Chapter three 3
“
นี่แม่คุณ!! สั่งไปตั้งแต่เช้าจนป่านนี้ยังไม่เสร็จอีกหรือนี่..”หญิงชราร่างท้วมผู้หนึ่งกำลังส่งเสียงตวาดสาวใช้ดังลั่นห้องโถงที่ใช้จัดงานเลี้ยงฉลองอภิเษก ท่าทีบ่งบอกว่านางมีอำนาจมากกว่าสาวใช้และมหาดเล็กเพราะดูทุกคนจะหลบหน้าหลบตาให้พ้นทันทีที่หญิงชราผู้นี้เดินผ่าน
“
เดี๋ยว!! เธอคนนั้นน่ะ ใครสั่งให้ย้ายแจกันมาตรงนี้ ย้ายกลับไป!!!”“
เจ้าคนที่ยืนทื่ออยู่ตรงโน้น เจ้านั่นล่ะ!!..มาช่วยยกโต๊ะตัวนี้หน่อยซิ”“
ถ้าเสร็จไม่ทันคงรู้นะว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทุกคนเร่งมือกันหน่อย!!”หญิงร่างท้วมยังคงสั่งงานต่อไปอย่างคล่องแคล่ว
……………………….
“อืม!!..สวย..สวยมากเลย เจ้าว่าไงอาร์ท ไม่ผิดหวังจริงๆ สมแล้วที่เป็นท่านข้าหลวงใหญ่”
………………………..
หญิงชราร่างท้วมหันไปมองตามเสียง สีหน้าบ่งบอกความประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นชายผู้ก้าวเข้ามาใหม่พร้อมราชองครักษ์กลุ่มใหญ่
“ท่านราเอล เสด็จมามีธุระอะไรเพคะ” หญิงชราเอ่ยถามเสียงแข็งกร้าว
“ก็มาดูเฉยๆ ข้าเบื่อๆน่ะ แล้วนี่จะเสร็จกันเมื่อไหร่ งานพรุ่งนี้แล้วนะ”
นัยน์ตาคมราวเหยี่ยวของราเอลกวาดมองไปรอบๆ อย่างค่อนข้างพอใจ
“เสร็จทันแน่เพคะ ถ้าจะทรงไม่เกะกะขวางทางหม่อมฉัน”
นางตอบสั้นๆ แล้วจึงหันไปสั่งงานสาวใช้ต่ออย่างไม่ใยดี
“หยิ่งเหมือนเดิม เป็นกันทั้งราชวงศ์หรือไงนะ นี่ถ้าไม่มีประโยชน์ให้ข้าละก็โดนฆ่าทิ้งไปนานแล้ว เกะกะลูกตาจริงๆ”
เขาเอ่ยอย่างหัวเสียแล้วจึงหันไปหาร่างเพรียวที่อยู่ข้างหลัง
“เจ้าว่าเป็นยังไงบ้าง อาร์ท”
“สวยงามมากครับ อาณาจักรเยรูนช่างอุดมสมบูรณ์และมั่งคั่งจริงๆ”
องค์อาร์เซียเอ่ยตอบราวกับตื่นตาตื่นใจกับสิ่งประดับตรงหน้าเสียเต็มประดาแต่สายตาลอบกวาดสำรวจไปโดยรอบ ห้องโถงใหญ่มีประตูทางออกสี่ประตู ประตูทิศเหนือตรงไปยังหอสมบัติ ประตูทิศตะวันออกทะลุสู่ประตูเมือง ประตูทิศใต้เข้าสู่เขตราชฐานฝ่ายใน ประตูทิศตะวันตก ลัดเข้าคอกม้าทะลุชายป่าด้านหลัง ถ้าเช่นนั้นก็มีแค่ประตูทิศตะวันตกเท่านั้น
“งานนี้ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน แค่เปลี่ยนตัวเจ้าสาวนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว คราวนี้ข้าจะได้เชยชมท่านเสียที องค์อาร์เซียริตี้”
ราเอลยิ้มอย่างพึงพอใจ ไม่ทันได้สังเกตผู้อยู่เบื้องหลังที่สะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อรู้เจตนาของชายหนุ่ม
“แล้วเจ้าหญิงโอลิเวียล่ะครับ ท่านเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ถึงเป็นเจ้าก็บอกไม่ได้หรอก ข้ามีแผนของข้าเหมือนกัน งานนี้มีแต่สำเร็จเท่านั้น ถึงพรุ่งนี้เจ้าก็รู้เอง ว่าแต่..ที่เจ้าถามเนี่ย…มีอะไรหรือเปล่า?”
ราเอลพยายามลองสังเกตแววตาสีนิลของฝ่ายตรงข้ามแต่ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ นัยน์ตาคู่งามนั้นยังคงใสและแวววาวอยู่เช่นเดิม
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ข้าถามไปอย่างนั้นเอง ข้าเพียงแต่อยากจะเห็นพระโฉมเท่านั้น ถึงอย่างไรพรุ่งนี้ข้าก็จะได้เห็นอยู่แล้วนี่ จริงไหมครับ”
องค์อาร์เซียทำท่าไม่ใส่ใจในคำตอบที่ได้ แต่ราเอลลอบยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วเดินเลี่ยงออกไปอีกทาง
'ไม่รู้อีกเหมือนเดิม เอาเสด็จอาไปซ่อนไว้ไหนกันแน่นะ เจ้านี่มันฉลาดสมคำร่ำลือจริงๆ เอาเถอะ พรุ่งนี้ก็ได้รู้กัน'
เด็กหนุ่มรำพึงก่อนจะเดินตามไปอย่างเงียบงัน ..
ภายในห้องโถงกว้างใหญ่สถานที่จัดงานพิธีอภิเษกระหว่างกษัตริย์ใหม่แห่งเยรูนนาม 'ราเอล' และเจ้าหญิงโอลิเวียแห่งซาลันดอล ถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา ตระการตาและยิ่งใหญ่ตามคำสั่งของกษัตริย์หนุ่ม ผ้าม่านหลากสีห้อยระโยงจรดเพดานสูง พื้นปูพรมสีแดงสดตลอดทั้งห้อง โคมไฟระย้าคริสตัลและเครื่องลายครามอันขึ้นชื่อของอาณาจักรถูกประดับตกแต่งไว้ทั่ว เสาทุกต้นรวมทั้งผนังมีการแกะสลักเป็นรูปม้าศึกสีดำดูเข้มแข็งตลอดแนว ส่วนพวกอาหารทั้งคาวหวานอันเลิศรสก็จัดเตรียมไว้พร้อมเช่นกัน บรรดามหาดเล็ก สาวใช้ ราชองครักษ์และขุนนางชั้นสูงทุกคนล้วนอยู่ในชุดเครื่องแต่งกายเต็มยศ แขกเหรื่อต่างเมือง บรรดาพ่อค้าและสาวงามขึ้นชื่อก็ได้รับเทียบเชิญให้มางานครั้งนี้และไม่มีใครกล้าปฏิเสธกษัตริย์องค์ใหม่ ทุกคนอยู่ในชุดที่สวยงามพรั่งพร้อมด้วยผู้ติดตามและบ่าวรับใช้มากมาย ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้วรอเพียงการเสด็จออกของเจ้าผู้ครองนครเท่านั้น
“
ท่านราเอล เสด็จแล้ว….”เสียงมหาดเล็กดังขึ้นหน้าประตูทำให้ภายในห้องโถงเงียบลงทันที ทุกคนต่างยอบกายถวายพระพรด้วยความนอบน้อม
“ตามสบายทุกท่าน”
ชายหนุ่มกษัตริย์ใหม่แห่งเยรูนแต่งกายเต็มยศ มีผ้าคลุมสีแดงเข้มที่เด่นสะดุดตากว่าทุกคน แต่ที่บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายให้ความสนใจรวมถึงองค์อาร์เซียที่ปะปนอยู่ในงานด้วยก็คือหญิงสาวที่อยู่ข้างกายของชายหนุ่ม เธอเป็นหญิงสาวร่างบอบบางที่มีผิวขาวซีด แต่ก็ไม่มีใครที่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงเพราะได้ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีแดงเข้มอันโปร่งบาง สีเดียวกับชายหนุ่ม
“นี่คือเจ้าสาวของเรา เจ้าหญิงโอลิเวียแห่งอาณาจักรซาลันดอล”
ราเอลในชุดเจ้าบ่าวจูงมือหญิงสาวเขามาใกล้ แล้วกล่าวเสียงก้องไปทั่วห้อง เหล่าแขกเหรื่อพากันปรบมือชื่นชม
“สนุกกันให้เต็มที่นะทุกท่าน”
และตั้งแต่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเดินเข้ามาในงานก็ได้ยินแต่เสียงเจ้าบ่าวที่เอ่ยทักแขกเหรื่ออยู่เพียงผู้เดียว ไม่มีแม้แต่เสียงของเจ้าสาวที่จะเอ่ยคำขอบคุณต่อผู้ที่มาอวยพรเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะมีใครสังเกตสักนิดจะเห็นได้ว่าไม่มีแขกที่มาจากราชอาณาจักรซาลันดอลเลยแม้แต่คนเดียวเช่นกัน
เวลาล่วงเข้ายามดึกแล้วแต่งานเลี้ยงก็ยังคงดำเนินต่อไป แขกเหรื่อส่วนใหญ่ต่างเดินทางกลับที่พักของตน มีเพียงทหารระดับสูง ราชองครักษ์ และขุนนางบางส่วนที่ยังดื่มกินกันอย่างไม่หยุดยั้ง ชายหนุ่มจ้าวผู้ครองนครยังคงดื่มเหล้ามากมายฉลองพิธีแต่งงานของตนแต่สายตาที่แหลมคมยังคงกวาดตามองออกไปรอบๆ หญิงสาวร่างบางผิวขาวซีดก็ยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิมราวกับตุ๊กตา และแล้วพลันบังเกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันขึ้นเมื่อมีเสียงระเบิดดังกึกก้อง ราเอลสะดุ้งขึ้นทันที
“เกิดอะไรขึ้น!!”
ชายหนุ่มไม่รอคำตอบแต่รีบวิ่งออกไปที่หน้าประตู ทหารแทบจะทั้งหมดวิ่งตามเจ้านายของตน แต่ละคนสารรูปดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เนื่องจากเหล้าที่ดื่มเข้าไปเป็นเหล้าชนิดแรงที่สุดที่พ่อครัวตัวดีแอบเปลี่ยนไว้เนื่องจากไม่สามารถวางยาพิษได้เพราะอาหารและเหล้าล้วนถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด
“ไฟไหม้พะย่ะค่ะ!! ไฟไหม้หอสมบัติ..”
นายทหารผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยความเหนื่อยอ่อน แล้วรีบรายงานผู้เป็นนาย ราเอลจึงรีบวิ่งไปที่ประตูทิศเหนือ เห็นไฟสีแดงลุกโชติช่วงท่ามกลางความมืด เสียงตะโกนโหวกเหวกดังไปทั่ว
กษัตริย์หนุ่มชะล่าใจและเมื่อหันไปที่บังลังก์กลับพบแต่ความว่างเปล่า หญิงสาวบอบบางอันตรธานหายไปแล้ว
“บัดซบ!!..หลงกลจนได้ รีบไปดับไฟที่หอสมบัติเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มสบถเสียงดังลั่นแล้วจึงสั่งทหารอีกจำนวนหนึ่งให้ตามตนไปยังหอสมบัติใหญ่ทันที
อีกด้านหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันขึ้นเช่นกันเมื่อหญิงสาวผอมบางผิวขาวซีดถูกชายหนุ่มร่างยักษ์และเด็กหนุ่มร่างเพรียวในชุดองครักษ์พาหนีออกทางประตูตะวันตกอย่างรีบร้อน แต่ทว่าหญิงสาวนั้นกลับสะบัดข้อมือที่เกาะกุมอยู่แล้วหยุดวิ่ง..และหันหน้ามาประจันหน้ากับผู้พาหนีทั้งสอง
“
เสด็จอา!!..ทรงเป็นอะไรไป หม่อมฉันอาร์เซียไงล่ะพะย่ะค่ะ”องค์อาร์เซียหันมาเอ่ยถามด้วยวามกังวลระคนแปลกใจ
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ยินเสียงตอบ ร่างอันบอบบางนั้นก็ชักดาบยาวที่ถูกซ่อนไว้ในชุดเจ้าสาวเข้ากวัดแกว่งใส่โกลันที่อยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็วโดยไม่ฟังคำทัดทานใดๆ แต่ด้วยสัญชาตญาณของนักรบที่ผ่านสมรภูมิมามากทำให้เขาหลบปลายดาบไปได้อย่างหวุดหวิด
“มันเป็นตัวปลอมพะย่ะค่ะฝ่าบาท ทรงระวังพระองค์ด้วย”
โกลันรีบถอยหนีออกไปอย่างรวดเร็ว เเล้วรีบชักดาบเหล็กคู่กายออกมา เสียงโลหะกระทบกันดังลั่น ทั้งสองฝ่ายเป็นนักรบฝีมือเยี่ยมทั้งคู่ การต่อสู้จึงยืดเยื้อเนิ่นนาน แต่ด้วยความกำยำแข็งแรงของชายหนุ่มจึงสามารถเอาชนะหญิงสาวที่แรงค่อยๆถดถอยไปได้ สุดท้าย..ปลายดาบแหลมคมก็สามารถจ่อที่คอหญิงสาวและเตรียมที่จะลงดาบได้ทุกเมื่อ
“หยุดก่อนโกลัน ถ้าเจ้าฆ่าผู้หญิงคนนี้ เราจะไม่รู้ว่าเสด็จอาอยู่ที่ไหน”
ชายหนุ่มหันไปพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับ แต่ยังไม่ลดดาบลง
“เจ้าคงเป็นนักฆ่าของราเอล จงบอกเราว่าเจ้าหญิงโอลิเวียทรงประทับอยู่ที่ไหน ถ้าเจ้าไม่บอกเจ้าก็ต้องตายแต่ถ้าเจ้าบอกเรา เราจะปล่อยเจ้าไป”
นักฆ่าสาวแค่นเสียงเย็นชา “ใช่..ข้าเป็นนักฆ่า พวกท่านหลงกลแล้ว ราเอลคาดการณ์ไว้ไม่ผิดทีเดียว ป่านนี้เจ้าหญิงนั่นคงถูกเผาตายไปแล้ว ฮ่ะฮ่าๆ”
องค์อาร์เซียรู้สึกใจหายวาบขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำตอบเพราะรู้แล้วว่าคนที่กำลังตามหาอยู่ที่ไหน
…หอสมบัติ!!!…เขาเป็นคนสั่งให้วางเพลิงเอง นั่นหมายถึงเขาเป็นคนทำร้ายคนที่ต้องการตัวที่สุด
“
โกลัน ปล่อยหญิงคนนี้ไป เจ้ารีบไปกับเราเดี๋ยวนี้!! ไม่มีเวลาแล้ว เร็วเข้า!!”เด็กหนุ่มออกวิ่งทันที โกลันอยากจะห้ามแต่ก็ไม่ทันแล้วจึงได้แต่วิ่งตามไป
“
พระองค์หนีไม่พ้นหรอก องค์อาร์เซียริตี้รูปงาม”นักฆ่าสาวก้มลงเก็บดาบยาวของตนขึ้นมาปัดพร้อมกับหัวเราะ แล้วจึงติดตามหลังทั้งสองไปอย่างใจเย็น
“
ดับไฟเร็วเข้า!!! เอาน้ำมาอีก!! เร็วววว!!!!”เสียงทหารยังคงช่วยกันดับไฟ ไม่ช้าไฟที่กำลังโหมอย่างรุนแรงก็ค่อยๆมอดลงเหลือเพียงซากอิฐดำทะมึนท่ามกลางความมืด
“ท่านราเอล เสด็จมาพอดี อีกเดี๋ยวก็จะดับหมดแล้วล่ะพะย่ะค่ะ”
“เจ้าช่วยคนในนั้นไว้ได้หรือเปล่า เจ้าทหาร”
ราเอลที่เพิ่งมาถึงที่เกิดเหตุเอ่ยถาม เขากวาดสายตามองดูสภาพของหอสมบัติที่กำลังเหลือแต่ซากด้วยอารมณ์หงุดหงิดเป็นที่สุด ในเมื่อคนที่อยากจะพบยังไม่ปรากฏตัว ซ้ำร้ายหอสมบัติยังไฟไหม้เสียหายอีก
“หม่อมฉันช่วยไว้ทันตามคำสั่งของท่านอีวาพะย่ะค่ะ” นายทหารหนุ่มตอบ
“อีวาน่ะหรือ ตอนนี้อีวาอยู่ที่ไหน? แล้วเจ้าหญิงนั่นล่ะ?”
พลันเสียงหญิงสาวเจ้าของนามก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง
“ข้าอยู่นี่..ราเอล ข้าพลาดท่าเสียทีมัน จับองค์อาร์เซียริตี้ให้เจ้าไม่ได้ ขอโทษที แต่เจ้าไม่ต้องห่วง..อีกเดี๋ยวคนที่เจ้าต้องการก็จะมาแล้ว”
หญิงสาวผอมบาง ผิวซีดเซียวซึ่งบัดนี้มีรอยเลือดเต็มไปหมด เอ่ยขึ้นด้วยแววตาอาฆาตแค้น
‘
ข้าจะต้องฆ่ามันให้ได้ องครักษ์ร่างยักษ์นั่น’“
จริงหรือนี่!! เสด็จมาจริงๆ แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ? ข้าเดาไม่ผิดใช่ไหมที่องค์อาร์เซียมาช่วยเจ้าหญิง”“ใช่..แต่เจ้านี่มันโง่จริงๆ..ไม่รู้เลยหรือไงว่าคนที่อยู่ข้างกายเจ้าตลอดนั่นล่ะคือคนที่เจ้าต้องการ”
ราเอลรู้สึกแปลกใจกับคำพูดนั้น “ใครกันที่อยู่ข้างกายข้า เจ้าหมายความถึงใคร?”
“อาร์ท..องครักษ์ใหม่ของเจ้าไงล่ะ นั่นน่ะคือองค์อาร์เซียริตี้ที่แท้จริง ทรงแฝงกายอยู่ข้างกายเจ้าตั้งนานสองนานแท้ๆ ยังจับพิรุธไม่ได้อีก ทำงานล้มเหลวแบบนี้ระวังเจ้านายจะไม่ปล่อยเจ้า ราเอล”
“อาร์ทน่ะหรือคือองค์อาร์เซียริตี้!!” กษัตริย์หนุ่มเหมือนจะงงงันไปเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมาด้วยความสมใจ “ข้ากะอยู่แล้วเชียวแต่คิดว่าไม่น่าเป็นไปได้เลยไม่ได้สนใจ ที่แท้ก็อยู่ใกล้แค่นี้”
“เกือบเสียที..สมแล้วที่ถูกกล่าวขานว่าทรงฉลาดล้ำลึกนัก เราสองคนอย่ามัวมาพูดพล่ามกันอยู่เลย เตรียมต้อนรับองค์กษัตริย์น้อยกันดีกว่า ทหาร..ไปนำเจ้าหญิงพระคู่หมั้นมาที่นี่ซิ“
อีวาสั่งการแล้วจึงเรียกนายทหารระดับสูงทุกคนเข้าประจำตำแหน่งเตรียมพร้อมรบ ไม่ช้าผู้ที่ทุกคนกำลังรอคอยก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมด้วยชายร่างยักษ์และชาวพเนจรอีกราวสามสิบคน
“องค์อาร์เซียริตี้ เป็นพระองค์จริงๆ”
ราเอลจ้องมองไปที่องค์อาร์เซียจนเคลิบเคลิ้ม แต่องค์อาร์เซียไม่สนใจ เด็กหนุ่มพยายามสำรวจไปโดยรอบเพื่อเปรียบเทียบกำลังพล ซึ่งก็ไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน ซาลันดอลออกจะได้เปรียบด้วยซ้ำเนื่องด้วยทหารของศัตรูเหล่านี้ เหนื่อยอ่อนและยังดื่มเหล้าชนิดแรงเข้าไปจนแทบจะไม่มีแรงสู้อยู่แล้ว พลันสายตาก็ไปพบกับหญิงสาวร่างบางที่ถูกซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง..เรือนผมยาวสีดำสนิท ร่างกายที่ซูบผอม ใบหน้านั่น!!..ไม่ผิดแน่ เสด็จอาของเขานั่นเอง!! เขาค่อยๆถอดผ้าคลุมหน้าออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงหน้างามขาวผุดผาด นัยน์ตาสว่างสุกสกาวและจมูกโด่งเป็นสันรับกับปากบางที่ดูอ่อนนุ่ม..เป็นความงามสูงส่งอันเป็นที่เลื่องลือ..ยืนยันได้ชัดเจนว่าคนๆนี้ก็คือกษัตริย์น้อยแห่งซาลันดอลอันแท้จริง
“
เสด็จอาโอลิเวีย หม่อมฉัน ‘อาร์เซียริตี้’ ทรงปลอดภัยหรือเปล่าพะย่ะค่ะ”หญิงสาวผู้นั้นสะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก จึงรีบเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ
“
อาร์เซีย!! องค์อาร์เซียหรือนี่!! อาปลอดภัยดี หลานรีบหนีไปเถอะ ไม่ต้องห่วงอา”“
หยุดพูดกันซะที องค์อาร์เซีย..ทรงยอมจำนนต่อข้าเถิด ท่านไม่สามารถหนีไปจากที่นี่ได้หรอก”อีวาตะโกนตอบแล้วจึงสั่งพลธนูที่แอบซุ่มอยู่ให้เตรียมพร้อมยิง เมื่อราเอลเห็นดังนั้นจึงสั่งให้พลธนูลดธนูลงแล้วหันไปต่อว่าหญิงสาว
“เจ้าอย่าทำร้ายองค์อาร์เซียของข้านะอีวา!! ข้าไม่ต้องการให้พระองค์ทรงบาดเจ็บ ถ้าเจ้าขืนทำให้ทรงบาดเจ็บล่ะก็..ข้าจะรายงานเจ้านาย”
ชั่วขณะที่ทั้งสองคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั่นเอง เด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบชักดาบเข้าฟาดฟันเหล่าทหารฝ่ายศัตรูทันที เมื่ออีวาเห็นดังนั้นจึงรีบคว้าอาวุธของตนเข้าขวางแต่ก็โดนโกลันขวางหน้าอีกครั้งเช่นกัน ทหารของทั้งสองฝ่ายจึงเข้าตะลุมบอนกันจนวุ่นวาย ซึ่งไม่มีใครจะยอมแพ้โดยง่าย แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายซาลันดอลจะได้เปรียบอยู่เล็กน้อยและตัวผู้นำเองก็พาร่างอันปราดเปรียวว่องไวของตนเข้าฟาดฟันใส่ฝ่ายศัตรูอย่างไม่ลดละ เชิงดาบที่แคล่วคล่องไม่มีทหารคนใดตามทัน..สุดท้ายก็ถึงตัวนายทหารคนที่คุมเจ้าหญิงไว้…แต่ทหารเพียงคนเดียวนั้นไม่สามารถที่จะหยุดยั้งกษัตริย์น้อยไว้ได้ เขาคว้าได้ข้อมือผอมๆของเจ้าหญิงโอลิเวียแล้วรีบพาวิ่งออกจากสนามรบย่อมๆนั้นทันที ก่อนจะตะโกนขึ้น
“ถอย!! ทุกคนถอย รีบหนีได้”
“
ไม่ให้หนีหรอกน่า พลธนูเตรียมยิง!!”เสียงอีวายังคงสั่งการทั้งๆที่ตนเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดเนื่องด้วยชายร่างยักษ์ช่างมีพละกำลังมหาศาลและยังมีเชิงดาบที่ว่องไว ส่วนพลธนูที่แอบซุ่มอยู่เมื่อได้รับคำสั่งจากหญิงสาวก็ปฏิบัติทันที ทุกคนเตรียมง้างคันธนูของตนและพร้อมยิงได้ทุกเมื่อและเมื่อคำสั่งสุดท้ายมาถึง
“
ยิงได้!!!” ………….ลูกธนูมากมายก็ตรงดิ่งเข้าสู่เป้าหมายทุกทิศทาง ราเอลไม่อาจสั่งห้ามได้ทันอีกต่อไป
“ฝ่าบาททรงระวังองค์ด้วยพะย่ะค่ะ!!!…”
เสียงโกลันตะโกนเรียกองค์อาร์เซียด้วยความเป็นห่วง เขารับรู้ได้ถึงความเร็วของลูกธนูที่พุ่งเฉียดฉิวอยู่ข้างกายและสามารถหลบมันได้อย่างคล่องแคล่วทำให้สามารถผละออกจากหญิงสาวได้และรีบวิ่งไปหาเด็กหนุ่มทันที
แต่ทว่าองค์อาร์เซียซึ่งตอนนี้กำลังปัดป้องลูกธนูอย่างยากเย็นก็กำลังจะพลาดท่าเนื่องด้วยต้องระวังคนที่อยู่ข้างหลังทำให้ไม่สามารถหลบได้อย่างใจ จนกระทั่งเห็นหญิงสาวที่วิ่งอย่างอ่อนแรงอยู่ด้านหลังสะดุดขอนไม้ล้มลงและเห็นลูกธนูที่หลุดรอดจากการปัดป้องของเขาวิ่งเข้ามาหาร่างผอมบางนั้นด้วยความเร็วสูง
“
เสด็จอา!!!!””เขารู้สึกว่าสมองของตนตอนนี้ว่างเปล่าสิ้นดีเพราะมันไม่ทันที่จะสั่งการใดๆทั้งสิ้น ร่างกายก็เคลื่อนไหวก่อนที่จะได้คิดถึงความปลอดภัยใดๆอีก หญิงสาวที่ฟุบอยู่เบื้องหลังกรีดร้องลั่นแล้วค่อยๆเงียบไปพร้อมกับเสียงของลูกธนูที่ปักเข้ากับจุดหมายอย่างแม่นยำ
“
ฉึก!!!!!!!”เธอค่อยๆลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองไม่ได้ถูกลูกธนูแต่อย่างใดแต่คนที่โดนธนูกลับเป็นเด็กหนุ่มที่บัดนี้ร่างค่อยๆทรุดลงกับพื้น ลูกธนูปักเข้าที่ไหล่ขวา โลหิตสีแดงไหลนองเต็มแขน หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจและรีบเข้าประคอง
“โอ!!…ฝ่าบาท!!!”
โกลันรีบวิ่งเข้ามาประคองร่างที่อ่อนแรงอีกคน เสียงหายใจที่ติดขัดขององค์อาร์เซียแสดงถึงความเจ็บปวดที่พยายามกล้ำกลืนฝืนทนไว้เต็มที่
“..เรา..ไม่เป็นไร…ช่วย..ประคอง..เรา..ที!!….แล้ว..สั่งทหาร…ทุก..คน..รีบหนีตามแผน..เร็วเข้า!!” องค์อาร์เซียพยายามฝืนลุกขึ้น
“ฝ่าบาท อย่าเพิ่งลุกเลยพะย่ะค่ะ ทรงบาดเจ็บสาหัส”
“เจ้า!!…เจ้ากล้า..ขัดคำสั่งเราหรือโกลัน..รีบไป..ดะ..เดี๋ยวนี้!! รีบ..พาเสด็จอาหนี..ไปตามแผน…เดี๋ยวนี้…ปล่อยเราไว้ที่นี่!!”
“ไม่นะพะย่ะค่ะ หม่อมฉันทำตามรับสั่งไม่ได้”
“คำ..สั่งสูงสุดของเรา เจ้าจำ..ไม่ได้หรือ..รีบไป..เดี๋ยวนี้!!..เราจะขวาง..พวกมันไว้…ให้ เร็วเข้า!!”
“ไม่พะย่ะค่ะ!!”
“ถ้า..ไม่รีบหนีตอนนี้ เรา..จะตายกัน..หมด รู้ไหม โก..ลัน..”
…“ไป!!!…”
โกลันกัดริมฝีปากแน่น มือกำด้ามดาบจนชา “ทราบแล้วพะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะปฏิบัติตามรับสั่งเดี๋ยวนี้”
ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบส่งสัญญานให้กับทหารของตนแล้วรีบฉุดหญิงสาวที่ใกล้สิ้นสติให้ลุกขึ้น ทั้งสองพยายามหลบลูกธนูที่วิ่งมาไม่ขาดสาย ส่วนองค์อาร์เซียเองก็พยายามพยุงกายลุกขึ้นอีกครั้ง จนเมื่อเห็นทหารของตนและองครักษ์ร่างยักษ์พร้อมกับหญิงสาวจากไปแล้วจึงจับดาบให้มั่นอีกครั้ง พยายามข่มความเจ็บปวดทั้งหมดแล้วเข้าฟาดฟันทหารฝ่ายศัตรูที่กำลังจะติดตามไป
“ทุกคนหยุด!! หยุดเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องตามพวกมันไป เราได้องค์อาร์เซียริตี้แล้ว”
ทหารทุกคนเมื่อได้ยินคำสั่งจากหญิงสาวร่างผอมผิวขาวซีดจึงหยุดติดตาม เหลือเพียงกษัตริย์น้อยที่พิงต้นไม้อยู่อย่างอ่อนแรง
“ทรงยอมแพ้ดีกว่า พระองค์บาดเจ็บสาหัส ตอนนี้เหลือเพียงองค์เดียวแล้ว ไม่อาจจะสู้กับข้าได้อีกต่อไป” อีวากล่าวเสียงเยียบเย็น
“นั่นสิ ทรงยอมแพ้เถิด ทรงบาดเจ็บขนาดนี้ ให้หม่อมฉันช่วยนะพะย่ะค่ะ”
ราเอลเดินเข้าหาเด็กหนุ่มที่บัดนี้สั่นและหอบแต่เขาก็ถูกขวางไว้ด้วยปลายดาบสีเงินยาว
“อย่า!!…เข้ามา!!..นะ!! เจ้า..ช่างเจ้าเล่ห์นัก ราเอล…”
คำพูดนั้นไม่เป็นผล ราเอลยังคงเดินใกล้เข้าไปอีก
“เราบอกว่า..อย่าเข้ามา!!”
เด็กหนุ่มยันกายขึ้นด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
“ตอนนี้พระองค์สู้ข้าไม่ได้หรอก…”
ราเอลรู้สึกเจ็บใจเหลือเกินที่ทำให้คนตรงหน้าบาดเจ็บสาหัสแบบนี้นี่ถ้าเขาห้ามพลธนูทันล่ะก็ ‘ฝากไว้ก่อนเถอะ อีวา’
“
อย่า..า..เข้า..มา..นะ!!”เสียงแผ่วเบาขาดหายลงพร้อมกับดาบสีเงินที่หลุดจากข้อมือบาง ร่างเพรียวแห่งองค์อาร์เซียริตี้ทรุดลงพร้อมกับพระสติที่ดับวูบ ราเอลรีบวิ่งเข้าไปประคองไว้ได้ทันก่อนจะล้มลงกับพื้น เขาช้อนร่างอันไร้สติขององค์อาร์เซียขึ้นสู่อ้อมอกตนอย่างทะนุถนอม เห็นดวงหน้างามนั้นซีดเผือดไร้สีเลือด จึงหันไปต่อว่าหญิงสาวด้วยความเจ็บปวดใจ
“เจ้าเตรียมตัวหาข้อแก้ตัวกับเจ้านายไว้เถอะโทษฐานที่ทำให้ทรงบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้”
“งานของข้าสำเร็จด้วยดี แม้ว่าจะต้องใช้วิธีสกปรกอะไรข้าก็จะทำ ให้มันรู้ไปว่าเจ้านายท่านจะลงโทษข้า”
นัยน์ตาคมราวเหยี่ยวนั้นลุกวาวด้วยความโกรธ
‘
คราวหน้าข้าต้องได้แก้แค้นเจ้าคืนแน่’“
พวกเจ้าตามหมอหลวงมาด่วน ให้ไปหาที่ห้องของข้านะ ด่วนที่สุดเลย”ราเอลสั่งนายทหารแล้วจึงรีบพาคนตรงหน้าเข้าไปยังราชวังอย่างรีบร้อนโดยไม่หันมามองหญิงสาวอีก
อีกด้านหนึ่ง โกลันพาทหารที่บาดเจ็บและเจ้าหญิงโอลิเวียหนีเข้าป่าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ พบกับหมู่บ้านตามที่องค์อาร์เซียได้บอกไว้ เมื่อบอกรหัส..คนทั้งหมู่บ้านจึงเข้ามาช่วยประคองและพยาบาลคนเจ็บ โกลันได้บอกข่าวของกษัตริย์เยรูนที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่และบอกที่ซ่อนโดยละเอียดอีกครั้ง ส่วนเจ้าหญิงพระคู่หมั้นและทุกคนปลอดภัยดี ยกเว้น!!..องค์อาร์เซียริตี้เพียงองค์เดียวเท่านั้น…..