Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 11

หลังการเซ็นสัญญางานร่วมกัน บริษัทไอ.ที.คอมพิวเทคได้เชิญให้ริคโค่ไปดูงานของบริษัทสาขาที่ชิคาโก ริคโค่รีบตอบตกลงในทันทีและคิดว่าจะเลยไปที่บ้านพักริมทะเลของเขาที่ซีแอตเติ้ลเลย เพราะใกล้ช่วงวันหยุดยาวของคริสต์มาสและปีใหม่แล้ว เขาอยากพักจากเรื่องหนักๆ ที่เจอมาและอยากอยู่คนเดียวซักพัก การที่ต้องทำเหมือนเย็นชาและไม่รู้สึกอะไรเลยในเรื่องของมาร์ค ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยใจอย่างมากแม้จะไม่เคยแสดงออกไปให้ใครได้รู้ แต่ก็มีคนสองคนที่รู้และให้กำลังใจเขาเรื่อยมาก็คือฮวนกับพาโบล ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะเดินทางกลับไปสเปนได้หลายอาทิตย์แล้ว แต่พวกเขาก็ติดต่อกันเสมอ

ปัญหาอย่างเดียวก็คือเขาจะบอกกับมิคาเอลยังไง เพราะเขาไม่อยากให้มิคาเอลรู้ว่าเขามีบ้านพักอยู่อีกที่หนึ่งที่พี่ชายเขาไม่เคยรู้มาก่อน หลังจากเรื่องครั้งนั้นมิคาเอลก็แทบไม่มายุ่งกับเขาอีกเลย อาจจะเพราะเหตุการณ์ในวันนั้นก็ได้ พวกเขาเคยเจอกับพวกของมาร์คครั้งหนึ่งที่โรงแรมที่พวกเขาไปงานเลี้ยง ชั่วแว่บที่เขาสบตากับมาร์คเขาเห็นความห่วงใยและโหยหาลึกๆ แต่ชายหนุ่มก็ปรับความรู้สึกเป็นเย็นชาอย่างรวดเร็วก่อนจะมองพวกเขาสองพี่น้องอย่างคนที่เป็นศัตรูกัน แล้วต่างก็เดินจากกันไป ตัวเขานั้นทั้งโล่งใจที่มาร์คยังจำสิ่งที่เขาเคยขอร้องชายหนุ่มไว้ได้ และทั้งเจ็บแปลบในใจถ้าหากนั่นจะเป็นความรู้สึกจริงๆ ที่ชายหนุ่มมีต่อเขาในขณะนี้

มิคาเอลท่าทางจะชอบใจในเรื่องนี้ และแม้ว่าพี่ชายจะไว้ใจเขาก็จริง แต่เขาก็รู้ว่ามิคาเอลไม่ได้วางใจเขาสักทีเดียว เพียงแต่เปลี่ยนเป็นจับตาดูอยู่ห่างๆ แทน

คงต้องอ้างเรื่องงานไปก่อน ไว้ค่อยหาทางแก้ปัญหาอีกทีก็แล้วกัน ริคโค่ถอนใจนิดๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานของตัวเองไปหาพี่ชายที่ห้องของประธานเพื่อบอกเรื่องนี้

หนึ่งเดือนที่ผ่านมาไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากฝ่ายของมิคาเอลมาทำให้มาร์คต้องกังวลหรือหนักใจอีก แต่เขาก็ยังคงติดตามดูพฤติกรรมของมิคาเอลต่อไปเพื่อความไม่ประมาท ตอนนี้เขากำลังจะเดินทางไปอังกฤษ แม้จะยังลังเลในจุดประสงค์ของตัวเองอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคงตั้งใจจะไป การไปจากสถานที่ที่เขารู้ว่าริคโค่อยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่ไม่อาจแตะต้องได้ อาจจะทำให้เขาพบอะไรบางอย่าง เขาหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

การไปอังกฤษครั้งนี้จะมีตัวเขา เจอโรม เชนและไมล์ลูกชายของพวกเขากับบอดี้การ์ดอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนอเล็กซ์กับฟิลล์เขาให้สแตนด์บายอยู่ทางนี้เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้จัดการได้อย่างรวดเร็ว

เขาและคณะจะเดินทางหลังคริสต์มาสหนึ่งวัน เขาส่งคนไปสืบข่าวที่อังกฤษล่วงหน้าแล้ว และรู้มาว่าคืนวันส่งท้ายปีเก่าที่บ้านตระกูลรอสส์จะจัดงานปาร์ตี้ และเขาจะไปพบซาร่าในคืนนั้น

มาร์คทิ้งน้ำหนักเอนพิงเก้าอี้ทำงาน มองเหม่อขึ้นไปที่ดวงไฟบนเพดาน นึกถึงวันที่เขากับเจอโรมไปงานเลี้ยงแล้วไปพบกับมิคาเอลและริคโค่เข้า สายตาของเขานั้นเหมือนจูนไปที่ริคโค่โดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่เขาก็ตั้งจะทำอย่างที่ชายหนุ่มขอร้องแล้วแท้ๆแต่ก็ยังอดไม่ได้ แววตาเศร้าๆ ของริคโค่นั่นแหละที่ยั้งเขาไว้ได้ทัน เขารีบเบี่ยงสายตาไปที่มิคาเอลแทน สำหรับหมอนี่เขาไม่ต้องเสแสร้งเลย แววตาเหยียดๆ ที่เขาแสดงออกไปนั้นเป็นความจริงทุกประการ

เมื่อพวกเขาต่างแยกกันไปแล้ว เขาเองเสียอีกที่อดหันไปมองตามแผ่นหลังของริคโค่ไม่ได้

ความเข้มแข็งที่เขามองเห็นจากชายหนุ่มทำให้เขารู้สึกชื่นชมริคโค่ขึ้นมาอีก ชายหนุ่มเติบโตขึ้นมากแค่ชั่วไม่กี่เดือน แต่เขาก็ยังอดที่จะเสียดายความเป็นเด็กหนุ่มที่เขาเคยมองเห็นในตัวริคโค่ไม่ได้ มาร์คย้อนคิดถึงตัวเองในวัยเดียวกันแล้วก็ต้องถอนใจเบาๆ จะว่าไปตอนที่เขาสูญเสียวัยหนุ่มไป เขาก็อายุไม่ต่างจากริคโค่เท่าไหร่

ยังไงก็ตามเส้นทางระหว่างเขากับริคโค่ คงจะแยกกันไปคนละทางอย่างที่มันเคยเป็น แต่มันจะไม่มีทางมาบรรจบกันได้เลย อย่างนั้นหรือ ลึกๆ ในใจเขาแอบหวังว่ามันอาจจะมีสักวันก็ได้ที่เขากับริคโค่จะมีหนทางร่วมกัน สักวันหนึ่ง…

พระอาทิตย์ที่กำลังตกมองเห็นชัดเจนตัดกับขอบฟ้าทอประกายเป็นสีแดงฉาน ลมทะเลที่พัดมาเอื่อยๆหอบเอากลิ่นทะเลยามเย็นที่แสนสดชื่นมาสู่รอบกายของเขา ที่โซฟาริมระเบียงบ้านริมทะเลหลังเล็กๆที่ชายหาดเมืองซีเอตเติ้ลที่เขาเป็นเจ้าของ ชายหนุ่มนั่งนิ่งอย่างครุ่นคิดพาดขาไว้ที่ราวระเบียง เส้นผมยาวประบ่าที่ออกจะไม่เข้ากับสมัยนิยมถูกพัดจนยุ่งเหยิง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ใส่ใจ ดวงตาสีทองหลังแว่นกันแดดกลับจดจ้องไปที่ขอบฟ้าพลางจ้องดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับหายไป

ไม่ว่าเขาจะพยายามเท่าไร ความทรงจำในวันนั้น ก็มักจะย้อนกลับมาสู่จิตใจเขาทุกครั้งยามที่เขาว่างเว้นจากการทำนู่นทำนี่ไม่เคยอยู่เฉยเพียงเพื่อที่จะไม่นึกถึงมัน เหมือนกับเหตุการณ์นั้นพึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่ผ่านมาเกือบหกเดือนแล้วและความจริงก็คือมันฝังใจเขามานานเกินกว่านั้นมากนัก นับตั้งแต่เขาได้สบตาสีเขียวคมเข้มที่เหมือนจะมองทะลุลงสู่จิตใจและแสนที่จะเย็นชาคู่นั้น

ครึ่งปีแล้วสินะ ตั้งแต่วันแรกที่เขาได้พบกับมาร์ค ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามากมาย แต่เขาก็ไม่เคยลืมเลือนแม้แต่วินาทีเดียว ความทรงจำต่างๆ ในเรื่องของชายหนุ่มเปรียบเหมือนหนังสือที่เขาสามารถเปิดออกดูได้ทุกครั้งยามที่เขานึกถึง

เขาคิดถึงมาร์คเหลือเกิน ครั้งเดียวที่เผชิญหน้ากันหลังจากที่เขาบุกไปหาชายหนุ่มถึงบริษัทก็เมื่อเดือนก่อน แต่มันก็แค่แว่บเดียวเท่านั้น สบตากันแค่ครั้งเดียวแล้วต่างคนก็ต่างไป หลังจากนั้นก็ไม่เคยพบกันอีกเลย นี่เขาก็เพิ่งเสร็จสิ้นจากการดูงานของบริษัทไอ.ที.ซี. ที่ชิคาโกเมื่อสองวันก่อน และมันก็ไปได้สวย ประธานบริษัทเป็นคนหนุ่มไฟแรงอายุมากกว่าเขาไม่เท่าไหร่และอัธยาศัยดีมาก ทำงานเข้ากับเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อเขาเอ่ยปากขอให้ชายหนุ่มช่วยสนับสนุนที่เขาบอกกับมิคาเอลว่าจะอยู่ต่อและถือโอกาสเที่ยวที่ชิคาโกตอนปีใหม่ ชายหนุ่มก็ช่วยเหลือเขาเป็นอย่างดี

“คนเราก็มีบ้างล่ะครับที่มีเวลาที่ต้องการอยู่คนเดียว ผมเข้าใจดี อย่างผมเองก็มีเหมือนกัน”

“อย่างคุณน่ะเหรอครับ?” ริคโค่ทำหน้าล้อเลียน “ผมไม่เห็นคุณจะเป็นอย่างนั้นเลย”

“อย่าโดนรูปลักษณ์ภายนอกหลอกเอาสิครับ คนบางคนน่ะอาจจะอ่อนไหวมากกว่าที่เขาแสดงออก แบบตรงกันข้ามเลยก็ได้” ชายหนุ่มหัวเราะเบา

คำพูดของชายหนุ่มทำให้ริคโค่พาลนึกไปถึงมาร์ค “นั่นสินะครับ” เขาเห็นด้วย

“ว่าแต่คุณจะไปไหนเหรอครับ?” ชายหนุ่มถาม

ริคโค่ยิ้มนิดๆ “บอกก็ไม่เป็นความลับสิครับ” เขาตอบ

“คุณหนูริคคะ…อาหารเย็นเสร็จแล้วค่ะ” เสียงพูดภาษาสเปนดังมาจากประตูระเบียง

“ขอบคุณครับเอลซ่า” ริคโค่เอ่ยตอบเป็นภาษาสเปนเช่นกัน เขาเอาขาลงจากราวระเบียง ถอดแว่นตาดำออกเก็บใส่กระเป๋า ก่อนจะเดินตามหญิงที่สูงวัยกว่าเข้าบ้าน

“ของสดที่คุณหนูให้ซื้อ ชั้นใส่ไว้ในตู้เย็นเรียบร้อยแล้วนะคะ…คุณหนูแน่ใจนะคะว่าจะไม่ให้ชั้นมาช่วยทำอาหารให้จริงๆ” เอลซ่าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

ริคโค่ยิ้มกว้าง นั่งลงที่โต๊ะอาหาร “แน่ใจสิครับเอลซ่า…ผมให้คุณหยุดพักตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสถึงปีใหม่แล้วไง คุณจะได้อยู่กับครอบครัวและลูกๆ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ แค่อาหารง่ายๆ ผมก็พอทำกินเองได้”

“ชั้นรู้ค่ะชั้นรู้…แต่คุณหนูต้องอยู่คนเดียวนี่คะ คืนอีฟแบบนี้น่าจะชวนเพื่อนหรือแฟนมาด้วย” เอลซ่ายังทักท้วง

“เอลซ่า…ผมไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะครับ” ริคโค่ตอบยิ้มๆ

“แต่คุณหนูก็ยังเป็นคุณหนูของเอลซ่าเหมือนเดิมแหละค่ะ”

“ไปพักผ่อนเถอะครับ…เดี๋ยวผมจัดการล้างจานเอง” ริคโค่รีบออกปาก ไม่อย่างนั้นเอลซ่าไม่ยอมกลับบ้านแน่ๆ

“ค่าๆๆ แค่นี้ก็ต้องไล่เอลซ่าด้วย” หญิงสูงวัยต่อว่านิดๆ แล้วเดินไปหยิบเสื้อคลุม

ริคโค่หัวเราะเดินมาส่งที่ประตู “ขับรถดีๆ นะครับ”

“เมอรี่คริสต์มาสนะคะคุณหนู” เอลซ่ากล่าวแล้วดึงชายหนุ่มมากอดไว้แน่น

“เมอรี่คริสต์มาสเช่นกันครับเอลซ่า” ริคโค่หัวเราะ ก่อนจะหอมแก้มนาง

เอลซ่าเดินไปขึ้นรถยนต์เก่าๆ ของนาง ไขกระจกมาโบกมือให้ริคโค่อย่างร่าเริงก่อนจะขับออกไป

ริคโค่โบกมือตอบ ปิดประตูบ้านหลังจากที่รถของนางพ้นสายตาไปแล้ว ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะกินข้าว จัดการกับอาหารตรงหน้า หลังจากอิ่มและล้างจานเสร็จเรียบร้อย เขาก็คว้าขวดไวน์แดงกับแก้วไปหนึ่ง เดินออกไปที่ระเบียงด้านนอก แล้วเดินลงบันไดไปสู่ชายหาดที่ร้างผู้คน อากาศเย็นๆ ด้านนอกเทียบไม่ได้เลยกับที่เขารู้สึกหนาวเหน็บอยู่ภายในใจ เดินห่างจากบ้านมาได้หน่อยเขาก็นั่งลงที่ชายหาด ฟังเสียงน้ำทะเลที่สาดเข้าฝั่ง จิบไวน์ไปพลาง ปล่อยอารมณ์ความรู้สึกให้ล่องลอยออกไปไกลห่างจากความเป็นจริง

“เมอรี่คริสต์มาสริคโค่” เขายกไวน์ขึ้นดื่มอวยพรให้กับตัวเอง ในคืนอีฟที่เดียวดาย

จะดีแค่ไหนนะ ถ้ามาร์คมานั่งอยู่ข้างๆ เขาตอนนี้ จิบไวน์ด้วยกัน นั่งดูดาวฟังเสียงคลื่นด้วยกัน

ริคโค่ถอนใจยาว ยกแก้วไวน์ขึ้น “ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เมอรี่คริสต์มาสนะครับมาร์ค ผมขอให้คุณมีความสุขตลอดไป” เขาดื่มไวน์จนหมดแก้ว นั่งทอดอารมณ์ที่ชายหาดอยู่นานในคืนนั้น กว่าจะกลับเข้าบ้านพัก

พวกของมาร์คเดินทางถึงอังกฤษโดยสวัสดิภาพ…แต่ช้ากว่าที่กำหนดไว้ไปสองวัน

เนื่องจากได้รับรายงานจากประธานบริษัทไอ.ที.ซี. ถึงเขาโดยตรง ว่าริคโค่กำลังจะเดินทางไปที่ไหนซักแห่งที่ไม่อยากให้ใครล่วงรู้ แม้แต่เจ้ามิคาเอล เขาจึงให้อเล็กซ์สืบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนและเป็นความลับ ไม่อยากให้ใครรู้ แม้แต่เจอโรมและฟิลล์ ตอนนี้จึงมีเขาและอเล็กซ์เท่านั้นที่รู้ ว่าริคโค่อยู่ที่ซีแอตเติ้ล เขาจึงออกคำสั่งให้ลูกน้องของอเล็กซ์คอยคุ้มครองชายหนุ่มอยู่ห่างๆ ไม่ให้ริคโค่รู้ตัว

ตอนนี้พวกเขาเข้าพักที่ห้องสูทชั้นบนสุดของโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงลอนดอน เจ้าลูกชายของเขาลอบมองเขาด้วยความสงสัยอยู่หลายที แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามอะไร ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกือบจะพรากไมล์จากไป ความสัมพันธ์ของเขากับ เชน ลูกชายเพียงคนเดียวของเขาก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อย จากที่เคยมองเขาอย่างเย็นชาทุกครั้งที่เผชิญหน้ากัน ตอนนี้กลับอ่อนลงเล็กน้อย คงรับรู้ถึงความรักและความห่วงใยของเขาก็ตอนที่มีเรื่องนี่แหละ แต่เขาก็โทษเชนไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะเขาเองที่เป็นคนหยิบยื่นความรู้สึกเย็นชานี้ให้ลูกชาย แม้ว่าหลังจากแม่ของเชนจะตายไป แต่เขาก็ไม่รู้จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์นั้นกลับมาอย่างไรดี

เขาอิจฉาเพื่อนรักทุกครั้งที่เห็นเจอโรมกับลูกชาย รวมถึงลูกชายของเขาพูดคุยหยอกล้อกัน มันเหมือนความสัมพันธ์แบบนี้มันฝังอยู่กับเขามานานมากเกินไป และเขาไม่กล้าที่จะเดินออกไปจากมัน ชายหนุ่มคิดอย่างมึนชา

“พ่อฮะ” เสียงเชนเรียกเขา ปลุกเขาออกจาภวังค์ความคิด

“อะไร” เขาหันมาสบตาลูกชาย

“พ่อยืนอยู่นานแล้วนะฮะ จะไม่เข้าห้องหรือฮะ” เชนจ้องกลับด้วยแววตาของความห่วงใย เพราะเขาไม่เคยเห็นพ่อเป็นแบบนี้มาก่อน

มาร์คยิ้มให้ลูกชายนิดๆ “ชั้นคิดอะไรเพลินไปหน่อย พวกแกไปพักผ่อนก่อนไป…เจอโรม” เขาหันมาพยักหน้าให้เพื่อนตามเขาเข้าไปในห้อง แล้วเดินนำไป

เจอโรมเดินตาม “ไปพักผ่อนนะไมล์…เชนด้วย อย่าเพิ่งคิดออกไปเที่ยวไหนล่ะ” เขาสำทับ ก่อนจะเดินตามเพื่อนรักไปแล้วปิดประตู

“เมื่อกี้นายเห็นรึเปล่า?” เชนเอ่ยถามเพื่อน ยังทำท่าเหมือนตะลึงไม่หาย

“เห็นอะไร?” ไมล์ถามมองหน้าเพื่อนรักงงๆ

“ก็พ่อน่ะสิ ยิ้มให้ชั้นด้วย” เขาหันมาทำตาโต

“ไม่เห็นจะแปลกเลย” ไมล์กลั้นหัวเราะ พลางดึงเพื่อนไปทางห้องพัก

“ไม่แปลก!!!…” เชนมองเพื่อนเหมือนไม่เคยเห็น “นั่นน่ะมาร์คัส แมคนีลที่มีฉายาว่า ‘มนุษย์น้ำแข็ง’ นะ มันไม่มีเหตุผลเลยที่อยู่ดีๆ พ่อก็มายิ้มให้ชั้น”

“เจ้าบ้า!!!…พ่อยิ้มให้ลูกชายแปลกตรงไหน” ไมล์ส่ายหน้า แล้วปิดประตูห้องนอนของทั้งคู่

เชนทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างแรง “ถ้าเป็นพ่อนายอาจจะไม่แปลก แต่พ่อชั้นนี่สิ”

ไมล์นั่งลงที่เตียงข้างๆ เพื่อน “นายอคติเกินไปเปล่า ท่านเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ไม่รู้สิ…สัญชาตญาณในตัวชั้นมันร้องเตือนยังไงก็ไม่รู้” เชนทำหน้ายุ่ง

“คิดมากน่ะ…มันอาจจะเป็นสัญญาณที่ดีก็ได้นะ” ไมล์ยิ้มให้กำลังใจเพื่อน

“ชั้นอยากมองโลกในแง่ดีได้อย่างนายจัง” เชนบ่นแล้วลุกขึ้นนั่ง

“แค่นายเปิดใจให้คนอื่นอีกหน่อยก็พอแล้ว” ไมล์หัวเราะหลบกำปั้นเพื่อนที่เหวี่ยงมาใส่

“จะฟังไว้ก็แล้วกัน…เฮ้อ!!!…ไปแช่น้ำอุ่นดีกว่าดูท่าที่นี่จะหนาวกว่าที่แอลเอเยอะเลย” เชนพูดแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำไป

ไมล์ส่ายหน้านิดๆ แต่ก็ดีใจที่เชนเริ่มมองเห็นว่าพ่อของเขาก็รักและเป็นห่วงเขาเหมือนกัน แม้ว่าการแสดงออกจะไม่เหมือนที่พ่อคนอื่นทำกัน แต่เขาก็รู้ว่าพ่อของเชนนั้นรักเชนยิ่งกว่าใครๆ มันขึ้นอยู่กับว่าเชนจะมองเห็นมั้ยว่าลึกลงไปในใบหน้าที่เย็นชามันมีสิ่งใดซ่อนอยู่ เขาเองก็ได้แต่หวังว่าเชนกับพ่อคงจะเข้าใจกันได้สักวัน…

หลังจากริคโค่ไม่อยู่ อิซาเบลเมียของเขาก็พาลูกชายกลับไปสเปน ทั้งบ้านจึงเหลือเขาเพียงคนเดียว เขารู้สึกกลับมาเป็นผู้คุมเกมอีกครั้ง จากการที่ไอ้แมคนีลมันมองเขากับริคโค่ราวกับโกรธกันมาแต่ชาติที่แล้วเมื่อครั้งก่อน รู้แล้วใช่มั้ยริคโค่ว่าคนที่นายใฝ่ฝันน่ะมันเป็นคนยังไง ที่มันทำท่าสนใจนายก็เพียงเพราะนายสามารถทำประโยชน์ให้กับมันได้เท่านั้นแหละ พอมันไม่ได้ตัวนายไป มันก็เห็นนายเป็นศัตรู ไงล่ะ ตอนนี้นายยังเห็นมันดีกว่าชั้นอยู่อีกมั้ย

มิคาเอลกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ดีล่ะ เมื่อตอนนี้ไม่มีใครอยู่ ก็ไม่มีใครมารับรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานเปิดลิ้นชักหยิบนามบัตรใบเล็กๆ ที่เขาได้มาจากสเปนขึ้นมา อย่าคิดว่าตอนที่เขาหนีไป เขาจะอยู่เฉยๆ หรอกนะ ลุงของริคโค่ไม่ชอบเขาเอาเลย เขารู้ดี ที่ช่วยก็เพราะริคโค่ขอร้องเท่านั้น เขาก็เลยผูกมิตรใหม่ พวกที่คิดจะโค่นกอนโดซ่าก็ใช่ว่าจะไม่มีซักหน่อย ก็เจ้าของนามบัตรที่อยู่ในมือเขานี่ไง มิเกล เดลกาโด้ เจ้าของบริษัทคู่แข่งของกอนโดซ่า พอเขาเอ่ยถึงเงินสนับสนุน มันก็รับปากตกลงว่าจะร่วมมือกับเขาทันที หวังว่าพวกมันคงไม่ฝีมือห่วยอย่างเจ้าพวกคราวที่แล้วหรอกนะ

มิคาเอลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ติดต่อลงไป

“สวัสดี” เสียงตอบรับภาษาสเปนดังกลับมา

“นี่ดาซิลวา คุณเดลกาโด้” มิคาเอลตอบกลับเป็นภาษาสเปนเช่นกัน

“โอ้…สบายดีรึเปล่า มีเรื่องอะไรให้ผมรับใช้ครับ” เดลกาโด้ตอบกลับมา หลับตาเห็นเงินลอยมา

“ก็แค่งานง่ายๆ จับเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาให้ผม”

“เด็กหนุ่ม?…ที่ไหนและเมื่อไหร่”

“ตอนนี้มันอยู่ที่อังกฤษ ลงมือเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ส่วนรูปของมันกับรายละเอียดผมจะส่งแฟกส์ให้พรุ่งนี้เช้า แต่ระวังหน่อยนะมันมีมือดีคุ้มกันอยู่”

“มีพวกคุ้มกันด้วย…อย่างนี้ผมก็ลำบากสิ”

“สองล้านยูเอส ถ้างานนี้สำเร็จ” มิคาเอลยื่นข้อเสนอ

“อืม….” เดลกาโด้ทำเป็นคิดทั้งๆ ที่ตาโต “ตกลง”

“แค่มันมีชีวิตอยู่ก็พอ จะทำวิธีไหนก็ได้ ถ้าสำเร็จผมจะมีรางวัลให้อีก”

“แล้วจะให้ผมทำยังไงกับมัน”

“เอาตัวไว้กับพวกคุณก่อนแล้วผมจะไปรับตัวมันเอง จำไว้นะผมต้องการเหยื่อที่มีชีวิต”

“ได้…แล้วจะติดต่อไป” เดลกาโด้บอกแล้วตัดสายไป

มิคาเอลวางสายลง ก่อนจะหัวเราะออกมา แกจะต้องได้รู้สำนึกไอ้แมคนีล คนอย่างชั้นต้องอยู่เหนือแกให้ได้ คอยดูก็แล้วกัน…

คืนวันส่งท้ายปีเก่า มาร์คกับเจอโรมกำลังเตรียมตัวไปที่บ้านตระกูลรอสส์

“นายแน่ใจนะว่าจะไป” เจอโรมเอ่ยถามด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ

“จนป่านนี้แล้วนายยังถามอีกเหรอ?” มาร์คหยิบเสื้อสูทมาสวม “ชั้นแค่จะไปคุยกับซ่าร่า ไม่ใช่ไปชิงตัวเขากับนาธานกลับมาวันนี้เสียเมื่อไหร่”

“ก็นั่นแหละ ยังไงซ่าร่าก็ต้องตกใจอยู่ดีที่นายโผล่ไป” เจอโรมท้วง

“รู้สึกว่านายจะห่วงซาร่ามากกว่าห่วงชั้นเสียอีกนะ” มาร์คต่อว่าเพื่อนรักยิ้มๆ

“ชั้นต้องห่วงอะไรนายล่ะ” เจอโรมทำหน้าเหนื่อยใจ

“เอาน่ะ…สัญญาก็ได้ว่าชั้นจะไม่ทำอะไรมากกว่าคุย” มาร์คหัวเราะกับสีหน้าของเพื่อน

“ก็นั่นแหละที่ชั้นกลัว” เจอโรมพึมพำ “ไปกันหรือยัง” เขาลุกขึ้นยืน

“เชนกับไมล์ล่ะ” มาร์คถามเดินนำไปที่ประตู

“รออยู่ข้างนอก” เจอโรมบอกเดินมาเปิดประตูให้เพื่อนรักก้าวออกไป

“เราจะไปไหนเหรอฮะพ่อ” เชนเอ่ยถามเมื่อพ่อของเขาเดินออกมาสมทบกับเขาและไมล์ที่รออยู่

“บ้านเพื่อนเก่าของพ่อคนหนึ่ง” มาร์คตอบเรียบๆ “ไปกันได้แล้ว” เขาบอกแล้วเดินนำทุกคนไปที่ลิฟท์

เจอโรมขับรถเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลรอสส์ ชานเมืองลอนดอน มีรถของบอดี้การ์ดขับตามมาจอดอยู่ไม่ห่าง ทั้งสี่คนเดินลงจากรถเข้าสู่ตัวบ้าน เชนแยกไปทางหนึ่ง เจอโรมเรียกลูกชายมาบอกอะไรนิดหน่อยก่อนจะให้ตามเชนไป

ผู้คนหนาตาในบ้านทำให้ทั้งมาร์คและเจอโรมทำตัวกลมกลืนไปกันคนอื่นๆ ได้ไม่ยาก มาร์คมองหาซาร่า และพบเธอกำลังต้อนรับแขกกลุ่มหนึ่งอยู่ จังหวะที่เธอผละจากแขกกลุ่มนั้น มาร์คก็พาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในสายตาของเธอ

ซาร่าแทบช็อคเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของห้อง เธอมองหาโจ สามีของเธอและพบว่าเขากำลังคุยอยู่กับเพื่อนรักของเขา เคน มอริสและภรรยา เธอหันมาสบตาชายหนุ่มอีกครั้ง ดวงตาเย็นเยียบที่กำลังบอกให้เธอออกไปกับเขา เธอจะไม่ไปก็ได้ แต่เกรงว่าชายหนุ่มจะทำให้สามีและงานปาร์ตี้ของเขาต้องล่ม เธอจึงเดินออกไปจากห้องจัดเลี้ยงไปทางระเบียงด้านหลัง เหลือบเห็นว่ามาร์คเดินตามมาทำให้เธอรู้สึกสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เขามาที่นี่ทำไมกัน? โอ้...พระเจ้า คงไม่ใช่เพราะนาธานลูกชายของเธอหรอกนะ...เธอหวั่นใจเหลือเกิน

มาร์คยกมือบอกเจอโรมว่าเขาจะไปเพียงคนเดียว แล้วเดินตามหญิงสาวออกไป

และทั้งสามคนก็ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ได้เดินตามซาร่าและมาร์คออกไปด้วย

ซาร่าเดินนำชายหนุ่มเข้าไปในห้องๆ หนึ่งในส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน เธอหยุดยืนอยู่กลางห้องหันกลับมา เผชิญหน้ากับมาร์คอย่างกล้าหาญแม้ว่าเธอจะกลัวเขาจนแทบจะสั่นไปทั้งตัว

มาร์ครู้สึกเจ็บปวดที่เห็นท่าทางหวาดกลัวของหญิงสาว แต่เขาก็เก็บมันไว้ภายใน

“ท่าทางสบายดีนี่ซาร่า” เขาเอ่ยทักด้วยเสียงราบเรียบ

“.....” ซาร่ายังคงนิ่งเฉย พลางจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็ง มาร์คที่เห็นในวันนี้ไม่ใช่คนที่เธอเคยรักจนหมดใจอีกต่อไปแล้ว

“ชั้นเห็นแล้วว่าเธอทำได้ดีทีเดียวนะ เลือกคนได้ดีนี่”

“คุณมาที่นี่ทำไม?!!!” เธอโพล่งขึ้นด้วยความโกรธ

“เธอคิดว่าจะหนีชั้นไปได้ คิดว่าชั้นไม่มีทางตามเธอได้อย่างนั้นเหรอซาร่า” มาร์คเอ่ยถามเสียงเรียบ “ที่เธอหลบหน้าชั้นได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็เพราะชั้นต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น เธออยู่ในสายตาของชั้นตลอดเวลาไม่ว่าเธอจะไปที่ไหนหรือว่าทำอะไร หลังจากที่เดรคตายไป ชั้นก็ไม่เห็นว่าเธอจะมีใคร แต่ชั้นประมาทไปหน่อยเพราะไม่คิดว่าเธอจะแต่งงานกับคนที่เธอพบไม่ถึงสองเดือน”

“ก็เพราะชั้นรักโจน่ะสิ เขาเป็นคนสอนชั้นว่าความรักที่แท้จริงน่ะมันเป็นยังไง นี่คุณคิดว่าชั้นยังรักคุณอยู่อีกเหรอมาร์ค ความรักที่ชั้นมีให้กับคุณน่ะมันตายไปตั้งแต่คุณบังคับให้ชั้นแต่งงานกับเดรคแล้ว” ซาร่าต่อว่า ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจ

มาร์คสะท้อนลึกในใจ ไม่อาจบอกได้ถึงสิ่งที่เขาทำเพื่อสองแม่ลูก และถึงบอกไปซาร่าก็คงไม่เชื่ออยู่ดี เขารู้ดีว่าซาร่ารักเขามากในตอนนั้น แต่เขาก็เป็นคนทำลายความรักนั้นไปแล้วด้วยมือของเขาเอง

“ชั้นเคยรักคุณ...รักมาก รักมาตั้งแต่ชั้นอายุสิบห้าตอนที่ได้เจอคุณครั้งแรก แต่คุณก็เลือกความก้าวหน้าของคุณมากกว่าอนาคตของเราสองคน คุณแต่งงานกับลอเรนเพื่อตัวเองทั้งๆที่เขารักคุณ แต่คุณก็ยังหลอกใช้เขา ชั้นทำผิดต่อเขาที่ยอมคงความสัมพันธ์ของเราไว้เพราะชั้นหลงเชื่อที่คุณบอกว่ารักชั้น แต่พอลอเรนรู้ว่าชั้นท้อง คุณก็บังคับให้ชั้นแต่งงานกับเดรคตอนนั้นชั้นมันโง่เองที่เชื่อทุกอย่างที่คุณพูด ทำทุกอย่างที่คุณบอกให้ชั้นทำ” น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลอาบแก้มของซาร่า “เดรคเป็นคนดีมาก แม้เขาจะรู้ว่าชั้นท้องลูกของคุณแต่เขาก็ยังทำดีกับชั้น เขากับชั้นก็ยังรู้อีกว่า ลอเรนขู่คุณว่าถ้าไม่กำจัดชั้นออกไปจากชีวิต เขาจะหย่ากับคุณแล้วคุณก็จะไม่ได้อะไรเลย”

ผู้หญิงคนนั้น!!! มาร์คคิดอย่างโกรธเกรี้ยว เขาไม่เคยรักลอเรนเลยแม้แต่นิดเดียว

การแต่งงานของเขาทำไปเพื่อพยุงฐานะของบริษัทเท่านั้น และมันก็เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ มันเป็นการตัดสินใจที่เขารู้สึกมาเสียใจทีหลังอีกครั้งในชีวิต ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจเหลือเกิน ยังอุตส่าห์ทำให้ซาร่าเกลียดเขาทั้งๆ ที่เขาก็รับปากแล้วว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับเธอ

“เธอรู้ได้ยังไง” มาร์คถามราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกออกไปให้อีกฝ่ายรู้ ว่าเขาเสียใจขนาดไหน

“ลอเรนบอก ในวันที่ชั้นแต่งงานกับเดรค” ซาร่าปาดน้ำตาทิ้ง จ้องชายหนุ่มตาวาววับ

“ยายปากมาก แต่ช่างเถอะ ยังไงซะหล่อนก็ตายไปแล้ว” มาร์คแกล้งยักไหล่เหมือนไม่แคร์ แต่ในใจเขาโทสะลุกวาบ แม้ลอเรนจะตายไปแล้ว แต่หล่อนยังทิ้งความชิงชังไว้กับคนที่เขารักอีก

“คุณต้องการตัวนาธานใช่มั้ย” ซาร่าโพล่งขึ้น จ้องชายหนุ่มเขม็งอย่างต้องการคำตอบ

มาร์คหรี่ตามองซาร่าด้วยดวงตาที่ไม่แสดงความรู้สึกเช่นเคย นาธานเหรอ เขาตัองการตัวนาธานลูกชายของเขาหรือเปล่า มันยังเป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจเขาจนบัดนี้ ลูกชายอีกคนที่เขาไม่เคยแม้แต่จะได้พบหน้า มีเพียงแค่รูปถ่ายจากรายงานที่เขาให้ลูกน้องไปคอยติดตามสองแม่ลูกเท่านั้น

แค่เขาเห็นซาร่าในวันนี้เขาก็รู้แล้วว่า เธอมีความสุขดีที่นี่กับคนที่เธอรักและลูกชาย ซาร่าคงไม่มีความสุขแน่ถ้าเขาเอาตัวเธอและนาธานกลับไป

แต่เขากลับแสดงออกไปในทางตรงข้าม เมื่อจิตใจส่วนลึกของเขาร้องบอกว่าแม้ซาร่าจะเป็นของชายอื่นไปแล้ว แต่นาธานเป็นลูกชายของเขา!!! ของเขา!!!

เขาหยัดยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ฉลาดมาก นี่แหละสิ่งที่ชั้นชอบในตัวเธอ สัญชาตญาณของคนเป็นแม่กระมัง ก็ดีจะได้ไม่ต้องอ้อมค้อม” อะไรทำให้เขาพูดไปแบบนั้น เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้

“คุณจะต้องการเขาไปทำไม ในเมื่อคุณก็มีเชนอยู่แล้ว” ซาร่าถามเสียงแข็ง

“ก็เพราะนาธานเป็นลูกชั้นน่ะสิ แล้วทำไมชั้นต้องปล่อยให้ลูกของชั้นไปทำประโยชน์ให้คนอื่นด้วยล่ะ” เขาพูดเหมือนคนพาลเขารู้ดี

“สุดท้ายคุณก็เห็นแค่ประโยชน์ของคุณคนเดียวเท่านั้น” ซาร่าโกรธจัด “คุณไม่เคยรักชั้นกับลูกแม้แต่นิดเดียว ชั้นไม่มีวันให้นาธานไปอยู่กับคนไม่มีหัวใจอย่างคุณเด็ดขาด” ซาร่าหันกลับเดินไปที่ประตูทันที

“งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันอีกแล้วสิ” มาร์คพูดเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “เธอรู้จักชั้นดี ซาร่า ไม่มีสิ่งใดที่ชั้นต้องการแล้วไม่เคยได้”

“ใช่ชั้นรู้ดี แต่ชั้นจะทำทุกทางไม่ให้คุณได้แตะต้องเขา” ซาร่าโต้กลับเสียงสั่นพร่า

“เธอไม่มีทางทำอะไรได้ในเรื่องนี้ ซาร่า” มาร์คพูดเสียงแข็งกร้าว “ชั้นไม่มีทางปล่อยมือจากสิ่งที่เป็นของชั้นง่ายๆหรอก” ใช่...นี่คือสิ่งที่เขาย้ำเตือนตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่มาถึงที่นี่ แต่คนที่เป็นของเขาล่ะ คนคนนั้นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ

“ชั้นจะไม่อ้อนวอนคุณหรอกเพราะชั้นรู้ว่ามันไม่มีประโยนช์ที่จะพูดกับคนอย่างคุณ” ซาร่าพูดเสียงราบเรียบทั้งที่ในใจเธอหวาดหวั่น “นาธานไม่มีวันเป็นคนอย่างที่คุณต้องการหรอก เขามีจิตใจที่ดีงาม”

“เขาจะเป็นอย่างที่ชั้นต้องการแน่ถ้าเขาได้มาอยู่กับชั้น เขามีเลือดของชั้นอยู่ในตัว”

“ชั้นได้แต่หวังนะมาร์ค” ซาร่าพูดเสียงเบาแต่ก็พอให้มาร์คได้ยิน “ได้แต่หวังว่า เชนคงไม่โตขึ้นมาเป็นผู้ชายอย่างคุณ” ซาร่าก้าวไปที่ประตูอย่างแน่วแน่ แล้วออกจากห้องไป

คำพูดที่ซาร่าทิ้งไว้กับเขานั้นช่างเสียดแทงใจเขาอย่างจังจนเขาถึงกับนิ่งอึ้ง คนอย่างเขามันเลวร้ายถึงขนาดนั้นเชียวหรือ สิ่งที่เขาทำไปเขาคิดแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่เขารักเจ็บปวดน้อยที่สุด แต่ถ้านั่นเป็นมุมมองของเขาแค่คนเดียวล่ะ ถ้าสิ่งที่เขาทำลงไปกลับให้ผลตรงกันข้ามกับที่เขาคิด นั่นก็แสดงว่าคนที่เขารักต้องเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส อาจจะมากกว่าที่เขารู้สึกเสียอีกก็ได้

มาร์คเดินออกจากห้องนั้นไปอย่างมึนชา ปวดหนึบไปทั้งหัวใจ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดไว้ว่าจะพบเจอ เขาคิดอย่างสับสน ความแข็งแกร่งในหัวใจของเขา กำแพงหนาที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจของเขามันพังทลายไปเมื่อไหร่กัน ทำไมเวลานี้เขาถึงได้รู้สึกอ่อนแอเช่นนี้

เพราะริคโค่อย่างนั้นหรือ ริคโค่คือคนที่ทะลายกำแพงหนาของเขาใช่มั้ย หรือว่าตัวเขาเองกันแน่ ที่ทำลายมันลงเอง...

เจอโรมยืนหลบมุมอยู่ตรงทางที่มาร์คและซาร่าเดินหายไป พักใหญ่เขาก็เห็นซาร่าเดินกลับมา ดวงตามีแววของน้ำตา เธอเดินหายไปทางห้องน้ำและกลับออกมาด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น เขาอดที่จะถอนใจเบาๆ ไม่ได้

จากนั้นสักพักมาร์คก็เดินมาสมทบกับเขา ท่าทางเหมือนคนพ่ายแพ้อะไรสักอย่าง เขาเห็นมันได้ แม้ว่าเพื่อนรักของเขาจะปกปิดมันไว้ภายใต้หน้ากากอันเย็นชา เกมนี้เป็นเกมที่เพื่อนเขาจะไม่ชนะอย่างแน่นอน

“กลับกันเถอะ” มาร์คเอ่ยกับเพื่อน แล้วเดินนำไปที่ประตู เจอโรมพยักหน้า กำลังจะไปตามลูกชาย ก็เห็นเชนกับไมล์เดินมากับเด็กหนุ่มอีกสามคน สองคนเป็นฝาแฝดใส่ชุดเหมือนเทวดา หน้าตาน่ารักมาก และอีกคน ก็คือนาธานลูกชายอีกคนของมาร์ค ทั้งห้าคนพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม ยืนรวมกลุ่มกันอยู่กับซาร่า สามีใหม่ของเธอกับอีกสองคนที่คงเป็นพ่อแม่ของสองแฝด

ไมล์หันมาสบตากับเขา จึงหันไปสะกิดเพื่อน เชนหันมาสบตากับมาร์คนิ่ง ก่อนจะทำหน้าสงสัยหันไปมองนาธานกับแม่ของเขา ก่อนจะหันไปลาทุกๆ คนที่ยืนอยู่

เจอโรมหันมามองมาร์คก็เห็นเพื่อนของเขามองไปที่ซาร่าและนาธานก่อนจะหันหลังเดินนำออกประตูบ้านไปก่อนเมื่อเห็นเชนและไมล์ผละออกจากกลุ่มนั้น

มาร์คเงียบมาก สีหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา เจอโรมเปิดประตูรถด้านหลังให้เพื่อนขึ้นไป เชนเดินตามมาสบตากับเขาแว่บหนึ่งแล้วขึ้นไปนั่งเคียงข้างพ่อของเขา ไมล์ตามหลังมายิ้มให้พ่อนิดๆ

“ได้เพื่อนใหม่เร็วดีนี่” เจอโรมเอ่ยทัก

ไมล์ยิ้มกว้าง “เชนน่ะสิฮะ...สงสัยจะติดใจนางฟ้าเสียแล้ว”

เจอโรมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามไถ่

“ก็เด็กน่ารักแต่ท่าจะร้ายไม่เบา ถูกใจเชนเขาล่ะฮะ” ไมล์หัวเราะ

เจอโรมพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินไปขึ้นนั่งประจำที่คนขับ ไมล์ก็ขึ้นรถเรียบร้อย

แล้วรถคันหรูของมาร์คก็เคลื่อนออกจากออกจากบ้านตระกูลรอสส์ ไป

ระหว่างทางกลับสู่โรงแรม มาร์คจมอยู่แต่ในภวังค์ความคิดเรื่องของซาร่ากับนาธาน มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างด้านของตัวเอง อย่างไม่สนใจสิ่งใด จนกระทั่ง

“พ่อมาอังกฤษทำไมกันแน่” เสียงของเชนแว่วๆ มาเข้าหูของเขา มาร์คหันไปมองลูกชายด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะหันกลับไปนอกหน้าต่างตามเติม เขาไม่อยากตอบหรือยังหาคำตอบนั้นไม่ได้ก็ไม่อาจรู้

“ไม่ใช่แค่มาดูบริษัทสาขาเท่านั้นใช่มั้ยฮะ” เชนเอ่ยถามอีกอย่างคาดคั้น

ดื้อและดึงดัน ไม่ต่างจากเขาเลย มาร์คเหยียดยิ้มนิดๆ “ชั้นรู้ว่าแกเป็นคนฉลาดและช่างสังเกต ไหนบอกชั้นสิว่าแกรู้อะไร”

“อย่าเปลี่ยนเรื่องสิฮะพ่อ ผมรู้ว่าพ่อไม่เสียเวลาไปงานปาร์ตี้นั่นหรอก ถ้ามันไม่มีอะไรที่น่าสนใจ” เชนทำเสียงฮึดฮัดที่ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ

มาร์คหัวเราะในคอ อยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้ เป็นนิสัยที่ถอดแบบไปจากเขาไม่มีผิด “แกเหมือนชั้นมากกว่าที่แกจะรู้เชน และถึงแกจะเดาถูกแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของแก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีแววเตือนว่าไม่ให้ลูกชายมายุ่งเรื่องนี้

“ใช่เรื่องของผมแน่ๆ ถ้าที่ผมคิดไว้มันเป็นความจริง” เชนกล่าวเสียงกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้ “พ่อสนใจใครบางคนที่งานนั่น ถ้าจะพูดให้ตรงเลย ก็คือแม่ลูกเจ้าของงานนั่นใช่มั้ยฮะ” เขาไม่ลังเลที่จะตีให้ตรงจุด เพราะอยากรู้มาตั้งแต่พบกับนาธานที่งานนั่นแล้ว

“ชั้นรู้อยู่แล้วว่าแกต้องสงสัย” มาร์คเหยียดยิ้มอีกครั้ง “คงรู้อีกล่ะสิว่าทำไม”

ไม่มีอะไรที่จะตอบเขาได้ดีเท่ากับการที่พ่อของเขาไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ “นาธานเป็นน้องชายผม” เชนพูดอย่างมั่นใจที่สุด

“ใช่...” มาร์คยอมรับ “เขาเป็นลูกของชั้นและผู้หญิงคนนั้นก็เป็นของชั้นเหมือนกัน” เขาพูดเสียงเรียบอย่างเฉยชา “และอะไรที่เป็นของชั้น ชั้นจะไม่มีวันให้มันตกไปอยู่ในมือของคนอื่น”

“แต่เธอต่งงานไปแล้วนะฮะ พ่อไม่ควรทำอะไรที่จะเป็นการทำลายครอบครัวของคนอื่น” พูดจบเชนเองยังแปลกใจที่เขากล้าเถียงกับผู้เป็นพ่อเช่นนี้ แต่เขาอยากปกป้องสองแม่ลูกนั่น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจจะเป็นเพราะแววตาเหงาๆ ของนาธานล่ะมั้ง ที่ทำให้เขาเห็นภาพของตัวเองสะท้อนในดวงตาคู่นั้น ที่เหมือนกับเขาราวกับพิมพ์เดียว

“แกคิดจะสั่งสอนชั้นงั้นเหรอ เจ้าเด็กน้อย” มาร์คหันมาจ้องหน้าเชนด้วยดวงตาวาววับคมกริบ “อย่าลืมสิว่าแกเป็นลูกของชั้น”

เชนสู้ตาพ่อไม่ยอมหลบ “แต่มันไม่ถูกต้องนะฮะ เมื่อพวกเขามีความสุขไปแล้ว พ่อก็ควรปล่อยเขาไป ผมไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างผู้หญิงคนนั้นกับพ่อ แต่ผมคิดว่าถ้าเขาเลือกที่จะอยู่กับผู้ชายคนนั้น พ่อก็ควรวางมือจากพวกเขาซะ”

“ใช่ แกไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ” มาร์คพูดเสียงกร้าว “อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้เชน” เขาเตือนลูกชายด้วยเสียงเฉียบขาด โทสะที่สะสมอยู่ลุกวาบขึ้นมาในดวงตาจนเขาต้องเมินหน้าไปอีกทาง เพื่อไม่ให้ลูกชายเห็นว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อเขามากแค่ไหน

“พ่อต้องการตัวนาธานหรือแม่ของเขากันแน่” เชนถามจี้ใจดำเขาขึ้นมาอีก

มาร์คหันขวับมาจ้องหน้าลูกชายทันที ถ้าไม่ใช่ทั้งสองคนล่ะ คนที่เขาต้องการคือริคโค่ต่างหาก

แต่เชนคงไม่เข้าใจ คิดว่าเขาคิดจะแย่งชิงซาร่ากับนาธานไปจากสิ่งที่ทั้งสองได้เลือกแล้ว และเขาก็เห็นว่าไม่จำเป็นที่เชนต้องมารับรู้เรื่องของเขา ดีแล้วที่เชนคิดไปแบบนั้น

“แกเหมือนชั้นมากเกินไปเชน” มาร์คพูดเสียงเย็น “แกเก่งมากที่มองเห็นมัน ใช่ นาธานเป็นเพียงคนที่จะทำให้ชั้นได้ในสิ่งที่ต้องการ” แววตาของมาร์คกลับสู่ความเย็นชาตามเดิม “รู้สึกว่าแกจะอยากปกป้องพวกเขาเหลือเกินนะ” เขาพูดให้เชนเข้าใจผิดแบบนั้นต่อไป

ความจริงแล้ว เขาเองก็อยากเจอนาธานสักครั้ง ลูกชายที่เขาไม่เคยเจอตัวจริงแม้แต่ครั้งเดียว

“ผมอาจจะทำอย่างนั้นก็ได้” เชนพูดอย่างท้าทาย

“แล้วชั้นจะคอยดู” มาร์คโต้กลับ “แกเลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว และชั้นขอเตือนว่าอย่ามายุ่งเรื่องของชั้น” เขาตัดบทแล้วหันไปมองวิวนอกหน้าต่างตามเดิม ลอบถอนใจนิดๆ

และตลอดทางจนถึงโรงแรมที่พักเชนก็นิ่งเงียบไม่ถามอะไรเขาอีกเลย...

#########################################################