Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Nuit Blanche

 

Chapter 1 : White Night

กาลครั้งหนึ่งที่เนินนานเกินกว่าช่วงเวลาจะหยั่งถึง มีเจ้าชายหนุ่มผู้สง่างามอยู่องค์หนึ่ง พระวรกายสูงใหญ่กำยำน่าเกรงขาม ผิวพรรณละเอียดผุดผ่องดุจกระเบื้องเคลือบเนื้อดี เรือนผมนั้นมิผิดกับเส้นไหมล้ำค่า ที่ยาวเหยียดเรี่ยกับพื้นดิน ดำสนิทแข่งกับความมืดแห่งรัตกาล และดวงเนตรที่แดงฉานราวกับทับทิมสีเลือดนกพิราบ

ทั้งที่พระองค์มีรูปลักษณ์ชวนให้หลงใหลใฝ่ฝัน แต่ทว่าเจ้าชายไม่เคยสนพระทัยสิ่งใดเอาแต่ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบ วันทุกวันเอาแต่สังหารอริราชศัตรูเพื่อป้องปกประเทศชาติ จนซากศพกองท่วมสูงยิ่งกว่ากำแพงเมือง ทำให้เหล่าศัตรูที่ถูกพระองค์ปลิดชีวิตโกรธแค้นเป็นยิ่งนัก และสาปแช่งเจ้าชายต่างๆนานา

“ขอให้สติปัญญาของเจ้าถูกช่วงชิงไปพร้อมกับวิญญาณของคนที่เจ้าฆ่าฟัน”

“ขอให้ทุกราตรีความงามของเจ้าจงถูกช่วงชิงไปจนอัปลักษณ์ยิ่งกว่าปีศาจ”

“ขอให้ผู้คนที่รักใคร่ในตัวเจ้าจงแปรเปลี่ยนเป็นชิงชังและเย็นชา”

“ขอให้เจ้าตายและแหลกสลายไปโดยไร้ซึ่งคนเหลียวแล”

เจ้าชายไม่เคยสนใจกับคำสาปเหลวไหลพรรณนั้น จนวันหนึ่งขณะที่พระองค์กำลังประจำอยู่ที่ชายเดน มีม้าเร็วส่งข่าวมาว่าพระบิดาของพระองค์ประชวรหนัก เจ้าชายไม่คิดถึงสิ่งใดรีบควบม้ากลับไปยังอาณาจักร แต่เมื่อมาถึงพระปิตุลาของพระองค์นั้นได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระบิดาผู้ชราแล้ว เจ้าชายถูกจับไปขังไว้ในคุกใต้ดิน หลังจากที่เจ้าชายไม่อยู่ กองทัพชายเดนเริ่มระส่ำระส่ายและถูกตีพ่ายไปในที่สุด เหล่าประยูรญาติของพระองค์นั้นต่างก็ถูกศัตรูผู้รุกรานสังหารจนสิ้น

เจ้าชายพอรู้ข่าวก็รู้สึกสิ้นหวัง วันทั้งวันเอาแต่ตรอมใจเลือนลอย สติปัญญาที่เคยเฉียบแหลมพลันกลับตันตื้อโง่งม ยามเมื่อพระองค์อ่อนแอเหล่าศัตรูที่พระองค์เคยสังหารกลายเป็นวิญญาณร้ายพากันมาหลอกหลอนและเข้าสิงเจ้าชาย พรากเอาความเยาว์วัยและพละกำลังไปจนพระวรกายทรุดโทรมไม่เหลือเค้าเดิม

เจ้าชายที่บัดเดี๋ยวคลุ้งคลั่งบัดเดี๋ยวเหม่อลอย เอาแต่ร้องร่ำไห้โหยหวนก็ถูกนำไปถ่วงน้ำ เดชะบุญที่กระแสน้ำเปลี่ยนทิศพัดพาพระองค์ไปเกยฝั่งของอีกประเทศหนึ่งรอดมาได้ พระราชาผู้เมตตาสงสารชายผู้ทรุดโทรมผู้นี้ยิ่งนัก แต่ในเมื่อทุกคนต่างก็รังเกียจรูปร่างหน้าตาที่ซูบซีดนี้ พระราชาจึงจำใจแต่งตั้งให้เจ้าชายเป็นคนดูแลแปลงกุหลาบของประเทศนี้

ถึงจะเรียกว่าแปลงกุหลาบ แต่จริงๆแล้วแปลงกุหลาบนี้อยู่ในป่าที่ลึกลงไปในหุบเหวและไม่มีมนุษย์ผู้ใดกล้าย่างกลายเข้าไปแม้แต่คนเดียว ลำต้นของกุหลาบใหญ่ยิ่งกว่าต้นโอ๊คพันปี หนามของมันแหลมคมยิ่งกว่าปลายดาบ พิษของหนามนั้นก็ยิ่งร้ายแรงชนิดที่เหล่ากีฏและสกุณาไม่กล้าอาศัยนับประสาอะไรกับมนุษย์ และยิ่งกว่านั้นมันยังไม่เคยผลิดอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เจ้าชายผู้ไม่เหลือสิ่งใดแล้วในชีวิตทุ่มทุกสิ่งดูแลทะนุถนอมเหล่ากุหลาบเหล่านั้น ทุกวันพระองค์จะใช้ดาบฟาดฟัน ตัดแต่งกิ่งก้านอย่างประณีต รดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอ พูดคุยด้วยอย่างไม่ได้ขาด เหล่าต้นกุหลาบเห็นเจ้าชายให้ความรักและเอาใจใส่มันก็เกิดความเห็นใจ ต่างพากันพูดคุยโต้ตอบด้วยจนเจ้าชายคลายเหงา

วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิต้นกุหลาบทุกต้นก็พร้อมใจเบ่งบานนับล้านดอก ทั้งขุนนางและสามัญชนที่ได้กลิ่นหอมจรุงใจมาจากหุบเขาต่างพากันมาดูที่ริมผา เห็นดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะแรกตก มีกลีบหนาแข็งแรงแสนงาม พวกเขาที่เพิ่งเคยเห็นดอกกุหลาบเป็นครั้งแรกต่างพากันยินดี พระราชาจึงทรงพระดำริจะตบรางวัลให้ เจ้าชายไม่ขอทรัพย์สมบัติใด นอกจากขอให้พระราชาออกประกาศมิให้ผู้ใดเข้าไปในป่ากุหลาบ พระราชาก็พระราชทานให้ตามคำขอ

หลายสิบปีผ่านไปนับตั้งแต่กุหลาบขาวเบ่งบาน ทุกคนในประเทศนั้นต่างมีความสุขทั้งยามวันเมื่อได้ชมความงามของหุบเขากุหลาบขาว และยามค่ำก็นิทราไปกับกลิ่นหอมเย็นชื่นจิต เจ้าชายเองก็ยังคงตั้งใจดูแลเหล่ากุหลาบต่อไป ส่วนเหล่ากุหลาบขาวเองก็มีความรักต่อเจ้าชายอย่างลึกซึ้งเหมือนกับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด

จนวันหนึ่งขณะที่เจ้าชายกำลังตัดดอกกุหลาบที่เหี่ยวแห้งไปฝัง ก็ได้ยินเสียงของกุหลาบขาวแถบริมผากรีดร้องอย่างหวาดกลัว พระองค์รีบวิ่งไปตามต้นเสียงนั้นและเห็นเด็กชายวัยรุ่นผู้หนึ่งยืนตกใจหันรีหันขวางอยู่ ทันทีที่เด็กผู้นั้นหันมาพระองค์ก็แทบลืมหายใจ

เด็กหนุ่มร่างเล็กโปร่ง บอบบางอ้อนแอ้นไปทั้งร่าง แต่งตัวด้วยอาภรณ์ราคาแพงแต่ไม่อาจเทียบได้กับความงดงามของใบหน้าเรียวได้รูป เรือนผมหยักโศกยาวสีฟางข้าวสาลีในฤดูเก็บเกี่ยว ผิวพรรณผุดผ่องกระจ่างราวกับไข่มุกล้ำค่า ริมฝีปากอิ่มเอิบแดงฉ่ำ ดวงตาข้างหนึ่งเป็นสีม่วงดั่งทุ่งดอกลาเวนเดอร์ อีกข้างหนึ่งเป็นสีเขียวอ่อนใสเหมือนเพชรเขียวน้ำบุษย์ดึงดูดหัวใจของผู้ได้ยล

สำหรับเจ้าชายแล้วนอกจากตัวพระองค์เองในอดีต ก็มิเคยเห็นผู้ใดงดงามเช่นนี้มาก่อน พริบตาหัวใจก็รวดร้าวไปด้วยความรักที่ท่วมท้น พรางนึกถึงตัวเอง พระองค์ในตอนนี้เป็นได้แค่ชายรูปร่างซูบเซียวเก้งก้าง ผิวคล้ำหม่นหมอง ตระหนกหวาดกลัวกับใบหน้าไร้ราศีจนไม่กล้าสบตาผู้คน พระองค์คิดดังนั้นก็เดินจากไป

วันรุ่งขึ้นเจ้าชายก็ได้ยินเสียงเรียกของกุหลาบนั้นอีก จึงถือดาบวิ่งไปยังต้นเสียง เด็กหนุ่มคนนั้นเห็นเจ้าชายก็วิ่งเข้าไปพูดคุยด้วย ได้ความว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นเจ้าชายองค์เล็กของอาณาจักรแห่งนี้ เมื่อวามมีพระชนม์ครบ 14 พรรษาจึงอยากจะเห็นดอกกุหลาบขาวใกล้ๆถือเป็นของขวัญวันเกิด เมื่อเจ้าชายได้ฟังก็เดินจากไปอีกโดยไม่ตรัสอะไรแม้แต่คำเดียว

ไม่มีใครเคยปฏิบัติแต่พระองค์อย่างไม่มีกำแพงแห่งฐานันดรกั้นแบบนี้ เจ้าชายน้อยจึงถูกชะตากับชายผู้ดูแลกุหลาบขึ้นทุกวันๆและมาหามิได้ขาด พูดคุยเรื่องสรรพเหระสารพัดอย่างที่ไม่เคยพูดคุยกับใคร และคอยช่วยดูแลให้น้ำพรวนดินกุหลาบ ท่ามกลางเสียงห้ามปรามของเหล่าขุนนาง แต่พระราชาได้ทรงขอร้องเหล่ากุหลาบให้เจ้าชายเข้าไปในหุบเหวนั้นได้ เหล่ากุหลาบนั้นก็อนุญาต เมื่อได้เพื่อนใหม่พวกต้นกุหลาบขาวก็ดีใจพูดคุยกับเจ้าชายน้อยอย่างร่าเริงทุกวัน บางทีก็ยอมให้เจ้าชายน้อยเด็ดพากลับไปคุยด้วยที่พระราชวังก่อนที่จะโรยราไป ขณะที่เจ้าชายผู้ดูแลกุหลาบนั้นก็รู้สึกอบอุ่นและดีใจเหลือเกิน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกไปเอาแต่ดูแลกุหลาบไม่เคยแสดงท่าทีสนพระทัยในตัวเจ้าชายน้อยเลย

หนึ่งปีผ่านไป ชายผู้ดูแลกุหลาบยังไม่เคยปริปากพูดกับองค์ชายน้อยผู้งดงามแม้แต่เพียงคำเดียว พระองค์ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก วันทั้งวันเอาแต่เงียบขรึมผิดวิสัยเด็กวัยเดียวกัน องค์ราชาราชินีและเหล่าประยูรญาติกังวลใจมาก พระองค์ทั้งสองจึงมีพระดำริจะจัดงานอภิเษกสมรสให้เจ้าชายน้อยที่ถึงวัยพอจะมีคู่ได้แล้ว องค์ชายน้อยผู้งดงามตกพระทัยมากจึงเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องเป็นการประท้วง พระวรกายที่ขาดอาหารซูบโทรมยิ่งนัก พระราชาทรงทนเห็นเจ้าชายน้อยทรมานตนเองมากไปกว่านี้ไม่ได้ จึงอ้อนวอนเหล่ากุหลาบขาวในห้องให้ช่วยเกลี้ยกล่อมพระโอรส เหล่าดอกกุหลาบก็กล่าวว่า

“หัวใจของเจ้าชายน้อยตอนนี้เป็นของผู้อื่นไปเสียแล้ว ขอให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเข้าพระทัยด้วย”

องค์ราชาและราชินีนึกสงสัยว่าผู้นั้นเป็นใดแต่ก็ไม่ได้คิดขัดขวาง เพราะสงสารพระโอรสและรับปากว่าจะไม่ฝืนพระทัยพระองค์อีก เจ้าชายน้อยดีพระทัยมาก ดวงหทัยนั้นทรงโลดแล่นไปหาชายผู้ดูแลกุหลาบในทันใด แล้วจึงเร่งเดินทางไปยังหุบเหวดอกกุหลาบขาวทั้งที่อ่อนเพลียเพื่อบอกข่าวดี และฝันถึงอ้อมกอดอันปลอบประโลมของชายผู้มีดวงตาดั่งสีโลหิตนกพิราบอันแรงกล้าขัดกับร่างกายที่ทรุดโทรมผู้นั้น

มิคาดชายผู้นั้นเมื่อเห็นเจ้าชายน้อยก็เพียงแค่หันมามองก่อนจะลงมือตัดกิ่งกุหลาบอีกอย่างเฉยเมย พระองค์ทรงน้อยพระทัยมากจนกลายเป็นความโมโหร้องตระโกนอย่างคลั่งแค้น

“เจ้าไพร่ต่ำต้อย! ที่ข้ามาที่นี่ไม่ใช่ต้องการมาพบเจ้า อย่าได้สำคัญผิดไปนัก ข้ามาที่นี่เพื่อมาหากุหลาบแดงเพื่อให้เป็นของขวัญแก่ชายาในอนาคตของข้า เจ้าจงไปทำให้กุหลาบขาวผลิบานเป็นกุหลาบแดงให้จงได้ ราตรีถัดไปข้าจะมาท้วงสัญญา หากไม่มีกุหลาบแดงให้ข้า หาไม่แล้วเจ้าจะต้องเป็นทาสรองบาทของข้าตลอดไป”

เจ้าชายผู้ดูแลกุหลาบมีเพียงรอยยิ้มที่เศร้าโศกที่มุมปากบางๆเท่านั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่องค์ชายน้อยทอดพระเนตรเห็นรอยยิ้มจากชายผู้นั้นก็รู้สึกเขินอายยิ่งนักรีบสะบัดพระพักตร์และเดินทางกลับพระราชวังทันที ทิ้งให้เจ้าชายผู้ดุแลกุหลาบยืนนิ่งอย่างอ่อนล้าและหนักพระทัย

“องค์ชายน้อยจะเข้าพิธีอภิเษกแล้ว ทำไมเจ้าไม่บอกพระองค์ไปล่ะ ว่าเจ้ารักพระองค์แค่ไหน” เหล่าต้นกุหลาบขาวถาม

“สภาพข้าเป็นเช่นนี้ข้าคงไม่มีวันได้รับความรักกลับมาเป็นแน่ ตอนนี้ที่ข้าทำได้ก็คงแค่ทำให้พระองค์มีความสุขในวันอภิเษกสมรสเท่านั้น” เจ้าชายพูดอย่างซึมเซาด้วยพิษรักที่กัดกร่อนใจ

“เจ้าจะทำอย่างไร?”

“ข้าจะทำให้พวกเจ้าผลิบานเป็นกุหลาบสีแดง” เจ้าชายตรัสอย่างสงบ เหล่ากุหลาบพากันสงสัยยิ่งนัก

“พวกเราเป็นกุหลาบแต่ไม่เห็นเคยรู้มาก่อนเลยว่า กุหลาบก็มีสีแดงด้วย”

“พวกเจ้าไม่ได้แบ่งกันเป็นชนิดเป็นเผ่าแล้วอาศัยอยู่รวมกันหรอกหรือ”

“ไม่หรอก เจ้าเองก็ไม่เคยเห็นดอกกุหลาบสีแดงใช่มั้ยล่ะ กุหลาบก็คือกุหลาบพอเราผลิบาน เราก็จะผลิตามสีที่เราสัมผัสได้จากจิตใจเท่านั้น” ดอกกุหลาบอธิบายเจ้าชายด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล เจ้าชายที่หลายมานี้ไร้ซึ่งเหล่าปีศาจที่ตามมารังควาญ สติปัญญาเริ่มกลับคืน ได้ทรงตรองคำพูดนั้นอยู่สักครู่แล้วทรงตรัสถามกลับไป

“ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็ไม่รู้สินะว่าสีแดงมีลักษณะเป็นอย่างไร”

“ใช่แล้ว พวกเรารู้สึกได้ก็แค่เพียงสีขาวที่รู้สึกได้ในจิตใจเท่านั้น”

“เช่นนั้นหรือ ถ้าพวกเจ้ารู้จักว่าสีแดงเป็นเช่นไรก็จะสามารถผลิบานเป็นกุหลาบแดงได้ใช่หรือไม่”

“ใช่แล้วล่ะ” พวกกุหลาบขาวตอบ

“เช่นนั้นแล้วขอให้เจ้าผลิบานตาสีโลหิตนกพิราบดั่งดวงตาของข้าเถิด” เจ้าชายตรัสพรางยกพระหัตถ์ปัดเกศาเพื่อให้เหล่ากุหลาบเห็นสีพระเนตรที่แดงทับทิมฉายฉานนั้น แต่กุหลาบขาวก็พูดว่า

“พวกเราไม่มีดวงตาเช่นเจ้า เราไม่เห็นหรอกว่าดวงตาสีโลหิตนกพิราบเป็นเช่นใด เราต้องสัมผัสถึงมันเท่านั้น”

“ถ้าเจ้าได้สัมผัสพวกเจ้าก็รู้สึกได้ใช่มั้ย...”

เจ้าชายตรัสถามด้วยกระแสเสียงที่เย็นเศร้า ดวงเนตรสีทับทิมเด็ดเดี่ยวเหมือนยามที่อยู่ในสนามรบ พระองค์กางพระพาหาและโอบกอดเหล่ากุหลาบขาวเอาไว้แนบแน่น หนามแหลมที่เต็มไปด้วยพิษร้ายทิ่มแทงเข้าไปในพระฉวี โลหิตหลั่งไหลซึมออกมาก่อนที่จะถูกดูดซึมเข้าไปในหนามกุหลาบ เหล่าต้นกุหลาบขาวนั้นต่างก็รู้สึกได้ถึงความรวดร้าวเจียนจะขาดของดวงหฤทัย และความเจ็บปวดที่เกิดจากบาดแผล ต่างพากันสะอื้นกระซิกดังไปทั่วบริเวณนั้น จิตใจของกุหลาบราวกับมีประกายแสง จากนั้นกลีบดอกก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนบางใส

“นี่คือสีแดงใช่หรือไม่” กุหลาบสีชมพูถามพลางร่ำไห้

“ยังไม่ใช่”

เจ้าชายตอบแล้วโอบกอดกระชับต้นกุหลาบแน่นขึ้นอีกจนหนามอันมีพิษร้ายแทงทะลุถึงหัวใจไปยังกระดูก เหล่ากุหลาบทั่วหุบเหวร้องสะอื้นด้วยความสงสารเจ้าชายที่กำลังทุกข์ทรมานตลอดทั้งราตรี ในจิตใจของกุหลาบที่รู้สึกได้ถึงความรักที่พระองค์มีต่อเจ้าชายน้อยค่อยๆถูกย้อมกลายเป็นสีโลหิตอันงดงามและเปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้ยลมาก่อนทั้งจากนี้และตลอดชั่วกาลนาน

อรุณรุ่งขึ้นเจ้าชายน้อยควบม้ามายังหุบเขาดอกกุหลาบ ในพระทัยก็คิดว่าชายผู้นั้นคงไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้อย่างแน่นอน แต่ทว่าเจ้าชายผู้ดูแลกุหลาบรออยู่แล้วที่ชายป่าพร้อมกับดอกกุหลาบสีแดงเข้มดั่งโลหิตหอบใหญ่ พระองค์มอบกุหลาบแดงหอบนั้นใหญ่กับองค์ชายน้อยผู้งดงามแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน เจ้าชายน้อยเอื้อมพระหัตถ์อันสั่นเทารับกุหลาบช่อนั้นมากอดไว้ ใบหน้าหวานซีดเผือดหายใจสะอื้น

“เจ้าไม่อยากอยู่กับข้ามากขนาดนี้เชียวหรือ...”

องค์ชายน้อยถามชายผู้ดูแลกุหลาบอย่างหมดหวัง พระโอษฐ์แดงสดขบกันแน่นจนโลหิตซึม เหล่ากุหลาบทั้งป่าต่างก็ร่ำไห้คร่ำครวญด้วยความโศกา สร้างความเจ็บปวดในพระหทัยของเจ้าชายน้อยยิ่งนัก

“ข้าไม่เชื่อว่านี่จะเป็นดอกกุหลาบแดงที่แท้จริง!!! มันต้องเป็นปีศาจจำแลงมาหลอกหลอนข้าแน่ ข้าไม่เชื่อ!!!”

เจ้าชายน้อยร้องตระโกน พระหัตถ์กำขยี้ดอกกุหลาบจนแหลกละเอียดก่อนจะปาลงพื้นแล้วเหยียบซ้ำ เหล่ากุหลาบทั้งหลายต่างก็พากันร้องไห้ห้ามพระองค์ แต่เจ้าชายผู้มีดวงตาสีเลือดนกพิราบมิได้ตรัสอะไรแล้วหันเดินกลับไปยังใจกลางของป่า เจ้าชายน้อยที่ทำลายเหล่ากุหลาบแดงจนสาแก่ใจก็ทรุดตัวลงกรรณแสงเสียงดังแข่งกับเหล่าดอกกุหลาบทั้งหลาย ก่อนที่จะก้มลงทอดพระเนตรบนพื้นเห็นคล้ายเป็นโลหิต เจ้าชายน้อยเกิดความสงสัยยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของกุหลาบที่อยู่กลางป่าร้องสะอื้นจึงรีบวิ่งเข้าไป

ร่างของชายผู้ดูแลกุหลาบใบหน้าซูบซีด นอนเหยียดยาวสงบนิ่งท่ามกลางกอกุหลาบที่ผลิดอกเป็นสีแดงเข้ม โลหิตที่หลั่งไหลจากร่างสูงแผ่ซึมเป็นบริเวณกว้าง แล้วโลหิตนั้นก็ถูกดูดซึมขึ้นไปหล่อเลี้ยงดอกใบตามวิสัยพฤกษาที่ต้องการวารี กลีบดอกเนียนละเอียดราวกับกำมะหยี่กลายเป็นสีแดงเข้มขึ้นเรื่อยๆจนแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท คล้ายกับความเจ็บปวดในหทัยของเจ้าชายผู้ต้องคำสาป

“ไม่อย่านอนนิ่งๆแบบนี้ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าจากข้าไป ได้โปรดลืมตาขึ้นมาเถิด ขอให้ข้าได้มีโอกาสได้ยินเสียงของเจ้าแม้สักครั้ง ตื่นขึ้นมามองข้าเดี๋ยวนี้”

องค์ชายน้อยตกใจแทบสิ้นสติ ทั้งปลอบทั้งขู่อย่างสับสนเพื่อปลุกคนที่นอนอยู่บนพื้นให้ฟื้นขึ้นมา หากแต่สายเกินไป เจ้าชายผู้ต้องสาปสิ้นพระชนม์เสียแล้ว กุหลาบขาวร้องไห้ดังไปทั่วหุบเหวด้วยความเศร้าโศกที่สูญเสียน้องชาย เหล่ากุหลาบแดงสะอึกสะอื้นเพราะความเจ็บช้ำต่อความรักของเจ้าชายทั้งสอง แต่เหล่ากุหลาบดำนั้นเคียดแค้นเจ้าชายน้อยเป็นยิ่งนักแล้วพากันสาปแช่งพระองค์

“องค์ชายน้อย เพราะความเอาแต่ใจของเจ้านั้นมาพรากผู้ที่เรารักไป ขอสาปเจ้าให้มีชีวิตที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานยิ่งกว่าที่น้องชายของเราได้รับเป็นร้อยเท่า!!!”

องค์ชายน้อยทรงพระกันแสงจนพระอัสสุชลเนตรนองพระพักตร์โดยไม่วิงวอนขอให้เหล่ากุหลาบอภัยแม้แต่น้อย พระองค์เอาแต่นั่งเฝ้าข้างพระศพของเจ้าชายผู้วายชนม์อยู่เช่นนั้น ก่อนที่จะบรรจงหอบร่างไร้วิญญาณไปเพื่อทำพิธีทางศาสนา แต่เหล่ากุหลาบดำไม่ยอมแผ่กิ่งก้านมาดึงพระศพของเจ้าชายหายไป องค์ชายน้อยทรงพระกันแสงดังลั่นไปทั่วทั้งป่า แล้วเดินตามหาร่างของผู้เป็นที่รัก หนามกุหลาบที่มีพิษร้ายต่างจงใจเกี่ยวพระภูษาจนขาดวิ่น พระฉวีที่อ่อนใสซึมไปด้วยโลหิตสีแดง

ถึงจะโดนเหล่ากุหลาบขับไล่และกลั่นแกล้งอย่างไรพระองค์ก็ไม่หวั่น ดื้อแพ่งที่จะเฝ้าตามหาพระศพของเจ้าชายที่พระองค์รักและทำทุกอย่างเพื่อจะให้เหล่ากุหลาบพอใจ ทั้งรดน้ำ พรวนดิน ตกแต่งกิ่งก้าน กุหลาบขาวและกุหลาบแดงเริ่มใจอ่อน มีแต่กุหลาบดำเท่านั้นที่ยังคงรังเกียจองค์ชายน้อยอยู่นั่นเอง

องค์ชายที่ยังคงอาศัยอยู่ในหุบเหวกุหลาบพระวรกายเต็มไปด้วยรอยแผล ดวงเนตรสีม่วงสดและเขียวใสช้ำพล่าเลือน พระอัสสุชลไหลหลั่งเป็นสายโลหิต จนวันหนึ่งพระเนตรทั้งสองข้างก็มืดบอดสนิท แต่ก็ยังคงเฝ้ารอวันที่จะได้พบกับชายผู้ดูแลกุหลาบอีกครั้ง ทั้งกุหลาบแดงกุหลาบขาวก็พากันเกลี้ยกล่อมกุหลาบดำ กุหลาบดำนั้นก็เริ่มคิดได้จึงยอมให้เจ้าชายน้อยนำพระศพไปทำพิธี

แต่ทว่าร่างอันไร้วิญญาณนั้นเมื่อมาสัมผัสต้องพระหัตถ์บอบบางของเจ้าชายน้อยก็มีอันสลายปลิวหายไปกับสายลม ไม่มีโอกาสได้สัมผัส และไม่มีโอกาสได้ทอดพระเนตร เจ้าชายน้อยที่กำลังดีพระทัยอยู่พอรู้ว่าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นก็ขาดใจตายไปในทันที หลังจากนั้นทุกวัน พวกกุหลาบขาวแดงทั่วทั้งป่าต่างสำนึกผิดที่ไม่ได้ช่วยแก้คำสาปให้เจ้าชายน้อย ก็พากันเหี่ยวเฉาและตายไปทีละต้นทีละต้นจนหมดสิ้น

คงเหลือแต่กุหลาบดำเท่านั้นที่ยังคงยืนต้นอยู่และร่ำไห้ด้วยความเข้มแข็ง พร้อมกับปฏิญาณตนไว้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้น้องชายที่ตนรักและเจ้าชายน้อยได้พบความสุขคู่เคียงกันให้จงได้...