Chapter 2 : Prayer
ดวงตะวันกำลังจะลาลับขอบฟ้า สาดแสงทาบทับลงไปตามแนวชายฝั่งมองดูเป็นแถบสีทองอำพันอร่าม แต่พอมองไกลออกไปก็เห็นเป็นสีม่วงคราม ผสานไปกับหมู่เมฆหมอกสีเทา ณ เส้นขอบฟ้าที่ไกลลิบ
ทุกครั้งที่เห็นทิวทัศน์แถบชายฝั่งนี้ เขาก็ยิ่งคิดว่ามันน่ารักยิ่งไปกว่าเดิมทุกครั้ง ดูเหมือนว่าจะไม่มีสิ่งใดที่จะงดงามไปกว่านี่อีกแล้ว แน่นอนว่าแม้กระทั่งตัวของเขาเอง เด็กหนุ่มพิงศีรษะเข้ากับกรอบหน้าต่างรถม้าที่ตกแต่งอย่างหรูหรา และกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินแน่นเข้า อย่างไม่แน่ใจนักว่าเป็นเพราะอากาศที่เริ่มเย็น หรือดวงใจที่หนาวเหน็บ
ข้าได้ยินจากญาติข้าที่เป็นทหารว่า กษัตริย์ประเทศไดย์แอร์ หลงใหลในตัวท่านแม่ทัพสเตฟานนาทิสขนาดที่ว่าแอบลอบเข้าไปขอความรัก ท่านแม่ทัพก็แสนฉลาด ฉวยโอกาสนั้นฆ่าควักหัวใจกษัตริย์โง่งมผู้นั้น แล้วก็กินเสียเล่นเอาอกสั่นขวัญแขวนกันไปหมด การสงครามครั้งนี้ประเทศเราถึงได้รับชัยชนะมาอย่างง่ายดายไงล่ะ
สเตฟานนาทิส อิซาโดรา เซอเอราโน เดอ เบอร์เซลักส์ แม่ทัพรูปงามเหม่อมองทิวทัศน์แห่งแสงตะวัน พลางนึกถึงเรื่องเล่าลือที่ได้ยินในตลาด ที่ต่อเติมเสียจนฟังเหมือนเขาเป็นปีศาจร้ายกระหายเลือด ฆ่าควักหัวใจรึ เขาไม่ได้ฆ่ากษัตริย์พระองค์นั้นแล้วเอาหัวใจมากินสดๆ เขาไม่ได้กินหัวใจ แล้วถ้าเขาจะกินนั้นก็คือตับต่างหาก!!!
นี่เป็นเรื่องที่มีแต่คนในครอบครัวของเขาที่รู้ ไม่สิ คงจะมีพวกชนชั้นสูงอีกหลายคนที่เป็นเหมือนเขาก็ได้ที่เป็นโรคนี้ โรคประหลาดที่ใครๆต่างก็พยายามปิดบังอาการกระหายเลือด นั่นก็เป็นเพราะเซลล์เม็ดเลือดของคนที่เป็นโรคนี้จะมีอายุสั้นกว่าคนธรรมดาถึง 3 เท่า ที่เป็นเช่นนี้ก็สันนิษฐานไว้ว่า เป็นเพราะการแต่งงานกันเองในหมู่เครือญาติเพื่อจะดำรงสายเลือดอันสูงส่งบริสุทธิ์ แต่ก็กลับกลายเป็นโรคร้ายที่แสนจะน่าอับอายเช่นนี้ไปได้ ผู้ที่มีอาการจะแทบไม่รู้ตัวกันเลย และมักจะเป็นกันตั้งแต่อยู่ในอุทรของมารดา พอเด็กคลอดออกมา กว่าจะรู้ตัวเนื้อเยื่อต่างๆจะค่อยๆเสื่อมสภาพเร็วกว่าปรกติแล้วผุพัง เน่าไปเร็วกว่าเถาธุลีของซากศพเสียอีก
ทำได้แค่เพียงพยุงไปให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆเท่านั้น หลายคนนั้นดื่มเลือด หลายคนนั้นก็เลือกที่จะให้ร่างกายของตนสร้างเม็ดเลือดขึ้นมาเอง แบบวิธี กิน ที่เขาเคยใช้ ดังนั้นพวกเจ้านายทั้งหลายที่เป็นโรคนี้จึงนิยมที่จะอาสาไปรบทัพจับศึก เพราะที่นั่นก็คือปศุสัตว์ของคนที่เป็นโรคนี้ดีๆนี่เอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีรักษา เพิ่งแต่ต้องทำตั้งแต่อายุยังน้อยเท่านั้นจึงจะได้ผล แถมวิธีนี้ยังอันตรายมากแล้วยังต้องใช้ความอดทนสูงอีกด้วย
เมื่อ 18 ปีที่แล้ว ท่านแม่ของเขานั้นได้แต่งงานและตั้งครรถ์กับพี่ชายของตนเองซึ่งก็คือท่านพ่อของเขานั่นเอง ท่านแม่ป่วยตายโดยไม่รู้สาเหตุ ท่านพ่อจำเป็นต้องทำคลอดเขาก่อนกำหนด สุขภาพเขาปกติดีทุกประการจากที่เห็นภาพนอก จนมาถึงการตรวจเลือดทุกคนถึงได้รู้ว่าเขาเป็นโรคประหลาดนี้
ขณะที่ทุกคนในปราสาทเบอร์เซลักส์จมอยู่กับความโศกเศร้าและสิ้นหวัง แต่ในคืนนั้นที่มีพายุหิมะโหมกระหน่ำนั้นเอง มีหญิงสาวในชุดเสื้อคลุมยาวขนจิ้งจอกสีดำมาขออาศัยค้างคืนในโรงเก็บฟืนสักคืน ท่านย่าเห็นหญิงสาวผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตางดงาม ผิวพรรณขาวสะอาด เรือนผมสีดำสนิท ริมฝีปากสีแดงสดเอิบอิ่ม และดวงตาที่ส่องประกายราวกับทับทิมสีโลหิตนกพิราบก็ถูกชะตายิ่ง จึงเชิญให้มาพักในปราสาท
วันรุ่งขึ้นทุกคนในปราสาทต่างก็ประหลาดใจเมื่อพบหญิงสาวในชุดสีดำผู้นั้นกำลังอุ้มเด็กน้อยผู้มีดวงตาข้างหนึ่งเป็นสีม่วงดอกลาเวนเดอร์และสีเขียวอ่อนใส เดินเล่นในสวนดอกไม้หลังปราสาท ท่านย่าเดินไปหาสาวงามผมดำเพื่อขอหลานชายคนเดียวคืน แต่เธอผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นลอยๆว่า
เคาท์เตส ข้าสามารถรักษาโรคของท่านชายน้อยผู้นี้ได้ ท่านจะเชื่อใจข้าหรือไม่...
ท่านย่าของเขาได้ยินเช่นนั้นก็เชื่ออย่างถึงที่สุด ละล่ำละลักถามเป็นการใหญ่ หญิงสาวผู้งดงามผู้นั้นก็กล่าวแค่ว่าให้เชื่อใจเธอเท่านั้นเอง แล้ววันรุ่งขึ้นเธอก็อุ้มทารกน้อยหายไป
1 เดือนต่อมา หญิงสาวชุดดำนั้นกลับมายังปราสาทเบอร์เซลักส์อีกครั้ง ทุกคนต่างต้อนรับเธอด้วยความยินดีแล้วก็ต้องตกใจกับสิ่งที่ประหลาดที่สุดที่เคยเห็น ทารกน้อยนั้นมีปีกผีเสื้อใสโปร่งแสงสีแต้มเหมือนรุ้ง ติดเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอยู่กลางหลังด้วย
สิ่งที่ข้าจะสั่งพวกท่านต่อไปนี้จงจำไว้ให้ดี ทารกน้อยผู้นี้อาการทุเลาขึ้นมากแล้วแต่ยังไม่หายขาด ดังนั้นจากนี้ไปอีกจนถึง 10 ปีข้างหน้า พวกท่านจำเป็นต้องเสียสละ เคาท์เตส ทุกวันเกิดของทารกผู้นี้ ท่านจงนำญาติสนิทหรือคนที่ทารกผู้นี้รักมารมยาสลบ แล้วผ่าร่างของคนผู้นั้น ตัดเอาปลายตับออกมาขนาดให้เท่ากับกลีบกุหลาบเพื่อให้เด็กน้อยกิน จากนั้นให้เย็บร่างของคนผู้นั้นกลับคืนแล้วให้พักฟื้นจนหายสนิท และให้เปลี่ยนคนจนครบ 10 ปีจึงจะหายสนิท จงจำไว้เคาท์เตส ท่านจะต้องเป็นผู้ลงมือเท่านั้น
หลังจากหญิงสาวผู้นั้นย้ำอย่างหนักแน่นแล้ว เธอก็สอนวิชาการแพทย์ทั้งหมดของเธอแก่ท่านย่าเพื่อใช้ในการรักษาเขา จนวันหนึ่งหญิงสาวชุดดำนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย การรักษาเช่นนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นจนเขาหายสนิท แต่ทว่า...
รถม้าหยุดอย่างนุ่มนวล สเตฟานนาทิสยกชายเสื้อคลุมยาว ไม่ให้ขนจิ้งจอกสีขาวเงินระไปตามพื้นแล้วก้าวลงจากรถม้า เดอมาส์ พ่อบ้านประจำปราสาทแห่งนี้มายืนรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่แล้วช่วยปลดเสื้อคลุมสีเงินขาวนั้นออก เผยให้เห็นปีกผีเสื้อใสสีรุ้งขนาดใหญ่อยู่กลางหลัง ดูแล้วช่างแสนงดงามยิ่งนัก สมกับคำร่ำลือว่า ผีเสื้อแห่งแทนทาริมอร์
ท่านย่าล่ะ?
เคาท์เตสหลับอยู่ในห้องขอรับ
ดีแล้วล่ะ ช่วยดูต้นทางให้เราหน่อยนะ
เด็กหนุ่มยิ้มให้พ่อบ้านชราก่อนที่จะเดินอย่างเงียบกริบเข้าไปในปราสาท ผ่านความหรูหราทั้งหลายไปยังส่วนลึกของปราสาท ก่อนที่จะเข้าไปในห้องเล็กๆที่ดูเหมือนห้องของคนรับใช้ มีแค่เตียงหลังน้อยกับโต๊ะเขียนหนังสือและตู้เสื้อผ้า ทันทีที่ลงกลอนประตู ผีเสื้อแห่งแทนทาริมอร์ ก็ค่อยๆปลดกระดุมของเสื้อผ้าที่รัดรึงถอดกองไว้กับพื้น ปลายสายตาอดเหลือบมองไปยังกระจกบานใหญ่แต่ก็อายตัวเองจนต้องหลบเมินไป
รูปร่างโปร่งบอบบาง ขาวกระจ่างราวกับไข่มุก อ้อนแอ้นราวกับกิ่งกุหลาบไม่สมกับเป็นนักรบสักนิด เรือนผมหยักโศกยาวเป็นคลื่นสีทองปลั่งเหมือนทุ่งข้าวสาลี ทิ้งตัวอย่างอ่อนโยนกับแผ่นหลังบอบบางที่มีปีกผีเสื้อบางใส สเตฟานนาทิสขบริมฝีปากสีแดงอิ่มแน่น ก้มหน้าก้มตาหยิบเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวเก่าๆ กับกางเกงที่เหมือนกับที่เด็กเลี้ยงม้าชอบใส่มาสวมให้เสร็จๆไป พร้อมกับทนเจ็บเก็บปีกนั้นไว้ให้เรียบร้อยแล้วก็ไปนั่งแปะที่ปลายเตียง แปรงผมหยักโศกยาวนั้นแล้วถักเป็นเปียเดี่ยวยาวอันนึงบริเวณท้ายทอย ก่อนที่จะลุกเดินออกไปยังโรงเลี้ยงม้า
เหนื่อยมั้ยเราช่วย เด็กหนุ่มทักอย่างร่าเริงแล้วฉวยเอาคราดที่แขวนอยู่มาเกี่ยวเศษฟางมารวมกัน เพื่อช่วยคนดูแลคอกม้าที่แก่ชราแล้วทำงาน ชายแก่ตอบยิ้มๆ
ไปพักผ่อนเถอะขอรับท่านเคาท์ เพิ่งจะกลับมาเหนื่อยๆ
เราจะพักเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตอนนี้เราอยากเจอท่านย่ามากกว่า
งั้นไปพักในครัวดีกว่านะขอรับ ถ้าเคาท์เตสตื่นแล้ว ท่านเคาท์จะได้ยกน้ำชาขึ้นไปในห้องได้
เป็นความคิดที่ไม่เลวทีเดียว สเตฟานนาทิสคิดได้ดังนั้นก็เอาคราดไปเก็บ แล้วดิ่งไปนั่งจิบน้ำชายังห้องครัว ขณะที่รอกริ่งจากห้องนอนชั้นบนอย่างใจจดใจจ่อ ไม่นานเท่าไหร่นัก เสียงกระดิ่งจากห้องนอนของเคาท์เตสก็ดังขึ้น
ดังแล้วๆๆๆ เร็วๆเข้า!!! เดี๋ยวท่านย่าจะรอนาน!!!
สาวใช้ได้ยินดังนั้นก็รีบจัดชุดน้ำชายามบ่ายให้เด็กหนุ่ม สเตฟานนาทิสคว้าถาดเงินยกใส่ลิฟท์ขนของแล้ววิ่งขึ้นไปรับของที่ห้องนอนชั้น 3 โดยเร็ว ดูแลความเรียบร้อยของตนก่อนที่จะเคาะประตูแล้วเข้าไปอย่างสุภาพ หญิงชราผู้สง่างามนอนเอนๆกับหมอนใบใหญ่บนเตียงขนนกปักไหมทองงดงาม ยิ้มให้เด็กหนุ่มผู้เข้ามาใหม่อย่างอ่อนโยน
อ้าว พ่อหนูกลับมาแล้วรึ ไปทำงานในเมืองมาหนักรึเปล่า
ไม่หรอกขอรับ เคาท์เตส แค่งานบัญชีง่ายๆเท่านั้นเอง เด็กหนุ่มตอบขณะที่รินน้ำชาหอมกรุ่นลงในถ้วยกระเบื้องเนื้อดีส่งให้ พ่อบ้านที่รอรับอยู่
ทำไมไม่อยู่ช่วยเดอมาส์ทำงานในปราสาทของฉันล่ะ พ่อแม่น่ะ ไม่อยากให้ลูกจากไปไหนไกลหรอกนะ
ใบหน้าสวยหวานนั้นหม่นไปเล็กน้อย พ่อบ้านชรามองตามแล้วก็รู้สึกเศร้าไปด้วย ลูกรึ ถ้าเด็กหนุ่มผู้แสนดีคนนี้เป็นลูกของเขา จะน่ายินดีแค่ไหนกันนะ เดอมาส์ประคองถ้วยชาใบน้อยสู่มือของเคาท์เตส เห็นมือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยควักเบาๆ เด็กหนุ่มผมสีฟางข้าวสาลีเห็นเช่นนั้นก็เดินเข้ามาใกล้แล้วทรุดตัวนั่งลงข้างเตียง ศีรษะซบกับที่นอนนุ่มแล้วหลับตาลงปล่อยให้มือของหญิงชราลูบศีรษะเล่นเช่นนั้น
เส้นผมของเจ้าช่างงดงามจริงๆ เหมือนกับลูกสาวกับลูกชายข้าที่ตายไปแล้วมากเลยรู้มั้ย พวกเขามีบุตรด้วยกันคนนึง เป็นเด็กที่น่ารักมากแต่เขาหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
หลานของท่านย่าอยู่ตรงนี้ไงขอรับ หลานรักของท่านย่านั่งอยู่ตรงนี้เอง ผีเสื้อแห่งแทนทาริมอร์ตาพร่าเมื่อได้ยินคำพูดของหญิงชรา ทั้งๆที่ไม่ทราบว่าเป็นเหตุเกิดจากอะไร แต่เขาก็อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ทำให้ท่านย่าต้องกลายเป็นหญิงชราฟั่นเฟือนเช่นนี้
วันสุดท้ายแห่งการรักษาโรคประหลาดนั้น ท่านย่าได้ผ่าร่างของพ่อบ้านเดอมาส์แล้วตัดตับออกมาขนาดเท่ากลีบกุหลาบแล้วนำมาให้เขาทาน หลังจากที่พ่อบ้านชราฟื้นตัวแล้ว ท่านย่าก็ลืมเขาจนสิ้นและเป็นเพียงคนเดียวที่หญิงชราไม่มีความทรงจำถึง ลืมไปว่าเขาเป็นหลานชายคนเดียวโดยที่ไม่มีสาเหตุ เขาจำได้ว่าเขาร้องไห้ทุกวันจนดวงตาสีม่วงสดและสีเขียวอ่อนใสช้ำไปหมด ร้องไห้หนักยิ่งกว่าตอนที่บิดาพลีชีพในสนามรบเสียอีก
ถึงจะไม่มีความทรงจำว่าเขาเป็นหลาน แต่หญิงชราก็รักและเอ็นดูเขามาก เด็กหนุ่มเริ่มคิดได้ว่านี่อาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่ทำให้เขาหายจากโรคประหลาดนั้นก็ได้ ถ้าเช่นนั้นเขาเองก็ต้องพยายามรักษาท่านย่าให้ได้บ้าง
ตั้งแต่นั้นมาเขาก็อยู่ในปราสาทหลังนี้ในชื่อของ สเตฟาน ลูกชายของพ่อบ้านเดอมาส์ อยู่ในห้องเล็กๆอันหนาวเหน็บใกล้ๆกับครัว ทำงานเล็กๆน้อยๆในปราสาท ใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย ขดตัวนอนบนเตียงหลังน้อยแทนที่จะเป็นเตียงขนนกหนานุ่ม ดูแล้วก็คล้ายๆจะต่ำต้อยยิ่งกว่าสัตว์เลี้ยงแบบสุนัขหรือแมวเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงเป็นเช่นนั้นเขาก็ทนได้
ส่วนที่นอกปราสาทเบอร์เซลักส์นั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง เขาสืบทอดตำแหน่งจากท่านปู่เป็น ท่านเคาท์สเตฟานนาทิส อิซาโดรา เซอเอราโน เดอ เบอร์เซลักส์ แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพฟ้าของแทนทาริมอร์ ผีเสื้อผู้งดงามเหนือใครในหล้า ด้วยวัยเพียง 17 ปี สามารถบุกยึดดินแดนต่างๆทั่วสิบทิศในนามของกษัตริย์ไชนด์เลอร์ได้มากมาย และเสาะหาแพทย์ฝีมือเยี่ยมมารักษาอาการของท่านย่าไปด้วยพร้อมๆกัน
แต่จนบัดนี้เขาก็ยังคงหาไม่พบ...
† † † † † † † † † † † † † †
เดี๋ยวเตรียมรถม้ากับเสื้อผ้าให้เราหน่อยนะ คืนนี้เราจะไปงานเลี้ยงที่พระราชวังท่านเคาน์หนุ่มน้อยสั่งพ่อบ้านเมื่ออ่านบัตรเชิญที่พิมพ์มาด้วยผงทองคำอย่างหรูหราเสร็จ พ่อบ้านชราก้มรับคำสั่งแล้วเดินจากไปอย่างยิ้มแย้ม เขาอดห่วงไม่ได้ เพราะดูเหมือนว่าทุกคนมักจะแสดงท่าทางยินดีเวลาที่เขาจะไปงานเลี้ยงที่ไหนสักแห่ง ช่างเสื้อประจำตัวของเขาที่ชอบตัดเสื้อผ้าให้โดยออกจะเกินความจำเป็นไปมาก จนเขาต้องมีสาวใช้มาช่วยแต่งตัวเพื่อให้เขาเด่นที่สุดในค่ำคืนนั้น และทุกคนชอบที่จะคอยฟังว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาเขางดงามแค่ไหน น่าหนักใจจริงๆ
อา ค่ำคืนนี้ก็ไม่ผิดไปจากที่คิดเลย
แม่ทัพหนุ่มน้อยเชิดหน้าภายใต้ฮูดเสื้อคลุมยาวขนจิ้งจอกเงินที่มักชอบสวมอยู่อย่างสม่ำเสมอ แล้วลงจากรถม้าหรูด้วยความสง่างาม เดินเป็นจังหวะมาถึงบานประตูมหึมา ประดับอัญมณีอันงดงาม เมื่อเจ้าพนักงานเฝ้าประตูขานชื่อ และมาช่วยถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ออก ทั่วทั้งท้องพระโรงค่อยๆเงียบเสียงลง กระทั่งเสียงดนตรีที่กำลังบรรเลงหวานซึ่งก็ขาดหายไปโดยพลัน
ผีเสื้อผู้งดงามชินชาเสียแล้วกับเหตุการณ์เช่นนี้ เขาเดินไปยังหน้าพระที่นั่งที่กษัตริย์หนุ่มแห่งแทนทาริมอร์ประทับอยู่เพื่อถวายความเคารพ พรมยาวแดงนั้นตัดกับชุดผ้าไหมสีน้ำเงินไพลินแซมขาวประดับไข่มุกสีดำเป็นประกาย ส่งให้เรือนผมสีฟางข้าวที่ปล่อยยาวเหยียดเปล่งปลั่งยิ่งกว่าทุกวัน และที่โดดเด่นที่สุดก็คือปีกผีเสื้อบางใสสีเหลือบรุ้ง ร่างอ้อนแอ้นบอบบางดึงดูดทุกสายตาให้จับจ้อง จนสเตฟานนาทิสอดลอบมองทางหางตามิได้ เมื่อเห็นสตรีสูงศักดิ์หลายคนมีปีกผีเสื้อหลากสีสันติดอยู่กับเสื้อผ้า นี่ปีกของเขากลายเป็นแฟชั่นยอดนิยมไปแล้วรึเนี่ย
ถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าบาท แม่ทัพหนุ่มน้อยคุกเข่าต่อหน้าบัลลังก์ จนได้ยินพระสุระตรัสมาว่า
ลุกขึ้นเถิดสเตฟานนาทิสสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อกษัตริย์หนุ่มรูปงามมาประทับอยู่เบื้องหน้านี้เอง
ท่านแม่ทัพเบอร์เซลักส์ ท่านจะให้เกียรติ์เต้นรำกับข้าจะได้หรือไม่? พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์เปล่าเปลือยข้างหนึ่งมาตรงหน้าเขา เด็กหนุ่มอึดอัดในใจลึกๆกับสายตาริษยาที่จ้องทิ่มแทงมาราวกับหอก แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน วางมือบนพระหัตถ์นั้นตามไปยังฟลอร์เต้นรำ
แน่นอนว่าอาจจะไม่น่าหนักใจขนาดนี้ ถ้าพระราชายังมิได้อภิเษกชายาทั้งหญิงชายเป็นจำนวน 100 พระองค์ถ้วน เด็กหนุ่มแขนขาเริ่มแข็งขึ้นในทันใด เขาจะทำเช่นไรดี พระองค์แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้แล้วเขาเองก็ไม่ได้โง่ ได้แต่ทนปิดหูปิดตาไปวันๆ แล้ววันหนึ่งถ้าพระองค์เกิดทนไม่ได้ขึ้นมาล่ะ ตัวเขาไม่มีปัญหาหรอกถ้าคิดจะหนี ติดก็แต่ครอบครัวของเขานั่นแหละที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
สเตฟานนาทิสจำได้เมื่อตอนอายุ 15 เมื่อปู่ของเขาป่วยเสียชีวิต เขาได้รับการเรียกตัวเข้าไปยังพระราชวังเพื่อสืบทอดตำแหน่งเคาท์แห่งเบอร์เซลักส์ เด็กหนุ่มซึ่งเก็บตัวเงียบในปราสาทตั้งแต่เด็กสร้างความตกตะลึงให้กับวงสังคมเป็นยิ่งนัก นอกจากรูปร่างหน้าตาที่งดงามหวานซึ้งแล้ว ปีกผีเสื้อสีแต้มรุ้งก็ทำให้ทุกคนแทบจะลืมหายใจ น่าแปลกที่ตอนแรกตัวเขาคิดว่าจะโดนปาก้อนหินเข้าใส่เพราะเป็นมนุษย์แท้ๆแต่กลับมีปีกเหมือนแมลง
เขารับใช้ชาติอย่างจงรักภักดี พอมารู้ตัวอีกทีก็ชักรู้สึกว่าที่ตัวเองทำลงไปนั้นถูกต้องรึเปล่า ที่ต้องไปรุกรานประเทศอื่นอยู่เสมอ แล้วยังกษัตริย์ จอมทัพทั้งชายหญิงที่ต่างลงสู่สนามรบเพียงเพื่อเหตุผลเดียวเท่านั้นคือต้องการจะพิชิตหัวใจของเขา การรบครั้งล่าสุดนี้ก็เช่นกัน กษัตริย์ผู้นั้นลอบบุกเข้าไปยังเรือเหาะที่เขาประจำการอยู่เพื่อมาขอความรักจากเขา และได้รับการปฏิเสธกลับไปจนจบลงที่การใช้กำลังปลุกปล้ำ จึงจำเป็นที่เขาจะต้องกำจัดกษัตริย์ตัณหากลับผู้นั้นเสียแล้วส่งพระศพกลับประเทศไป
ในที่สุดก็กลายเป็นตำนานที่แต่งเติมความโหดเหี้ยมอีกบทหนึ่งของแม่ทัพผีเสื้อแห่งแทนทาริมอร์...
เจ้ากำลังคิดถึงสิ่งใดกันในขณะที่กำลังเต้นรำกับข้า
มิมีสิ่งใดพะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมคงจะยังเพลียอยู่เพียงเท่านั้น ร่างบางหลบตาแล้วอ้อมแอ้มตอบไป
ถ้าเช่นนั้นไปพักก่อนดีหรือไม่
เป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อม
แม่ทัพรูปงามปล่อยให้กษัตริย์หนุ่มประคองร่างผ่านเหล่าชายา และแขกเหรื่อหญิงชายที่มองเขม่นอย่างริษยาทั้งหลายด้วยความหนักใจ ความอิจฉาริษยานั้นแหลมคมยิ่งกว่าอาวุธใดๆ จนอยากจะหลีกไปในพ้นจากที่แห่งนี้โดยเร็ว แต่พอมารู้สึกตัวอีกที ทิวทัศน์รอบกายก็แปรเปลี่ยนไปเป็นห้องรโหฐานตกแต่งอย่างเลิศเลอด้วยเพชรพลอย ทองคำ พระโกไสยพัสตร์เนื้อเนียน และยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังมีพระแท่นบรรทมหนานุ่มหลังใหญ่ตั้งอยู่ด้วย นึกถึงตนเองแล้วเวลาอยู่สองต่อกับชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ในห้องที่มีเตียงทีไร ชีวิตเขาไม่เคยเจอเรื่องดีๆเลยสักที
กษัตริย์หนุ่มรูปงามทอดพระเนตรลึกลงไปในดวงตาสีม่วงหวานสีเขียวใส รับรู้ถึงความหวาดหวั่นลึกๆที่ปิดบังจนแทบไม่สังเกตเห็น ฝ่าพระหัตถ์ทั้งคู่กดบ่าบอบบางนั้นให้ผีเสื้อแสนสวยแห่งแทนทาริมอร์ทรุดลงนั่ง แล้วจึงประคองแผ่นหลังให้เอนจนสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลเบื้องล่าง
ฝ่าบาท...
ไม่ต้องกลัวนะ ข้าจะสอนเรื่องดีๆให้
เรื่องดีๆ??? ว่าแล้วเชียวว่าไม่มีเรื่องดีๆจริงๆด้วย สเตฟานนาทิสสะดุ้งสุดตัวเมื่อร่างแข็งแกร่งกำยำของเจ้าแผ่นดินหนุ่มคร่อมพระวรกายเหนือร่างบอบบางของเขา จะทำอย่างไรดี จะขัดขืนก็เกรงจะโดนอาญา เดือดร้อนกันไปหมด แต่เขาก็ไม่ต้องการจะเป็นชายาองค์ที่ 101 นี่นา
เฮือก!!! !!!
ซอกคอขาวของผีเสื้อแสนงามถูกซุกไซร้ถูไถกับพระหนุที่มีพระฑาฐิกะขึ้นอยู่จนรู้สึกแสบ สเตฟานนาทิสดิ้นสุดแรงอย่างลืมตัว พลักพระวรองค์หนาของกษัตริย์หนุ่มจนเซ แล้ววิ่งหนีไปหน้าบานทวารแต่ก็ถูกคว้าตัวไว้ได้อีก แม่ทัพหนุ่มน้อยก็ดิ้นรนอย่างพยายามยับยั้งตนไม่ให้ลงมือกับฝ่ายตรงข้าม
ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้โปรดทรงพระกรุณาปล่อยกระหม่อมไปเถิด สเตฟานนาทิสอ้อนวอน สะกิดให้ความโกรธาของเจ้าแผ่นดินหนุ่มปะทุขึ้นมา
ไม่เคยมีผู้ใดต่อต้านข้าเช่นนี้มาก่อน เจ้าช่างบังอาจนัก!!!
กษัตริย์ชไนด์เลอร์ตรัสพลางซุกไซร้ซอกไหล่ขาวตรงหน้าด้วยความกระหาย แม่ทัพผู้งดงามทั้งอับอายทั้งขยะแขยง ความรู้สึกเคารพเทิดทูนในฐานะเจ้าแผ่นดินที่มากไปด้วยความปรีชาสามารถพังทลายไปจนสิ้น เขากระแทกของศอกเข้ากับพระอุทรอย่างรุนแรงแล้วทันทีที่หันกลับมาได้ สเตฟานนาทิสก็สลัดฝ่ามือลงมากระทบเสี้ยวพระพักตร์แรงเสียจนเป็นรอยนูน แล้วตะโกนลั่นเสียงสั่น
ที่กระหม่อมต่อต้าน เหตุเป็นเพราะกระหม่อมไม่ต้องการเป็นเพียง 1 ใน 100 แต่ทว่าหวังจะเป็นหนึ่งในหทัยเท่านั้น
ข้าจะให้เจ้าเป็นมเหสีเอกของข้า
กระหม่อมไม่ต้องการเป็นที่หนึ่ง แต่ต้องการเป็นหนึ่งเดียว ถ้าพระองค์ยังไม่เข้าใจในคำพูดของกระหม่อม พระองค์ก็มีสติปัญญาอ่อนด้อยเกินกว่าที่จะเป็นกษัตริย์ได้!!!
เจ้า!!! ปากสวยๆของเจ้าช่างกล้านัก ถ้าข้าจะจุมพิตปิดปากเจ้าซะเจ้าจะกล้าอวดดีกับข้าอีกมั้ย!!!
กษัตริย์หนุ่มกระชากร่างบางอย่างรุนแรงจนกระแทกกับพระอุระ ทอดพระเนตรแม่ทัพสเตฟานนาทิสหลับตาสนิทเม้มปากแน่นอย่างดื้อดึง สร้างความขัดพระทัยแก่พระองค์เป็นยิ่งนัก หมายมั่นจะบดขยี้ริมฝีปากแดงฉ่ำเอิบอิ่มนั้นให้สาแก่ใจถ้าเพียงแต่มิได้ทรงได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาจากริมฝีปากแสนสวยนั้น
ถ้าพระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะทำลายกระหม่อม กระหม่อมซึ่งสาบานว่าจะภักดีต่อพระองค์นั้นก็จำเป็นที่จะต้องปกป้องเกียรติ์ของตนเอง...
เจ้าจะทำสิ่งใด?
กระหม่อมจะทำลายผีเสื้อแห่งแทนทาริมอร์ให้ดับสูญไปจากโลกนี้ซะ...
กษัตริย์รูปงามจำต้องปล่อยร่างงามนั้นอย่างเสียมิได้ พระองค์เชื่อสนิทพระทัยทีเดียวว่า แม่ทัพแสนสวยผู้เด็ดเดี่ยวผู้นี้ต้องตามคำพูดอย่างแน่นอน เทียบผลได้ผลเสียแล้วช่างไม่คุ้มกันเลยที่ต้องเสียผู้มีฝีมือสูงส่งไปพร้อมกับเจ้าของความงามหนึ่งในหล้า แต่อย่างไรก็ตามพระองค์ก็มิมีพระราชดำริจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการต่อรองครั้งนี้แม้แต่น้อย
เจ้าคิดจะตายเพื่อขัดขืนข้าจริงๆรึ แล้วเคาท์เตสเบอร์เซลักส์กับเหล่าบริวารของเจ้าล่ะ เจ้าไม่ห่วงพวกเขาสักนิดเลยรึ
แม่ทัพฟ้าแห่งแทนทาริมอร์ยืนนิ่ง จริงสินะ ทุกๆคนที่ปราสาทเขาจะใจดำตัดช่องน้อยแต่พอตัวได้อย่างไร แล้วยังจะท่านย่าอีก ที่เขาตั้งมั่นจะรักษาอาการป่วยของท่านให้หายล่ะ หลังจากที่เขาตายทุกคนตั้งทนทุกข์ทรมานมากแน่ๆเขาจะทำอย่างไรดี
เจ้าจงเป็นเด็กดีว่าง่ายๆดีกว่านะ แล้วข้าจะให้ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ
กระหม่อมต้องการตอนนี้! เดี๋ยวนี้เลย!!!
สเตฟานนาทิสรีบเอ่ยออกมาเหมือนคิดอะไรออกเจ้าต้องการอะไร?
กระหม่อมต้องการเวลา เวลาที่จะใช้เพื่อรักพระองค์... ผีเสื้อแสนงามหยอดคำหวาน เขาต้องการซื้อเวลาเพื่อจะจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีพวกเขาอาจจะมีโอกาสได้มีชีวิตใหม่กันก็ได้
ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอกนะ คงจะวางแผนหนีกันมากกว่า พระดำรัสดุดันนั้นทำให้ใจดวงน้อยแปลบเหมือนโดนอาวุธซัด กษัตริย์หนุ่มเห็นใบหน้าหวานเผือดลงเล็กน้อยก็กระตุกริมพระโอษฐ์อย่างสมพระทัยแล้วตรัสต่อไปในทันที
เจ้าต้องการเวลาใช่หรือไม่ข้าจะให้เจ้า 1 ปี
เด็กหนุ่มหรี่ดวงตาน้อยๆ อย่างไม่ค่อยเชื่อใจนัก กษัตริย์เจ้าเล่ห์ไม่ตรัสสิ่งใดดำเนินไปยังถาดไวน์ รินไวน์สีแดงเข้มใส่แก้วเจียระไนมาแก้วนึงแล้วประทานให้แม่ทัพหนุ่มน้อย พร้อมกันนั้นพระองค์ทรงล้วงหยิบตลับทองคำเล็กๆข้างในบรรจุโอรสเม็ดสีขาวออกมา แล้วหย่อนลงในไวน์แดงแก้วนั้น
ยาพิษที่ข้าปรุงเอง มันชื่อว่า Prayer ความหมายที่แท้จริงคือผู้อธิษฐานก่อนสิ้นใจ ระยะเวลาออกฤทธิ์ 1 ปี ที่เจ้าจะสามารถมีชีวิตอย่างปกติได้เพื่อสะสางสิ่งต่างๆก่อนจะลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบ เป็นยาที่น่ารักมากเลยใช่มั้ย
กระหม่อมจะต้องดื่มมันรึพะยะค่ะ?
แน่นอน ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ยาถอนพิษนั้นมีอยู่แล้วแต่เจ้าก็ต้องแลกมันมาเหมือนกัน
ฝ่าพระหัตถ์ใหญ่ลูบไล้ที่ข้างนวลแก้มแผ่วเบา แม่ทัพผู้งดงามมองไวน์สีแดงเข้มราวกับสีของโลหิต ความตายที่แลกกับอิสรภาพ 1 ปีงั้นรึ...
ถ้าจัดการส่งทุกคนไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วรักษาท่านย่าให้หายได้ ก็ไม่มีสิ่งใดให้กังวลใจอีกต่อไป แล้วเขาก็คงสามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างสงบสุข สเตฟานนาทิสจรดริมฝีปากฉ่ำหวานกับขอบแก้วเจียระไน ปล่อยให้ไวน์สีแดงเข้มไหลผ่านลงไปยังลำคอแล้วรับรู้รสชาดของมัจจุราชที่จะมาถึงในหนึ่งปีข้างหน้า ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยกับพระเนตรคมกริบสีน้ำตาลที่มองมาอย่างไม่พอพระทัยนัก
ข้าจะรอวันที่เจ้ามาอ้อนวอนขอความเมตตาอยู่ใต้ร่างของข้า
กษัตริย์หนุ่มหันพระขนองดำเนินจากไปยังท้องพระโรง ผีเสื้อแห่งแทนทาริมอร์ค่อยๆวางแก้วไวน์ลงบนถาดทองคำ สองมือกุมประสานกันที่หน้าผากปิดเปลือกตาด้วยความอ่อนล้า อธิษฐานรึ คนใกล้ตายนั้นต้องการอธิษฐานถึงสิ่งใดเป็นครั้งสุดท้าย
อะไรคือความปรารถนาสิ่งสุดท้ายของเขากันนะ...