Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 12

สองวันมาแล้วตั้งแต่กลับมาจากงานปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่า มาร์คนิ่งเงียบมากจนผิดปกติวิสัย แม้แต่กระทั่งกับเขาก็ไม่บอกอะไรเลยว่าจะเอายังไง และเย็นนี้ประธานบริษัทสาขาที่นี่จะมาคุยด้วย เพื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับงานเลี้ยงต้อนรับในวันพรุ่งนี้

มาร์คนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเปิดแฟ้มสองแฟ้มที่วางอยู่ตรงหน้าสลับไปสลับมาหลายรอบแล้ว บางครั้งก็มองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วก็ถอนใจเฮือกๆ นี่เหมือนกับไม่ใช่เพื่อนเขาเอาเสียเลย

“ชั้นเอาแต่ใจตัวเองมากไปใช่มั้ยเจอโรม...ชั้นคิดเองเออเองว่าพวกเขาจะเจ็บปวดน้อยที่สุด” เสียงมาร์คเอ่ยถามขึ้นราวกับคนหมดอาลัยตายอยาก

มาร์คกำลังอ่อนแอถึงขีดสุด เจอโรมรู้สึกได้ นี่จะเพราะริคโค่รึเปล่านะ? เพื่อนเขารักชายหนุ่มถึงขนาดนี้เชียวหรือ?

“ไม่เหมือนนายเลยนะที่ถามแบบนี้” เจอโรมตอบเลี่ยงๆ

“นายคงคิดแบบนั้นล่ะสิ” มาร์คยิ้มเยาะตัวเอง “ชั้นทำเรื่องแย่ๆ กับคนที่ชั้นรัก ปากก็บอกว่าเพื่อพวกเขาแต่จริงๆแล้ว...ชั้นทำเพื่อปกป้องตัวเองต่างหาก เพราะชั้นไม่อยากเจ็บปวด แต่กลับผลักความเจ็บปวดนั้นไปให้คนอื่นแทน”

“มาร์ค!!!” เจอโรมเรียกเพื่อนอย่างตกใจ

มาร์คลุกขึ้น เดินมายืนพิงข้างโต๊ะทำงาน มองเหม่อออกไปที่ดวงอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงที่ขอบฟ้า ไหล่ทั้งสองข้างคู้ลงอย่างอ่อนล้า

เขาเคยเอ่ยถามคนๆ หนึ่งว่าเหตุใดถึงต้องออกไปยืนดูดวงอาทิตย์ที่นอกห้องด้วย ในเมื่อดูในห้องก็เหมือนกัน

“ผมอยากรู้สึกถึงความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ด้วยน่ะครับ”

ตอนนั้นเขาฟังแล้วก็แค่ยิ้ม ไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งของคำพูดนี้ของริคโค่แม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เขากลับเข้าใจมันได้เป็นอย่างดี

เพราะว่าเขากลัวความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ กลัวว่ามันจะแผดเผาเขาจนละลายไป เขาจึงเอาแต่ซ่อนอยู่แต่ในกำแพงหนาที่เขาสร้างขึ้นมาเอง

เขาเป็นคนกล้าหาญอย่างนั้นหรือ ไม่เลย!!! ไม่สักนิดเดียว!!!!

เขาเป็นแค่คนขี้ขลาดคนหนึ่งเท่านั้นเอง!!! ไม่กล้าแม้แต่จะยอมเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ไม่กล้าต่อสู้เพื่อคนที่เขารัก คนแล้วคนเล่าที่เดินจากเขาไป เพราะความขี้ขลาดของตัวเขาเอง

สัมผัสของฝ่ามืออบอุ่นแตะที่ไหล่ของเขา มือที่พร้อมจะยื่นให้เขาเสมอ “มาร์ค...นายเป็นคนที่เข้มแข็งกว่านี้นี่...มันยังไม่สายหรอกนะที่จะแก้ไขสิ่งที่นายคิดว่ามันผิด”

“หัวใจของพวกเขาจะมีที่เหลือให้ชั้นอีกเหรอเจอโรม...ในสายตาพวกเขา...ชั้นมันเป็นคนเย็นชา ไร้หัวใจ เห็นแต่ประโยชน์ของตัวเอง” ถ้อยคำที่ออกจากปากของมาร์ค บอกถึงความท้อแท้และเสียใจ

เจอโรมตบบ่าเพื่อนรักอย่างปลอบใจ “ไม่หรอก...ในหัวใจของลูก มันมีที่สำหรับพ่อเสมอ”

“นายหมายถึง...”

“ใช่...ทั้งเชนและนาธาน ชั้นว่าพวกเขายังคงรอคอย ‘พ่อ’ ของพวกเขาตลอดมา กลับมาเถอะนะมาร์ค ชั้นรู้จักนายดีกว่าใคร และรู้ด้วยว่านายเป็นพ่อที่ดี แต่นายต้องบอกกับพวกเขาด้วยตัวของนายเองถึงความรักของนายที่มีต่อพวกเขาทั้งสองคน” เจอโรมเอ่ยเตือนอย่างอ่อนโยนเพราะตอนนี้มาร์คเปิดใจมากกว่าที่ผ่านๆ มา

มาร์คได้ฟังก็นิ่งไป มันจะเป็นจริงอย่างที่เจอโรมพูดหรือไม่นั้น มีแค่ทางเดียวที่เขาจะรู้ได้

“ขอบใจนะเพื่อน...ชั้นจะลองทำอย่างที่นายบอกดูสักครั้ง” มาร์คยืดไหล่ขึ้น รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา

“ยินดีเสมอ” เจอโรมยิ้มกว้าง

เสียงเคาะประตูห้องบอกถึงการมาเยือนของผู้ที่มาร์คนัดหมายไว้ มาร์คสูดหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าและความรู้สึกใหม่ เดินกลับมานั่งที่โซฟารับแขก เจอโรมเดินไปเปิดประตูให้ประธานบริษัทสาขาอังกฤษก้าวเข้ามา

มาร์คกลับมาเป็นเจ้านายผู้เยือกเย็นอีกครั้ง แต่ภายในใจของเขาเหมือนมีประกายไฟดวงใหม่ถูกจุดขึ้น

“พ่อฮะ” เชนเอ่ยขึ้นเมื่อพวกเขาทั้งสี่คนเสร็จจากการทานมื้อเย็นที่ห้องอาหารชั้นล่างของโรงแรม

“ว่าไง” มาร์คถามกลับ สบตาลูกชายนิ่ง

“คือว่าพวกเราสองคนจะขออนุญาตออกไปเที่ยวพรุ่งนี้น่ะฮะ”

“อืม...ก็ไปสิ ระวังด้วยแล้วกันที่นี่มันไม่ใช่บ้านของเรา” มาร์คบอก ยกกาแฟขึ้นจิบ

“....” เชนอึ้ง ไหงพ่อให้ไปง่ายๆ แบบนี้ล่ะ แถมไม่ถามสักคำว่าจะไปไหน ไปกับใคร

คำถามทั้งหมดอยู่ที่ดวงตาของลูกชายที่มองเขา มาร์คยิ้มนิดๆ วางแก้วกาแฟลง

“แกสงสัยอะไรงั้นรึ?” มาร์คเลิกคิ้ว

เชนรู้สึกตัวรีบเบนสายตาไปทางอื่น “เปล่าฮะ...ขอบคุณ”

มาร์คหัวเราะในคอ ยังระแวงเขาเรื่องนาธานกับแม่อยู่ล่ะสิ “แล้วอย่างกลับให้เย็นมากนักล่ะ พรุ่งนี้ชั้นมีงานเลี้ยงคงจะกลับดึกสักหน่อย”

“ฮะ” เชนตอบสั้นๆ เผลอยิ้มออกมาอย่างมาดหมาย

มาร์คมองแล้วได้แต่สงสัย เจ้าลูกชายของเขาต้องไปเจออะไรดีๆ ที่งานวันนั้นแน่ๆ เห็นลูกน้องของเขาบอกว่าเชนให้หาเบอร์โทรศัพท์ของใครสักคน นี่คงจะนัดเอาไว้เรียบร้อยแล้วล่ะสิ

“เจอโรม...ไปคุยกันหน่อยนะ” มาร์คเอ่ย แล้วลุกขึ้นเป็นการจบการสนทนา แล้วก็ขึ้นลิฟท์กลับเข้าห้องตัวเองไปพร้อมกับเจอโรม

“นายว่าพ่อชั้นคิดจะทำอะไรหรือเปล่าเนี่ย” เชนเอ่ยถามเมื่อทั้งเขาและไมล์กลับเข้าห้องเหมือนกัน

“คงไม่หรอกมั้ง” ไมล์ตอบแต่ก็ไม่มั่นใจนัก

“งั้นพรุ่งนี้นายกับชั้นคงได้ลองวิชาที่พ่อนายสอนแน่” เชนยักไหล่ เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า “นายว่าชั้นจะใส่ตัวไหนดีล่ะ”

ไมล์หัวเราะก๊าก “อะไรกันน่ะเชน นี่นายเป็นถึงขนาดนี้เลยเรอะ แล้วเนี่ยนะบอกว่าไม่หลงเสน่ห์นางฟ้าน่ะ” แซวเพื่อนรักอย่างสนุกปาก

“หัวเราะไปเถอะ ไม่เจอบ้างก็แล้วไป” เชนค้อนเพื่อน “ก็หมอนั่นน่ารักนี่นา ชั้นก็แค่อยากให้เร็นตะลึงในความหล่อของชั้นมั่งสิ”

ไมล์ยิ่งหัวเราะหนักขึ้นไปอีก นี่เพื่อนเขาเป็นเอามากจริงๆ สงสัยจะหลงรักเข้าเต็มเปาเสียแล้ว

“สีเทากับแจ็คเก็ตหนังสีดำตัวนั้นแหละ” เขาบอกเพื่อนรัก

“ใจตรงกับชั้นเลย” เชนหัวเราะ “สบายใจแล้วไปอาบน้ำดีกว่า” ว่าแล้วเขาก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างสบายอารมณ์

ไมล์ส่ายหน้านิดๆ เชนไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครเลยนะเนี่ย แต่เร็นก็น่ารักจริงๆ นั่นแหละ พรุ่งนี้เชนนัดเร็นไปเดทกัน มีเรียวกับนาธานไปด้วยเป็นสองคู่ เขาก็ไปเป็นบอดี้การ์ดให้เชนเหมือนทุกที

เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น ไมล์รีบรับทันที

“ไมล์เหรอ พรุ่งนี้แกก็จะไปด้วยใช่มั้ย” เสียงเจอโรมดังมาทางปลายสาย

“ใช่ฮะพ่อ”

“ดีแล้ว ทำหน้าที่ให้ดีล่ะ แล้วก็อย่าทำอะไรห่ามๆอีกนะ”

“รู้แล้วฮะ” ไมล์หัวเราะเบาๆ

“ดี...แค่นี้แหละ” แล้วสายก็ตัดไป

ไมล์มองโทรศัพท์งงๆ ก่อนจะวางหูลง

“ใครโทรมา?” เชนตะโกนถามมาจากห้องน้ำ

“พ่อชั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก ก็เตือนเหมือนทุกทีที่เราออกไปข้างนอกนั่นแหละ” ไมล์ตอบกลับไป

เสียงเชนเงียบไป สักครู่ก็มีเสียงผิวปากอย่างอารมณ์ดีดังขึ้นแทน

มันจะมีอะไรหรือเปล่านะ หรือว่าเขาจะคิดมากไปเอง

ไมล์ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ชักสังหรณ์ใจแปลกๆ ขึ้นมา การมาอังกฤษครั้งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ เขาเดาอนาคตไม่ออกจริงๆ

งานเลี้ยงต้อนรับของบริษัทสาขา ถือว่าจัดได้ดีเยี่ยมในสายตาของมาร์ค อย่างน้อยก็ไม่มีพวกที่ชอบทำตัวเด่นเอาหน้ามางานมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าแผนกต่างๆ ของบริษัทที่อยากพบเขาจริงๆ เพราะนานๆ ครั้งเขาถึงจะมาสักที ประธานบริษัทที่นี่อายุมากกว่าเขาเกือบสิบปีแต่ก็นับถือเขามาก ตัวเขาเองก็นับถือชายชราเช่นกัน มีการพูดคุยกันถึงโปรเจคในปีหน้าที่จะขยายตัวออกไปอีก แต่มาร์คไม่อยากให้คุยในตอนนี้จึงชวนชายหนุ่มคุยถึงเรื่องสบายๆ แทน

“ไม่เห็นคุณพาลูกชายมาให้พวกผมรู้จักบ้างเลย”

“เจ้านั่นยังเด็ก ไม่ค่อยสนใจงานสักเท่าไหร่หรอกครับ” มาร์คเอ่ยตอบ

“น่าเสียดาย ถ้ามาจะได้ทำความรู้จักกันไว้”

“ไว้ถ้ามีโอกาสผมคงต้องขอคำแนะนำจากคุณให้เขาบ้าง” มาร์คพูดยิ้มๆ

“ด้วยความยินดีครับ”

เสียงโทรศัพท์เบาๆ ดังมาจากเพื่อนของเขา มาร์คหันไปเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ยิ่งเห็นเจอโรมทำคิ้วขมวดตอนที่รับสายแล้ว ยิ่งทำให้เขากังวลมากขึ้น

เจอโรมสบตากับเขาแว่บหนึ่ง ก่อนจะเดินห่างออกไป มาร์ครู้สึกเป็นห่วงเชนขึ้นมาตะหงิดๆ เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของเขาหรือเปล่านะ แต่เขาก็เสียมารยาทปลีกตัวออกไปตอนนี้ไม่ได้ จึงได้แต่หงุดหงิดอยู่ในใจ

เกือบสิบนาทีที่เจอโรมหายไป ก่อนจะกลับเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าที่บอกเขาได้ว่า มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ มาร์คทนไม่ไหวแล้ว เขาเอ่ยขอตัวกับทุกคนอย่างสุภาพที่สุด และบอกว่ามีงานด่วนต้องไปจัดการแล้วผละมาหาเจอโรมทันที

“เกิดอะไรขึ้น?” มาร์คถามพยายามไม่กระชากเสียงมากนัก

“นิดหน่อย ชั้นส่งคนไปจัดการแล้ว” เจอโรมสบตาเพื่อนรัก “เชนโทรมาบอกว่ามีคนติดตามพวกเขา ถามว่าใช่คนของเราหรือเปล่า คนของเราก็มี แต่ไมล์ออกไปและเห็นว่าพวกที่มาซุ่มอยู่ไม่ใช่พวกของเรา เลยให้เชนโทรมาบอก พวกเขาปลอดภัยดี ตอนนี้อยู่ที่บ้านของเพื่อนที่ไปเที่ยวด้วยกันวันนี้ ชั้นให้สองคนนั่นค้างที่นั่นก่อนคืนนี้ แล้วก็จัดชุดคุ้มกันเรียบร้อย อ้อ...เชนฝากบอกนายด้วยว่าพรุ่งนี้เขาจะกลับมาที่โรงแรมตอนบ่าย”

มาร์คถอนใจอย่างโล่งอก ก่อนแววตาของเขาจะกลับสู่ความเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง “เจ้านั่นใช่มั้ย!!!”

“เรายังไม่รู้จนกว่าจะให้อเล็กซ์ตรวจสอบ คนของชั้นจะลากตัวพวกมันมาเค้นเอาคำตอบเอง”

“กลับโรงแรม...แล้วติดต่ออเล็กซ์ทันที” มาร์คเอ่ยเสียงเหี้ยม เดินนำเพื่อนรักออกไป

“ได้เลย” เจอโรมกดโทรศัพท์มือถือสั่งการตามคำสั่งของมาร์คทันที

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นตอนที่พวกเขาสองคนเดินเข้ามาในห้องพักพอดี เจอโรมรีบเดินไปรับทันที

“ครับ...อเล็กซ์เหรอ ว่าไง...นายแน่ใจนะ...ได้รอเดี๋ยว” เจอโรมส่งโทรศัพท์ให้มาร์คที่เดินตามมา เขา เดินไปรินเครื่องดื่มให้เพื่อนอย่างรู้งาน

มาร์คโยนสูทไว้ที่โซฟา เดินมารับสายจากเจอโรม

“ชั้นเอง” เขาปลดเนคไทออก ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้น

“เจ้านาย ผมพึ่งได้ดูเทปของเมื่อสองวันก่อน พอดีเจ้านั่นมันพูดภาษาสเปนเจ้าหน้าที่ของเราเลยไม่รู้เรื่อง ผมแปลออกมาได้ว่ามันจ้างพวกแก๊งค์เดลกาโด้ให้จับตัวเชนอีกครั้ง”

“เป็นมันจริงๆ!!!” มาร์คคำราม “จัดคนไปคุมไว้อย่าให้คลาดสายตา รายงานความเคลื่อนไหวของมันเป็นระยะ ชั้นจะดูสิว่ามันจะดิ้นยังไง หลักฐานที่จะเล่นงานมันพร้อมอยู่แล้วใช่มั้ย”

“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนครับ”

“ดี...มันจะไปไหนก็ได้ แต่อย่าให้มันหนีออกนอกประเทศก็แล้วกัน...เท่านี้แหละอเล็กซ์”

มาร์คตัดสายไป วางโทรศัพท์กลับลงบนแคร่ ดวงตาสีเขียววาววับด้วยความโกรธ นี่เจ้ามิคาเอลไม่คิดจะวางมือเรื่องนี้เลยใช่มั้ย ก็ดี!!!...เขาจะได้จัดการให้สิ้นเรื่องไป!!!

นายจะทำยังไงล่ะริคโค่!!! ชั้นลั่นวาจาไปแล้ว!!! และพี่ชายของนายก็รนหาที่เองนะ!!!

“นายจะเอายังไง?” เจอโรมเอ่ยถามขึ้น

“เค้นเอาคำตอบจากพวกที่เราจับมาให้ได้ ชั้นจะลองติดต่อกับพวกกอนโดซาดู พวกมันเป็นสเปน พวกเขาอาจจะรู้อะไรก็ได้ เริ่มดำเนินการทุกอย่างตามแผนได้ทันที ครั้งนี้ไม่มีการปรานีอีกแล้ว”

“แล้ว...” เจอโรมทำท่าจะเอ่ยถาม

“ชั้นไม่รับสายของใครทั้งนั้น บอกแล้วไงว่าไม่มีการเจรจาอีก” มาร์คขัดขึ้น รู้ดีว่าเจอโรมกำลังจะถามถึงใคร

เจอโรมถอนใจเฮือก “ก็แล้วแต่นายก็แล้วกัน”

“หาเบอร์ของกอนโดซาให้ชั้นดีกว่า ชั้นอยากคุยกับเขาหน่อย”

“ได้...จะจัดการให้” เจอโรมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสั่งการ สักพักก็จดเบอร์ใส่กระดาษแล้ววางสาย

เขาเดินมาต่อโทรศัพท์ให้เพื่อนรัก ก่อนจะส่งสายให้

“สวัสดีครับ” เสียงคุ้นๆ หูตอบกลับมา เป็นภาษาสเปนคงจะเป็นพาโบลถ้าเขาจำไม่ผิด

“สวัสดี ผมขอสายฮวน คาร์ลอส กอนโดซาครับ” มาร์คตอบกลับด้วยภาษาอังกฤษ

“ไม่ทราบว่าจากไหนครับ” เสียงที่ตอบกลับมาแสดงถึงความสงสัยชัดแจ้ง

“มาร์คัส แมคนีล” มาร์คตอบเสียงเรียบ

“......” ปลายสายเงียบไปคงกำลังตะลึง มาร์คคิดขำๆ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงภาษาสเปนรัวถี่ยิบดังขึ้นแว่วๆ

“คุณแมคนีล” เสียงทุ้มต่ำของฮวนดังมาจากปลายสาย

“สวัสดีคุณกอนโดซา” มาร์คตอบกลับเสียงเรียบ “ผมมีอะไรบางอย่างอยากจะบอกคุณ คิดว่าคุณคงจะสนใจ”

“ครับ...ว่ามาเลย” เสียงที่ตอบมามีแววไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่

“คุณคงรู้จักพวกเดลกาโด้ดีใช่มั้ยครับ รู้สึกว่าพี่ชายของริคโค่จะผูกมิตรกับพวกนี้ไว้ไม่น้อยทีเดียวตอนที่เขาอยู่ที่นั่น”

“เดลกาโด้!!!...มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คุณแมคนีล” ฮวนถามด้วยความตกใจ “นี่หมายความว่ามิคาเอลร่วมมือกับพวกเดลกาโด้!!! งูพิษชัดๆ” เขาสบถอย่างดุเดือดเป็นภาษาสเปน ที่มาร์คเองก็ไม่อยากรู้ความหมาย

“ใช่...อย่างที่คุณพูดคุณกอนโดซา มิคาเอลจ้างพวกเดลกาโด้ให้มาจับลูกชายผมอีกครั้งที่อังกฤษนี่ แต่ยังดีที่ลูกของผมรู้ตัวเสียก่อน ตอนนี้คนที่เดลกาโด้ส่งมาผมจับไว้หมดแล้ว คงเค้นความจริงจากพวกมันได้ไม่ช้านี้หรอก หวังว่าเรื่องนี้คงน่าสนใจพอสำหรับคุณนะ”

“น่าสนใจมากคุณแมคนีล” ฮวนตอบเสียงเครียด “คุณคิดจะทำยังไงกับพวกมัน”

“ก็คงส่งให้ตำรวจทางนี้จัดการ หรือว่าคุณอยากได้ตัวพวกมัน” มาร์คถามกลับ

“ไม่!!! คุณจัดการเถอะ...ขอบคุณมากที่บอกกับพวกเรา” ฮวนเอ่ยเสียงเรียบ “แล้วอย่างนี้คุณคงจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับมิคาเอลสินะ แล้วคุณริค...” เขาอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

“ริคโค่ก็ส่วนริคโค่...ถ้าเขาไม่เอาตัวมาขวางอีก ก็คงจะไม่เป็นไร” มาร์คบังคับเสียงให้แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนี่คือสิ่งที่เขากลัวเช่นกัน

“ผมก็หวังว่าเขาคงจะไม่ทำ บทเรียนครั้งที่แล้วคงทำให้เขาเห็นความจริงเรื่องของพี่ชายแล้ว”

“คุณแน่ใจ?!!” มาร์ครู้ว่าเขาไม่ควรถามออกไปแต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้

“แต่คุณจะหวังให้คุณริคไม่สนใจเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ เขามีจิตใจที่ดีเกินไป...จนน่ากลัว”

ใช่...ถูกแล้ว ริคโค่เป็นอย่างนั้นจริงๆ “ถึงยังไงมิคาเอลจะต้องถูกผมจัดการแน่ๆ แต่ผมรับรองกับคุณได้ ว่าผมจะไม่แตะต้องคนอื่น”

“ขอบคุณมากคุณแมคนีล...ผมคิดว่าอังเคลคงจะสนใจเรื่องนี้มาก และอาจจะติดต่อไปหาคุณด้วยตัวเอง”

“นับเป็นเกียตริของผมที่จะได้คุยกับท่าน สวัสดีคุณกอนโดซา” มาร์คกล่าวอย่างจริงใจ

“สวัสดีคุณแมคนีล” ฮวนเอ่ยอย่างจริงใจเช่นกัน แล้วปลายสายก็ตัดไป

มาร์ควางโทรศัพท์ลง รอยยิ้มเหี้ยมๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากได้รูป

“มีแผนอะไรอีกล่ะ” เจอโรมเอ่ยถามอย่างรู้ดี

“พวกเดลกาโด้ทางกอนโดซาคงจัดการเอง เราไม่ต้องกังวล แถมยังมีคนแจ้งข่าวร้ายนี้ให้ริคโค่รู้อีกด้วย...ยิงปืนนัดเดียว...” มาร์คเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงาน

“คิดว่ากอนโดซาจะบอกริคโค่เหรอ?”

“บอกแน่ สองคนนั่นห่วงริคโค่อย่างกับอะไร คงต้องบอกให้เขาเตรียมตัวก่อนจะกลับมาเผชิญหน้ากับพี่ชายแน่ๆ”

“แล้ว…” เจอโรมเลิกคิ้วเป็นการถามไถ่

“ริคโค่ก็คงติดต่อหาชั้น เขาอดไม่ได้หรอก แต่ชั้นก็จะไม่เจรจากับเขา ให้เขาใช้ความพยายามให้มากสักหน่อย ชั้นถึงจะคุยด้วย”

“งั้นทุกอย่างก็อยู่ภายใต้ความควบคุมของเราหมดแล้วสิ”

“แน่นอน นายไปพักผ่อนเถอะ ถ้ามีอะไรคืบหน้าอเล็กซ์คงจะติดต่อมาเองแหละ” มาร์คบอกกับเพื่อนรัก

“โอเค…ราตรีสวัสดิ์นะเพื่อน” เจอโรมลุกขึ้น แล้วกลับออกจากห้องของมาร์คไป

มาร์คหยิบแก้วเครื่องดื่มที่เพื่อนรินไว้ให้ขึ้นจิบ หมุนเก้าอี้หันไปทางหน้าต่าง พระจันทร์เสี้ยวที่ขึ้นประดับท้องฟ้าในคืนนี้ดูเศร้าๆ ในความรู้สึกของเขา ชายหนุ่มเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบายๆ จ้องนิ่งๆ ไปที่ดวงจันทร์อย่างครุ่นคิด

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ คนที่จะได้รับผลกระทบและเสียใจที่สุดก็คงไม่พ้นริคโค่ มันช่วยไม่ได้จริงๆ เขายอมตามที่ริคโขอร้องแล้ว แต่เมื่อมิคาเอลไม่ยอมที่จะเลิกรา เขาก็ต้องจัดการขั้นเด็ดขาดไม่มีละเว้นอีกแล้ว

ตัดสินใจเรื่องของมิคาเอลไปแล้ว ต่อมาก็เรื่องลูกๆของเขาและซาร่าบ้าง

มาร์คค้นหาลึกเข้าไปในจิตใจของตัวเองว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ คำพูดของเจอโรมยังคงวนเวียนอยู่ในสมองของเขา และประกายไฟแห่งความหวังบางอย่างที่จุดขึ้นในใจเขา กำลังกระตุ้นให้เขาตัดสินใจก้าวออกมาจากซากกำแพงหนาที่พังทลายลง มาร์คเหลือบมองแฟ้มสองแฟ้มบนโต๊ะทำงานที่เขาอุตส่าห์หอบหิ้วมันมาจากแอลเอด้วย ตอนแรกเขาก็ไม่เข้าใจว่าหยิบมันมาด้วยทำไม เพราะการเปิดเผยเรื่องที่เขาเก็บเป็นความลับมาตลอดนี้ให้ลูกชายทั้งสองคนของเขารับรู้ ไม่เคยอยู่ในความคิดของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

เขาไม่อยากให้เชนนึกเรื่องนั้นออกอีก ในเมื่อลูกชายของเขาจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เหตุการณ์ที่เขาเกือบจะสูญเสียเชนไป และตัดสินใจที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกชายเป็นเหมือนอย่างทุกวันนี้

แล้วกับนาธานล่ะ ลูกชายคนเล็กของเขาไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีตัวตนอยู่ในโลกนี้ แล้วนาธานจะรับเรื่องนี้ได้ยังไง

“ในหัวใจของลูก มันมีที่สำหรับพ่อเสมอ” เสียงของเจอโรมดังขึ้นในห้วงสำนึก

“นายแน่ใจเหรอเจอโรม” มาร์คพึมพำถามกับตัวเอง เขาหลับตาลงก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยประกายตาอันมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว

เขาตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้เขาจะให้เชนพานาธานมาที่นี่ เขาจะเปิดตัวตนออกให้หมดให้ลูกชายทั้งสองคนของเขาได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากของความเย็นชาตลอดมา

และถ้าความผิดของเขา ไม่ได้รับการอภัยจากลูกชายทั้งสองคน เขาก็คงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น และต้องยอมรับมันให้ได้...

สายวันรุ่งขึ้น เสียงโทรศัพท์มือถือของเจอโรมก็ดังขึ้นขณะที่ทั้งเขาและมาร์คกำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้อง เจอโรมรีบรับสายเพราะ รู้ว่าเป็นเชน

“เจอโรมเหรอครับ ทุกอย่างเรียบร้อยรึเปล่าครับ” เสียงเชนถามมาจากปลายสาย

“เรียบร้อย เราจับพวกมันได้หมดแล้ว แต่คนบงการไม่ได้อยู่ที่นี่” เจอโรมตอบ

“แสดงว่าพวกมันเป็นพวกที่เคยจู่โจมผมเหรอครับ”

“ใช่แล้ว อย่างที่รู้...ตัวคนจ้างอยู่ที่อเมริกา”

“แล้วพ่อว่าไงบ้างครับ” เชนถาม

“มาร์คเป็นห่วงเธอนะ เขาให้ชั้นจัดคนไปคุ้มครองเธอเรียบร้อยแล้ว” เจอโรมตอบ ตาเหลือบมองเพื่อนรักที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว

“คุณไม่ได้พูดเองใช่มั้ยเจอโรม พ่อน่ะเหรอจะพูดแบบนั้น” เชนทำเสียงปลกใจอย่างชัดแจ้ง

เจอโรมถอนใจเบาๆ “เชน...ยังไงพวกเธอก็เป็นพ่อลูกกันนะ”

มาร์คพยักหน้าให้เจอโรมส่งโทรศัพท์ในมือมาให้เขา เขายกขึ้นมาแนบหู ได้ทันฟังที่เชนถามพอดี

“แสดงว่าหมดเรื่องแล้วใช่มั้ย ทุกอย่างเคลียร์แล้วนะครับ”

“ใช่ ชั้นเคลียร์พื้นที่ให้แกหมดแล้ว แกจะกลับตอนบ่ายใช่มั้ย ชั้นมีเรื่องจะคุยกับแก” มาร์คกรอกเสียงเย็นๆ ไปตามสาย “พาน้องชายแกมาด้วย เขาอยู่ที่นั่นใช่มั้ย”

“พ่อ!! พ่อคิดจะทำอะไรกันแน่ ทำไม...” เชนตกใจ ที่เป็นพ่อของเขามาพูดแทน แต่ก็รีบแย้งทันที

“ถ้าแกอยากรู้ก็พานาธานมาหาชั้น” มาร์คขัดขึ้น “แกคงไม่คิดว่าชั้นจะลักพาตัวเขาไปหรอกนะ แกก็รู้ว่าคนอย่างชั้นไม่ทำอะไรตื้นๆ ขนาดนั้น” เขาบังคับเสียงให้ราบเรียบไม่แสดงความรู้สึก

“ก็ได้ฮะ แต่ผมขอบอกไว้ก่อนนะว่าผมจะปกป้องเขาด้วยทุกๆอย่างที่ผมมี” เชนเอ่ยเสียงกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้

“แล้วชั้นจะคอยดู เท่านี้แหละ” มาร์คบอกแล้วตัดสายไป ก่อนจะถอนใจแล้วยิ้มอย่างสมใจ เรื่องเล่ห์เหลี่ยมน่ะ แกยังต้องฝึกอีกมากเจ้าลูกชาย

“ตัดสินใจแล้วสินะ” เจอโรมยิ้ม

“ใช่...ถ้าสองคนนั่นมาแล้วก็พามาที่นี่เลยนะ แล้วก็อย่าให้ใครรบกวนพวกเราด้วย”

“ได้...งั้นชั้นไปจัดการเรื่องเจ้าพวกที่เราจับได้ก่อนก็แล้วกัน” เจอโรมบอกแล้วลุกขึ้น

“ขอบใจนะเพื่อน” มาร์คเอ่ยขึ้น

“ด้วยความยินดีเสมอ” เจอโรมยิ้มกว้างแล้วเดินออกจากห้องไป

มาร์คนั่งดูแฟ้มทั้งสองอีกครั้ง พลิกแต่ละหน้าไปช้าๆ จนครบหมดทั้งสองแฟ้ม ก่อนจะปิดและวางไว้บนโต๊ะทำงาน แฟ้มเหล่านี้คือหลักฐานเพียงอย่างเดียวที่จะยืนยันถึงสิ่งที่เขาจะบอกกับลูก และเขาก็หวังว่ามันคงช่วยให้ลูกชายทั้งสองคนของเขาพอจะเข้าใจเขาขึ้นมาบ้าง

เขากำลังยืนมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง

“เข้ามา” มาร์คยิ้มนิดๆ ไม่ต้องสงสัยว่าใครที่กำลังเคาะประตูอยู่

เสียงคนสองคนเดินเข้ามาในห้องด้วยฝีเท้าที่บอกถึงความลังเล และเสียงปิดประตูตามหลังดังขึ้น เขาถึงได้หันกลับไป มองสำรวจลูกชายคนเล็กด้วยดวงตาคมกริบอย่างต้องการเก็บทุกรายละเอียด เขามองลูกชายสองคนสลับกันไปมาอย่างพึงพอใจ แม้ทั้งสองคนจะดูไม่เหมือนกันเลยก็จริงเพราะนาธานดูเหมือนซาร่ามากกว่าเขา แต่ดวงตาสีเขียวเข้มแบบเดียวกันทำให้ปฏิเสธความเป็นสายเลือดเดียวกันไม่ได้เลย

“มานั่งนี่สิ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ซ่อนความดีใจไว้ข้างใน ชี้ที่โซฟารับแขกที่ข้างหน้าต่าง

เขาเห็นเชนดันหลังน้องชายเบา ทั้งคู่เดินไปนั่งอย่างที่เขาบอก นาธานจ้องเขาด้วยดวงตากลมโตสีเขียวอย่างพิจารณาเช่นที่เขามอง มาร์คเดินมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม เปิดโอกาสให้ลูกชายคนเล็กจ้องเขาอยู่เงียบๆ หลายอึดใจ

“เลิกข่มขวัญพวกเราซักทีเถอะฮะพ่อ” เชนทำลายความเงียบขึ้น “พ่ออยากเจอนาธานผมก็พาเขามาแล้วนี่ไง”

มาร์คกระตุกยิ้มมุมปาก “แกช่างไม่มีความอดทนเอาซะเลยนะเชน”

เขาหันมาทางนาธาน “สวัสดีนาธาน ชั้นคงไม่ต้องแนะนำตัวว่าชั้นเป็นใครแล้วใช่มั้ย”

“ผมทราบแล้วครับว่าท่านเป็นใคร” ลูกชายเขาตอบเสียงเรียบ จ้องเขาเขม็ง “บอกผมตรงๆ เลยดีกว่าครับว่าท่านต้องการอะไร”

‘ท่าน’ เป็นคำที่เสียดแทงใจเขาอย่างแรง เขารู้ว่านาธานจงใจที่จะเรียกเขาอย่างนั้น มันก็ไม่น่าแปลกที่ลูกชายของเขาจะมีปฏิกิริยาต่อต้านแบบนี้

แต่เขาก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ ดูจากลักษณะภายนอกแม้จะดูบอบบางและเรียบร้อยแต่นาธานก็ซ่อนความเข้มแข็งและดื้อรั้นไว้ภายในไม่ผิดแน่ “เธอเหมือนแม่อย่างไม่ต้องสงสัย ซาร่าเลี้ยงเธอได้ดีมาก” มาร์คเอ่ยอย่างพอใจ เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะลองหยั่งเชิงนาธานดู “ชั้นต้องการให้เธอกับแม่กลับไปกับชั้น”

“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ” นาธานตอบทันควันด้วยเสียงแข็งกร้าว “ท่านก็ทราบว่าแม่แต่งงานแล้วและมีความสุขมากด้วย ท่านจะต้องการให้พวกเรากลับไปกับท่านทำไมกันในเมื่อท่านก็มีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว”

“ไม่ทุกอย่างหรอก นายกับแม่ของนายไงที่ชั้นยังไม่มี”

“พ่อรักคุณซาร่ามากใช่มั้ยฮะ แล้วทำไมพ่อถึงทอดทิ้งพวกเขามานานขนาดนี้ล่ะฮะ” เชนเอ่ยขัดจังหวะขึ้นอย่างตั้งใจ สบตาพ่ออย่างคาดคั้น

มาร์คตวัดสายตามาจ้องลูกชายคนโตเขม็ง แล้วเอ่ยตอบช้าๆ “ใช่แกพูดถูก ชั้นรักเขามาก รักอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อน เรื่องเดียวในชีวิตที่ชั้นเสียใจที่สุดที่ได้ทำลงไปก็คือบังคับให้เขาแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่ชั้นนั่นแหละ”

เขาเห็นเชนกับนาธานหันมามองหน้ากันอย่างตกตะลึง คงไม่คิดว่าเขาจะยอมรับออกไปง่ายๆ แบบนี้สินะ

“แล้วทำไมล่ะครับ ทำไมท่านถึงทำ” นาธานถามเขาด้วยเสียงที่อ่อนลง

“ถ้าเธออยากรู้ชั้นก็จะบอก” มาร์คตวัดสายตามามองที่เชนอีกครั้ง “แน่ใจนะว่าอยากรู้จริงๆ” เขาเอ่ยถามกับลูกชายคนโต

เชนสบตากับเขา ในดวงตามีแววรับรู้ความนัยบางอย่างที่เขาต้องการจะบอก

“แม่หรือฮะ” เชนหน้าซีดเผือด พร้อมกับแววเสียใจที่ปรากฏขึ้น

“ใช่... แต่ชั้นก็ไม่โทษลอเรนคนเดียวหรอกนะ ชั้นก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้ด้วย เพราะชั้นเองก็ไม่ซื่อสัตย์กับเธอทั้งที่ชั้นรู้ว่าเธอเป็นคนอารมณ์รุนแรง เธอหึงหวงชั้นมากเพราะรู้ว่าชั้นรักซาร่า พอเธอสืบรู้ว่าซาร่าตั้งท้องเธอก็เริ่มไม่มั่นใจ และเธอก็ต้องการหลักประกันว่าเชนจะต้องเป็นทายาทเพียงคนเดียวของชั้น เธอจึงขู่ว่าจะให้พ่อของเธอถอนหุ้นออกไปนั่นชั้นยังพอทนได้ แต่ที่เธอขู่ว่าจะฆ่าทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องด้วยนี่แหละที่ชั้นยอมไม่ได้” มาร์คหยุดเล่า สบตากับลูกชายทั้งสองที่กำลังตกตะลึงจนพูดไม่ออก

“นึกไม่ถึงใช่มั้ยล่ะ ในตอนนั้นชั้นไม่อาจเดาได้เลยว่าเธอพูดจริงหรือว่าแค่ขู่ชั้นเท่านั้น แต่ชั้นก็ไม่อยากเสี่ยงกับชีวิตของคนที่ชั้นรัก และชั้นรู้ว่าเดรค โคดี้ที่เป็นผู้ช่วยเลขาของชั้นตกหลุมรักซาร่าอยู่ ชั้นจึงคุยกับเขาเรื่องนี้ซึ่งเขาก็เต็มใจที่จะทำตามที่ชั้นบอก นั่นแหละชั้นถึงได้บังคับซาร่าให้แต่งงานไป แล้วก็เฝ้าดูพวกเธออยู่เงียบๆโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวและให้เดรคคอยรายงานเรื่องพวกเธอให้ชั้นรู้มาตลอดจนเขาตายไปนั่นแหละ”

“จริงเหรอครับ แต่แม่ไม่ได้เล่าให้ผมฟังแบบนี้ ผม...ไม่รู้...ผมสับสนไปหมดแล้ว” นาธานเอ่ยขึ้นอย่างสับสน พลางยกมือขึ้นบีบขมับ

มาร์คลอบถอนใจเบาๆ “ชั้นรู้ว่าเรื่องที่ชั้นเล่าให้ฟังมันเชื่อยาก ชั้นไม่มีอะไรจะพิสูจน์เรื่องนี้ได้นอกจากสิ่งเดียว”

สองพี่น้องเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่อ เมื่อมาร์คไม่พูดต่อ

“เชนไปหยิบแฟ้มสองเล่มบนโต๊ะทำงานพ่อมาสิ” มาร์คพยักหน้าไปที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ทางด้านหลัง

เชนลุกขึ้นตามคำสั่งของพ่อ มาร์คมองลูกชายที่เดินช้าๆ ไปหยิบแฟ้มที่โต๊ะทำงานของเขาและเดินกลับมาส่งให้น้องชาย ด้วยความรู้สึกสงสารลูกชายจับใจ นาธานดูจะไม่ช็อคกับเรื่องนี้มากเท่ากับเชน แต่ยังหรอกนะลูกชาย มันยังมีเรื่องที่จะทำให้เชนต้องช็อคยิ่งกว่านี้

“ดูซะ นั่นคือสิ่งที่ชั้นนั่งดูรอบแล้วรอบเล่าตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา” มาร์คบอกแล้วหันหน้าไปทางหน้าต่าง ให้เวลากับสองพี่น้องได้เปิดดูแฟ้มตรงหน้า

เสียงกรอบแกรบของกระดาษที่ถูกพลิกไปหน้าแล้วหน้าเล่ายิ่งเพิ่มความหวาดหวั่นให้กับเขามากขึ้นเรื่อยๆ ลูกๆ ของเขาจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเขามั้ย จะเห็นความรักของเขาจากทุกๆ หน้าของแฟ้มนั้นมั้ย

“ทำไมถึงมีข้อมูลของผมด้วยล่ะฮะ” เสียงแหบแห้งของเชนเอ่ยถามขึ้น

มาร์คหันกลับมาช้าๆ รู้สึกปวดแปล๊บที่หัวใจ เมื่อเห็นน้ำตานองหน้านาธาน ส่วนเชนเองก็น้ำตาคลอแต่ก็พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา

“เพราะชั้นไม่กล้าเสี่ยงที่จะเอาใจใส่แกหรือแม้แต่จะแสดงท่าทีว่าสนใจแกจนมากเกินไปนะสิ แกเคยสงสัยรึเปล่าว่าแผลเป็นที่หลังกับที่หัวของแกน่ะมันได้มายังไง บางทีแกอาจจะจำไม่ได้เพราะว่าตอนที่แกได้แผลมาแกยังเด็กเกินไป” หางเสียงของเขาแหบเครือด้วยแววเจ็บปวด เมื่อคิดจะพูดแล้ว เขาก็อยากจะเปิดออกทั้งหมด ไม่ปิดบังสิ่งใดกับลูกๆ อีกต่อไป

“ใช่ฮะผมจำไม่ได้ รู้แต่ว่าที่หลังของผมมีแผลเป็นพาดสลับกันเป็นกากบาดหลายรอย แต่ที่หัวผมไม่รู้” เชนมีสีหน้างุนงง “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอฮะแล้วมันเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง”

“แผลอยู่ที่เหนือทัดดอกไม้ด้านซ้ายนะ ให้นาธานดูให้ก็ได้” มาร์คบอก สูดหายใจเข้าลึก เรื่องนี้เชนจะรับได้แค่ไหนกันนะ เขามองเชนที่ก้มหัวตัวเองให้น้องชายต่างแม่ดู และนาธานก็ยืนยันว่ามีแผลตรงนั้นจริงๆ

“ชั้นเกือบเสียแกไปเพราะแผลนั่น” มาร์คเอ่ยขึ้นช้าๆ เขากำลังจะเปิดเผยเหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์ที่เขาไม่อยากให้เชนระลึกถึงมันอีก เหตุการณ์ที่ผลักดันให้เขาตัดสินใจที่จะเฉยเมยและเย็นชากับลูกชายของเขา และการตัดสินใจผิดๆ นั้นทำให้เขาเสียใจมาตลอดจนบัดนี้ การตัดสินใจที่คงจะทำร้ายลูกชายของเขามากกว่าที่เขาจะรู้ได้ และคำตอบของลูกชายทั้งสองคนของเขามันจะเป็นอย่างไร....

#############################################################