Chapter four 4
ภายในห้องนอนกว้างใหญ่ เด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์นอนสลบไสลไม่ได้สติมาสี่วันเต็มๆ มีเพียงท่านข้าหลวงหญิงชราร่างท้วมและสาวใช้อีกจำนวนหนึ่งเป็นผู้ดูแลไม่ห่าง อาการไข้จากพิษบาดแผลของเด็กหนุ่มยังไม่ทุเลาเท่าที่ควร นางจึงต้องคอยเฝ้าอย่างใกล้ชิด
“
ช่างงามจริงๆเลยนะคะ ท่านมาร์”สาวใช้นางหนึ่งพิศมององค์อาร์เซียด้วยความชื่นชมปนเคลิบเคลิ้มในความงามดั่งรูปเทพสลักนั้น นางข้าหลวงใหญ่ได้แต่ข่มตาปรามในความอยากรู้อยากเห็น
“
อือ…อืมม…” ……………“
อ๊ะ!! ทรงฟื้นแล้วค่ะท่านมาร์ องค์อาร์เซียทรงฟื้นแล้วค่ะ!!”สาวใช้ทุกนางรวมทั้งนางข้าหลวงใหญ่รีบกระวีกระวาดวิ่งเข้ามาที่หน้าเตียงอย่างรีบร้อน เห็นดวงหน้างามแห่งองค์กษัตริย์น้อยยังคงซีดเผือดไร้สีเลือด เปลือกตาบางเริ่มขยับไหวแผ่วๆ แล้วค่อยกะพริบขึ้นอย่างช้าๆ
ภาพแรกตรงหน้าของเด็กหนุ่มยังไม่ชัดเจนนัก และเขารับรู้ได้ถึงร่างที่หนักอึ้ง ร่างกายซีกขวาชาตลอดและเริ่มรู้สึกเจ็บขึ้นทีละน้อย เมื่อเริ่มเพ่งอีกครั้งจึงพบกับหญิงสาวมากมายที่กำลังจ้องมองอยู่ องค์อาร์เซียพยายามฝืนตัวลุกขึ้นแต่ก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
“อย่าเพิ่งลุกเลยเพคะ พระองค์ทรงบาดเจ็บสาหัส เดี๋ยวกระเทือน..บาดแผลอาจจะฉีกได้”
นางข้าหลวงใหญ่ผู้อาวุโสที่สุดร้องเตือนแต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าจะไม่ยอมฟังแม้แต่น้อย ยังพยายามจะลุกขึ้นให้ได้ เมื่อห้ามไม่สำเร็จจึงช่วยประคองเด็กหนุ่มแทน
“เจ้า!!..ที่นี่ที่ไหน?” เสียงเอ่ยถามแผ่วเบา
“ราชวังหลวงอาณาจักรเยรูนเพคะ ทรงบาดเจ็บระหว่างต่อสู้กับท่านราเอลและท่านอีวา”
องค์อาร์เซียทบทวนเรื่องราวอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าเข้าใจ
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าทหารของเรานั้นถูกจับหรือเปล่า?”
“ทุกคนหนีไปได้เพคะ ยกเว้นพระองค์เพียงผู้เดียว”
เสียงตอบเย็นๆนี้เรียกรอยยิ้มบางจากเด็กหนุ่มได้จนทำให้บรรดาสาวใช้ต่างลอบมองความงามด้วยความชื่นชม
“เราไม่ได้สติไปกี่วันกัน”
“นับจากวันนั้น วันนี้ล่วงเข้าวันที่ห้าแล้วเพคะ ตอนนี้ท่านราเอลกับท่านอีวาไม่ได้อยู่ที่นี่ อีกหลายวันกว่าจะกลับ พระองค์ทรงพักผ่อนเถิดเพคะ”
นางข้าหลวงตอบพร้อมกับสั่งสาวใช้ให้หาน้ำและอาหารให้เด็กหนุ่ม
“อีวา..หญิงสาวคนนั้นสินะ เขาทั้งสองไปไหนกัน พวกเจ้ารู้หรือไม่?
”“หม่อมฉันไม่ทราบหรอกเพคะ แต่บางทีท่านทั้งสองนั้นอยู่ๆก็หายไปจากวังแบบนี้บ่อยๆ อีกหกเจ็ดวันก็จะกลับมาเอง”
“เราจะต้องหนีออกไปจากที่นี่!!”
องค์อาร์เซียพยายามพยุงร่างที่อ่อนแรงของตนไว้ให้ลุกขึ้นแต่ไม่ทันจะพ้นขอบเตียงก็ทรุดลงกับพื้น นางข้าหลวงร่างท้วมและบรรดาสาวใช้พากันตะลึงไปทั่ว มือเกือบยี่สิบมือรีบเข้าประคองร่างบาง
“เจ้าชาย!!..อย่าทรงทำเช่นนี้ พระองค์ยังทรงบาดเจ็บอยู่นะเพคะ ทรงรักษาองค์ก่อนแล้วค่อยคิดหาทางหนีก็ยังไม่สาย เชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ”
องค์อาร์เซียมองสภาพร่างกายตนเองก็เห็นจะจริง
“นั่นสินะ..ตอนนี้เราออกไปยังไม่พ้นเตียงเลย..ผ่านไปห้าวันแล้วหรือนี่” เขาเหลียวมองไปรอบกายอีกครั้งแล้วจึงหันมาพูดกับหญิงร่างท้วม
“เจ้าคือ…”
“หม่อมฉันชื่อมาร์ เป็นนางข้าหลวงใหญ่แห่งอาณาจักรเยรูน ตอนนี้อย่าเพิ่งทรงถามอะไรเลยนะเพคะ บรรทมเสียหลายวันคงจะทรงหิว นี่!!..พวกเจ้าออกไปข้างนอกกันก่อน อ้อ!!…ตามซิลเวียมาหาข้าด้วย” หญิงร่างท้วมหันไปสั่งสาวใช้ทั้งหมดให้ออกไปจากห้อง
“ทราบแล้วค่ะ ท่านมาร์”
บรรดาสาวใช้รับคำอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักก่อนจะพากันออกไปจากห้องตามคำสั่ง หญิงร่างท้วมจึงเริ่มเพ่งพินิจเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างจริงจัง
‘
ช่างงามจริงๆ อีกทั้งยังเก่งกล้าสามารถสมกับคำร่ำลือ อาณาจักรซาลันดอลมีกษัตริย์ที่เพียบพร้อมเช่นนี้นี่เองบ้านเมืองถึงได้เจริญรุ่งเรืองหาอาณาจักรใดในเขตแดนตะวันออกที่สามารถจะทาบเทียมได้ยากยิ่ง’แววตาของนางบ่งบอกความเอ็นดูปนทึ่งเนื่องจากไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าและดูแลปรนนิบัติได้ใกล้ชิดถึงเพียงนี้
“เจ้าคงมีเรื่องจะพูดกับเรา”
“ใช่แล้วเพคะ”
พลันมีเสียงผู้มาใหม่ดังขึ้นหน้าประตูใหญ่ “ขอโทษค่ะ ข้า ‘ซิลเวีย’ มาตามคำสั่งท่านมาร์ค่ะ”
“เข้ามาสิซิลเวีย”
บานประตูเปิดออกอย่างช้าๆ หญิงสาวหน้าตาสวยงามนางหนึ่งก้าวออกมาจากประตูแล้วจึงรีบเดินเข้ามาหาคนทั้งสอง
หญิงสาวสวยงามผู้มาใหม่ทำเอาองค์อาร์เซียรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง หน้าตาแบบนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่ๆ แต่ก็นึกไม่ออก คิ้วเรียวจึงขมวดเข้าด้วยกันอย่างใช้ความคิด
หญิงสาวยิ้มบาง “พระองค์คงจะทรงจำข้าไม่ได้มั้งค่ะ ท่านมาร์” “องค์อาร์เซียริตี้ เรซา ฟีโอราเชียส หม่อมฉันจำไม่ผิดใช่ไหมเพคะ”
“เจ้านั่นเอง!! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ที่แท้หญิงคนนี้ก็คือหญิงสาวที่พระองค์เคยช่วยไว้ตอนเข้าเมือง ตอนนี้นางสวยงามและดูสุขภาพดีขึ้นจนดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
“หลังจากที่พระองค์ทรงจากไปแล้ว หม่อมฉันกับลูกก็เร่ร่อนไปเรื่อยๆ ต่อมาลูกของหม่อมฉันล้มป่วยและจากหม่อมฉันไป หม่อมฉันเศร้าโศกเสียใจมากและคิดว่าไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อีกจึงคิดจะไปกระโดดน้ำตาย แต่โชคดีที่ตอนนั้นท่านมาร์ผ่านมาพอดีจึงช่วยหม่อมฉันไว้ได้ทัน…ท่านมาร์กรุณาให้หม่อมฉันมาทำงานอยู่ที่นี่เพคะ ครั้งแรกที่เห็นพระองค์ หม่อมฉันก็จำได้ทันที…” แววตานางเศร้าสลดลง
เมื่อได้รับฟังถึงโชคชะตาอันเลวร้ายของหญิงสาว องค์อาร์เซียก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจและยิ่งเมื่อนึกถึงเด็กตัวน้อยที่เขาเคยช่วยไว้ยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่ในชะตากรรมของแม่ลูกคู่นี้ เขาเลื่อนมือบางไปสัมผัสแขนเรียวเล็กของหญิงสาวราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกของตน
“เจ้าช่างน่าสงสารนักและเราดีใจที่เห็นเจ้ายังมีชีวิตอยู่ อย่าคิดสั้นอีกเลย ชีวิตทุกชีวิตนั้นมีค่าและมีหนทางที่จะต้องก้าวต่อไปเสมอ ลูกของเจ้าคงจะไม่อยากให้เจ้าทำเช่นนั้น
”“พระองค์ทรงมีเมตตากับหม่อมฉันเหลือเกินเพคะ”
ซิลเวียเลื่อนมือของตนมาจับมือบางที่ปลอบประโลมนางอยู่และก้มลงจุมพิตพร้อมกับนำไว้วางไว้บนศีรษะ นั่นคือการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด
เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆ และจ้องมองหญิงทั้งสองตรงหน้าอย่างอ่อนโยน
“หม่อมฉันจะพาพระองค์ให้ทรงหนีออกจากที่นี่เองเพคะ”
“เราก็คิดเรื่องนั้นอยู่เช่นกัน ถ้าสองคนนั่นกลับมาล่ะก็เราคงไม่มีโอกาสจะหนีได้อีก” เด็กหนุ่มเริ่มเป็นกังวล
“แล้วพวกเราจะทำยังไงดีล่ะ ซิลเวีย” หญิงชราร่างท้วมเอ่ยถาม
“เรื่องนั้นข้าคิดไว้แล้วค่ะ ท่านมาร์ แต่….”
“แต่..อะไรหรือ??
”นางหันไปทางเด็กหนุ่ม “พระองค์คงจะต้องทรงทนลำบากสักนิด”
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรา เราทนได้ เจ้าจะให้เราหนีออกไปอย่างไร”
หญิงสาวเหลียวมองไปรอบๆ เพื่อดูให้แน่ใจว่าพวกนางอยู่เพียงลำพังแล้วจึงก้มลงอธิบายแผนการณ์หลบหนีให้แก่คนทั้งสองฟังอย่างแผ่วเบาที่สุด เมื่อนางพูดจบ รอยยิ้มบางๆก็ผุดขึ้นที่มุมปากของเด็กหนุ่มอีกครั้ง
หญิงนางหนึ่งกำลังเข็นรถลากเข้ามาที่หน้าประตูวังอย่างช้าๆ นางเป็นหญิงรับใช้ที่มีหน้าตาและเรือนร่างอันสวยงามยั่วยวน ที่หน้าประตูมีทหารยามเฝ้าประตูหลายนายยืนมองด้วยความสนใจ
“ขอข้าออกไปหน่อยได้ไหมค่ะ ท่านนายกองรูปหล่อ” หญิงสาวชม้ายตาน้อยๆ ให้นายทหารทั้งหลาย
“เจ้าเอาอะไรออกไปด้วยล่ะ แม่สาวน้อย” นายทหารคนหนึ่งถาม สายตาจ้องมองหญิงสาวจนแทบจะทะลุเสื้อผ้าของนาง
“ท่านอย่าดูเลยค่ะ ไม่มีอะไรหรอก อีกอย่างมันเหม็นมากด้วย”
“พวกเราต้องทำตามหน้าที่ ขอโทษทีนะสาวน้อย ช่วยเปิดให้พวกเราดูด้วย” นายทหารอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ เขาถูกสั่งอย่างเฉียบขาดว่าห้ามให้ใครออกจากวังโดยพลการ ยิ่งถ้าเกิดเจ้าชายรูปงามที่บาดเจ็บเกิดหนีรอดไปได้ ไม่แคล้วชีวิตของเขาจะสูญสิ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหลายวันมานี้เขาก็ทำหน้าที่ตรวจตราอย่างเข้มงวดมาตลอด
“ถ้าอย่างนั้น เชิญเลยค่ะ” หญิงสาวถอยออกมาให้นายทหารได้ตรวจดูด้วยความเต็มใจ
“อึ๊ย!!…นี่มัน….เหม็นชะมัดเลย..” นายทหารหลายนายรีบหลบออกจากรถเข็นโดยเร็วเมื่อรู้ว่าภายในถังใหญ่ที่อยู่บนรถนั้นคืออะไร
“แล้วน้องก็ไม่บอกว่าขนอึมาน่ะ เอ้า!!..เชิญเลยจ๊ะ”
ปากประตูวังค่อยๆ แง้มออกอย่างช้าๆ หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจ แล้วจึงเข็นรถของตนออกไป
“ขอบคุณมากค่ะ”
เมื่อหญิงสาวกลับเข้ามา เธอยังไม่ลืมที่จะชม้ายตาอันหวานหยาดเยิ้มให้กับนายทหารหนุ่ม
“
อ้าว!!..มาอีกแล้วหรือจ๊ะ”หญิงสาวยังคงเข็นรถที่มีกลิ่นเหม็นตลบอบอวลมายังประตูวังอีกครั้ง
“จะตรวจอีกหรือเปล่าค่ะ พี่ๆนายกองทั้งหลาย”
“ตามหน้าที่จ๊ะ ขอโทษทีนะ” นายกองคนเดิมยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ส่วนคนอื่นๆไม่มีใครกล้าเข้าใกล้รถเข็นอีกแล้ว
“เหม็นจริงๆ น้องสาวทนได้ยังไงเนี่ย เอ้า!!..ผ่านได้จ๊ะ” นายกองคนเดิมเปิดประตูให้กับหญิงสาวอีกครั้ง
สาวใช้คนเดิม รถเข็นคันเดิม เดินมาแบบเดิม และกลิ่นที่ยังเหม็นเหมือนเดิม แผนการณ์อันแยบยลเริ่มจะสัมฤทธิ์ผลแล้ว นางยังคงทำแบบเดิมอีกสามสี่ครั้ง และในที่สุด..ครั้งสุดท้ายก็มาถึง
“
มาอีกแล้วหรือจ๊ะน้อง” นายกองคนเดิมก็ยังคงถามเช่นเดิม“จะตรวจอีกไหมค่ะพี่นายกอง เที่ยวนี้เหม็นมากหน่อยนะพี่ เพราะค้างมาหลายวันแล้ว” หญิงสาวพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
นายกองหนุ่มทำหน้ายุ่ง “ไม่ไหวแล้วจ๊ะ น้องผ่านไปได้เลย”
เขาเอามืออุดจมูกเมื่อหญิงสาวเข็นรถผ่านไป เมื่อเสียงปิดประตูเงียบลง หญิงสาวรีบเปิดถังบนรถทันที ในนั้นไม่ได้บรรจุสิ่งที่นางได้ขนมาเหมือนครั้งก่อนๆ แต่กลับมีเด็กหนุ่มร่างบางที่หายใจรวยระรินอยู่ นางช่วยพยุงร่างนั้นให้รีบลุกขึ้นอย่างช้าๆ
“ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ!!”
หญิงสาวถามด้วยความเป็นห่วง เพราะรับรู้ได้ถึงเหงื่อของอีกฝ่ายที่ออกมาอย่างมากมายจนทั้งหลังเปียกชุ่ม อีกทั้งดวงหน้าที่ดูเผือดลงมากกว่าจะดูขาว
“ไม่น่าถามเลยซิลเวีย เหม็นมากเลยน่ะสิ” เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ
คำตอบที่ได้ทำให้หญิงสาวพลอยใจชื้นขึ้นเล็กน้อย “หม่อมฉันได้จูงเจ้าซี มิสมาผูกไว้ที่นอกเมือง ตามรับสั่งแล้วเพคะ”
“ขอบใจเจ้ามาก ซิลเวีย”
“หม่อมฉันจะไปส่งนะเพคะ”
หญิงสาวเดินตามคอยระวังหลังให้กับเด็กหนุ่ม นางรู้สึกเป็นห่วงเจ้าชายมากเนื่องด้วยยังทรงบาดเจ็บหนัก อีกทั้งอาการไข้ก็ยังไม่ลดเท่าไหร่นัก นี่ถ้าไม่เป็นห่วงว่ากษัตริย์ราเอลและนักฆ่าสาวนั่นกำลังจะกลับมาแล้วล่ะก็นางจะไม่ยอมให้พระองค์ทรงหนีออกไปตอนนี้เด็ดขาด
“ไม่ต้องหรอกซิลเวีย เราจะไปเอง ถ้าขืนเจ้าไปด้วยนายทหารพวกนั้นอาจจะสงสัยได้ เราไม่อยากให้เจ้าต้องเดือดร้อน ขอขอบใจเจ้าอีกครั้ง เจ้ารีบกลับเข้าไปดีกว่า”
หญิงสาวชั่งใจ “เอาอย่างนั้นก็ได้เพคะ ทรงระวังพระองค์ด้วย หม่อมฉันขอทูลลาก่อน”
หญิงสาวยอบกายถวายความเคารพสูงสุดแล้วจึงเดินเข้าไปยังประตูวังอย่างช้าๆ แววตานางยังมีความห่วงกังวลอยู่เล็กน้อย แต่ไม่นานร่างของนางก็หายลับไปในม่านแห่งความมืด
“
ลาก่อน อาณาจักรเยรูน”องค์อาร์เซียเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาแล้วจึงหันหลังกลับ เดินออกจากที่แห่งนั้น ไม่เหลียวมามองอีกเลย
ณ สถานที่อันรกร้างว่างเปล่าที่ตั้งอยู่ใจกลางป่ารกทึบแห่งหนึ่ง กลับปรากฏกระโจมหลังใหญ่สีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่อย่างน่ากลัว พลอยทำให้บรรยากาศรอบด้านเยือกเย็นดูน่าสะพรึงกลัวขึ้น ภายในกระโจมมีร่างสองร่างเป็นหนึ่งหญิงหนึ่งชายกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น
“นายท่าน ข้าราเอลครับ”
“ข้าอีวาค่ะ นายท่านงานที่ท่านสั่งพวกเราทำสำเร็จแล้วค่ะ”
หญิงสาวร่างผอมพร้อมกับชายหนุ่มนัยน์ตาเหยี่ยวก้มลงคำนับ เบื้องหน้าของทั้งสองเป็นเพียงม่านบางเบาสีดำสนิทที่พลิ้วไหวตามกระแสลมของรัตติกาล
“
ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ทำไมไม่พามาหาข้า!!”เสียงแหบต่ำดังขึ้นผ่านม่านบาง ทั้งเยียบเย็นและน่าหวาดหวั่น
“
นายท่านอย่าเพิ่งโกรธ องค์อาร์เซียทรงบาดเจ็บหนัก ไม่สามารถเดินทางไกลได้ครับ”“ใคร!!..บังอาจนัก!! กล้าทำให้เขาบาดเจ็บ!!”
เสียงนั้นกร้าวขึ้น ทำเอาหญิงสาวและชายหนุ่มต้องก้มลงต่ำกว่าเดิม
“ขออภัยค่ะนายท่าน ข้าจำเป็นต้องทำเพราะเจ้าชายน้อยกำลังจะทรงหนีได้สำเร็จเพื่อป้องกันการผิดพลาด ข้าจึง….”
อีวาเริ่มตัวสั่นด้วยความกลัว ผิวที่ซีดยิ่งดูซีดขึ้นอีก
“เจ้าช่างบังอาจจริงๆ อีวา เตรียมพร้อมสำหรับการรับโทษจากข้าหรือยัง!!”
“นายท่าน!! โปรดอภัย!! ข้าทำไปเพราะอยากให้งานสำเร็จเท่านั้น นายท่านได้โปรดพิจารณาอีกครั้ง…”
“ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับผู้ที่ขัดคำสั่ง คราวนี้ข้าจะยกเว้นชีวิตให้แต่จงจำไว้ เขาเป็นของข้าเพราะฉะนั้น ข้าจะเป็นคนจัดการเอง เจ้าไม่ต้องมายุ่ง! เอามันไปได้!!”
ทันทีที่สิ้นสุดคำสั่งจากเจ้าของเสียงนั้น ร่างดำทะมึนราวกับเงาของภูติผีก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากความมืดและฉุดลากหญิงสาวร่างผอมออกไปอย่างรวดเร็ว
“นายท่าน!!…นายท่าน!! ข้าขออภัย!! นายท่านโปรดอภัยให้ข้าด้วย!!”
แล้วเสียงร้องวิงวอนของอีวาก็ค่อยๆเงียบหายไป แต่ทว่าได้ยินเสียงร้องอันโหยหวนดังขึ้นแทน ราเอลขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว นัยน์ตาราวเหยี่ยวกลอกไปมาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีก
“
แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ..ราเอล ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการอะไร..ข้าขอบอกอีกครั้ง ข้าไม่ต้องการให้ใครมาแตะต้องของของข้า!!”เสียงนั้นดังกังวานและเปี่ยมไปด้วยอำนาจกระตุกขวัญผู้คน แม้ไม่เห็นผู้พูดแต่ก็ทำให้ราเอลเสียววาบไปทั้งตัว แล้วความคิดที่อยากจะเชยชมกษัตริย์น้อยนั้นก็อันตรธานหายไปในทันที
“ขะ..ข้าทราบแล้วครับ นายท่าน ข้า..มิบังอาจ”
“จำไว้ว่านักฆ่าของข้าไม่ได้มีแต่พวกเจ้าเท่านั้น ทุกคนล้วนอยู่ในสายตาของข้า ไม่มีอะไรที่ข้าไม่รู้เกี่ยวกับพวกเจ้า จงจำไว้ให้ดี!! เจ้ากลับไปได้แล้ว พาอีวากลับไปด้วย”
“ข้าทราบแล้วครับ ข้าขอลาก่อน”
ชายหนุ่มก้มลงทำความเคารพแล้วรีบลนลานออกจากสถานที่แห่งนั้นทันที เมื่อพ้นบริเวณออกมาแล้วจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและนึกขอบคุณในโชควาสนาของตนที่รอดพ้นจากการลงโทษอันหฤโหดนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด
เด็กหนุ่มร่างเพรียวบนอาชางามควบทะยานผ่านเมืองใหญ่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สู่ชายป่าที่นัดหมาย วันนี้ล่วงเข้าวันที่เจ็ดแล้วเหลืออีกเพียงสามวันตามกำหนดเท่านั้นที่เขาจะต้องรีบไปให้ทันเวลา ตอนนี้ที่ราชวังใหญ่นั่นกำลังส่งทหารออกค้นหาเขาซึ่งเดาได้เลยว่าราเอลและอีวาได้กลับมาแล้วและคงรู้แล้วว่าเขาหนีออกมาได้ ทหารมากมายได้ตรวจตราคนภายในอย่างเข้มงวด ซึ่งเด็กหนุ่มรู้ดีว่าไม่มีที่ใดที่จะสามารถซ่อนตัวได้อีก ตอนนี้ทำได้เพียงแค่ควบเจ้าซีมิสอย่างเต็มกำลังเพื่อหนีให้พ้นเขตเมืองแห่งนี้ก่อนถูกจับได้เท่านั้น แต่เมื่อถึงปากทางเข้าป่าก็ต้องผิดหวังเพราะมีทหารอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับคำสั่งให้มาตรวจตราที่นี่และทำให้เขาไม่สามารถที่จะผ่านเข้าไปได้ง่ายๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ ทำได้เพียงรีบหลบเข้าซ่อนตัวที่หลังต้นไม้ใหญ่
“ทหารคุมเข้มขนาดนี้ ถ้าขืนออกไปคงไม่พ้นต้องถูกจับกลับไปแน่ๆ”
องค์อาร์เซียรำพึงกับตนเงียบๆ เมื่อเห็นทหารขวางทางเต็มไปหมด
“ตอนนี้คงสู้ไม่ไหวด้วย
”เขารู้สึกเจ็บที่บาดแผลขึ้นมา ที่ไหล่ขวายังคงมีโลหิตไหลซึมผ้าพันแผลออกมา เนื่องจากกระทบกระเทือนจากการที่ต้องควบม้ามาตลอดทาง แค่จะทรงตัวเองให้อยู่ยังแทบไม่ไหว
“คงต้องหาที่พักในเมืองสักคืน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
เมื่อตัดสินใจได้เด็กหนุ่มจึงรีบลุกขึ้นแต่ก็ต้องทรุดลงไปอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะเสียเลือดมากทำให้รู้สึกหน้ามืดขึ้นมากะทันหันและเสียงเพียงน้อยนิดนั้นก็ทำให้ทหารที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยิน
“นั่นใคร!! ใครอยู่ตรงนั้น? เฮ้!!..พวกเราตรงนั้นมีคนซ่อนอยู่รีบไปเร็วเข้า”
เสียงทหารคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้เขาต้องฝืนลุกและรีบขึ้นเจ้าม้าแสนรู้ทันทีและเจ้าม้าดูเหมือนจะเข้าใจ มันออกวิ่งไปโดยที่ไม่ต้องบังคับเลยแม้แต่น้อย
“ขอบใจ..ซีมิส พาเรา..ไปที่ชายแดนที…”
พูดจบ เด็กหนุ่มก็หมดสติบนอาชางามทันที เจ้าม้าแสนรู้รีบวิ่งฝ่าหมู่ทหารแล้วหายลับเข้าไปในมุมมืดมุ่งหน้าเข้าสู่เขตเมือง
บ้านซ่อมซ่อหลังหนึ่ง สุดเขตเมืองเยรูน ติดชายแดนในเขตป่าด้านตะวันตก
“
ฟี้ดดดดด!!!!!…ฟืดดดดด!!!!!….ฟี้ดดดดด!!!!!!”“
นั่นเสียงอะไรน่ะ!! เจ้าไปดูหน่อยสิ อยู่ตรงหน้าประตูน่ะ”“ใครมันจะมาเอาป่านนี้ ไม่มีอะไรหรอกน่า เจ้าอย่ากลัวไปเลย แก่จนจะตายอยู่แล้ว”
“ก็ข้ากลัวนี่ เจ้าไปหน่อย..อย่าบ่น เดี๋ยวนี้กล้าขัดคำสั่งเหรอ”
“จ้าจ้า..แม่ทูลหัว..ใครจะกล้า…ฮึ่ม!!..รอเดี๋ยวสิ..มาแล้วโว้ยยย!!…ใครวะ?
”“
เฮ้ย!!..นี่มัน ยายแก่ๆ..มาดูนี่สิมีเด็กอยู่บนหลังม้าด้วยล่ะ พระเจ้าคงจะประทานลูกให้เราแล้ว บาดเจ็บด้วย!! เลือดไหลเต็มเลยยายแก่เอ๊ยยย!!”“เจ้าม้านี่ฉลาดดีจริงๆแฮะ เด็กนี่เจ้านายเจ้าล่ะสิ ยายแก่มาช่วยกันเร้ววว!!”
“โห..เด็กอะไร สวยจังเลย เจ้าว่าไหมตาแก่ นี่..เจ้ารู้เรื่องรักษาคน งั้นช่วยเด็กคนนี้ให้ได้นะ ทนหน่อยนะแม่หนูน้อย”
“ยายแก่เอ๊ย ต้องเป็นตาหนูถึงจะถูก เด็กคนนี้เป็นเด็กผู้ชายนะ”
“ฮ้าาาาาาาา!!! เด็กผู้ชาย!!!!”
“อืม..ที่นี่ที่ไหนกัน?”
องค์อาร์เซียตื่นขึ้นหลังจากที่รู้ว่าตัวเองสลบอยู่บนหลังเจ้าซีมิส เขาจำได้ลางๆว่าสั่งให้เจ้าม้าพาหนีออกมา แต่หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย อยู่ดีๆก็มานอนอยู่บนเตียงเล็กๆในบ้านไม้เก่าซ่อมซ่อหลังนี้ ถ้าเช่นนั้นที่นี่ก็ต้องอยู่ในเมืองแน่ๆเพราะเขาได้ยินเสียงคนคุยกันดังออกมาจากข้างนอก ไม่ใช่สิดูจะเป็นเสียงทะเลาะกันมากกว่า เด็กหนุ่มเริ่มมองไปยังต้นเสียงทั้งสอง
“
เจ้านั่นแหละ เข้าไปก่อน..เจ้าเป็นคนช่วยเขานี่”“เจ้านั่นแหละ อยากให้ข้าออกไปดู เจ้าก็เข้าไปก่อนสิ”
เสียงทั้งสองยังคงถกเถียงกันต่อไปทำให้เขาเข้าใจทันที เสียงของผู้มีพระคุณนั่นเอง เขายิ้มน้อยๆพร้อมกับเอ่ยขึ้นครั้งแรก
“เข้ามาทั้งสองคนเลยครับ ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณทั้งสองที่ช่วยข้าไว้”
ไม่มีเสียงตอบกลับมา แต่มีเสียงเปิดประตูเบาๆ แสดงว่าเจ้าของเสียงทั้งสองยอมเข้ามาแล้ว
“เอ่อ..หนูจ๊ะ ตื่นแล้วเหรอ คงหิวสินะ งั้นเดี๋ยวยายไปหาข้าวก่อนแล้วกัน ตาแก่..เจ้าคอยดูตาหนูนี่ไว้นะ”
เสียงของหญิงแก่ รูปร่างผอมๆนัยน์ตาแฝงความสัตย์ซื่อใจดีเอ่ยอย่างเกรงๆ พร้อมกับฉีกยิ้มหวาน นางพยายามที่จะเดินออกจากห้องอย่างช้าๆ แต่ก็โดนชายแก่อีกคนขวางไว้
เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ “เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งไปเลย เรามาคุยกันสักครู่นึงเถิด ข้าขอขอบคุณท่านตาและท่านยายมากที่ช่วยคนแปลกหน้าเช่นข้าไว้”
เขามองไปรอบๆบ้านอย่างสนใจ ตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นมากแล้วอาจจะเป็นเพราะได้พักอย่างเต็มที่แต่ก็ทำให้รู้สึกกังวลขึ้นมาทันทีว่าอาจจะเลยกำหนดสิบวันตามที่นัดหมายไว้แล้วก็ได้
“ที่นี่ที่ไหนครับ แล้วข้าหลับนานแค่ไหนแล้ว
” เขาเอ่ยถาม“
ที่นี่น่ะหรอ..สุดเขตเมืองเยรูนแล้ว เจ้าหลับไปสองวันแล้วล่ะ ข้ากับยายแก่อยู่ที่นี่มาชั่วชีวิตของเรา ไม่ค่อยมีคนนอกแวะมาแถวนี้หรอก เจ้าหนู ..เจ้าคงถูกใครตามล่ามาล่ะสิถึงโชกเลือดแบบนั้นน่ะ เจ้าคงทำอะไรผิดมาสินะ”“ข้าถูกทหารหลวงตามล่ามาน่ะครับ แต่ท่านทั้งสองไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ เมื่อข้ารู้สึกดีขึ้นขนาดนี้แล้วข้าก็ไม่อยู่รบกวนแน่นอนครับ เอ่อ..ม้าของข้าอยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ”
“อย่าเพิ่งไปเลยจ๊ะหนู ยังบาดเจ็บอยู่เลย เดี๋ยวไอ้ทหารเลวพวกนั้นมันจับได้ขึ้นมา หนูจะทำยังไง”
ยายแก่ร้องห้ามด้วยความเป็นห่วง นางไม่เชื่อหรอกว่าเด็กหนุ่มงดงามขนาดนี้จะทำเรื่องร้ายแรงขนาดที่ทหารหลวงต้องตามล่า ดูจากผิวพรรณ ลักษณะการพูดจา นางที่เคยเป็นสาวใช้ในวังมาก่อนทำไมจะดูไม่ออก ‘ตาหนูคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา’
“แต่…ข้าจะทำให้พวกท่านเดือดร้อน อีกอย่างข้านัดเพื่อนของข้าไว้ที่ชายป่าโน้น พรุ่งนี้ก็จะถึงกำหนดนัดแล้ว ข้ากลัวว่าข้าจะผิดนัดเขา”
“ไม่ต้องกลัวพวกเราจะเดือดร้อนหรอกจ๊ะ ตาหนูน้อย แถวนี้มันสุดเขตแล้ว นานๆจะมีคนผ่านมาซักที พวกทหารมันคงไม่ตามมาถึงที่นี่หรอกจ๊ะ อยู่พักรักษาตัวให้หายก่อนเถอะนะ เรื่องเพื่อนของเจ้าที่อยู่ชายป่าด้านโน้นน่ะ เดี๋ยวพวกเราสองคนจะช่วยหาทางให้เอง ใช่ไหมตาแก่”
ชายแก่พยักหน้าตอบในความคิดของหญิงชรา
“พูดมากจริงยายแก่ ไปหาอะไรให้เจ้าหนูนี่กินหน่อยสิ เจ้าหนู..เจ้าคงหิวแล้วสินะ ไปๆ..ยายแก่เดี๋ยวข้าช่วย เจ้าก็นอนพักผ่อนเถอะแล้วเดี๋ยวข้าจะมาปลุกนะ”
คนทั้งสองหันมาฉีกยิ้มหวานให้องค์อาร์เซียอีกครั้งแล้วจึงพากันเดินออกไปนอกห้อง ทันทีที่เสียงประตูปิดลงเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความประทับใจในผู้เฒ่าที่น่ารักทั้งสอง แต่เมื่อนึกถึงกำหนดวันที่ได้นัดหมายไว้กับองครักษ์ร่างใหญ่ รอยยิ้มที่สดใสหายไปทันที แววตาเริ่มครุ่นคิดและกังวล แต่ไม่นานความอ่อนเพลียก็ทำให้เขาต้องล้มตัวลงนอนและหลับไปในที่สุด
“
ข้าขอลาก่อนนะครับ ขอขอบคุณท่านตาท่านยายที่ช่วยชีวิตของข้าไว้ หวังว่าข้าจะมีโอกาสได้ตอบแทนพวกท่าน”องค์อาร์เซียกล่าวลาผู้เฒ่าทั้งสอง เขาพักอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนเต็มๆแล้ว และวันนี้คือวันที่ได้นัดหมายไว้กับองครักษ์ร่างยักษ์ตามกำหนด
“เจ้าหนู..เจ้าต้องระวังให้ดีนะ อย่าให้พวกทหารจับได้ล่ะ เจ้ายังไม่หายดี สู้พวกมันไม่ได้หรอก” เสียงตาแก่เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ขอบคุณครับ ท่านตา ท่านยาย ข้าขอลาก่อนนะครับ พวกท่านรักษาตัวให้ดีด้วย”
เขาโค้งคำนับผู้มีพระคุณทั้งสอง ก่อนเดินทางหญิงแก่ได้ให้แผนที่ทางลัดเข้าสู่ชายป่าได้โดยไม่ต้องผ่านพวกทหารที่ขวางอยู่พร้อมทั้งยังให้อาหารไว้ติดตัวอีกด้วย ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับคนทั้งสองอย่างประหลาด เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากลาก็รู้สึกเศร้าใจไม่น้อย
“เจ้าก็ด้วยนะเจ้าหนู รักษาตัวให้ดี”
ชายแก่โบกมือลา ส่วนหญิงแก่ยังคงร้องไห้เบาๆ อยู่ข้างสามีนาง
“แล้วข้าจะกลับมาหาพวกท่านแน่ครับ รอข้านะครับ ลาก่อน”
องค์อาร์เซียโบกมือลาคนทั้งสองแล้วจึงขึ้นหลังเจ้าซีมิสควบออกไปตามทางใหญ่ มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้เช่นเดิม
“
วันนี้ถึงกำหนดนัดหมายแล้วนะโกลัน ถ้าอาร์เซียริตี้ไม่มา พวกเราจะทำยังไงกันดี?”หญิงสาวผอมบางในชุดชาวป่าเก่าคร่ำคร่าเอ่ยถามชายหนุ่มร่างยักษ์ที่ตอนนี้กำลังเดินไปเดินมาด้วยใจอันร้อนรุ่มเนื่องจากรอคอยเจ้านายมาสิบวันเต็มๆแล้ว และถ้าวันนี้องค์อาร์เซียยังไม่มาตามนัดล่ะก็ เขาจะไม่ยอมรออีกต่อไป เขาจะยอมตาย! จะขัดราชโองการสูงสุดที่เด็กหนุ่มเคยสั่งเอาไว้ จะทำทุกอย่างที่จะสามารถช่วยกษัตริย์องค์น้อยของตนให้ออกมาจากที่นั้นให้ได้
“เจ้าหญิงอย่าทรงกังวลเลยพะย่ะค่ะ ถ้าวันนี้ยังไม่เสด็จล่ะก็ หม่อมฉันจะไปตามเอง”
แววตาที่มาดมั่นจากชายร่างยักษ์นั้นทำให้องค์หญิงพระคู่หมั้นรู้สึกกังวลหนักกว่าเดิมเนื่องด้วยรู้ถึงอำนาจของกษัตริย์ราเอลดี โกลันไม่สามารถที่จะต่อกรกับราเอลได้อย่างแน่นอน ถ้าขืนไปเพียงลำพังอาจพลาดท่าและโดนจับได้
“อย่าไปเด็ดขาดโกลัน!! ราชโองการของอาร์เซียริตี้นั้นไม่มีใครกล้าขัดขืน ถ้าเจ้ากล้า..เจ้าก็เป็นกบฎ!!” คำพูดนี้คือไม้ตายสุดท้าย
โกลันได้แต่ถอดถอนใจ เขารู้ดีที่เจ้าหญิงตรัสเช่นนี้ก็เพื่อหยุดยั้งการกระทำของเขา แต่เขาก็ไม่อาจทนรอได้อีกต่อไป ตายเป็นตาย!!!
“ถึงแม้จะต้องเป็นกบฎ หม่อมฉันก็ยอม เจ้าหญิงทรงรอหม่อมฉันอยู่ที่นี่นะพะย่ะค่ะ ถ้าวันนี้หม่อมฉันไม่กลับมา..ทรงรีบเสด็จกลับซาลันดอลทันที หม่อมฉันขอทูลลา”
ชายหนุ่มร่างยักษ์ถวายบังคมแล้วจึงคว้าดาบคู่ใจตรงออกไปสู่เขตป่าเบื้องหน้าอย่างรีบร้อน
“
หวังว่า ฝ่าบาทจะทรงปลอดภัยนะพะย่ะค่ะ”
“ถ้าเดินตามทางนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะถึงลำธารใหญ่ เมื่อข้ามไปก็จะเห็นปากถ้ำที่มีต้นไม้ปกคลุมเยอะๆ เมื่อเดินทะลุถ้ำไปก็จะพบกับชายป่าอีกด้านหนึ่งซึ่งถ้าเดินผ่านป่านี้ไปก็สามารถทะลุกับชายป่าด้านตะวันตกได้ เฮ้อ!!..อ้อมดีจริงๆเลย”
องค์อาร์เซียมองแผนที่ที่ได้จากยายแก่ เขาควบอาชางามผ่านหมู่แมกไม้ ผ่านไปยังลำธาร และทะลุเข้าสู่ถ้ำใหญ่ ซึ่งกว่าจะผ่านไปได้ทั้งหมดก็กินเวลาไปหลายชั่วโมง แต่เขาก็ยังไม่หยุดพักแม้แต่น้อย ยังคงควบเจ้าม้าแสนรู้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ทะลุป่านี้ได้ เราก็ถึงที่หมายแล้ว”
แต่แล้วความคิดเมื่อครู่ก็ต้องหยุดลงทันทีเมื่อมีนายทหารราวสิบคน วิ่งออกมาขวางทางและล้อมเขาไว้ แต่ละคนมีอาวุธครบมือราวกับเตรียมพร้อมไว้แล้ว เขาตกใจจึงรีบดึงบังเหียนม้าให้หยุดทันที
“จะรีบไปไหนจ๊ะคนสวย แล้วมาทำอะไรแถวนี้ รู้ไหมว่าพวกพี่กำลังตามนักโทษอยู่น่ะ รีบร้อนแบบนี้หรือว่าจะเป็นคนร้ายที่พวกพี่ตามอยู่จ๊ะ”
เสียงนายทหารผู้หนึ่งดังขึ้นและคำพูดนั่นทำให้นายทหารผู้อื่นหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“
ช่างบังอาจนัก!! หลบไปเดี๋ยวนี้ เราไม่อยากทำร้ายใคร” องค์อาร์เซียตะโกนตอบไปด้วยความโกรธ“งดงามขนาดนี้ หยิ่งทระนงแบบนี้ ใช่แน่ว่ะ…เฮ้!! พวกเรา..จับพระองค์กลับไปให้ได้นะโว้ย! ท่านราเอลให้ทองตั้งพันเซลล์ ถ้าจับได้เราจะรวยกันใหญ่”
ทหารชั้นเลวพยายามรุมล้อมเข้ามาอย่างช้าๆ..ทำให้องค์อาร์เซียต้องหยิบดาบข้างกายขึ้นมาพร้อมกับกระโดดลงมาฟาดฟันใส่ทหารอย่างรวดเร็ว เชิงดาบของพระองค์เป็นต่ออยู่มากอีกทั้งยังสามารถกวัดดาบในมือได้อย่างรวดเร็วและอิสระ ทำให้ทหารล้มตายไปทีละคน แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อ แรงก็เริ่มถดถอยลงอย่างช้าๆ บาดแผลที่ไหล่ดูเหมือนจะเริ่มเจ็บขึ้นอีก ตอนนี้ทหารชั้นเลวเหลืออยู่เพียงห้านายเท่านั้น ทุกคนพยายามรุมล้อมเข้ามาพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้เขาต้องคอยหลบวิถีดาบอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถจะกวัดดาบออกไปได้อีก แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!! คมดาบจากทหารนายหนึ่งฟาดผ่านอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะเห็นแต่ก็ไม่สามารถหลบได้ทัน แต่แทนที่จะเป็นเสียงคมดาบกรีดเข้าผิวเนื้อกลับกลายเป็นเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น เมื่อเหลียวกลับไปมองผู้มาช่วยนั้นก็สร้างความปีติยินดีต่อคนทั้งคู่เป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่มาใหม่นั้นคือผู้อภิบาลร่างยักษ์นั่นเอง ซึ่งโกลันก็ตกใจและดีใจอย่างที่สุดเช่นกันเพราะได้พบกับคนที่กำลังรอคอยอยู่อย่างไม่คาดฝัน เพราะตอนแรกเขาเพียงแค่ได้ยินเสียงต่อสู้อยู่ใกล้ๆ จึงรีบรุดมาดู เมื่อพบว่าเด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกรุมและกำลังพลาดท่า เขาจึงรีบเข้ามาช่วยเหลือเท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้พบกับคนตรงหน้าง่ายดายเพียงนี้
“ฝ่าพระบาท ทรงปลอดภัยดีหรือพะย่ะค่ะ”
โกลันตะโกนถาม ดาบในมือยังคงกวัดแกว่งเข้าหานายทหารชั้นเลว ล้มตายไปทีละคน
“เราไม่เป็นไร ดีใจที่เห็นเจ้านะโกลัน ไม่สิ..นี่เจ้ากล้าขัดราชโองการของเราหรือนี่!!” องค์อาร์เซียตะโกนตอบกลับไป ร่างบางยังคงนั่งเหนื่อยหอบอยู่ข้างทาง
“หม่อมฉัน..เอ่อ..คือ..อ้อ!! ก็แค่มาสำรวจเส้นทางเท่านั้นกระหม่อม ปากทางออกมีทหารเฝ้าอยู่ ใช่แล้วหม่อมฉันเลยต้องหาทางอื่นพะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มมั่วไปได้เรื่อยๆ ตอนนี้เหลือเพียงนายทหารคนสุดท้ายและทันทีที่คมดาบสุดท้ายฟาดฟันลงมา ชีวิตทหารนายนั้นก็ได้หลุดออกไปจากร่าง
“แก้ตัวเก่งจริงนะโกลัน…เอาเถิดถึงอย่างไรเราก็เป็นหนี้เจ้า ขอบใจมาก”
“หามิได้พะย่ะค่ะ เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันอยู่แล้ว” ชายหนุ่มก้มลงถวายความเคารพ
“พยุงเราที สงสัยจะเดินกลับไปที่หมู่บ้านไม่ไหว”
“ทรงบาดเจ็บสาหัส เชิญเสด็จไปที่หมู่บ้านเถิดพะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มรีบเข้าประคองร่างเพรียวให้ขึ้นม้าแล้วค่อยๆ จูงกลับไปยังที่พักอย่างช้าๆ
+++++++++++++++++++++++++++++++