Chapter two 2
กำแพงสูงตระหง่านยาวเป็นแนวโอบล้อมอาณาจักรเยรูนซึ่งเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ทางด้านแว่นแคว้นตะวันตกและอยู่ห่างไกลจากซาลันดอลค่อนข้างมาก ทางเข้าสู่ราชอาณาจักรเป็นประตูเหล็กขนาดใหญ่และหนา ใช้เป็นทางสำหรับเข้าและออกของประชาชนและบรรดาพ่อค้าทั่วๆไปที่เข้ามาขายสินค้าจากต่างเมือง ซึ่งบัดนี้คับคั่งไปด้วยฝูงชนมากมายหลายถิ่น หลากอาชีพและหลายฐานะ ในคนเหล่านั้นมีขบวนของชาวพเนจรเร่ร่อนยากจนราวสามสิบกว่าชีวิตซึ่งดูแล้วก็เป็นแค่คนพเนจรที่มาจากทางตะวันออกเพราะแต่งกายสกปรกมอมแมมและดูน่ากลัวจนไม่มีใครสนใจและอยากเข้าใกล้ และทั้งๆที่เดินมาเป็นขบวนใหญ่แต่ทหารที่คอยตรวจคนเข้าเมืองก็ยังไม่ใส่ใจที่จะขอใบผ่านทางหรือแม้แต่จะซักถามให้รู้ความ กลับปล่อยให้ขบวนผ่านเข้าไปในเมืองเสียเฉยๆ
“อืม!!..เมืองนี้คึกคักกันดีจริง ดูสิโกลัน ผู้คนพลุกพล่านเหลือเกิน”
ร่างเพรียวที่ภายนอกแต่งกายสกปรกมอมแมมแต่ดวงหน้าขาวสะอาด ได้เอ่ยขึ้นอย่างแจ่มใส นัยน์ตาคมสีดำสนิทสอดส่ายไปมาดูสิ่งรอบๆตัว ออกจะพออกพอใจกับสิ่งที่ตัวเองได้เห็นจนเปล่งประกายแวววาว
“พะย่ะค่ะ เมืองเยรูนนั้นเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเยรูน ด้วยภูมิอากาศที่เป็นแบบร้อนชื้น พืชพรรณธรรมชาติเลยค่อนข้างที่จะอุดมสมบูรณ์มาก นิสัยของผู้คนที่นี่จึงเป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เนื่องจากทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ทั้งปี..นี่ขนาดเปลี่ยนราชวงศ์ได้ไม่นานผู้คนยังเข้าออกเมืองกันคึกคักขนาดนี้เลยแสดงว่ากษัตริย์ใหม่นี้ก็เห็นแก่ราษฎรไม่น้อยเลยพะย่ะค่ะ”
ร่างยักษ์กล่าวตอบพลางจับจ้องเหล่าพ่อค้าต่างเมืองที่พากันเดินจับจองพื้นที่วางสินค้าของตนจนชุลมุน
“แล้วนี่เรามาถึงก่อนหรือกษัตริย์นั่นมาถึงก่อนกัน โกลัน”
“เราน่าจะมาถึงก่อนนะพะย่ะค่ะ ทหารเต็มเมืองไปหมด แต่ละคนไม่เมาหัวทิ่มก็จับกลุ่มเล่นพนันกัน ขนาดทหารวังประจำประตูเอกยังละเลยหน้าที่อันสำคัญปล่อยให้พวกเราเข้ามาอย่างง่ายดาย ..แต่ก็ไม่แน่!! อาจเป็นกลลวงของพวกมันทำให้เราตายใจก็ได้นะพะย่ะค่ะ”
เด็กหนุ่มเห็นด้วย “นั่นสินะ สั่งพวกเราทุกคนให้ระวังตัวด้วยโกลัน”
“พะย่ะค่ะ”
ทันทีที่การสนทนาของทั้งสองจบลง ก็พอดีมีเสียงตะโกนโหวกเหวกฝ่าฝูงชนเข้ามาจนเหล่าราษฎรคนพื้นเมืองพากันแตกตื่นตกใจและหนีเข้าข้างทางกันหมด
“
หลบไป!! หลบไปให้พ้น!!! องค์ราเอลเสด็จ”“ไป๊!! …. ไป!!!”
เสียงทหารแต่งกายด้วยชุดสีเทาเข้ม สวมหมวกกำมะหยี่สีดำแสดงถึงตำแหน่งราชองครักษ์หลวงหลายนายขี่ม้าวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเพื่อไล่บรรดาพลเมืองให้หลบไปให้พ้นทาง รวมทั้งกลุ่มของพวกพเนจรทั้งหลายก็จำต้องหลบเข้าข้างทางด้วยเช่นกัน
พลันสายตาคู่งามเหลือบมองเห็นร่างเล็กๆของเด็กคนหนึ่งที่ล้มลงกลางถนน เสียงร้องไห้จ้าจากร่างนั้นดังอื้ออึงปนไปกับเสียงกรีดร้องของผู้คนที่พากันหลับตา เนื่องจากไม่ต้องการมองภาพอันสุดสยอง เพราะม้าที่วิ่งมาด้วยความเร็วกำลังจะทับเด็กตาย
“
เด็ก!! เด็กคนนั้น!!! บ้าจริง!!!”องค์อาร์เซียริตี้ไม่รอช้า รีบวิ่งออกไปคว้าตัวเด็กชายราวสามขวบที่ยังร้องไห้ขวางทางอยู่ ซึ่งขบวนม้าวิ่งตรงเข้ามาอย่างไม่มีการชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย เขาพยายามจะกลิ้งตัวให้พ้นทางแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว!! ขบวนม้านำเสด็จไม่ยอมชะลอความเร็วเลย เขากอดเด็กไว้กับตัวเองอย่างแนบแน่น
“
ฝ่าา!!..บาททท!!”โกลันตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนไม่ทันแม้แต่จะคว้าร่างของผู้เป็นนาย
“
หยุ๊ดดด!!..หยุด!!!”…..เสียงนายทหารนำขบวนคนแรกร้องดังลั่นเมื่อเห็นร่างทั้งสองคู้ตัวอยู่ พลอยทำให้นายทหารคนอื่นๆที่ตามมาด้านหลังต้องดึงบังเหียนม้าหยุดตามไปด้วย ขบวนเสด็จจึงชะงักงันลงเช่นนั้นเอง
“อะไรกัน!! มีอะไร!! หยุดทำไมกัน?”
ชายหนุ่มผู้ซึ่งอยู่กลางขบวนเร่งฝีเท้าม้ามาด้านหน้าพร้อมกับเอ่ยถามนายทหารนำขบวน
“ท่านองครักษ์ ไอ้เด็กบ้าสองคนนี่มันมาขวางทางเลยต้องหยุดครับ” เขาตอบ “ท่านช่วยรายงานฝ่าบาทแทนข้าที ได้โปรดเถิดครับ” เขาอ้อนวอนอีก
“เออ..”
องครักษ์หนุ่มรีบรับคำอย่างอารมณ์เสียแล้วขี่ม้ากลับไปพร้อมกับรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่นายทหารนำขบวนได้บอกกล่าว สักครู่เขาจึงกลับมาที่เดิมพร้อมกับตะโกนลงมาจากหลังม้าว่า
“เจ้าน่ะ!! มากับข้าซิ มาทั้งสองคนเลย”
กษัตริย์น้อยยังคงนั่งนิ่ง นัยน์ตาสีดำสนิทภายใต้ผ้าคลุมส่อแววพิโรธขีดสุด
“ไม่ไป!! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเจ้าต่างหากล่ะที่ขี่ม้าเร็วเหลือเกิน ไม่สนใจประชาชนพลเมืองแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน ถ้าข้าไม่ฉุดเด็กคนนี้ไว้ป่านนี้ม้าคงทับเด็กตายไปแล้ว”
องค์อาร์เซียริตี้โกรธกริ้วจนเกินกว่าจะระงับคำพูดตน ทำให้เสียงว่ากล่าวนั้นดังอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด พลอยทำให้เหล่าชายพเนจรผู้ติดตามทั้งหลายใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ เป็นแถว
“โธ่!! ฝ่าพระบาท ทรงทำอะไรลงไปเนี่ย!! ถ้าพวกมันจับได้ขึ้นมาล่ะก็ โอย!! ไม่อยากจะคิดเลย”
ชายหนุ่มพเนจรร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างทางมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง..ห่วงเสียเหลือเกินจริงๆสิน่า
“ปากเก่งนักไอ้นี่ ตบซักทีเถอะวะ!!”
สิ้นคำสบถขององครักษ์หนุ่มแห่งเยรูน เหล่าชาวพเนจรเร่ร่อนที่ตามหลังเด็กหนุ่มมาราวสามสิบชีวิตก็ขยับร่างตนทันที ทั้งหมดพยายามที่จะออกไปปกป้องผู้เป็นนายแต่โดนชายร่างยักษ์ห้ามไว้ได้ทันเสียก่อน
“เฉยไว้พวก..เกิดความแตก ฝ่าบาทจะทรงลำบาก ดูไปก่อน..คอยฟังคำสั่งจากข้า” เขาสั่งการเสียงเบาราวกระซิบ
“
หยุดนะ”และก่อนที่องครักษ์ของทั้งสองอาณาจักรจะเข้าตะลุมบอนกันนั่นเอง ก็มีเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังขบวน แม้ไม่เห็นหน้า องค์อาร์เซียก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือ ‘ราเอล’ กษัตริย์ใหม่แห่งเยรูน ผู้ที่บังอาจลักพาเจ้าหญิงพระคู่หมั้นไปในวันอภิเษก ผู้ที่กล้าท้าทายเขา!!
“พอได้แล้ว พวกเจ้าถอยไปให้หมด”
ชายหนุ่มผู้นั้นเร่งขี่ม้าขึ้นมาอยู่หน้าขบวน เขาแต่งกายด้วยชุดทหารสีเขียวเข้มอันแสบตาแตกต่างจากองครักษ์ที่รายล้อมอยู่ทั้งหมดโดยสิ้นเชิงจนดูโดดเด่นอย่างยิ่ง หนำซ้ำยังขี่ม้าสีขาวงามสง่าทั้งตัวยิ่งทำให้สะดุดตามากขึ้นอีก
‘
กลัวคนเขามองไม่เห็นหรือไงนะ แต่งตัวขนาดนี้..นึกถึงเสด็จพี่ของเราเลย รสนิยมการแต่งตัวคล้ายกันดีจริง’เด็กหนุ่มคิดแล้วก็แอบหัวเราะ จนลืมนึกไปว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายแค่ไหน
“เจ้าเป็นใคร? มาจากไหน? ทำไมมาขวางขบวนข้า”
ราเอลถามยาวพลันพินิจร่างตรงหน้าอย่างจริงจัง ที่เขาออกมาดูด้วยตนเองก็เพราะเสียงว่ากล่าวอย่างโกรธเคืองเมื่อครู่ของเด็กหนุ่มนี้ได้แฝงอำนาจอย่างประหลาดจนทำให้เขาต้องพลอยชะงักงันไปด้วยความแปลกใจ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะขวางขบวนของท่านหรอกนะ เด็กคนนี้ต่างหาก..นี่คงจะพลัดหลงกับแม่และไม่รู้ว่าขบวนของท่านจะมาเลยไปยืนขวางทาง ทหารของท่านควบขี่ม้ามาเร็วเหลือเกิน ข้ากลัวว่าจะทับเด็กตายก็เลยวิ่งออกมาอุ้มเด็กไว้ก็เท่านั้นเอง” องค์อาร์เซียตอบไปตามความจริง
ราเอลมองเด็กหนุ่มพเนจรร่างมอมแมมนี้ด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม
“เจ้าเป็นคนกล้าแถมมีน้ำใจมากเด็กน้อย ข้าไม่โทษเจ้าหรอก คนของข้ามันผิดเอง"
นัยน์ตาราวกับเหยี่ยวของราเอลเพ่งพินิจเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งด้วยความสนใจอย่างยิ่ง
"อืม!!..ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ สนใจจะเป็นองครักษ์ให้ข้าบ้างไหม แต่รู้สึกว่าจะผอมบางไปหน่อยนะ ช่างเถอะเรื่องเล็ก ข้าชอบแววตาเจ้า..สวยดีจริง”
องค์อาร์เซียได้ฟังดังนั้นก็บังเกิดความคิดอย่างรวดเร็วจึงแกล้งทำท่าดีใจ
“ท่านจะให้ข้าเป็นองครักษ์จริงๆ หรือ”
“จริงสิ..เจ้าอยากจะเป็นไหมล่ะ”
ราเอลรู้สึกพอใจกับท่าทีของอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง
“ข้าน่ะไม่มีปัญหาหรอกท่าน แต่ข้าพาครอบครัวมาด้วย พี่ๆน้องๆของข้าทั้งนั้น ถ้าท่านจะกรุณาให้ญาติของข้าเป็นทหารด้วยได้หรือไม่”
“ได้สิ แล้วญาติของเจ้ามีผู้หญิงไหมล่ะ”
ชายหนุ่มเริ่มเผยความต้องการที่แท้จริงเพราะถึงแม้เด็กหนุ่มจะมีผ้าคลุมปิดบังกายไว้มิดชิดทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่เขาแน่ใจ..ภายใต้ผ้านั่นต้องซ่อนดวงหน้าที่งามคมคายไว้ไม่น้อยเลย จนทำให้คิดได้ว่าญาติของเจ้าเด็กคนนี้ก็คงจะคล้ายๆกัน
“มีแต่ผู้ชายครับท่าน ข้าเป็นแค่ชาวพเนจรเร่ร่อนเดินทางหาแหล่งที่อยู่ใหม่เพื่อปักหลักเท่านั้น พวกผู้หญิงไม่อาจเดินทางด้วยได้เพราะหนทางแสนไกลและลำบากมาก ท่านถามทำไมหรือครับ” องค์อาร์เซียถามทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“น่าเสียดายจริง" ราเอลทำท่าผิดหวัง "เอาเถอะ ข้าตกลงรับพวกเจ้าทั้งหมด พรุ่งนี้ไปหาข้าที่วัง”
“ครับ แล้วท่านจะลงโทษที่ข้ากับเด็กคนนี้มาขวางขบวนท่านหรือเปล่าครับ”
“ใครจะไปลงโทษเจ้ากัน ข้าจะให้รางวัลเจ้าต่างหากล่ะ" ราเอลยิ้มอย่างมีเลศนัย "นี่!! ใครเอาเงินมาให้ข้าถุงนึงซิ”
และแล้วถุงเหรียญทองก็อยู่ในมือชายหนุ่มตามคำสั่งโดยทันที เขาโยนถุงเงินลงมาเบาๆ ตรงหน้าเด็กหนุ่ม
“เอ้า!!..ข้าให้เจ้า เอาไปทำอะไรก็ได้ ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเด็กคนนั้น ข้าไปก่อนนะ แล้วเจอกันเด็กน้อย”
“ขอบคุณท่าน แล้วพบกันครับ”
องค์อาร์เซียยิ้มและรับถุงเงินพร้อมกับจูงเด็กหลบเข้าข้างทาง ปล่อยให้ขบวนเสด็จผ่านไป และระหว่างขบวนที่เดินผ่านเขาก็พยายามชำเลืองหาบางสิ่งบางอย่างแต่กลับไม่พบสิ่งที่ผิดปกติเลยแม้แต่น้อย..ทันใดนั้นเอง!!..หญิงสาวผู้หนึ่งท่าทางยากจนและทรุดโทรมก็วิ่งออกมากอดเด็กชายตัวน้อยแล้วกอดคอกันร้องไห้ระงม
“ขอบคุณท่าน!! ขอบคุณท่านมาก!! ที่ช่วยชีวิตลูกข้าไว้ ขอบคุณมากๆค่ะ" หญิงสาวสะอื้นร่ำไห้ และยังกอดปลอบประโลมบุตรชายของตนไว้ด้วยความรักสุดซึ้ง "ปลอดภัยแล้วนะลูก..ปลอดภัยแล้ว..”
องค์อาร์เซียยิ้มบาง พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
“นี่เงิน..ข้าให้เจ้าเก็บไว้นะ ยังไม่ได้เปิดดูเลยแต่คงมากพอดู คงจะพอช่วยเจ้าได้บ้าง แล้วดูแลลูกของเจ้าให้ดีๆล่ะ”
“ขอบคุณค่ะ..ขอบคุณท่านมาก ข้าจะจดจำบุญคุณของท่านชั่วชีวิตค่ะ”
หญิงสาวคุกเข่าก้มลงกราบเด็กหนุ่มหลายครั้งอย่างจริงใจ ใบหน้ามอมจึงเปื้อนคราบน้ำตาและฝุ่นทรายสกปรก
“เจ้า!!..อย่าทำแบบนี้เลย ลุกขึ้นเถิด” องค์อาร์เซียรีบประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้น “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปก่อนนะ ขอให้เจ้าสองแม่ลูกโชคดี”
เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับใช้นิ้วมือขาวเรียวลูบหัวเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความเอ็นดู และก่อนที่จะก้าวเดินจากไปพลันได้ยินหญิงสาวเอ่ยเรียกรั้งไว้
“เอ่อ..ท่านค่ะ ท่านผู้มีพระคุณ ขอทราบนามของท่านได้ไหมคะ”
เด็กหนุ่มชั่งใจไปชั่วครู่ก่อนตอบ
“อาร์เซีย…เราชื่ออาร์เซียริตี้ เรซา ฟีโอราเชียส ..จำได้ไหม..ยาวไปหน่อย”
“จำได้คะ ข้าจะจดจำพระคุณของท่านไว้ตลอดไปค่ะ ท่านอาร์เซียริตี้ เรซา ฟีโอราเชียส”
หญิงสาวเอ่ยทวนด้วยความมั่นใจพร้อมกับก้มศีรษะให้กับเด็กหนุ่ม แล้วจึงลุกเดินจากไปอย่างมีความสุข
ที่เบื้องหลังเหล่าองครักษ์ผู้ติดตามแห่งซาลันดอลสามสิบกว่าชีวิตพากันวิ่งเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเด็กหนุ่มด้วยความตื่นตกใจ ซึ่งนำหน้ามาด้วยพระอภิบาลร่างยักษ์
“ฝ่าบาท..ฝ่าพระบาท!!..ทรงทำให้หม่อมฉันเป็นห่วงแค่ไหนรู้หรือเปล่าพะย่ะค่ะ หม่อมฉันหัวใจจะวายตั้งหลายรอบ" โกลันเหลียวซ้ายแลขวา "เอ..แล้วเมื่อครู่ ฝ่าบาททรงคุยกับใครอยู่หรือพะย่ะค่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอก..เจ้านี่ล่ะก็โวยวายไปได้ ไม่เป็นอะไรสักหน่อย..นี่โกลัน!! เราหาวิธีเข้าวังโดยไม่มีใครสงสัยได้แล้วล่ะ”
กล่าวจบ องค์อาร์เซียก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี แต่องครักษ์ร่างยักษ์ก็ได้แต่ทำหน้าไม่เข้าใจในคำพูดของนายตนอยู่เช่นนั้น
หนึ่งเดือนผ่านไป ณ ราชวังใหญ่ แห่งอาณาจักรเยรูน ..
ภายในโถงที่ประชุมใหญ่ มีชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่งกำลังเดินกระสับกระส่ายไปมาอยู่ริมหน้าต่างด้วยความร้อนรน สีหน้าเคร่งเครียด บรรดาบุคคลที่ยืนรายล้อมอยู่รอบข้างเห็นดังนั้นรู้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ จึงพากันปิดปากตนเองจนเงียบสนิท มีเพียงสายตาหลายคู่ที่มองตามร่างของผู้เป็นนายด้วยความหวาดหวั่น
“อะไรกัน!!..นี่มันเกือบเดือนแล้วนะ ยังไม่ได้เรื่องอะไรอีกหรือไง”
ชายหนุ่มนั้นกล่าวเสียงเกรี้ยวกราด นัยน์ตาคมราวเหยี่ยวแฝงความโหดเหี้ยมกวาดมองไปยังบรรดาบุคคลทั้งหลายภายในห้องและไปหยุดเพ่งอยู่ที่ใบหน้ากลมของชายร่างอ้วนผู้รั้งตำแหน่งหัวหน้าข่าวสารฝ่ายแว่นแคว้นตะวันออก
“หม่อมฉันก็คอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลานะพะย่ะค่ะ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ไม่มีการจัดกระบวนทัพหรือเตรียมกองทหาร ไม่มีการเคลื่อนทัพ ทุกอย่างดูปกติราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยพะย่ะค่ะ มีแต่ข่าวออกมาเพียงว่าเจ้าหญิงพระคู่หมั้นประชวรหนักเท่านั้น” ชายร่างอ้วนนั้นตอบเสียงสั่น
“ไม่ได้ดั่งใจซักคน รู้แบบนี้ข้าไปจัดการด้วยตัวเองซะก็ดีหรอก ออกไปเดี๋ยวนี้ ไป๊!!!!..”
ชายหนุ่มสบถไล่ หรือว่าแผนการณ์ของเขาจะไม่ได้ผล คิดได้ดังนั้นแล้วก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างที่สุด
“เดี๋ยวเจ้า!!..เจ้านั่นแหละ ไปตามอาร์ทมาหาข้าทีซิ เร็วๆเข้า!!” เขาตะโกนสั่ง
และก่อนที่ร่างอ้วนๆจะคลานอย่างลนลานออกไป พลันมีเสียงดังกังวานของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งพร้อมกับพาร่างเพรียวเดินเข้ามายังโถงกว้าง..ร่างนั้นยังอยู่ภายใต้ผ้าคลุมผืนหนาที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองจนดูขะมุกขมัว แต่ไม่มีผู้ใดในห้องโถงที่รังเกียจเด็กหนุ่มผู้นี้เลยแม้แต่น้อยกลับมีท่าทีโล่งอกกันถ้วนหน้าเพราะมีเพียงเด็กหนุ่มที่มีนัยน์ตาสีนิลคนนี้เท่านั้นที่กษัตริย์องค์ใหม่ของพวกเขาให้ความไว้วางใจและดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ทำให้คนผู้นี้สงบลงได้โดยไม่มีการตายเกิดขึ้น
“ข้าอยู่นี่แล้วครับ”
“เจ้าไปไหนมา..ข้าตามหาเจ้าตั้งแต่เช้า ข้าสั่งไว้ไม่ใช่หรือว่าห้ามไปไหนถ้าข้าไม่ได้สั่ง เจ้าขัดคำสั่งข้าอยากโดนลงโทษแบบเจ้าเด็กหน้าโง่นั่นหรือไง!!!”
“
ท่านไม่ต้องขู่ข้าแบบนั้นหรอกครับ ใครจะกล้าขัดคำสั่งท่านราเอลผู้ยิ่งใหญ่ ข้ายังไม่อยากเป็นแบบเด็กคนนั้นหรอก”เด็กหนุ่มตอบเสียงเย็นชาที่แท้เขาก็คือองค์อาร์เซียริตี้กษัตริย์น้อยแห่งซาลันดอลที่ปลอมตัวมานั่นเอง ส่วนชายหนุ่มที่มีสีหน้าบูดบึ้งนี้ก็คือราเอลกษัตริย์ใหม่แห่งเยรูน
ใช่แล้ว..ตอนนี้องค์อาร์เซียได้เข้ามาอยู่ในอาณาจักรนี้ด้วยฐานะอันพิเศษยิ่ง นับแต่เข้าราชวังมาก็นับเวลาได้ครบหนึ่งเดือนแล้ว ภายในช่วงเวลานี้..กษัตริย์ราเอลแทบจะไม่ยอมให้องค์อาร์เซียในคราบเด็กหนุ่มพเนจรนาม 'อาร์ท' อยู่ห่างกายเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกพอใจอย่างประหลาดที่ได้ลอบมองแววตาอันเจิดจ้าจริงจังที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกอันลึกล้ำของเด็กหนุ่ม และตอนนี้ก็เช่นกันเมื่อเขาเอ่ยถึงเด็กรับใช้ที่ซุ่มซ่ามทำเครื่องเสวยหกและได้สั่งลงโทษไปอย่างรุนแรง นัยน์ตาสีนิลภายใต้ผ้าคลุมนี้ก็วาวโรจน์ขึ้นนิดๆ แต่สักครู่หนึ่งจึงค่อยเยือกเย็นลงเช่นเดิม ชายหนุ่มอมยิ้มด้วยความพอใจอย่างยิ่ง อารมณ์อันขุ่นมัวเมื่อครู่จางหายไปในพริบตา
“เจ้าไม่ต้องประชดข้าหรอก…แล้วเจ้าจะตอบข้าได้หรือยังว่าไปไหนมา”
“
ข้าเข้าไปในเมืองมาน่ะครับ มีของที่ต้องซื้อนิดหน่อย ท่านราเอลมีสิ่งใดที่ต้องการใช้ข้าหรือครับ มีเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านต้องอารมณ์เสียแบบนี้”องค์อาร์เซียพูดปดอย่างรวดเร็วแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที เนื่องจากเหตุการณ์ของเด็กรับใช้นั้นทำให้เขาเกลียดชายหนุ่มมากขึ้นจนไม่อยากเข้ามาอยู่ใกล้ๆอีก จึงต้องหาเรื่องออกไปข้างนอกบ่อยๆและพยายามออกไปนอกเมืองเพื่อสำรวจเส้นทางไว้หนี อีกเรื่องหนึ่งก็คือเขายังไม่รู้เลยว่ากษัตริย์เจ้าเล่ห์คนนี้ซ่อนเสด็จอาของเขาไว้ที่ไหน เวลาก็ล่วงเลยมาเป็นเดือนแล้ว และเขาเองก็ออกตระเวนไปแทบจะทั่ววังหลวงแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอแม้แต่เงา
ราเอลถอนใจ “เจ้าก็รู้ว่าข้ากังวลเรื่องใด”
องค์อาร์เซียพยักหน้ารับด้วยท่าทีเย็นชาแต่ในใจรีบวางแผนอย่างรวดเร็วก่อนตอบไป
“จริงๆแล้วข้าไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดของท่านเลยนะครับ ตามความคิดของข้า ท่านควรจะถอนทหารที่ซาลันดอลแล้ววางแผนล่อองค์อาร์เซียริตี้ให้เสด็จมาเองจะดีกว่า”
เด็กหนุ่มเริ่มล่อหลอกพลางคิดคำนึง 'วางแผนจับตัวเอง ใครว่าสนุกล่ะ'
ราเอลเบือนหน้าไปอีกทาง คล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“แผนการของเจ้าเป็นยังไง ไหนพูดให้ข้าฟังหน่อยสิ”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ข้าแค่คิดว่าองค์อาร์เซียคงจะทรงทราบว่าเราเฝ้าจับตาดูพระองค์อยู่ก็เลยไม่กล้าพอทีจะออกมาเสี่ยงให้โดนจับก็เท่านั้นเอง ถ้าเราถอนกำลังกลับแล้วแกล้งป่าวประกาศว่าจะจัดงานอภิเษกระหว่างท่านกับเจ้าหญิงพระคู่หมั้น ถ้าองค์อาร์เซียทรงรู้เข้าก็คงจะเสด็จมาเองล่ะครับเพราะทหารที่ลอบคุมเชิงอยู่ก็ไม่มีอีกแล้ว”
“ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงนะ" ราเอลเริมหัวเราะออกมาด้วยความพอใจ "ขอบใจเจ้ามากอาร์ท ขอบใจในความคิดของเจ้าจริงๆ คราวนี้จะต้องสำเร็จแน่นอน ใครอยู่ข้างนอกไปตามท่านนายพลลาซมาหาข้าทีซิ”
ชายหนุ่มร่างอ้วนกลับเข้ามาตามคำสั่ง คราวนี้หน้าตาที่เคยซีดเซียวหลังจากที่เข้าเฝ้าเมื่อครู่ ก็เริ่มมีสีเลือดขึ้นมาบ้างแล้วเนื่องจากได้รับฟังแผนการใหม่ที่มีทีท่าว่าน่าจะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย เขาพยักหน้าอันอ้วนกลมอย่างช้าๆ ราวกับกำลังจดจำคำพูดของชายหนุ่มไม่ให้หลุดไปแม้แต่คำเดียว
“อย่าให้รู้ว่าพลาดอีก เพราะครั้งนี้เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของเจ้า คงเข้าใจที่ข้าพูดนะ เอาล่ะ..ออกไปทำงานของเจ้าได้แล้ว”
“พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะทำตามพระประสงค์ทุกประการ ขอทูลลา”
ชายร่างอ้วนถวายบังคมลาออกไปด้วยความทุลักทุเลเต็มที ราเอลจึงส่ายหน้ามองด้วยความสมเพชก่อนจะหันไปทางเด็กหนุ่ม
“ข้าโชคดีจริงที่มีเจ้าคอยช่วยแบบนี้ วันนี้ข้ารู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ไปขี่ม้าเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ เจ้าขี่ม้าเป็นไม่ใช่หรือ”
“แล้วท่านไม่ไปหาพวกนางสนมของท่านหรือครับ เดี๋ยวพวกนางก็โกรธแย่”
“ข้าเบื่อพวกนางแล้ว เดี๋ยวนี้ทำไมมันหาคนสวยยากนักก็ไม่รู้ นี่ข้าก็ว่าจะโละพวกนางออกแล้ว เพราะข้าให้ทหารไปเกณฑ์เด็กสาวหน้าตาสวยๆจากในเมืองของเรามาแล้ว อีกไม่นานข้าจะได้ของใหม่ซะที”
ราเอลหัวเราะร่ากับความคิดที่แสนจะสนุกและมีความสุข แต่ในความคิดขององค์อาร์เซียกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยความโกรธอย่างชนิดที่ว่าไม่เคยโกรธใครขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต ทั้งโกรธและเกลียดเพราะรู้ซึ้งดีว่า 'วิธีการโละของเก่า' นั้นเป็นอย่างไร ไม่ต้องเดาถึงสภาพของหญิงสาวสวยงามนับสิบที่จะต้องกลายสภาพไปเหมือนกับเด็กหนุ่มรับใช้ผู้โชคร้ายนั้น อีกทั้งวิธีที่ฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้าน พลเมืองของตนแท้ๆ ตอนแรกที่เขาเข้าเมืองแล้วนึกชมในใจว่ากษัตริย์ใหม่ยังพอเห็นแก่ประชาชนอยู่บ้างดูท่าจะคิดผิดถนัดทีเดียว จริงๆแล้วชายหนุ่มไม่เคยสนใจเลยต่างหากเล่า
“เจ้าเป็นอะไรน่ะอาร์ท เงียบไปเลยไม่พูดไม่จา ไปกันเถอะข้าอยากดูฝีมือขี่ม้าของเจ้าเต็มที”
ร่างสูงกล่าวพร้อมกับคว้าข้อมือบางของเด็กหนุ่มแล้วลากไปที่โรงม้าหลังวังอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวครับท่าน!!..ปล่อยข้าก่อน!!..ข้าเดินเองดีกว่าครับแบบนี้มันไม่ค่อยเหมาะ”
องค์อาร์เซียรีบแย้ง พยายามสะบัดมือใหญ่ที่กระชับข้อมือบางของตนแต่นั่นทำให้ถูกรัดแน่นขึ้นไปอีก
“เถอะน่า เร็วๆเข้า ข้าไม่อยากเสียเวลา"
‘
ช่างบังอาจจริงๆ ให้เราหลุดไปได้ก่อนเถอะ’เขาได้แต่คิดแค้นในใจ เพราะตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้มากแม้แต่การที่ชายหนุ่มลากเขาไปแบบนี้ก็ยังไม่สามารถจะห้ามได้เลย คิดแล้วก็ได้แต่เจ็บใจตนอยู่เงียบๆ
ณ โรงม้าหลังวัง…
“
เจ้าเอาตัวนั้นก็แล้วกัน มันเชื่องหน่อย”ราเอลแต่งกายด้วยชุดขี่ม้าสีแสดแดงทั้งชุดตัดกับผมสีน้ำตาลเข้ม เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับชี้ไปยังม้าสีเทาตัวเล็กๆตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งเหยาะๆอยู่ในสนาม เด็กหนุ่มร่างเพรียวเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทซึ่งตอนนี้รวบเป็นเปียยาวก็อยู่ในชุดเตรียมขี่ม้าสีน้ำตาลอ่อนทั้งชุดเช่นกัน เขามองตามที่ชายหนุ่มบอกแต่แล้วสายตากลับมองเลยไปทางม้าสีขาวงามสง่าที่ยืนอยู่ข้างๆแทน มันเป็นม้าที่สวยงามมาก แผงคอสีขาวสะอาดราวกับหิมะตัดเป็นระเบียบสวย หางของมันฟูฟ่อง เรียวขายาวแข็งแกร่งสง่างาม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มดูฉลาดสอดส่ายไปมาเหมือนระแวดระวังไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ เมื่อมันรู้ว่ามีคนมองอยู่จึงส่งเสียงคำรามดังลั่นเหมือนกับว่ากำลังรำคาญอย่างสุดแสน องค์อาร์เซียจ้องมองมันไม่วางตา
ราเอลแอบสังเกต เมื่อเห็นดังนั้นจึงเข้าใจ เขากล่าวขึ้นพร้อมกับหัวเราะ
“เจ้าชอบ ซีมิสหรือ ถ้าข้าเป็นเจ้าข้าจะไม่คิดเช่นนั้นหรอกนะ ตั้งแต่ข้าได้มันมาข้ายังขี่มันไม่ได้เลย มันพยศมากจนข้าเลิกล้มความตั้งใจที่จะขี่มันแล้ว ที่ข้ายังเลี้ยงไว้เพราะเสียดายที่มันสวย สง่างามและหายากเท่านั้นเอง”
“ขอข้าลองหน่อยได้ไหมครับ”
องค์อาร์เซียยังมองเจ้าม้าแสนรู้ไม่วางตาเช่นเดิมและยังขอร้องชายหนุ่มราวกับไม่ได้ยินในคำเตือนเลยแม้แต่น้อย ประกายตาบ่งบอกความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม
“เจ้าแน่ใจหรือ เดี๋ยวมันก็สะบัดเจ้าตก บาดเจ็บเปล่าๆ”
“ข้าอยากลองจริงๆครับ นะครับท่าน”
“เอ้า!!…เอาก็เอา ถ้าเจ้าขี่มันได้ล่ะก็ ข้ายกมันให้เจ้าเลยเพราะไม่มีใครขี่มันได้อยู่แล้ว”
“ขอบคุณครับ”
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นแล้วรีบกระโดดข้ามรั้วกั้นไปอย่างคล่องแคล่ว และสำรวจเครื่องแต่งกายเพื่อดูความเรียบร้อย จึงก้าวไปหาเจ้าม้าซีมิสอย่างช้าๆ
“
อยู่นิ่งๆ สิเจ้าหนู”เขาเอ่ยปลอบแผ่วเบา เพราะเห็นเจ้าม้าจอมพยศเริ่มถอยหนีเมื่อรู้ว่ามีคนเข้ามาใกล้
“
ไม่ต้องกลัว เราไม่ทำอะไร..แค่อยากจะขอสัมผัสเจ้าหน่อย ได้ไหมซีมิส"เจ้าม้าซีมิสมองคนตรงหน้าอย่างฉงน มันเข้าใจสิ่งที่เด็กหนุ่มพูดและรับรู้ได้ถึงจิตใจที่อ่อนโยนและมีเมตตา แต่มันก็ยังไม่ยอมเดินเข้ามาหา กลับส่งเสียงร้องราวกับจะบอกว่า ‘อย่ามายุ่งกับข้านะ’ แต่นั่นเพียงแค่เพื่อการลองใจขั้นต้นเท่านั้น
องค์อาร์เซียยิ้มแล้วเดินเข้าไปใกล้เจ้าม้าอีกครั้ง พร้อมกับยกนิ้วเรียวขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยๆลูบตรงปลายจมูกไล่ไปที่ส่วนหัวของมัน นัยน์ตาคมสีดำสนิทจ้องมองอย่างอ่อนโยน สายตาของทั้งคนและม้าจึงจับจ้องกันไปมาเป็นเวลานาน ต่างฝ่ายต่างรู้สึกพอใจซึ่งกันและกัน..และแล้วเจ้าม้าก็ได้เลือกนายเพียงคนเดียวและคนสุดท้ายของมันเรียบร้อย
“ขอเราขี่เจ้าได้ไหม”
เขาเอ่ยถาม และเจ้าม้าแสนรู้ก็พยักหน้ารับช้าๆ พร้อมกับเอนตัวลงให้โหนขึ้นขี่อย่างง่ายดายทำเอาคนรอบสนามมองตาค้างด้วยความทึ่ง เด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ขึ้นขี่เจ้าม้างามสง่าตัวใหญ่แรงเยอะอย่างสบายๆ แม้แต่คนร่างสูงใหญ่หรือแม้กระทั่งครูฝึกยังเข้าใกล้เจ้าม้าจอมพยศไม่ได้เลย
“แปลก!!..แปลกเหลือเกิน!! เจ้าชอบทำอะไรให้รู้สึกประหลาดใจได้อยู่เสมอเลยนะอาร์ท ชักอยากจะรู้แล้วสิว่าภายใต้ผ้าคลุมผืนนั้น ใบหน้าของเจ้าจะเป็นเช่นไร จะอัปลักษณ์เหมือนที่บอกเราหรือว่าจะทำให้เราประหลาดใจได้อีกครั้งกันแน่นะ”
ราเอลรำพึงเบาๆ รอยยิ้มน้อยๆที่ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างพอใจทำเอาคนที่อยู่ข้างๆ ตกใจกันเป็นแถว เพราะมันเหมือนกับว่าเขากำลังแสยะยิ้มมากกว่า
“ข้าขอไปเที่ยวชายป่าด้านโน้นสักครู่ ท่านจะตามมาหรือเปล่าครับ”
องค์อาร์เซียบนหลังม้าตะโกนถาม
“ไปสิ เจ้าไปก่อน ข้าเลือกม้าได้แล้วจะตามไป”
เขาตอบแล้วรีบหันไปเลือกดูม้าของตนอย่างรีบร้อน
องค์อาร์เซียควบเจ้าม้าแสนรู้ออกมาไกลจนถึงลำธารใหญ่ รอบข้างเป็นต้นไม้สูงชะลูดปกคลุมป่าใหญ่ซึ่งสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนดิน จนรู้สึกปลอดโปร่งเย็นสบาย
‘
การมาขี่ม้าครั้งนี้ก็ไม่ได้เปล่าประโยชน์ซะทีเดียวหรอก’ เขาคิด“พักสักนิดนะซีมิส เรารู้ว่าเจ้าเริ่มเหนื่อยแล้วใช่ไหม”
เด็กหนุ่มเอ่ยถามพร้อมกับยิ้มน้อยๆ เจ้าม้าพยักหน้าเหมือนรับรู้ เขาโหนตัวลงจากหลังของมันอย่างง่ายดายแล้วจึงชะเง้อมองไปตามทางที่ผ่านมา พยายามกวาดตามองไปรอบๆ เหมือนกับจะดูให้แน่ใจว่าเขาและเจ้าม้าเพื่อนยากอยู่กันเพียงลำพัง
“คงยังมาไม่ถึงหรอกนะ”
เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ แล้วจึงปลดผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าที่แท้จริงเผยให้เห็นดวงหน้างามขาวผุดผาด เขาสะบัดศีรษะแรงๆราวกับจะไล่ความเหนื่อยอ่อนแล้วนั่งลงข้างลำธารพร้อมกับวักน้ำขึ้นลูบไล้ใบหน้าและลำคออย่างช้าๆ เจ้าม้าแสนรู้เดินเหยาะๆเข้ามาข้างกายแล้วก้มลงดื่มน้ำของตนบ้าง เมื่อเด็กหนุ่มผู้เป็นนายของมันหันมาจ้องมอง มันถึงกับตกใจ ต่างตนต่างมองกันจนนิ่งไปทั้งคู่
“เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ ทำไมมองเราแบบนั้น”
“
เฮ้อ!!.ไม่คิดว่านายข้าจะงามขนาดนี้”เจ้าม้าคิดดังนั้นแล้วจึงส่ายหัวเบาๆเป็นคำตอบให้แก่ผู้เป็นนายแล้วจึงก้มลงดื่มน้ำต่อ
“มีคนมา!!”
องค์อาร์เซียได้ยินเสียงฝีเท้าคนจึงรีบคลุมผ้าเพื่อปกปิดหน้าไว้ดังเดิมแล้วรีบหลบเข้าข้างต้นไม้ใหญ่ เจ้าม้าเหมือนจะรู้หน้าที่จึงเดินมาหลบข้างต้นไม้อย่างเงียบเชียบเช่นกัน
พลันที่ด้านหลังปรากฏนายทหารสี่คนกำลังเดินเข้ามาที่ลำธารใหญ่ คนหนึ่งถือตะกร้าใส่อาหาร อีกคนก้มลงตักน้ำจากในลำธาร อีกสองคนถืออาวุธครบมือยืนสังเกตการณ์อยู่รอบนอก
“เฮ้ย!!..เสร็จหรือยังวะ ข้าอยากกลับจะแย่” เสียงคนหนึ่งดังขึ้น
“เออ…เสร็จแล้ว เร่งอยู่ได้..ใช่ว่าข้าอยากจะมานักนี่” อีกคนที่กำลังตักน้ำตะโกนบอก
“ทะเลาะกันอยู่ได้ รีบๆไปซะที ข้าเหนื่อยนะโว้ย ไม่รู้ท่านราเอลคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงจับเจ้าพวกนั้นมาขังไว้ที่นี่..ฆ่าให้ตายก็หมดเรื่องไปจะได้ไม่ต้องมาลำบากพวกเราแบบนี้”
“แกไม่รู้เหรอ..ท่านไม่ฆ่าเพราะอยากได้สมบัติไง คนงกอย่างท่านน่ะไม่ปล่อยสมบัติกองโตมูลค่ามหาศาลไปได้หรอก ดูอย่างพวกเราสิตอนก่อกบฎสู้แทบเป็นแทบตายแต่ไม่เห็นได้รางวัลอะไรตอบแทนเลย ต้องมาแกร่วอยู่ชายป่าห่างไกลความเจริญแบบนี้ ข้าล่ะเบื่อจริงๆ”
“รีบไปเถอะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะยุ่ง”
นายทหารทั้งสี่พยักหน้าให้กันแล้วจึงรีบเดินออกจากลำธารอย่างรีบร้อนไม่ได้รู้เลยว่าคำสนทนาของพวกเขาทั้งหมดถูกใครคนหนึ่งกับอีกตัวหนึ่งได้ยินชัดแจ๋ว ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปทางภูเขาในป่าลึก ถัดจากลำธารใหญ่
องค์อาร์เซียรีบเดินออกจากที่ซ่อนด้วยความระมัดระวังพลางขบคิด
“ภูเขานั่นต้องมีอะไรแน่ๆ ราเอลขังใครไว้กันนะ ทำไมถึงต้องมาขังกลางป่าไกลขนาดนี้ หรือว่า..ถ้าเป็นอย่างที่เราคิดก็ดีนะสิ”
เจ้าม้าดูจะงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ความคิดที่จะติดตามทหารพวกนั้นไปก็ต้องยุติลงเพียงเท่านั้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่ามีผู้มาเยือนใหม่แล้ว และไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร
“
หยู๊ดด!!….หยุดด!!!”“
เจ้าควบม้าได้เร็วจริงๆอาร์ท ข้าตามไม่ทันเลย มาไกลถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่”ราเอลที่ควบม้าตามมาถามอย่างร้อนรน
“ตอนแรกนึกว่าเจ้าจะหยุดเที่ยวแถวๆป่าสวยงามด้านโน้นเสียอีก แล้วนี่เจ้าข้ามไปภูเขาลูกโน้นหรือเปล่า”
“เปล่าครับ ข้าเหนื่อยเจ้าม้าก็เหนื่อย เผอิญได้ยินเสียงน้ำตกเลยควบตามมา สุดท้ายได้เจอลำธารเลยแวะพักรอท่านที่นี่ ภูเขาลูกโน้นมีอะไรหรือครับ”
เด็กหนุ่มลองแกล้งถาม
“อ๋อ…ภูเขาลูกโน้นน่ะหรือ ไม่มีอะไรหรอก แถวนี้สัตว์ป่าดุร้ายแถมมีแต่ต้นไม้รกครึ้มไปหมด ไม่มีอะไรน่าดูสักนิด ข้าว่าเจ้าอย่ามาแถวนี้อีกดีกว่านะ"
“ครับ” เขารับคำอย่างง่ายดาย
'เอาเถอะคืนนี้เราก็จะได้รู้ว่าเจ้าซ่อนอะไรไว้ที่ภูเขาลูกโน้น.. ซีมิส!! คืนนี้เรามีงานต้องทำร่วมกันนะ'
องค์อาร์เซียแอบหันไปขยิบตาให้เจ้าม้าแสนรู้แวบหนึ่งโดยที่ราเอลไม่ทันสังเกตเห็น
เวลานี้ล่วงเข้าย่ำมืดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างดูเงียบสงบและปกคลุมไปด้วยความมืด แต่ภายในห้องพักของราชองครักษ์ฝ่ายในระดับสูงกลับมีแสงสว่างจากตะเกียงลำน้อยที่ทำให้ห้องที่ดูโอ่อ่าสว่างขึ้นจนแทบไม่น่าเชื่อ นั่นแสดงว่าผู้เป็นเจ้าของห้องยังไม่ได้พักผ่อนแต่อย่างใด โต๊ะทำงานใหญ่ทำจากไม้เนื้อดีตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ที่นั่นมีเด็กหนุ่มรูปงามอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีดำยาว กางเกงสีดำสนิทกลมกลืนกับความมืด เรือนผมดำยังคงถักเป็นเปียยาวอยู่เช่นเดิม ดวงหน้างดงามขาวผุดผาดท่ามกลางความมืดซึ่งบัดนี้ไม่มีสิ่งใดปกปิดไว้และกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก...พลันเปลวไฟที่ลำตะเกียงไหวขึ้นครั้งหนึ่งแต่ก็เพียงพอที่ทำให้รู้สึกได้ แสดงว่าภายในห้องไม่ได้มีเขาอยู่เพียงลำพังอีกแล้ว ที่ข้างหน้าต่างปรากฏเงาทะมึนของชายร่างใหญ่ ร่างนั้นย่อตัวลงถวายความเคารพอย่างสูงสุด
“
ได้เรื่องอะไรบ้างไหมโกลัน” เขาเอ่ยถาม“ไม่เลยกระหม่อม ลองค้นหาจนทั่วทั้งวังแล้ว ไม่รู้ว่ากษัตริย์เจ้าเล่ห์เอาเจ้าหญิงไปซ่อนไว้ที่ไหน” เสียงจากชายร่างยักษ์ตอบ
“เราจะช้าไม่ได้ อีกเพียงสามวัน งานอภิเษกจอมปลอมนั่นก็จะเริ่มขึ้นแล้ว”
“ตามแผนที่ทรงวางไว้ ถ้าเรายังหาเจ้าหญิงโอลิเวียไม่พบคงต้องรอให้เจ้ากษัตริย์นั่นนำพระองค์ออกมาเองแล้ว แต่มันจะเป็นการเสี่ยงเกินไปหรือเปล่าพะย่ะค่ะ”
โกลันถามเสียงเครียดเนื่องด้วยห่วงเจ้าเหนือหัวของตนเพราะรู้จุดประสงค์ของกษัตริย์นั่นดี
นัยน์ตาสีนิลที่เคยแวววาวบัดนี้กลับดูหมองหม่นลงเล็กน้อยราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างหนัก
“ถ้าเกิดเหตุการณ์เลวร้าย จงช่วยเสด็จอาโอลิเวียให้ได้ไม่ต้องเป็นห่วงเรา”
“ฝ่าบาท!! ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ!!!”
โกลันตกใจกับสิ่งที่ได้ยินอย่างยิ่ง จะให้เขาทิ้งนายของตนได้อย่างไร แม้แต่ชีวิตนี้ก็สามารถให้กับเด็กหนุ่มตรงหน้าได้โดยไม่มีการลังเลแท้ๆ แต่คำสั่งที่ได้รับกลับทำให้เขาลำบากใจและลังเลยิ่งกว่า
“เราเอาตัวรอดได้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก กษัตริย์ราเอลไม่ทำอะไรเรา มันไม่คิดจะฆ่าเราแต่แรก…เราจะไม่เป็นอันตรายใดๆอย่างแน่นอน แต่ถ้าเราช่วยเสด็จอาไว้ไม่ได้ มันอาจจะทำอะไรที่เลวร้ายจนเราไม่อาจจะอภัยให้ตัวเองได้เลย ถ้าเป็นเช่นนั้น ..”
องค์อาร์เซียเอ่ยเสียงเบาราวกับว่าจะไม่ยอมให้เรื่องที่พูดออกมาเป็นจริงได้อย่างเด็ดขาด แม้ต้องแลกด้วยชีวิต
“แผนการขั้นสุดท้ายหลังจากปฏิบัติภารกิจ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตาม อีกสิบวันหลังจากนั้นไปพบกันที่ชายแดนเขตตะวันตกเฉียงใต้ ที่นั่นมีหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงเจ้าบอกกับพวกเขาว่า ภารกิจเสร็จสิ้น พวกเขาจะช่วยดูแลพวกเจ้าเอง ถ้าเกิดเราถูกจับได้ เราจะพยายามหาทางหนีออกมาเอง ห้ามเจ้าหรือใครก็ตาม..แอบเข้ามาช่วยเราเด็ดขาด นี่เป็นคำสั่งสูงสุดจากเรา ใครที่ขัดขืนถือว่าไม่มีความจงรักภักดีและจะได้รับโทษสูงสุดตราบเท่าที่ซาลันดอลเคยมีมา แม้แต่เจ้า..เราก็จะไม่ยกเว้น..โกลัน!!”
น้ำเสียงเด็ดขาดเปี่ยมอำนาจยังผลให้องครักษ์ใหญ่ชะงักและตะลึงงัน
“ฝ่า..บาท!!”
“เจ้าอย่าลืมบอกทหารของเราทั้งหมดถึงแผนการขั้นสุดท้ายนี้ด้วย”
“พะย่ะค่ะ” โกลันรับคำอย่างฝืนเต็มที “แล้วหมู่บ้านนั่นจะยอมช่วยเราหรือพะย่ะค่ะ ไว้ใจได้หรือเปล่า อาจจะเป็นคนของกษัตริย์จอมปลอมก็ได้นะพะย่ะค่ะ”
“เรามั่นใจ หมู่บ้านนั่นต่อต้านกษัตริย์ใหม่และยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์เยรูนไม่เสื่อมคลาย ภายในมีขุนนางระดับสูงที่หนีมาได้ซ่อนตัวอยู่ พวกเขาไว้ใจได้อย่างแน่นอน แต่เราจะไม่ได้รับความช่วยเหลือเพียงฝ่ายเดียวหรอกนะ ข้อแลกเปลี่ยนคือเราจะต้องสืบหาให้ได้ว่าบัดนี้กษัตริย์แห่งเยรูน ราชินี และองค์รัชทายาท ทรงถูกกักขังไว้ที่ใด” องค์อาร์เซียเริ่มทำหน้าครุ่นคิดอีกครั้ง
“แต่หม่อมฉันได้ข่าวมาว่าราชวงศ์ได้ล่มสลายแล้วนี่พะย่ะค่ะ องค์กษัตริย์ เชื้อพระวงศ์และราชนิกูลทั้งหมดถูกปลงพระชนม์แล้ว”
“ไม่หรอก นั่นน่ะมันเป็นข่าวที่กษัตริย์ราเอลเป็นคนประกาศออกไปเองเพื่อจะได้ให้ผู้ที่จงรักภักดีและประชาชนสูญเสียกำลังใจเท่านั้น สายสืบของหมู่บ้านนั่นบอกกับเราเองว่ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่แน่นอนเพียงแต่ถูกกักขังไว้ที่ไหนเท่านั้นและนั่นเป็นภารกิจของเราอีกอย่างหนึ่งในคืนนี้”
“หรือว่าที่ฝ่าพระบาททรงเรียกหม่อมฉันมาวันนี้ก็เพื่อ…แล้วทรงทราบหรือพะย่ะค่ะ”
“เรายังไม่ค่อยแน่ใจแต่ก็ต้องลองดู อย่าลืมสิว่านี่เป็นแผนการขั้นสุดท้ายเป็นหมากตัวสุดท้ายที่อาจจะต้องใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเท่านั้น บางทีเราอาจจะไม่ต้องใช้หมากตัวนี้ก็ได้นี่ จริงไหม”
“ทรงพระปรีชายิ่ง ระยะเวลาเพียงเดือนเดียวพระองค์ทรงตระเตรียมการไว้อย่างรอบคอบถึงเพียงนี้กระหม่อมละอายใจเหลือเกินที่…ไม่ทราบสิ่งใดเลย อ๊ะ!!…อย่าทรงบอกหม่อมฉันนะพะย่ะค่ะว่าทรงม้าไปที่หมู่บ้านนั่นเพียงพระองค์เดียว”
“เจ้าก็ทายแม่นนี่” รอยยิ้มน้อยๆเริ่มผุดขึ้นที่ดวงหน้างาม
“โอย!!..หม่อมฉันจะหัวใจวายตาย ถ้าองค์ซาเนียยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ล่ะก็..ทรงเอาหม่อมฉันตายแน่ โทษฐานที่ปล่อยพระองค์ให้ทรงเสี่ยงอันตรายเพียงลำพังองค์เดียว”
“เจ้านี่ล่ะก็..เราไม่ใช่เด็กสักหน่อยจะได้เดินมั่วๆไปให้เขาจับน่ะ…ว่าแต่เจ้าเถอะ งานที่โรงครัวเป็นยังไงบ้าง ดูท่าเจ้าจะชอบแต่เราว่ามันก็เหมาะดี ถ้าเจ้าติดใจไว้กลับซาลันดอลเมื่อไหร่เราจะเปลี่ยนตำแหน่งเจ้า จากแม่ทัพใหญ่เป็นหัวหน้าพ่อครัวแทนดีไหมล่ะ”
โกลันเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้ากษัตริย์นั่นตาถั่วชะมัด ทีพระองค์ยังได้เป็นถึงราชองครักษ์ใหญ่ ไหงหม่อมฉันได้เป็นแค่คนทำครัว แต่ก็ดีนะพะย่ะค่ะ ไม่มีใครสงสัยหม่อมฉันเลยซักคน”
“ก็ดีแล้ว..เอาเถอะโกลัน ได้เวลาที่จะต้องไปกันแล้ว คืนนี้เรามีภารกิจสำคัญรออยู่นะ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นแล้วดับไฟในตะเกียงอย่างรวดเร็ว
“พะย่ะค่ะ น้อมรับพระบัญชา”
ร่างใหญ่ก้มลงถวายบังคมแสดงความเคารพสูงสุด เรียกรอยยิ้มน้อยๆจากริมฝีปากบาง แล้วคนทั้งคู่ก็หายไปในความมืดอย่างรวดเร็วไร้ร่องรอย
“
ไม่คิดเลยว่าที่แบบนี้จะสามารถซ่อนคนไว้ได้”เสียงกังวานของคนผู้หนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในป่าใหญ่
“
นั่นสิพะย่ะค่ะ ต่อให้เรามาค้นหากันตอนกลางวันก็ไม่แน่ว่าจะเจอด้วยซ้ำไป ทางซับซ้อนขนาดนี้ นี่ดีนะพะย่ะค่ะที่เราแอบตามพวกมันมาได้ ไม่อย่างนั้นเราคงหลงทางแน่"ชายหนุ่มร่างยักษ์กล่าวเสริมขึ้น เบื้องหน้าของคนทั้งสองเป็นเพียงโพรงเล็กๆ ที่รอบข้างมีแต่ต้นไม้ขึ้นปกคลุมปิดบังจนรกครึ้มเต็มไปหมด มืดมิดจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด เสียงหวีดหวิวของลมดังกึกก้องทั่วทั้งป่าราวกับเสียงปีศาจกำลังโห่ร้อง
“เราจะเข้าไปเอง เจ้ารออยู่ที่นี่โกลัน” องค์อาร์เซียตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้นะพะย่ะค่ะ หม่อมฉันเข้าไปดีกว่าข้างในอาจจะมีอันตราย” โกลันรีบกล่าวท้วง
“โพรงเล็กแค่นั้น เจ้าเข้าไปลำบากเปล่าๆ เชื่อเราสิ”
เมื่อพิจารณาดูแล้วโพรงนั่นก็เล็กเกินกว่าที่ชายหนุ่มร่างยักษ์จะเข้าไปได้จริงๆ เมื่อจนด้วยเหตุผลก็ต้องทำใจยอมรับ แต่โกลันก็ยังรู้สึกว่าไม่อาจปล่อยให้นายเหนือหัวไปเสี่ยงองค์เดียวได้ จึงได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่อย่างนั้น
“
ไม่ต้องห่วงโกลัน เจ้าคิดว่าเราสู้ทหารชั้นเลวสี่คนนั่นไม่ได้หรือ”“ไม่ใช่เช่นนั้นนะพะย่ะค่ะ กระหม่อมรู้เชิงดาบของฝ่าบาทดี แต่ว่า…”
“เอาเถอะ เรารู้ว่าเจ้าเป็นห่วง ถ้าอีกสองชั่วโมงเราไม่กลับออกมา เจ้าค่อยเข้าไปก็แล้วกัน ตกลงไหม”
“ถ้าเช่นนั้น ก็ได้พะย่ะค่ะ ทรงระวังองค์ด้วย หม่อมฉันจะรออยู่ที่นี่”
องค์อาร์เซียยิ้มรับแล้วลุกขึ้นสำรวจอาวุธของตนก่อนจะก้าวออกจากหลังก้อนหินใหญ่อย่างอย่างระมัดระวัง เมื่อเหลียวดูว่าไม่มีใครอีกจึงก้มตัวลงและมุดหายเข้าไปในโพรงเล็กๆอย่างรวดเร็ว
ในโพรงเป็นอุโมงค์เล็กๆ เด็กหนุ่มดันตัวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดพัก และเริ่มรับรู้ว่าอากาศค่อยๆน้อยลงเพราะหายใจติดขัดแต่ไม่นานอาการนี้ก็หายไปและเริ่มเห็นแสงสว่างรำไรลอดผ่านเข้ามาแสดงว่าเบื้องหน้าคือจุดหมายแล้ว จึงเตรียมกระชับอาวุธในมือให้มั่นอีกครั้งเพื่อพร้อมต่อการจู่โจม
จนกระทั่งเมื่อเข้าใกล้ปากทางออก พลันโสตประสาทที่ตื่นตัวก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาดบางอย่างที่ดังออกมาอย่างแผ่วเบา เมื่อลองตั้งใจฟังดูจึงรู้แน่ชัดว่าเป็นเสียงของอะไร
“เสียงกรนของเจ้าพวกนั้น” เขาลอบถอนใจออกไปอย่างโล่งอก
ร่างเพรียวค่อยๆชะเง้อออกมามองนอกปากทางอย่างช้าๆ ทางอุโมงค์เล็กๆแห่งนี้ทะลุเข้าสู่ห้องโถงใหญ่กว้างขวาง ภายในมีโต๊ะและเก้าอี้ล้มระเนระนาด อาหาร น้ำและเหล้าหกเลอะเทอะเต็มไปหมด ข้างกำแพงมีนายทหารที่เจอเมื่อตอนบ่ายเมาหลับกันอยู่คนละทิศละทาง ท่าทางหลับสนิทเพราะมีกลิ่นเหล้าคละคลุ้งจนทั่วห้อง อีกด้านหนึ่งพบคนสองคนถูกขังอยู่ในกรง คนหนึ่งเป็นชายร่างสูง ร่างกายดูผอมซูบซีด หนวดเครารกรุงรัง เสื้อผ้าขาดวิ่น ข้างๆมีหญิงสาวที่ดูโทรมไม่แพ้กัน ใบหน้านั้นเรียบเฉยไร้ความรู้สึกแต่นัยน์ตาแฝงความเศร้าสร้อย องค์อาร์เซียค่อยๆลอดออกจากอุโมงค์ ไม่ให้มีแม้เสียงฝีเท้าเดินสักนิด เขาย่องแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วจึงเดินไปที่กรงขังนักโทษ เมื่อมองเข้าไปก็ได้พบกับคนที่คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก
“กษัตริย์แห่งเยรูน ท่านจ้าวยูเรอุสกับองค์ราชินีใช่หรือไม่”
ชายร่างสูงซีดเซียวและหญิงสาวใบหน้าเรียบเฉยนั้นต่างเงยขึ้นมองผู้มาเยือนด้วยความแปลกใจ
“ใช่!! เรา ‘ยูเรอุส’ เจ้าล่ะเป็นใคร” เสียงแหบพร่าของชายสูงวัยเอ่ยถาม
“เป็นท่านจริงๆ จำข้าได้หรือเปล่าครับ” องค์อาร์เซียรีบถอดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้าแท้จริง
“ข้า ‘อาร์เซียริตี้’ ไงครับ อาร์เซียริตี้จากซาลันดอล จำได้หรือเปล่าครับ”
ชายสูงวัยรีบโผเข้าหาเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“องค์อาร์เซียริตี้หรือนี่!! ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ที่นี่อันตรายนักท่านรีบไปเสียเถิด ก่อนที่เจ้าพวกนั้นจะตื่นขึ้นมา!!”
เด็กหนุ่มตรงหน้าก็คือเจ้าชายองค์น้อยที่ท่านจ้าวยูเรอุสเคยพบเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ไปเยือนราชอาณาจักรซาลันดอลเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีนั่นเอง
“ท่านอาอย่ากังวลเลยครับ พวกมันหลับสนิททีเดียว ทำไมพวกมันถึงจับท่านมาขังไว้ที่นี่ได้ล่ะครับ”
“เพราะเจ้าราเอลผู้ชั่วช้า..มันต้องการสมบัติของราชวงศ์เยรูนทั้งหมด แต่เราไม่บอกที่ซ่อนให้พวกมันเด็ดขาด มันเลยจับเราและราชินีของเรามาทรมานและขังไว้ที่นี่ เราพยายามหาทางหนีแต่ก็ไร้ประโยชน์ ชายสี่คนนั่นเป็นทหารที่คอยเฝ้าเรา”
“ท่านอาทั้งสองคงจะลำบากไม่น้อย…”
พลันหญิงสาวซึ่งบัดนี้ใบหน้าแสดงความรู้สึกเป็นครั้งแรก รีบกล่าวขึ้นว่า
“เราไม่เป็นอะไรหรอก ห่วงก็แต่ลูกของเราเท่านั้น เจ้าชายทรงทราบหรือไม่ว่าราเอลจับลูกของเราไปไว้ที่ไหน หรือมันฆ่าลูกของเราไปแล้ว”
“ข้าไม่ทราบหรอกครับ มันบังอาจจับเสด็จอาโอลิเวียมาเช่นกัน ข้าอยู่ที่นี่มาเกือบเดือนเพื่อสืบหา ค้นจนทั่วทั้งวังแล้วยังไม่พบเลยครับ”
“โถ!!..ลูกรักของแม่ เจ้าจะเป็นอย่างไรบ้างนะ”
หญิงสาวเอามือปิดหนาเริ่มร่ำไห้ออกมาด้วยความเศร้าโศกรันทด
องค์อาร์เซียรู้สึกรันทดหดหู่ยิ่ง “อย่าวิตกไปเลยครับ ท่านอาหญิง องค์รัชทายาทอาจจะปลอดภัยอยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้ บางทีขุนนางภักดีอาจจะพาหนีไปที่ปลอดภัยแล้วก็ได้นะครับ” เขาปลอบประโลมแผ่วเบา
“ตอนนี้มีประชาชนของท่านที่ยังจงรักภักดีตั้งขบวนการต่อต้านราเอลอยู่ที่หมู่บ้านสุดเขตชายแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้ อีกไม่นาน..พวกเขาจะมาช่วยเหลือพวกท่านอย่างแน่นอน ข้าอยากให้ท่านอาทั้งสองอดทนรออยู่ที่นี่ไปก่อน ถ้าประชาชนทั้งหลายรู้ว่าท่านอาทั้งสองยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ล่ะก็ คงจะดีใจและมีกำลังใจขึ้นมากทีเดียวครับ”
“ขอบคุณท่านมากเจ้าชายน้อย อาณาจักรของเราเป็นหนี้ท่านมากเหลือเกิน”
“อย่าคิดเช่นนั้นเลยครับ ท่านจ้าวเป็นสหายสนิทของเสด็จพ่อ เป็นหน้าที่ของลูกอยู่แล้ว ถ้าเสด็จพ่อยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ก็คงจะทรงมาช่วยท่านอาแบบที่ข้ากำลังทำอยู่แน่นอนครับ”
เด็กหนุ่มสำรวจเวลาเห็นว่าเกือบจะเลยจากที่สัญญาไว้กับโกลันแล้วและเนื่องจากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ทำให้ไม่อาจอยู่ได้นานนัก จึงรีบเอ่ยลาคนทั้งสอง
“เวลาเหลือน้อยเหลือเกิน ข้าต้องไปก่อนนะครับ ข้าดีใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับท่านอาทั้งสอง ลาก่อนครับหวังว่าเราจะมีโอกาสพบกันอีกครั้งในสถานการณ์ที่ดีกว่านี้”
“เราขอขอบคุณท่านอีกครั้ง องค์อาร์เซียริตี้”
ชายสูงวัยเอ่ยขอบคุณ แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง
ร่างเพรียวก้มลงทำความเคารพแล้วจึงค่อยๆย่องเบาๆกลับเข้าที่อุโมงค์ตามเดิม เมื่อออกจากโพรง โกลันก็วิ่งเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มน้อยๆที่ผุดขึ้นที่ดวงหน้างามทำให้รู้ว่าผลของการปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ชายหนุ่มร่างหนาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เป็นอย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ หม่อมฉันเป็นห่วงเหลือเกินกลัวว่าจะทรงพลาดพลั้ง ทรงเข้าไปนานมากรู้หรือเปล่าพะย่ะค่ะ”
“เจ้านี่จริงๆเลย ก็เห็นอยู่ว่าเราปลอดภัย เอาล่ะ..รีบไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่า ใกล้จะเช้าแล้ว พรุ่งนี้เรามีประชุมด้วยเดี๋ยวกลับไปไม่ทันจะถูกสงสัยเอา เรื่องทั้งหมดเราจะเล่าให้ฟังระหว่างทางกลับก็แล้วกัน รับรองว่าเป็นข่าวดีทีเดียวล่ะ”
ทั้งสองรีบออกจากป่าใหญ่และควบม้าอย่างเร่งด่วนเพื่อกลับไปยังราชวังหลวงให้ทันก่อนเช้าตรู่โดยที่ทหารเฝ้ายามทั้งสี่ในโพรงลึกลับนั้นไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในขณะที่พวกตนเมาหลับอยู่เช่นนั้น