรกัน พระชันษาเพิ่งจะสิบห้าเท่านั้นเอง ยังทรงพระเยาว์อยู่แท้ๆ อีกทั้งยังเป็นโอรสที่เกิดจากน้องซาเนียราชินีฝ่ายซ้าย..ทำไมกันเพคะ?..หม่อมฉันไม่เข้าใจเลย ‘อิลก้า’ ลูกของหม่อมฉัน ชันษาหรือก็มากกว่าตั้งสี่ปี และเป็นโอรสองค์โต อิลก้าควรได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์มากกว่าองค์อาร์เซียนะเพคะ แต่..ทำไม?..พระองค์ถึงได้…”

ร่างสูงถอนหายใจ จริงๆก็พอจะเอาออกแล้วว่าราชินีของตนต้องมาหาด้วยเรื่องนี้

“เจ้าใจเย็นๆลงหน่อยเถิดโซนี ฟังเหตุผลของเราก่อน ถึงอย่างไรทั้งสองคนนั้นก็เป็นโอรสของเราทั้งคู่ ต้องสืบราชบัลลังก์ต่อจากเราอยู่ดี เรารู้ว่าอิลก้านั้นมีความสามารถมากเหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทอันดับหนึ่งจริงอย่างที่ใครๆคาดหวัง แต่ใช่ว่าความสามารถของอาร์เซียจะด้อยกว่าอิลก้า ถึงแม้จะอายุน้อยแต่ความสามารถของอาร์เซียนั้น..ถ้าเราดูไม่ผิดคงจะเหนือล้ำกว่าอิลก้าเสียด้วยซ้ำ เจ้าก็เคยได้ประจักษ์แก่สายตาในงานวันเฉลิมฯ ของเราแล้วมิใช่หรือ โซนี”

เขาเอ่ยเสียงเรียบเย็น แจกแจงเหตุผล อย่างชัดแจ้ง คล้ายกับได้ใคร่ครวญกับคำถามนี้มาเนิ่นนานอย่างยิ่งแล้ว แต่หญิงสาวยังคงไม่ละความพยายาม สายตาของนางจับจ้องมายังเขาอย่างขอความเห็นใจ

“ใช่เพคะ หม่อมฉันยอมรับว่าองค์อาร์เซียนั้นทรงพระปรีชายิ่ง แต่พระชันษายังน้อยนักถ้าได้ขึ้นครองราชย์ไปจะปกครองบ้านเมืองได้หรือเพคะ”

“ต้องได้สิ! เราเชื่อแน่ว่าทำได้ ถึงแม้ว่าจะยังเยาว์แต่ความคิดความสามารถก้าวล้ำเกินผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไป เราได้ปรึกษากับทุกฝ่ายเรียบร้อยและทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันแล้วว่า ‘อาร์เซียริตี้สมควรจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทอันดับหนึ่ง’ เรามองมานานแล้ว โซนี”

“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ แต่อิลก้า..อิลก้าล่ะเพคะ ลูกหม่อมฉันจะคิดเช่นไรที่พระองค์ทรงมอบตำแหน่งอันสูงศักดิ์ที่ลูกควรได้ให้กับองค์อาร์เซียริตี้”

ผู้เป็นกษัตริย์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน จึงเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยจริงจัง ดวงหน้าที่งามสง่าแฝงอำนาจราชศักดิ์ทำให้หญิงสาวต้องสงบปากสงบคำฟังอย่างเงียบงันไปอีกครู่ใหญ่

“การปกครองราชอาณาจักรให้สงบร่มเย็นนั้นมีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ ผู้เป็นกษัตริย์จะต้องมีทศพิธราชธรรม มีความคิดอันหนักแน่นเยือกเย็น ต้องกอปรด้วยความฉลาดปราดเปรื่องและเป็นที่รักของประชาชน เจ้าเป็นแม่ของอิลก้าน่าจะรู้จักอิลก้าดีกว่าเรา เจ้าแยกเด็กสองคนนี้ไม่ออกเลยรึ อิลก้านิสัยเช่นไรเจ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจดี เด็กคนนั้นวู่วามและใจร้อนนัก สายตาของเขาเวลาจ้องมองอาร์เซียริตี้แฝงไว้ด้วยความอิจฉาเกินกว่าที่เราจะหักห้ามได้ ยิ่งในงานวันเฉลิมฯของเราด้วยแล้ว แววตาเขายิ่งแสดงอย่างเด่นชัด แววตาแบบนั้นมันทำให้เรากลัวเหลือเกิน..กลัวว่าจะมีสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับอาร์เซียริตี้จนเราต้องสูญเสียเขาไป”

เนตรงามคมแห่งกษัตริย์ซาลันดอลหม่นแสงลง โอรสที่งดงามดั่งแสงตะวัน สิ่งมีค่าที่สุดในพระชนม์ชีพ จะไม่ยอมให้ภยันตรายใดๆกล้ำกรายโดยเด็ดขาด

ราชินีโซนีเมื่อได้ฟังดังนั้น ดวงเนตรก็พลอยหรุบต่ำลง สีหน้าหมองคล้ำลงก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ

“หม่อมฉันยอมรับเพคะว่าอบรมสั่งสอนลูกได้ไม่ดีพอ หม่อมฉันรู้ดีว่าอิลก้านั้นมีความอิจฉาในองค์อาร์เซียริตี้มาก รูปโฉมหรือก็งดงามกว่า พระปรีชาสามารถก็มีมากกว่า ซึ่งตัวเขาเองก็รู้ดีว่าไม่มีทางทัดเทียมองค์อาร์เซียได้เลย นี่ถ้าหม่อมฉันไม่ห่วงลูกเกินไป ส่งอิลก้าไปให้ท่านนักบวชเซนประสิทธิประสาทวิชาความรู้พร้อมๆ กับองค์อาร์เซียเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็คงจะไม่เป็นเช่นนี้ แต่ก็เป็นดั่งที่พระองค์รับสั่งนั่นล่ะเพคะ ลูกอิลก้ามีนิสัยเช่นนั้น นี่ถ้ารู้เรื่องเข้า หม่อมฉันเกรงว่าจะ .. ”

นั่นล่ะปัญหาใหญ่เชียว เราถึงไม่ยอมบอกใครเพราะถึงอย่างไรราชโองการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการของเราจะต้องประกาศวันนี้อย่างแน่นอน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้อยู่แล้ว” ชายร่างสูงผู้งามสง่ายิ้มบางตอบ

“หม่อมฉันก็หวังให้เป็นเช่นนั้นล่ะ เพคะ”

หญิงสาวเอ่ยรำพึงอย่างเงียบงันแล้วจึงถวายบังคมลากลับไปอย่างรีบร้อน

 

แสงอาทิตย์สีทองยามเช้าสาดส่องเข้ามายังราชอาณาจักรแห่งซาลันดอล ราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรที่สุดในแว่นแคว้นตะวันออก

ณ ลานกว้างใหญ่ในเขตราชฐานฝ่ายใน เสียงกระทบกันของโลหะดังขึ้นถี่ยิบ หนักหน่วงและรุนแรงแสดงถึงการต่อสู้ของคนคู่หนึ่ง เสียงเหล่านี้ดังขึ้นทุกเช้าจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่นี่ จนกระทั่งดวงตะวันส่องแสงแรงกล้าขึ้น เสียงการต่อสู้จึงค่อยเบาบางลง

“เฮ้อ!! เหนื่อยจังเลยโกลัน พอก่อนเถอะนะ”

เสียงอันสดใสของเด็กหนุ่มรูปงามผู้ซึ่งมีเรือนผมสีดำที่เหยียดตรงยาวสลวยเด่นสะดุดตาเอ่ยขึ้นกับองครักษ์คู่ใจ ประกายตาสีน้ำเงินไพลินใสแวววาวเจิดจ้าบ่งบอกถึงความฉลาดปราดเปรื่อง และปฏิภาณอันเลิศล้ำเหนือธรรมดา

“ก็ดีเหมือนกันพะย่ะค่ะ ซ้อมดาบมาตั้งแต่เช้าหม่อมฉันหิวข้าวจนตาลายแล้ว พระองค์ทรงแรงดีจริงๆ เลยพะย่ะค่ะ พระวรกายก็เล็กๆ บางๆ แท้ๆ เอาแรงที่ไหนมากันเยอะแยะน้า”

พระอภิบาลร่างใหญ่บ่นอุบอิบพร้อมกับเอนกายลงบนก้อนหินใหญ่ ใบหน้าเหลี่ยมนั้นดูเหนื่อยอ่อนอยู่เล็กน้อย

เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างระอา พลางรวบเรือนผมตนไว้อย่างหลวมๆ

“ว่าเราตัวเล็ก..เจ้าต่างหากตัวใหญ่เกินไป คนอะไรตัวหนาเหมือนกำแพง อย่าบ่นเลยโกลันเราก็หิวเหมือนกัน ซ้อมเพลินไปหน่อยลืมเวลาจนได้ เจ้าก็ไม่รู้จักเตือนเราป่านนี้ท่านอาจารย์กับแม่นมจะยังคอยอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้”

เขากล่าวโยนความผิดพร้อมกับหัวเราะ

“ไหงทรงโทษหม่อมฉันล่ะพะย่ะคะ พระองค์ยังทรงลืม..หม่อมฉันก็ลืมเหมือนกันนี่พะย่ะค่ะ ในหัวคิดแต่เรื่องดาบว่าจะสู้อย่างไรให้ชนะพระองค์ได้ ถ้าหลุดไปคิดเรื่องอื่นมีหวังหม่อมฉันได้แผลกลับบ้านแน่ๆ เลย”

ชายหนุ่มร่างใหญ่ทำท่ากลัวเสียเต็มประดาแต่นัยน์ตากลับเริงร่าตรงข้ามกับคำพูด

“เอาเถิด ก็ดีที่เจ้าสู้กับเราเต็มที่ถ้าลองออมมือสิจะฟันให้เละเลย”

เขากล่าวอย่างหมั่นไส้ ข้อมือบางกวัดแกว่งดาบในมือไปที่ชายหนุ่มไม่ทันให้ระวังตน

“โอย!!! หม่อมฉันกลัวแล้ว กลัวจริงๆนะพะย่ะค่ะ”

ชายหนุ่มผู้อภิบาลเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดายพร้อมกับหัวเราะเสียงดังสนั่น

“พูดมากอยู่นั่นล่ะ รีบไปได้แล้วโกลัน เดี๋ยวก็ไม่มีข้าวเช้าให้กินหรอก เร็วเข้า!”

“ทราบแล้วพะย่ะค่า … ”

โกลันลากเสียงยาวเชิงล้อเลียน เด็กหนุ่มรูปงามนี้ก็คือเจ้าชายน้อยแห่งซาลันดอลที่เขาเฝ้าอภิบาลมาแต่ยังทรงพระเยาว์ ซึ่งบัดนี้ทรงเติบโตเป็นเด็กหนุ่มแล้ว เขาหวนระลึกไปถึงครั้งแรกที่ได้พบกัน ตอนนั้นยังทรงเป็นเจ้าชายน้อยๆที่น่ารัก บัดนี้ผ่านไปเพียงไม่กี่ปีก็ทรงเจริญพระชนม์ขึ้นมาก พระสิริโฉมก็งดงามขึ้นจนไม่มีผู้ใดทาบติด เขาได้ให้สัญญาไว้กับองค์ซาเนีย พระมารดาของเจ้าชายว่าจะปกป้องคุ้มครองเจ้าชายน้อยให้เติบใหญ่ ซึ่งบัดนี้เขาก็ได้ทำตามสัญญาทุกประการแต่ไม่ใช่เพียงเพราะสัญญาที่ให้ไว้เท่านั้น ตอนนี้เขารู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่จะต้องทำมากกว่า

 

เด็กหนุ่มรูปงามแต่งกายด้วยอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มทั้งชุดเป็นสีประจำพระองค์ ที่หน้าอกเสื้อปักตราราชวงศ์เดินลายทองแสดงถึงยศศักดิ์ราชโอรส แสงจากรัดเกล้าประดับเพชรน้ำงามแวววาวอยู่กลางหน้าผากขาว นัยน์ตาสีไพลินกะพริบไปมาเผยให้เห็นถึงขนตาดกหนาเป็นแพระยับ สันจมูกโด่งสวยรับกับริมฝีปากบางเฉียบดูอ่อนนุ่มดั่งกลีบกุหลาบ อีกทั้งเรือนผมสีดำสนิทเหยียดตรงยาวสลวยมีลูกผมประดับมุกเงินเม็ดเล็กๆร้อยไว้ เน้นขับให้ผิวขาวผุดผาดเด่นสะดุดตา..เรือนร่างเพรียวบางแต่ดูคล่องแคล่วปราดเปรียวกำลังเดินเข้ามาในราชวังใหญ่พร้อมกับผู้อภิบาลร่างยักษ์และราชองครักษ์อีกสองคนเดินตามหลังด้วยความนอบน้อม

“มาแล้วหรือ….อาร์เซียลูกพ่อ”

กษัตริย์แห่งซาลันดอลกล่าวทักทาย..เมื่อเห็นเด็กหนุ่มก้าวเข้ามาแล้วจึงรีบเข้าไปโอบกอดไว้ด้วยความรักใคร่

เจ้าชายน้อยรีบถวายบังคมอย่างดงาม และเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าอันแจ่มใส

“พะย่ะค่ะ เสด็จพ่อทรงเรียกลูกมา มีอะไรหรือพะย่ะค่ะ”

ชายหนุ่มงามสง่ายิ้มรับ “พ่อมีเรื่องสำคัญจะพูดกับเจ้า"

สองพ่อลูกพากันเดินไปยังห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ด้านใน และสั่งผู้รับใช้ทั้งหลายให้ออกไปจนหมดสิ้น

"เจ้าคงรู้แล้วสินะ เรื่องที่พ่อแต่งตั้งเจ้าให้เป็นองค์รัชทายาทแทนอิลก้าพี่เจ้า แล้วยังเรื่องที่ให้เจ้าชิงตำแหน่งเสนาบดีกลาโหมจากพี่เจ้าในงานวันเฉลิมฯอีก คิดจะถามพ่อหรือไม่ว่าทำไมจึงสั่งให้ทำเช่นนี้”

องค์อาร์เซียสั่นศีรษะ แต่นัยน์ตาวาวระยับ

“ลูกทราบดีว่าเสด็จพ่อทรงมีเหตุผลเสมอ

“เหมือนแม่เจ้าขึ้นทุกวันจริงๆ” องค์ซาลันดอลเข้าโอบกอดโอรสตนพร้อมกับแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ “เหตุผลของพ่อ..พ่อว่าเจ้ารู้ดีอยู่แล้ว แต่สัญญากับพ่อได้ไหมอาร์เซีย บัลลังก์นี้ไม่ใช่ของเจ้าแต่เป็นของพี่เจ้า ถ้าวันใดที่เจ้าเห็นว่าพี่เจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะปกครองบ้านเมืองได้แล้วล่ะก็..ขอให้เจ้าคืนราชบัลลังก์นี้ให้พี่เจ้าจะได้ไหม”

“ลูกคิดจะทำเช่นนั้นอยู่แล้วพะย่ะค่ะ และลูกขอสัญญา..เมื่อวันนั้นมาถึงลูกจะต้องคืนราชบัลลังก์นี้ให้กับเสด็จพี่แน่นอน เสด็จพ่อทรงวางพระทัยเถิดพะย่ะค่ะ”

“ขอบใจเจ้ามากอาร์เซียลูกพ่อ เจ้าเป็นคนที่มีความสามารถและเป็นคนเข้มแข็ง พ่อไว้ใจเจ้าถึงฝากราชบัลลังก์และประเทศของเราไว้ให้เจ้าดูแล จงทำให้ดีที่สุดนะลูกรัก ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อราษฎรและประเทศของเรา พ่อรู้ว่าเจ้ารักพี่เจ้ามากแต่อย่ารักมากจนเกินไป เพราะพี่ของเจ้านั้น .. ”

เสียงกล่าวขาดหาย ดวงหน้าแห่งองค์ซาลันดอลมีริ้วรอยแห่งความวิตกกังวลเมื่อนึกถึงโอรสอีกคนหนึ่ง

“ลูกทราบดีพะย่ะค่ะว่าเสด็จพี่รู้สึกเช่นไรกับลูก แต่เราก็เป็นพี่น้องกัน ลูกจะไม่มีวันทอดทิ้งเสด็จพี่เด็ดขาดและลูกก็คิดว่าในใจลึกๆของเสด็จพี่นั้นจะต้องรักลูกอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพียงแต่ต้องรอเท่านั้น..รอให้เสด็จพี่เข้าใจลูกมากกว่านี้ก่อนพะย่ะค่ะ”

“เวลาเท่านั้นที่จะช่วยให้เจ้าสมปรารถนา” ชายชราส่งยิ้มอ่อนโยน ”ไหนเข้ามาใกล้ๆพ่อสิลูก พ่ออยากเห็นเจ้าชัดๆสักครั้ง”

“พะย่ะค่ะ”

เด็กหนุ่มรับคำพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มงามสง่า มือทั้งคู่เข้าเกาะกุมไปยังมือกร้านแกร่งของผู้เป็นราชบิดา

'ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนนัก ดวงหน้าขาวผุดผาดที่มีดวงเนตรสีไพลิน..งาม..เหมือนกับหญิงสาวที่เคยเป็นคู่พระทัย ผู้ซึ่งจากไปนานแสนนานอย่างไม่มีวันกลับแล้ว'

เจ้างามมาก งามเหมือนแม่ของเจ้า นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มดั่งไพลินนี้ทั่วแผ่นดินคงจะไม่มีใครที่มีนัยน์ตาสีแบบนี้เช่นเจ้าและแม่ของเจ้าอีกแล้ว รู้หรือไม่ว่าแม่ของเจ้านั้นงดงามเพียงใด ‘ซาเนีย’ เจ้าหญิงที่งามที่สุดเท่าที่พ่อเคยพบ ทั่วแว่นแคว้นนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเจ้าหญิงซาเนียผู้เลอโฉมหรอก แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว..มีแต่ลูก ‘อาร์เซียริตี้’ เจ้างามเลิศล้ำกว่าแม่ของเจ้ามากนัก เห็นเจ้าแล้วก็ทำให้พ่อคิดถึงแม่ของเจ้าเหลือเกิน เจ้าคือสิ่งมีค่าสิ่งเดียวที่แม่ของเจ้าเหลือไว้ พ่อพูดได้เพียงเท่านี้เอง อีกไม่นานหรอกลูกรัก พ่อก็จะได้ไปหาแม่ของลูกแล้ว”

นัยน์ตาสีไพลินเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ

“พระบิดาข้า อย่ารับสั่งเช่นนั้น”

“มันเป็นความจริงลูกพ่อ จงจำไว้!! อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ เมื่อสิ้นพ่อเจ้าจะต้องปกครองบ้านเมือง จงเข้มแข็ง..เข้มแข็งและอดทนให้มากๆ พ่อกับแม่จะคอยเป็นกำลังใจให้เจ้าเสมอ”

แล้วมืออันกร้านแกร่งนั้นก็ยกขึ้นปลดสายสร้อยสีเงินเส้นงามออกจากพระศอแห่งตน

“สร้อยเส้นนี้ของแม่เจ้า..พ่อติดตัวไว้ตลอดเวลา ตอนนี้ขอมอบให้เจ้า..ขอให้รักษามันไว้ให้ดีนะลูก”

สายสร้อยเงินยาวเส้นบางเป็นเกลียวเงาตรงกลางมีไพลินสีน้ำเงินน้ำงาม ถูกทาบและสวมเข้ากับลำคอระหงของเด็กหนุ่ม นัยน์ตาแวววาวเจิดจ้ากวาดมองขึ้นๆลงๆไปยังสร้อยเงินที่อยู่บนลำคอของตนที ไปยังดวงหน้าของผู้เป็นบิดาที ด้วยความรู้สึกประหลาดใจยิ่ง

“ไพลินน้ำงามหายาก สีเดียวกับนัยน์ตาของเจ้าและแม่ของเจ้าไงล่ะ มันเคยเป็นสมบัติที่แม่เจ้ารักนักหนา มาบัดนี้พ่อขอมอบให้เจ้า”

“ลูกจะเก็บรักษามันไว้อย่างดี ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”

เด็กหนุ่มก้มลงถวายบังคม มือข้างหนึ่งจับสายสร้อยไว้ด้วยความทะนุถนอม

“เอาล่ะ..ไปเถอะลูกรัก พ่อกวนเจ้าเท่านี้ ขอบใจมากที่มาหาพ่อ ไปทำงานของเจ้าต่อเถอะ”

“พะย่ะค่ะ ทูลลาพระบิดา”

องค์อาร์เซียตอบพร้อมกับถวายบังคมลา ก่อนเดินออกจากห้องทรงอักษรไปอย่างจิตใจหดหู่

ทำไมเสด็จพ่อรับสั่งเช่นนี้กับเรา ไม่สบายใจเลยจริงๆ”

เด็กหนุ่มเดินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่สามารถจะหาเหตุผลได้ จึงรีบสลัดความไม่สบายใจทิ้งไป จนกระทั่งลืมเลือนไปจากใจ

 

เขตราชฐานแห่งเจ้าชายองค์โต เจ้าชายอิลกาน่า เรซา ฟีโอราเชียส ภายในห้องโถงใหญ่ประดับตกแต่งด้วยสีเขียวซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ ม่านสีมรกตห้อยระโยงไปทั่ว เขตราชฐานนี้จึงได้ชื่อว่าเขตราชฐานมรกตแห่งอิลกาน่า ซึ่งเหล่าทหารและหญิงรับใช้ทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงความโชคร้ายเมื่อเข้าใกล้เขตนี้ สาเหตุล้วนมาจากอารมณ์ที่แปรปรวนของผู้เป็นเจ้าของเขตนั่นเอง

ภายในที่ประทับส่วนพระองค์

อะไรนะ..ท่านแม่!!!..เสด็จพ่อทรงยกตำแหน่งของลูกให้อาร์เซียหรือพะย่ะค่ะ”

เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ เจ้าของผมสีน้ำตาลไหม้เคลียบ่า ผู้มีนัยน์ตาสีดำสนิทที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว

“อิลก้า ใจเย็นๆลูก” ราชินีโซนีเอ่ยขึ้นเรียบๆ

“ทำไมเสด็จพ่อทรงทำเช่นนี้ล่ะพะย่ะค่ะ..ลูกรู้ว่าเสด็จพ่อทรงรักอาร์เซียมากกว่าลูก แต่ไม่คิดว่าจะทรงลำเอียงถึงเพียงนี้” เด็กหนุ่มกล่าวตัดพ้อ

“องค์อาร์เซียริตี้ทรงมีประสบการณ์และความรู้ด้านการปกครองมากกว่าลูกน่ะ เสด็จพ่อของลูกทรงเป็นห่วงลูกมากก็เลย….”

หญิงสาวพยายามหว่านล้อมผู้เป็นบุตร ด้วยถ้อยคำที่เยือกเย็นและเอาอกเอาใจเต็มที่ แต่อารมณ์อันรุนแรงของเจ้าชายอิลก้ายังคงร้อนแรงไม่สงบอยู่เช่นเดิม เสียงกระทืบเท้าปะปนไปกับเสียงเอ็ดตะโรดังลั่นไปทั่วทั้งเขตวัง

คราวที่แล้วก็ตำแหน่งมหาเสนาบดีกระทรวงกลาโหม คราวนี้เป็นตำแหน่งรัชทายาท..อาร์เซีย!!! นี่เจ้าจะแย่งอะไรจากเราอีก เสด็จพ่อทรงลำเอียงนัก!!”

ช่างเถอะนะลูก..ลูกก็ได้เป็นมหาเสนากระทรวงมหาดไทยแล้วนี่นา ถ้าลูกเรียนรู้งานด้านการปกครองพอมีประสบการณ์แล้วล่ะก็ ลูกก็ค่อยทวงตำแหน่งของลูกคืนก็ได้นี่จ๊ะ แม่ว่าถึงตอนนั้นเสด็จพ่อของลูกต้องคืนราชบัลลังก์ให้ลูกแน่นอน แม่รับรองจ๊ะ”

“ลูกเกลียดอาร์เซียพะย่ะค่ะ เกลียดจนแทบอยากจะฆ่าให้ตาย!!!”

เด็กหนุ่มตอบผู้เป็นมารดาอย่างกราดเกรี้ยว สีหน้าแสดงความโกรธรุนแรง จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้เป็นมารดาที่นั่งตัวแข็งและรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวทันทีที่ได้ยินคำพูดแฝงแรงอาฆาตของผู้เป็นบุตร ความคิดคำนึงของตนได้ล่องลอยไปถึงคำพูดสุดท้ายขององค์กษัตริย์ที่เคยเอ่ยไว้กับตน ตอนนี้จึงได้แต่ถอนใจอย่างเสียไม่ได้ และแอบภาวนาในใจเงียบๆ

"ขออย่าได้เกิดศึกชิงบัลลังก์ระหว่างพี่และน้องเลย ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดคุ้มครองด้วยเถิด"

 

กาลเวลาได้ผ่านพ้นไปเป็นเวลากว่าสี่ปีแล้ว ความโศกเศร้า..สูญเสีย..ก็ได้เข้ามาเยือนราชอาณาจักรใหญ่อีกครั้ง..เมื่อผู้เป็นกษัตริย์อันเป็นที่รักได้จากไปในที่ไกลแสนไกลอย่างสงบ แต่แผ่นดินไม่อาจไร้ซึ่งผู้ปกครองได้นาน..ดังนั้น..องค์รัชทายาทอันดับหนึ่งซึ่งมีพระนามว่า ‘องค์อาร์เซียริตี้ เรซา ฟีโอราเชียส’ จึงขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อจากราชบิดาทันที และกลายเป็นกษัตริย์แห่งซาลันดอลรุ่นที่ห้า ที่คนทั้งแผ่นดินชื่นชมบูชามากที่สุดพระองค์หนึ่ง

กษัตริย์องค์น้อยผู้ปราดเปรื่องปกครองแผ่นดินเกิดด้วยความหนักแน่นเยือกเย็น นำพาความสงบสุขสันติ ไร้ซึ่งสงครามและการฆ่าฟัน แม้กระทั่งโจรใหญ่น้อยผู้ก่อความเดือดร้อนมาช้านานยังโดนกวาดล้างจนสาบสูญไปหลายกลุ่ม

ต่อมาพระองค์ยังบุกเบิกพื้นที่ทั้งแผ่นดินแผ่นน้ำ จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกสู่ตะวันตก สร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่ออาณาจักรข้างเคียงทำให้การค้าเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น เพียงชั่วเวลาไม่นานในการขึ้นครองราชย์ แผ่นดินซาลันดอลก็ได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาลจนกลายเป็นเป็นมหาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองที่สุดในแว่นแคว้นตะวันออก

องค์อาร์เซียริตี้..กษัตริย์ที่พระชันษาน้อยที่สุดและพระโฉมงดงามที่สุด’

เป็นที่กล่าวขวัญและเลื่องลือทุกแว่นแคว้น …..

หลังจากที่แผ่นดินสงบสุขมาเป็นเวลาช้านาน ราชอาณาจักรซาดันดอลก็ได้ประกาศข่าวใหญ่ที่สร้างความปลามปลื้มยินดีให้คนทั้งแผ่นดิน..ข่าวนั้นก็คือเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน หรือก็คือ ‘เจ้าชายอิลกาน่า เรซา ฟีโอราเชียส’ กำลังจะอภิเษกสมรสกับ ’เจ้าหญิงโอลิเวีย’ เจ้าหญิงพระคู่หมั้น ซึ่งเป็นศักดิ์เป็นเสด็จอาแท้ๆ เพราะทรงเป็นพระขนิษฐาของกษัตริย์พระองค์ก่อน ..

แต่ความปลาบปลื้มยินดีของผู้คนก็คงอยู่ได้ไม่นาน..เมื่อมีข่าวที่สร้างความแตกตื่นตกใจยิ่งกว่า..นั่นก็คือข่าวที่ว่า กษัตริย์แห่งประเทศเยรูน หนึ่งในสามราชอาณาจักรใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกอันสุดไกลได้ถูกปลงพระชนม์และถูกชิงราชสมบัติโดยเสนาบดีกระทรวงกลาโหม นาม ‘ราเอล’ อันเนื่องจากราเอลได้กุมอำนาจทางทหารไว้ได้ทั้งหมด สุดท้ายยังสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเยรูนพร้อมกับได้ชิงเจ้าหญิงโอลิเวียจากแว่นแคว้นตะวันออกในราชอาณาจักรซาลันดอลไปในวันอภิเษกสมรส ซึ่งข่าวนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสามแคว้นใหญ่ เป็นคดีสะท้านแผ่นดินที่เหล่าผู้พากันวิพากวิจารณ์กันไปทั่ว ซึ่งส่วนใหญ่กล่าวถึงความชั่วร้ายเลวทรามและความผยองของชายผู้มีนามว่าราเอลที่กล้าท้าทายองค์อาร์เซียริตี้แห่งซาลันดอลได้ถึงเพียงนี้

ณ ราชอาณาจักรซาลันดอล ห้องโถงที่ประชุมใหญ่…

อะไรนะ!!! เสด็จอาถูกลักพาองค์ไป”

กษัตริย์แห่งซาลันดอลทรงพิโรธแทบจะลุกขึ้นยืน เมื่อได้รับฟังข่าวจากบรรดาขุนนางที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้า แต่ละคนรีบก้มหลบสายตานายเหนือชีวิตของตนที่มองมาด้วยความตำหนิ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากอีก

“ใคร..ช่างบังอาจ!! วันนี้เป็นวันอภิเษกแท้ๆ บังอาจชิงตัวเจ้าสาวเชียวหรือ!!”

นัยน์ตาสีน้ำเงินฉายชัดถึงความโกรธเกรี้ยวจนเจิดจ้าแวววาว สีหน้าเริ่มแดงระเรื่อขึ้นด้วยความพิโรธสุดขีด

“เจ้ารู้หรือไม่โกลันว่ามันเป็นใคร!!”

พระอภิบาลร่างยักษ์ที่อยู่ข้างกายสะดุ้งโหยงทันทีที่ถูกเรียกชื่อ เพราะแม้แต่ตนที่อยู่รับใช้ใกล้ชิดองค์กษัตริย์น้อยยิ่งกว่าใคร ตอนนี้ยังคงต้องรีบก้มศีรษะไม่กล้าสบกับสายพระเนตรที่แฝงอำนาจอันกล้าแข็งนั้น จึงรีบสูดหายใจแล้วตอบออกไปอย่างรวดเร็ว

“กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งเยรูนนาม ‘ราเอล’ พะย่ะค่ะ”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“หม่อมฉันจำได้พะย่ะค่ะฝ่าบาท หม่อมฉันเคยไปสอดแนมดูที่นั่นในวันราชาภิเษกกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งเยรูน”

“แล้วนี่ เสด็จพี่ทรงทราบเรื่องหรือยัง”

เด็กหนุ่มถามอย่างเป็นกังวล จะให้รู้ได้อย่างไร ถ้าทรงทราบมีหวังโกรธจนราชฐานแตกแน่

“ข่าวคงส่งไปถึงแน่แล้วพะย่ะค่ะ แล้วฝ่าบาทจะทรงทำเช่นไรต่อไป”

ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยไปเถอะ พี่ก็ไม่ได้อยากแต่งนักหรอก”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงของโกลัน ก็มีอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นเสียงที่กล่าวออกไปอย่างรำคาญใจของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งซึ่งแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีเขียวเข้มทั้งชุด ที่หน้าอกเสื้อมีตราสัญลักษณ์แสดงถึงยศศักดิ์ติดเต็ม ผมยาวเคลียบ่าสีน้ำตาลไหม้ของเจ้าตัวเด่นสะดุดตา ร่างนั้นเดินเข้ามาด้วยความรวดเร็วพร้อมกับทหารติดตามอีกสองสามนาย สายตาที่กวาดมองไม่สนใจกับใครทั้งสิ้น เสียงก้าวฉับๆตัดผ่านหน้าเหล่าขุนนางที่พากันหลีกทางให้ด้วยความนอบน้อม

“เสด็จพี่!!..ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ เสด็จอาทั้งองค์จะให้น้องทนดูอยู่เฉยๆ ได้อย่างไรกัน น้องจะไปชิงเสด็จอากลับมาเอง"

เด็กหนุ่มรูปงามรีบหันไปทางพระอภิบาลร่างยักษ์ทันที

"โกลัน!! เจ้าไปตามท่านมหาอำมาตย์ให้เราที”

“แต่..ฝ่าบาท กระหม่อมไม่เห็นด้วยเลยที่พระองค์จะเสด็จไปเอง มันอันตรายเกินไปนะพะย่ะค่ะ อาจเป็นกับดักก็ได้ ทรงไตร่ตรองอีกครั้งเถิดพะย่ะค่ะ”

“แล้วเจ้าจะให้เราอยู่เฉยๆหรือโกลัน เจ้าราเอลนั่นกล้าท้าทายเราถึงเพียงนี้ เราตัดสินใจแล้วและเจ้าจะต้องไปกับเราด้วย ไม่เข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสือหรือ ต้องเสี่ยงเท่านั้นและเรื่องนี้จะต้องปิดเป็นความลับด้วย”

เด็กหนุ่มนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเหลียวมองไปยังพระเชษฐาเหมือนจะขอความเห็นแต่ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลไหม้ยังคงมีท่าทีเฉยชาไม่สนใจอยู่เช่นเดิม เขาจึงรีบออกคำสั่งไปอย่างรวดเร็ว

“ประกาศออกไป เจ้าหญิงโอลิเวีย..เจ้าหญิงพระคู่หมั้นแห่งเจ้าชายอิลกาน่าทรงพระประชวรกระทันหัน ทำให้ต้องเลื่อนพิธีอภิเษกออกไปอย่างไม่มีกำหนด แล้วเจ้าอย่าลืมไปเกณฑ์ทหารมาสักสามสิบคน พาท่านหมอหลวงไปด้วยเผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน แล้วตามท่านมหาอำมาตย์มาพบเราทันที ไปได้แล้วโกลัน”

เด็กหนุ่มสั่งการยาวเหยียด

ถ้าเป็นเรื่องของพระเชษฐา..องค์อาร์เซียต้องทรงช่วยสุดตัวจริงๆสิน่า เข้าถ้ำเสือคราวนี้จะได้ลูกเสือหรือจะถูกเสือขย้ำก่อนกันแน่นะ เฮ้อ!!…’

องครักษ์ร่างยักษ์บ่นอุบอิบ ทรงไม่คำนึงถึงพระโฉมขององค์เองเล้ย!! เขาล่ะกลุ้ม..

“พะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

เขาโค้งคำนับอย่างสง่างามแล้วผลุนผลันออกไปโดยทันที เหล่าขุนนางทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงรีบถวายบังคมลาออกไปอย่างรีบร้อนด้วยเช่นกัน ในห้องโถงอันกว้างใหญ่หรูหราจึงเหลือเพียงสองพี่น้องเท่านั้น

ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนั้น ดูก็รู้ว่าเป็นกับดักชัดๆ เจ้าไม่กลัวบ้างหรือไง ได้ยินมาว่าเจ้าราเอลนั่นปลงพระชนม์กษัตริย์เยรูนแล้วก็ตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์ซะเอง ท่าทางจะเป็นคนที่โหดเหี้ยมไม่น้อย มีดีตรงที่มันฉลาดเป็นกรดเท่านั้น แถมมันยังบ้าผู้หญิงมากจนชื่อเสียงเรื่องผู้หญิงของมันดังขจรขนาดนี้ หน้าตาแบบเจ้าถึงเป็นบุรุษเหมือนกันก็เถอะ ถ้ามันเห็นเข้า มีหวัง….” เจ้าชายอิลก้ากล่าวพร้อมกับเบ้ปาก

“เป็นห่วงน้องหรือพะย่ะค่ะ อย่าทรงห่วงเลยไม่มีใครจำน้องได้หรอก” องค์อาร์เซียตอบพร้อมกับยิ้มหวานให้ผู้เป็นเชษฐา

“ใครห่วงเจ้ากัน ไม่ได้ห่วงซักนิด ก็แค่กลัวว่าเจ้าจะเฟอะฟะ โดนไอ้บ้านั่นจับได้ ร้อนให้เราต้องไปช่วยต่างหากล่ะ” ……. “เอ่อ..แล้วเจ้าจะไปยังไง ไปนานเท่าไรกัน”

ที่แท้ก็ทรงห่วงเรา น่าดีใจจริงๆ’

องค์อาร์เซียคิดในใจพร้อมกับแอบหัวเราะ

“น้องคงจะต้องรีบเดินทางไปดักเจ้าราเอลนั่นในเมืองเยรูนก่อนแล้วค่อยหาโอกาสชิงตัวเสด็จอาคืน”

“แล้วตาของเจ้าล่ะ สีน้ำทะเลแบบนั้นหนึ่งในแผ่นดินจริงๆ พวกมันเห็นเข้าต้องจับได้แน่ๆ จะแก้ยังไง”

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเพราะท่านอาจารย์ของน้องเคยให้กระจกสีปกปิดสีนัยน์ตาไว้ รับรองไม่มีใครจับได้แน่ เสด็จพี่อย่าทรงกังวลเลย”

เจ้าชายอิลก้าพยักหน้าเข้าใจอย่างขอไปที

“งั้นก็ดี รีบๆกลับมาเร็วๆ หน่อยก็แล้วกัน พวกเจ้าไปกันหมดงานมันก็รุมมาที่เราคนเดียว ไปดีกว่างานสุมหัวจนจะบ้าอยู่แล้ว”

เขากล่าวพร้อมกับเดินก้าวยาวๆ ออกจากห้องอย่างรวดเร็วดังเดิม มีทหารผู้โชคร้ายติดตามสามคนเดินคอยระวังอยู่ด้านหลัง

นับว่าหลายปีที่ผ่านมาความพยายามของเราไม่เสียเปล่าจริงๆในที่สุดเราก็ได้พี่ชายที่รักของเรากลับมาแล้ว”

รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่ดวงหน้างามซึ่งทำให้องค์อาร์เซียรู้สึกว่าภาระที่แบกรับมานาน ใกล้จะถึงเวลาที่จะปลดออกแล้ว

ในขณะที่กำลังไตร่ตรองถึงกำหนดการเดินทางอยู่นั้น ก็มีชายแก่ร่างสูง ผมสีน้ำตาลเข้มมีสีขาวแซมผู้หนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับถวายบังคม ท่วงท่านั้นสง่างามสุขุมรับกับนัยน์ตากลมโตดำสนิทที่ดูน่าเกรงขามเยือกเย็น แววตามีความจงรักภักดียิ่ง

ท่านมหาอำมาตย์ มาพอดีเลย”

ชายแก่ร่างสูงนี้ก็คือมหาอำมาตย์ใหญ่ผู้ควบคุมดูแลกิจการบ้านเมืองนั่นเอง

พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

ลุกขึ้นเถิดท่าน ขอโทษที่เราตามตัวท่านรีบด่วนเช่นนี้พอดีมีธุระสำคัญจะต้องคุยกับท่าน เชิญนั่งลงก่อน” องค์อาร์เซียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” ชายแก่ผู้เป็นถึงมหาอำมาตย์รีบลุกขึ้นแล้วนั่งลงบนเก้าอี้อย่างนอบน้อม “ทรงมีเรื่องอะไรหรือพะย่ะค่ะ”

“เราคงต้องออกจากอาณาจักรสักพัก จะไปชิงตัวเสด็จอาคืนที่เยรูน เราขอฝากภารกิจต่างๆให้ท่านช่วยดูแลแทนเราระหว่างที่เราไม่อยู่..ถ้ามีปัญหาอะไรก็ปรึกษากับเสด็จพี่อิลก้า เราจะแต่งตั้งท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแทนเราชั่วคราว อีกอย่าง..เรื่องนี้ต้องปิดเป็นความลับ อย่าแพร่งพรายเด็ดขาด ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราจะส่งข่าวมาเอง” เด็กหนุ่มสั่งการยาว

“แต่..ฝ่าพระบาท หม่อมฉันไม่เห็นด้วยเลยที่พระองค์จะเสด็จไปเองเช่นนี้ มันอาจเป็นกับดักนะพะย่ะค่ะ”

“ทำยังไงได้ล่ะ..เสด็จพี่แทบจะไม่ทรงสนพระทัยอะไรเลย ขอบใจที่ท่านเป็นห่วงเรา แต่ก็อย่าได้เป็นกังวลเลย เราไม่เป็นอะไรหรอกแล้วเราจะรีบกลับมาเอง”

กษัตริย์น้อยกับมหาอำมาตย์ใหญ่ยังหารือเกี่ยวกับเรื่องต่างๆภายในอาณาจักรอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว มหาอำมาตย์จึงถวายบังคมลาจากไปดำเนินการอย่างรวดเร็ว และเพียงครึ่งวันขบวนเดินทางก็จัดเตรียมได้พร้อมตามรับสั่งองค์กษัตริย์ทุกประการ

 

 

ชายป่าด้านที่สิ้นสุดเขตแดนแว่นแคว้นตะวันออกอันเกรียงไกร บัดนี้แวดล้อมไปด้วยผู้คนในชุดสีดำมืดที่บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างเดินตรวจตราอยู่รอบๆกระโจมที่ถูกตั้งเป็นค่ายพักแรมขนาดใหญ่ รอบกองไฟมีเหล้าองุ่นเป็นถังตั้งอยู่เรียงราย กลิ่นเนื้อย่างหอมหวนไปทั่ว ที่ด้านหน้าของกระโจมใหญ่ที่สุดมีชายหนุ่มนัยน์ตาคมราวเหยี่ยว เจ้าของเรือนผมหยักศกสีดำยาว กำลังนั่งดื่มเหล้าองุ่นอยู่ด้วยความรื่นรมย์ เขากระดกเหล้าเข้าปากอย่างรวดเร็วแล้วจึงหันไปพูดกับทหารรับใช้ข้างกายอย่างอารมณ์ดี

เจ้าหญิงนั่น พวกเจ้าเอาไปไว้ไหนแล้วล่ะ”

“ที่กระโจมหลังค่าย พะย่ะค่ะ” ทหารรับใช้คนสนิทตอบ

ก็ดี..." ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้แบบไม่ใส่ใจเท่าไรนัก "แล้วเจ้าว่าองค์อาร์เซียจะเสด็จตามข้ามาไหม”

คราวนี้นัยน์ตาราวเหยี่ยวนั้นจับจ้องรอคำตอบอย่างจริงจัง

“ไม่แน่ใจพะย่ะค่ะ เค้าว่ากันว่าองค์อาร์เซียทรงฉลาดล้ำลึกนักแต่ก็ทรงรักพระเชษฐามาก คงไม่ยอมปล่อยให้พวกเราชิงตัวเจ้าสาวของพระเชษฐาไปเฉยๆแน่พะย่ะค่ะ” ทหารรับใช้ตอบ

“อยากเห็นจริงๆว่าจะงดงามสักเพียงใด ถ้างามถูกใจข้าล่ะก็..ข้าจะชิงมาเป็นของข้าให้ได้เลย” เขากล่าวพร้อมกับยิ้มเย็นที่มุมปาก

“แล้วเจ้าหญิงพระคู่หมั้นนี่ล่ะพะย่ะค่ะ จะทรงทำเช่นไรกับนางดี”

“ไม่รู้สิ..ขังไว้อย่างนั้นแหละดีแล้ว หน้าตาก็งั้นๆ สนมที่วังของข้ายังสวยกว่าตั้งเยอะ ยังไงก็ดูแลให้ดีล่ะ เพราะเจ้าหญิงนั่นคือสิ่งต่อรองที่สำคัญยิ่งของข้า อย่าให้หนีไปได้เด็ดขาด!! ไม่อย่างนั้น..พวกเจ้าจะไม่มีชีวิตให้หนี!!!”

ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง แล้วก็หัวเราะเสียงดังลั่น ทำเอาทหารรับใช้หนุ่มเสียวสันหลัง

“เออ!!!.. แล้วเดินทางอีกซักกี่วันจะกลับถึงเมืองล่ะเนี่ย”

“ถ้าเดินทางทั้งวันทั้งคืนก็สองวันพะย่ะค่ะ ถ้าเดินทางปกติก็สี่วันพะย่ะค่ะ” ทหารรับใช้ตอบไม่เต็มเสียง

“ดี..งั้นก็เดินทางมันทั้งวันทั้งคืนเลย ฮ่ะฮ่าๆ”

…อีกไม่นานเราก็จะได้พบกันแล้วนะพะย่ะค่ะ องค์อาร์เซียริตี้ผู้งดงาม

อีกด้านหนึ่ง..มีร่างเพรียวของคนผู้หนึ่งถูกคลุมกายด้วยผ้าคลุมปกปิดจนมิดชิด มองเห็นเพียงนัยน์ตาที่ยามปกติเคยเป็นสีไพลินอันงามใสแวววาว บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทเหมือนๆกับเหล่าผู้ติดตามที่อยู่เบื้องหลัง ร่างนั้นกล่าวเสียงเบาๆ เรียกให้ชายร่างยักษ์ข้างกายหันกลับมามอง

“โกลัน ข้างหน้านั่นเมืองอะไรน่ะ ใช่เมืองเยรูนหรือเปล่า”

“เรามาถึงเมืองเยรูนแน่แล้วพะย่ะค่ะฝ่าบาท ทรงคอยอยู่ที่นี่ก่อนเถิดเดี๋ยวหม่อมฉันจะส่งทหารล่วงหน้าไปสืบข่าวคราวในเมืองก่อนพะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มร่างใหญ่เอ่ยตอบ

“อืม..พักสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน แล้วเจ้าอย่าลืมเตือนทุกคนด้วยว่าพวกเราเป็นชาวพเนจรเร่ร่อน เดินทางไปเรื่อยๆไม่มีหลักแหล่ง ผ่านมาเมืองนี้เพื่อต้องการซื้อเสบียงเท่านั้น อย่าเผยพิรุธออกไปให้ถูกจับได้เป็นอันขาด เราเชื่อแน่ว่ากษัตริย์นั่นต้องรู้ว่าเรามาและมีแผนจับเราแน่แล้วแต่คงนึกไม่ถึงว่าเราจะตามมาเร็วถึงเพียงนี้ เจ้ารีบไปเถอะเราจะคอยอยู่ที่นี่”

“พะย่ะค่ะ ถ้าเช่นนั้น…ฝ่าพระบาทก็บรรทมเถิด เดินทางรีบเร่งมาตั้งหลายคืนยังไม่ได้บรรทมเลยพระวรกายจะไม่ไหวเอานะพะย่ะค่ะ”

องค์อาร์เซียสั่นศีรษะช้าๆ พลางยิ้มบาง

“ยังนอนไม่ได้หรอก คนอื่นๆก็ยังไม่ได้นอนเหมือนกัน ..อีกอย่างเราก็หลับไม่ลง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เราไม่เป็นไร ขอบใจนะ”

ร่างใหญ่ถอนหายใจ

พะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะไปเดี๋ยวนี้ ถวายบังคมลาฝ่าพระบาท”

เขาถวายบังคมอย่างสง่างามให้กับเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าเหนือหัวของตนแล้วจึงรีบเร่งเดินทาง ..