Chapter 15
มาร์คเดินตามริคโค่มาถึงหน้าห้องของชายหนุ่ม เลขาสาวใหญ่ของริคโค่เงยหน้ามาเห็นเข้าจึงรีบเดินออกมาขวางเขาเอาไว้อย่างปกป้องเต็มที่ คุณมีธุระอะไรอีกหรือคะคุณแมคนีล?
ร่างสูงสบตาเลขาของริคโค่ด้วยแววตาคมกริบ ถ้าเมื่อครู่ผมกับคนของผมทำให้คุณตกใจ ผมก็ต้องขอโทษด้วย เขาเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ วางใจเถอะลิซ่า ผมไม่คิดจะเอาตัวเจ้านายคุณไปไหนหรอก แค่คิดว่าตอนนี้ริคน่าจะมีคนดูแล
หากลิซ่าจะแปลกใจที่ผู้ชายอย่างมาร์คัส แมคนีลเรียกขานเจ้านายของเธออย่างสนิทสนม เธอก็ไม่แสดงออก และแม้จะเห็นด้วยแค่ไหนก็ตาม เธอก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มควรจะเป็นคนที่เข้าไปดูแลเจ้านายของเธอ
แต่ว่าคุณ
ใบหน้าเย็นชาและดวงตาที่หรี่ลงของมาร์คทำให้ลิซ่าตัวสั่นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
คุณคงไม่คิดจะขวางทางผมหรอกนะ มาร์คถามพร้อมกับคิ้วที่เลิกขึ้นข้างหนึ่งอย่างต้องการคำตอบ
ลิซ่าสะดุ้งเฮือกกับแววตาและน้ำเสียงของชายหนุ่ม เธอกลืนน้ำลายฝืดคอ ก่อนจะก้าวถอยหลังสู่โต๊ะทำงานของตัวเอง มาร์คเดินผ่านไปก่อนจะหยุดที่หน้าประตูห้อง
อย่าให้ใครเข้าไปรบกวนริคจนกว่ากอนโดซาและผู้ช่วยจะกลับมาหรือคนของผมมาตาม มาร์คสั่งโดยไม่หันมา
เอ่อ ดะ ได้ค่ะ ลิซ่ารีบรับคำ
ขอบคุณลิซ่า มาร์คกล่าวก่อนจะเคาะประตูห้องแล้วก้าวเข้าไปโดยไม่รอคำตอบของคนในห้องลิซ่ากระพริบตาปริบๆ จนกระทั่งประตูปิดลง มาร์คัส แมคนีลเป็นยิ่งกว่าที่เธอเคยได้ยินมาเสียอีก รัศมีของพลังและอำนาจในตัวของชายหนุ่มแผ่กระแสกดดันออกมาจนแทบจะทำให้เธอเข่าอ่อน ไม่อยากคิดเลยว่าจะมีใครอยากเป็นศัตรูกับผู้ชายคนนี้ นอกจากคนโง่ที่สุดเท่านั้น
ริคโค่เงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นว่ามาร์คก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะลุกขึ้นยืนจากโซฟาที่นั่งอยู่
คุณต้องการอะไรอีกครับ ริคโค่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด
เป็นคำถามที่เสียดแทงใจมาร์คอย่างจัง แต่ร่างสูงใหญ่ก็ยังคงก้าวเข้ามาด้วยย่างก้าวที่สม่ำเสมอเป็นปกติ ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกเช่นเคย สายตาริคโค่ที่สบตาเขาอยู่มีแต่ความหวาดระแวงและเจ็บปวด
มาร์คหยุดยืนห่างจากริคโค่แค่หนึ่งก้าว คุณเป็นยังไงบ้าง เขาเอ่ยเสียงเรียบ
ริคโค่ขบริมฝีปาก ก่อนจะเมินไปอีกทาง ตัวเขาจะเป็นอย่างไรได้ มาร์คจะมาเยาะเย้ยเขาหรือยังไงกัน
ร่องรอยของคราบน้ำตายังคงหลงเหลืออยู่บนแก้มของริคโค่ มาร์คปรารถนาเหลือเกินที่จะสัมผัสและเกลี่ยมันออกไป แต่เขาก็ได้แต่กำหมัดแน่นอยู่ข้างกาย
ริค... มาร์คเรียกชายหนุ่มอีกครั้งเมื่อไม่มีคำตอบกลับมา
ผมจะเป็นยังไงล่ะครับ ก็เป็นอย่างนี้ไง!!!
ริคโค่สะบัดหน้ากลับมาจ้องมาร์คตาวาววับเขารู้ว่าไม่ใช่ความผิดของมาร์คเลย เพราะต้นเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นคือพี่ชายของเขา มาร์คแค่ตอบโต้สิ่งที่พี่ชายของเขาทำ แต่ความรู้สึกของเขาล่ะ จิตใจของเขาเหมือนแก้วที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ครอบครัวของเขาเหลือเพียงมิคาเอลคนเดียวเท่านั้น และตอนนี้พี่ชายก็โกรธเขาจนตัดพี่ตัดน้องกันไปแล้ว เขาไม่เหลือใครอีกแล้ว
แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวดมากเท่ากับ ในกองเศษซากของแก้วที่แตกสลาย มันยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้แตกสลายไปด้วยนั่นคือความรักของเขาที่มีต่อมาร์ค ทั้งที่เขาควรจะโกรธ เกลียดชายหนุ่ม แต่กลับไม่มีความรู้สึกเหล่านี้ในใจเขาเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นทำให้ริคโค่รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นคนทรยศ จนต้องดึงเอาความโกรธขึ้นมาบดบังความรู้สึกที่แท้จริง
ผมกลายเป็นคนที่ทำลายพี่ชายด้วยมือของผมเอง!!! น่าสมเพชที่ผมยังต้องให้คุณมาห่วงใยมาสงสาร!! เพราะผมมันอ่อนแอ!!! ผม....
พอแล้ว!!! มาร์คตวาดลั่น สองมือยกขึ้นบีบหัวไหล่สองข้างของริคโค่แน่น คำพูดของริคโค่เหมือนเป็นการกดรีโมทระเบิดเวลาในใจของเขาไม่มีผิดคุณคิดว่าผมอยากให้มันเป็นอย่างนี้เหรอ!!! คิดว่าผมอยากเห็นคุณเจ็บปวดหรือไง!!! เพื่อที่ผมจะได้สมเพชคุณ สมน้ำหน้าคุณอย่างนั้นสินะ!!! ถ้าคุณคิดแบบนั้นนะริค...ก็แสดงว่าคุณไม่รู้จักผมเลย มาร์คกัดฟันกรอด ผมไม่คิดว่าพี่ชายของคุณจะทำแบบนี้ ผมไม่ได้ต้องการให้เขาโทษว่ามันเป็นความผิดของคุณ ถ้าพี่ชายคุณจะโยนความเจ็บแค้นความเกลียดชังทั้งหมดมาใส่ผม ผมรับมันได้อย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด แต่ผมไม่ได้อยากให้เขาโยนมันใส่คุณแบบนี้ มาร์คหายใจแรงราวกับเหนื่อยหอบแต่ไม่ใช่ เขาโกรธและเจ็บปวดมากกว่า มากเกินกว่าที่ริคโค่จะรับรู้
ริคโค่ได้แต่นิ่งงัน เขาไม่เคยเห็นมาร์คที่เป็นแบบนี้ นอกจากตอนนั้นที่โรงพยาบาล ทุกๆ คำพูดของมาร์คแล่นเข้าสู่สมองที่กำลังมึนชาของเขาอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ และริคโค่ก็รู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองได้ทำร้ายจิตใจของชายหนุ่มมากเช่นกัน
ผม...ขอ.... ริคโค่พยายามจะเอ่ยขอโทษ
แต่มาร์คไม่เปิดโอกาสให้ ไม่จำเป็นหรอก!!!
เขาขัดขึ้นก่อนที่ริคโค่จะพูดจบ ผมต่างหากที่ควรจะเป็นคนพูดคำนั้น ผมขอโทษที่ดึงคุณเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณกับพี่ชายต้องแตกหักกันแบบนี้ มาร์คสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะปล่อยมือออกจากไหล่ของริคโค่ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณไม่ได้ต้องการความห่วงใยของผมและผมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่อีกมาร์คก้าวถอยหลังไปด้วยสีหน้าที่กลับคืนไปสู่ความเย็นชาเหมือนเช่นทุกที
ลาก่อนริคโค่
ความร้อนผ่าวจากมือของมาร์คที่หายไป ทำให้ริคโค่รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาจับใจ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าชายหนุ่มคือความอบอุ่นที่เขารู้สึกอยู่ตั้งแต่เขาเห็นร่างสูงก้าวเข้ามา และตอนนี้ความอบอุ่นนั้นกำลังจะจากเขาไป
ไม่!! ไม่!! ไม่!! ไม่!! เขาจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้เหรอ ภาพของมาร์คที่กำลังหันหลังจากเขาไป กำลังจะฆ่าเขาทั้งๆ ที่เขายังหายใจอยู่
ไม่!!! ริคโค่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเผลอร้องตะโกนคำที่เขากำลังร่ำร้องอยู่ในใจออกไปมาร์คชะงักกึก เท้าสองข้างของเขาราวกับโดนยึดอยู่กับที่ เมื่อได้ยินเสียงร้องที่ปวดร้าวของริคโค่ สมองของเขาสั่งให้เดินต่อไป แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับตาม
ริคโค่เองก็ตกใจไม่น้อยที่ตัวเองพูดออกไปแบบนั้น เมื่อเห็นว่ามาร์คหยุดเดินเขาก็ทั้งดีใจและโล่งใจ แต่ก็ยังลังเลที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา จึงได้แต่จ้องแผ่นหลังแข็งเกร็งของชายหนุ่มอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
มาร์คกำลังตัดสินใจเช่นกันว่าจะออกไปหรือจะอยู่อย่างที่เขาตั้งใจไว้ในตอนแรก คิดย้อนไปว่าทำไมเขาถึงมาที่นี่...เพราะว่าเขาเป็นห่วงริคและเพราะว่าเขาอยากอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มไม่ใช่หรือ
เขาค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ รอจนริคโค่เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาจ้องลึกสู่ดวงตาสีทองของชายหนุ่ม บอกผม...แค่คำเดียว มาร์คเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่าคุณไม่ต้องการให้ผมอยู่ที่นี่...ผมก็จะไป
ใจของริคโค่ตอบในปฏิเสธในทันทีทันใด เขาต้องการให้มาร์คอยู่ที่นี่ ข้างๆ กายเขาทั้งตอนนี้และตลอดไป แต่จิตใจส่วนหนึ่งย้ำเตือนว่าระหว่างเขากับมาร์คมันเป็นไปไม่ได้ เขาควรจะบอกให้มาร์คออกไปเสีย
แต่...แม้ว่าจะคิดอย่างนั้น ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม เขาได้แต่ยืนสบตามาร์คนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น เพราะการพูดออกไปตามความต้องการของตัวเอง ก็เท่ากับยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดที่มีต่อพี่ชายมากยิ่งขึ้น
แววตาของริคโค่เป็นคำตอบที่ดีพอสำหรับมาร์ค เพราะแววตานั้นบอกทุกอย่างที่เขาต้องการจะรู้ ริคต้องการให้เขาอยู่ที่นี่ แต่เจ้าตัวพูดมันออกมาไม่ได้เพราะนั่นเท่ากับยอมรับความรู้สึกที่มีต่อเขา ความรู้สึกที่พวกเขาทั้งคู่พยายามวิ่งหนี มาร์ครู้ดีว่ายิ่งริคโค่รักเขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเจ็บปวดมากเท่านั้น
มาร์คเดินกลับมาหาริคโค่ด้วยก้าวย่างที่หนักแน่น ดวงตาทั้งคู่ไม่คลาดไปจากกัน คำพูดทั้งหลายไม่จำเป็นอีกแล้วสำหรับคนทั้งสอง มาร์ครู้ว่าริคไม่ได้ต้องการคำปลอบโยนของเขา และริคโค่ก็รู้ว่ามาร์คไม่อาจปลอบโยนเขาจากสิ่งที่ชายหนุ่มเป็นต้นเหตุให้เกิดขึ้นได้
มือใหญ่ยกขึ้นไล้ใบหน้าด้านข้างของเขาอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเขาจะแตกหัก อ่อนโยนและอบอุ่นอย่างมหาศาลในความรู้สึก ก่อนที่มือนั้นจะเลื่อนเลยไปที่หลังท้ายทอยแล้วออกแรงอย่างนุ่มนวลเพื่อดึงเขามาแนบร่าง ริคโค่โอนอ่อนให้วงแขนอบอุ่นโอบกอดเอาไว้ หลับตาลงแล้วซบหน้ากับหัวไหล่แข็งแกร่งอย่างยอมจำนนกับความรู้สึกของตัวเอง ละทิ้งความรู้สึกทุกอย่างไปรับรู้แค่วินาทีที่อยู่ตรงนี้ ในอ้อมกอดของคนที่เขารักเท่านั้น
มาร์คลูบศีรษะของชายหนุ่มเบาๆ อย่างต้องการปลอบโยน แขนอีกข้างรั้งตัวของริคโค่ให้เข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้น ได้ยินเสียงถอนใจเบาๆ ของคนในอ้อมกอด ก่อนที่ไหล่บอบบางจะสั่นสะท้านโดยไม่มีเสียงสะอื้นใดๆ หลุดมาให้ได้ยิน หัวใจของเขารู้สึกเหมือนถูกบีบโดยมือที่มองไม่เห็น แต่ความเจ็บปวดของเขาคงไม่เท่ากับที่ริครู้สึกอยู่
เขาจะทำยังไงนะ ถึงจะช่วยชายหนุ่มได้ จะต้องทำยังไงถึงบรรเทาความเจ็บปวดของริคให้หายไปได้ และจะต้องทำยังไงถึงจะไม่ทำให้ริคเจ็บปวดมากขึ้น ควรจะทำยังไงถึงจะดีที่สุดเพื่อชายหนุ่มคนนี้ คนที่เขาอยากปกป้องอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน
สองแขนของมาร์คกอดกระชับร่างบางไว้แน่น ถ่ายทอดทั้งพลังและความเข้มแข็ง รวมถึงแบ่งปันความเจ็บปวดของชายหนุ่มมาสู่ตัวเอง สิ่งที่เขาทำได้เพื่อริคตอนนี้ก็มีเพียงแค่นี้เท่านั้น
มิคาเอลนั่งอยู่บนเตียง มองดูอิซาเบลเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ตามคำสั่งเขาเงียบๆ ในมือมีแก้วบรั่นดีที่พร่องไปจนเกือบหมด ความคลั่งแค้นสุมอกเขาราวกับไฟแรงร้อน
ไอ้แมคนีลมันช่างมีอิทธิพลต่อน้องชายเขามากมายเหลือเกิน ริคโค่เชื่อมันมากกว่าเขา!!! ยอมทำตามที่มันบอกทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งทรยศต่อพี่ชายคนเดียวอย่างเขา!!!
เสียงปิดกระเป๋าดึงความสนใจเขากลับมา เธอไม่คิดจะไปกับชั้นใช่มั้ย มิคาเอลเอ่ยถามขึ้น
อิซาเบลเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอ คุณรู้อยู่แล้ว ว่าวันนี้มันต้องมาถึงสักวัน
ใช่... มิคาเอลกระดกเหล้าเข้าปากจนหมด ก่อนจะวางแก้วลงที่โต๊ะข้างเตียง เธอเองก็รู้ดีพอๆ กับชั้นว่าทำไมเราถึงแต่งงานกัน
ริคเขาทำในสิ่งที่ต้องทำ....
ไม่ต้องมาพูดเรื่องนี้อีก!!!
มิคาเอลตวาดเสียงดัง ริคทรยศความเชื่อใจของชั้น!!! และชั้นจะไม่มีวันให้อภัยทั้งเขา ทั้งมันด้วย!!!อิซาเบลอยากจะพูดว่าตัวมิคาเอลเองต่างหากที่เป็นฝ่ายทรยศความเชื่อใจของริคโค่ก่อน แต่เธอก็ไม่อยากเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก จึงได้แต่นิ่งเงียบ
ร่างสูงเดินกระแทกเท้าไปที่ห้องทำงานก่อนจะเปิดเซฟ หยิบซองสีน้ำตาลที่เตรียมไว้นานแล้วออกมา ก่อนจะเอาเอกสารสำคัญที่เหลือใส่ในกระเป๋าเอกสาร เขาเดินกลับเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับกระเป๋าและซอง วางกระเป๋าลงที่เตียงข้างกระเป๋าเดินทาง แล้วยื่นซองเอกสารให้อิซาเบล
หญิงสาวรับซองมาอย่างงงๆ ก่อนจะเปิดดู ภายในคือใบหย่าที่มิคาเอลกรอกในส่วนของตัวเองไว้เรียบร้อยแล้ว และเอกสารเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูที่เขาจะจ่ายให้เธอทุกเดือนนับตั้งแต่วันที่เธอเซ็นเอกสารเรียบร้อย
มิคาเอล!!
เธอเงยหน้าขึ้นมองสามีอย่างแปลกใจระคนตกตะลึงชั้นไม่คิดว่าจะให้มันกับเธอเร็วขนาดนี้หรอก แต่ตอนนี้มันก็น่าจะถึงเวลาที่เธอจะเป็นอิสระจากชั้นเสียทีได้แล้ว มิคาเอลบอกอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก เปรโดยังคงใช้นามสกุลดาซิลวาต่อไป เธอกับลูกจะอยู่ที่นี่ก็ได้หรือจะไปไหนก็ได้แล้วแต่เธอ ส่วนเงินที่ชั้นจะจ่ายให้เธอทุกเดือนคือค่าตอบแทนที่เธอทำหน้าที่ของเมียได้ดีและดูแลชั้นเป็นอย่างดีตลอดมา บัญชีธนาคารในซองนั่นสำหรับค่าเล่าเรียนของเปรโด
เธอเป็นอิสระแล้วอิซาเบล มิคาเอลกล่าวในที่สุด
ขอบคุณสำหรับทุกอย่างมิคาเอล อิซาเบลสูดหายใจเข้าลึก รู้สึกสะท้อนใจกับการพูดอย่างเย็นชาไร้เยื่อใยของคนที่กำลังจะเป็นอดีตสามี แต่อย่างน้อยเขาแค่รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองต่อเธอและลูก ชั้นขอให้คุณโชคดีนะคะ ชั้นจะดูแลเปรโดอย่างดีที่สุดแม้ว่าคุณสนใจจะรู้หรือไม่ก็ตาม
ต่อไปนี้ถ้าเธอมีปัญหาอะไร ก็ติดต่อกับชั้นผ่านทนายก็แล้วกัน มิคาเอลเอ่ยตัดบท
ชั้นจะให้คาลอสมารออยู่หน้าห้อง เผื่อคุณจะเรียกใช้ อิซาเบลบอกแล้วกลับออกจากห้องไป
มิคาเอลสงบจนเกินไป มันเหมือนกับผิวหน้าราบเรียบของทะเลสาบ ที่ไม่มีใครรู้ว่าข้างใต้น้ำนั่นมีอะไรอยู่ เธอไม่ไว้ใจเอาเสียเลย มิคาเอลไม่มีทางนิ่งเงียบได้ขนาดนี้ถ้าเขาไม่มีแผนอะไรอยู่ในใจ เธอเห็นความเคียดแค้นล้ำลึกในดวงตาของเขายามที่เอ่ยถึงริคโค่และคุณแมคนีล และนั่นทำให้เธอเป็นห่วงริคขึ้นมาจับใจ หลังจากที่ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากฮวนและพาโบล สัญชาตญาณของเธอกำลังร้องเตือนว่ามิคาเอลกำลังจะกลายเป็นคนที่อันตรายมากกว่าเดิม ถึงตอนนี้สามีของเธอจะเหมือนเสือที่หมดเขี้ยวเล็บแต่เขาไม่มีทางที่จะลืมความแค้นที่ฝังใจเขาอยู่ไปได้อย่างแน่นอน
เป็นไงบ้างครับ? ฮวนถามทันทีที่อิซาเบลเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น
หญิงสาวเดินมานั่งที่โซฟาด้วยสีหน้าหนักใจไม่น้อย เขาสงบเกินไป นี่เหมือนไม่ใช่เขาเลย บอกตรงๆ ว่าชั้นไม่ไว้ใจสถานการณ์แบบนี้เอาเสียเลย
คุณคิดเหมือนผมอิซาเบล ฮวนกล่าวอย่างหนักใจพอกัน
เปรโดที่ตอนนี้นั่งอยู่บนตักของพาโบลมองแม่ที ฮวนทีอย่างไม่เข้าใจ มีอะไรเหรอฮะแม่
ไม่มีอะไรหรอกจ้ะลูกรัก อิซาเบลฝืนยิ้มให้ลูกชาย ยังไม่อยากบอกอะไรกับเด็กน้อยในตอนนี้
ริคเป็นยังไงบ้างคะ เธอหันมาถามกับฮวน
น่าเป็นห่วงเหมือนกันครับ จิตใจคงบอบช้ำน่าดู ฮวนถอนใจยังไม่ทันที่ทั้งสองจะคุยกันต่อ มิคาเอลที่เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาพร้อมกับคนรับใช้ที่ยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกไปใส่ท้ายรถด้านนอก เขาหยุดจ้องฮวนกับพาโบลที่ลุกขึ้นยืน เปรโดพอเห็นพ่อก็วิ่งไปกอดผู้เป็นแม่ไว้แน่นพลางมองไปที่เขาอย่างหวาดกลัว
ชั้นจะไปพักที่โรงแรมคืนนี้ เพื่อเตรียมเอกสารและเคลียร์เรื่องทุกอย่าง และจะออกเดินทางพรุ่งนี้ เขากล่าวอย่างเย็นชา
ผมจะให้คนของผมอำนวยความสะดวกให้คุณ ฮวนเอ่ยเสียงเรียบ
หึ!!!...อำนวยความสะดวก มิคาเอลแค่นเสียง ริคคงอยากให้พวกนายตามดูชั้นมากกว่าล่ะมั้ง
แต่อย่างน้อยคุณริคก็ทำเพราะเป็นห่วงคุณ!!! แล้วคุณล่ะเคยคิดถึงจิตใจของคุณริคบ้างรึเปล่า...คุณเคยคิดมั้ยว่าคุณริคต้องเป็นทุกข์ขนาดไหน พาโบลเอ่ยเสียงกร้าวอย่างเหลืออดเฮอะ!!! ป่านนี้สองคนนั่นไม่พรอดรักกันอย่างสบายใจไปแล้วเหรอ ที่สามารถกำจัดชั้นออกไปได้ มิคาเอลแค่นเสียงดูถูก
พาโบลจะถลันเข้าไปชกหน้ามิคาเอลสักที แต่ฮวนก็ยื่นแขนมากันไว้ก่อน
ฮวน!!! เขาร้องท้วงคุณอยากไปไหนก็เชิญเถอะ แล้วคุณจะต้องเสียใจที่คิดอย่างนั้นมิคาเอล ฮวนเอ่ยเสียงกร้าว แต่ผมก็ยืนยันว่าคนของผมจะช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณตามที่คุณริคขอร้องผมมา แต่จำไว้ว่าพวกเขาจะฟังแต่คำสั่งของผมเท่านั้น
มิคาเอลจ้องตากับฮวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดหน้า เดินกระแทกเท้าออกไปจากบ้าน เสียงรถที่แล่นออกจากบ้านไปทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสามคนในที่นั้นถอนใจไปตามๆ กัน
คุณพ่อไปไหนเหรอฮะ เสียงเล็กๆ ถามขึ้น
อิซาเบลทรุดตัวลงนั่งก่อนจะอุ้มเปรโดมานั่งตัก คุณพ่อกลับไปสเปนแล้วจ้ะ
นานแค่ไหนฮะ
นานมากจ้ะลูกรัก อิซาเบลตอบลูกชายน้ำตาคลอ
คุณพ่อจะไม่อยู่กับเราแล้วเหรอฮะแม่ เปรโดถามเสียงสั่น น้ำตาคลอหน่วย
อิซาเบลกอดลูกชายไว้แน่น ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะจ๊ะลูก เราจะอยู่กันสองคนได้มั้ย
เปรโดเงยหน้าขึ้นมองมารดายกมือขึ้นปาดน้ำตา ได้สิฮะแม่ เราอยู่กันสองคนนะฮะ
จ้ะๆ ลูกรักของแม่ อิซาเบลยิ้มทั้งน้ำตา ขึ้นไปข้างบนกับแม่นะ เธอบอกก่อนจะอุ้มเปรโดขึ้น ขอตัวกับฮวนและพาโบลก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นบน
ฮวนนั่งลงที่โซฟา มองชายหนุ่มที่ยืนกำหมัดแน่นก่อนจะถอนใจเบาๆ จะดึงให้พาโบลนั่งลงข้างๆ แต่โดนสะบัดมือออก
พาโบล... ฮวนเรียกเขาอย่างอ่อนโยน
ทำไมคุณถึงห้ามผมล่ะครับ!! คุณไม่เห็นเหรอว่าเขาไม่มีความสำนึกเอาซะเลย พาโบลพูดเสียงดังด้วยความโกรธ
แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรที่นายจะต้องเจ็บมือด้วย คนแบบมิคาเอลไม่ว่านายจะทำยังไงก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก ฮวนเอ่ยเสียงเรียบ
พาโบลหันมาสบตากับร่างสูง ก่อนจะเดินมากระแทกตัวลงนั่งข้างๆ ด้วยใบหน้ามุ่ยสนิท แล้วจะปล่อยไปแบบนี้เหรอครับ
ฮวนยิ้มมุมปาก มีพวกของแมคนีลตามดูอยู่แล้วเราไม่ต้องทำอะไรหรอก อีกอย่างชั้นก็ให้คนของเราจับตาดูอยู่ห่างๆ แล้วด้วย
นี่คุณไปเป็นพันธมิตรกับพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน พาโบลถามอย่างแปลกใจพวกเราไม่เคยเป็นศัตรูกันสักหน่อย ฮวนตอบยิ้มๆ
พาโบลทำตาปริบๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อย เมื่อกี้ผมขอโทษนะครับที่ทำแบบนั้น
ฮวนขยี้ผมร่างบางเบาๆ ช่างเถอะชั้นไม่ได้โกรธซักหน่อย ชั้นเองก็อยากตั๊นหน้ามิคาเอลเหมือนกัน ว่าแต่พวกเรากลับไปหาคุณริคกันดีกว่า ทางนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ ชายหนุ่มบอกแล้วลุกขึ้นยืน
นั่นสิครับ ไม่รู้คุณริคจะเป็นยังไงบ้าง พาโบลทำสีหน้ากังวล ฮวนเพียงแค่ยิ้ม เขารู้ว่าแมคนีลคงไม่ปล่อยให้ริคโค่ต้องทุกข์ใจอยู่เพียงลำพังแน่ มาร์คัส แมคนีลเป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ขนาดเขายังอดชื่นชมไม่ได้เลย สมแล้วที่อังเคลอยากพบตัวจริงริคโค่นั่งนิ่งๆ อยู่ในอ้อมแขนนี้มานานเท่าไหร่เขาเองก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่าน้ำตาของเขาเหือดแห้งไปแล้ว เสียงเต้นของหัวใจดังอย่างสม่ำเสมอที่ใต้หู ความอบอุ่นจากร่างกายที่แนบชิด ฝ่ามือใหญ่ที่กุมมือเขาไว้หลวมๆ อย่างอ่อนโยน ทุกๆ อย่างที่ถ่ายทอดมาจากร่างสูงใหญ่ทำให้เขาสงบลง ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้เขาได้มีเวลาทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างถ้วนถี่ และคิดหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะก้าวเดินต่อไปในวันพรุ่งนี้
แน่นนอนว่าความรักที่เขามีต่อมาร์คไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือลดน้อยลงเลย แต่หน้าที่ที่เขามีต่อครอบครัวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ตอนนี้เหลือเพียงตัวเขาที่จะต้องรักษาและพาบริษัทให้ก้าวไปข้างหน้า ตอนนี้เขาเพียงแต่หวาดหวั่นต่อหน้าที่ในทางบริหารที่เขาแทบไม่มีประสบการณ์เลย แล้วนี่เขาจะทำยังไงดี
คุณกำลังกังวลอะไรอยู่หรือเปล่าริค? เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้น เมื่อรับรู้ถึงความกังวลลึกๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางในอ้อมแขน
ถ้าผมบอกว่าไม่ ก็คงเป็นการโกหกตัวเอง ริคโค่เอ่ยเบาๆ ก่อนจะถอนใจ นี่เขาไม่อาจปกปิดสิ่งใดจากมาร์คเลยอย่างนั้นหรือ ร่างบางขยับตัวออกจากอ้อมกอดอบอุ่นขึ้นนั่งตัวตรง ซึ่งมาร์คก็คลายวงแขนแต่โดยดี
มันก็เรื่องบริษัทนั่นแหละครับ คุณก็ทราบที่ผมไม่ถนัดเรื่องการบริหาร ตอนมิคาเอลไม่อยู่ผมก็ได้ฮวนช่วยไว้ แต่ต่อไปนี้ผมไม่มั่นใจว่าผมจะทำมันได้ดี
ผมเข้าใจ... มาร์คเอ่ยขึ้น การบริหารงานมันต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และฝีมือควบคู่กันไป เขาหันมาสบตาสีทองสวยของริคโค่ แต่คุณเป็นคนเก่งนะริค คุณต้องทำได้แน่ ผมคงช่วยแนะนำคุณได้หากว่าคุณจะต้องการ
มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นน่ะสิครับ ก็ในเมื่อตอนนี้คุณเป็นเจ้าของบริษัทนี้ครึ่งหนึ่ง ริคโค่เอ่ยจริงจัง ไม่ได้ต้องการประชดชายหนุ่มแต่อย่างใด คำแนะนำของคุณจำเป็นและสำคัญกับผมอย่างมาก
มาร์คยิ้มนิดๆ ถ้าอย่างนั้นผมก็ยินดี
คำตอบของมาร์คเรียกรอยยิ้มน้อยๆ ให้ผุดขึ้นที่ริมฝีปากของริคโค่ และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับมาร์คในตอนนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับริคโค่ในอนาคต แต่มาร์คก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า จะต้องรักษารอยยิ้มของริคโค่เอาไว้แบบนี้ให้จงได้...
มิคาเอลออกเดินทางไปแล้วอย่างเงียบเชียบในวันรุ่งขึ้น ไม่ยอมแม้แต่จะพบกับริคโค่สักครั้งซึ่งอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ฮวนให้ลูกน้องตามพี่ชายของเขาไปด้วย ซึ่งเขาก็ได้รายงานจากชายหนุ่มว่ามิคาเอลสบายดี และกลับไปอยู่บ้านของพ่อแม่พวกเขาที่สเปน และในวันเดียวกันนั้นริคโค่ก็ได้รับเอกสารมอบอำนาจและโอนทุกอย่างมาเป็นของเขาปึกใหญ่จากทนายความ แม้ว่าเขาจะเจ็บปวดและเสียใจแค่ไหนแต่ก็ไม่มีเวลามาคิดถึงมันมากนัก
หนึ่งอาทิตย์แห่งความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในบริษัทของเขา แต่ริคโค่ก็รู้สึกว่าพนักงานในบริษัทมีความกระตือรือร้นขึ้นมากกว่าตอนที่มิคาเอลยังอยู่ มาร์คมาที่บริษัทของเขาวันเว้นวันเพื่อช่วยให้คำแนะนำแก่เขา อีกทั้งยังให้คนมาช่วยงานเขาในหลายๆ ด้านและให้เขารับพนักงานเพิ่มในบางตำแหน่ง ตอนนี้บริษัทของเขากำลังเข้ารูปเข้ารอยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
การเจรจาเรื่องผลประโยชน์ในหุ้นส่วนก็ไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อยเพราะไม่ว่าเขาจะเสนออะไรมาร์คก็ไม่ขัดสักเรื่องยกเว้นผลประโยชน์ในส่วนของตนเอง มาร์คเสนอว่าส่วนที่ริคโค่ต้องการเพิ่มให้เขานั้น ให้เอาไปเป็นสวัสดิการด้านต่างๆ ของพนักงานแทน ริคโค่ไม่ยอมในตอนแรกแต่เถียงอย่างไรก็ไม่ชนะ สุดท้ายจึงต้องยอมตามในที่สุด เขาไม่แปลกใจอีกแล้วว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้รับความนับถือและภักดีจากลูกน้องอย่างมากมาย
ส่วนฮวนกับพาโบลที่คอยช่วยเหลือเขาอยู่ข้างๆ ตลอดเวลาตอนนี้เดินทางกลับไปสเปนแล้ว ทีแรกทั้งสองคนบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไป แต่เขาก็อ้างเหตุผลหลายๆ อย่างขึ้นมาจนทั้งคู่เถียงไม่ออกต้องยอมทำตามที่เขาบอก ก่อนไปฮวนยังบ่นเรื่องความดื้อดึงที่มาผิดเวลาของเขาอยู่เลย แต่ทำไงได้...ริคโค่รู้ดีว่าฮวนกับพาโบลก็เป็นห่วงคุณลุงเหมือนกัน จะให้เขาเห็นแก่ตัวดึงทั้งคู่เอาไว้นานๆ ได้ยังไง แม้ว่าคุณลุงจะอนุญาตก็ตามที
ตอนนี้พอทั้งคู่ไม่อยู่ เขาก็อดที่จะรู้สึกเหงาขึ้นมาไม่ได้
คุณริคคะ ตัวแทนของไอ.ที.ซี. มาถึงแล้วค่ะ เสียงจากอินเตอร์คอมฯดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของเขาเชิญเข้ามาเลยครับ เขาตอบกลับไปพร้อมกับลุกขึ้นยืนเมื่อประตูเปิดออก
ร่างสูงใหญ่คุ้นตาเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม ตามหลังมาด้วยชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่หน้าตาละม้ายคล้ายกันมาก ผิดกันแค่ตัวเล็กกว่าเท่านั้น
ยินดีที่ได้พบอีกครั้งคุณริคโค่ ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยทักขึ้นก่อน พร้อมกับยื่นมือออกมา
ยินดีเช่นกันครับคุณเคลย์ตัน ริคโค่จับมือกับชายหนุ่ม ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
นั่นจริงหรือเปล่า? เคลย์ตัน เฮลฟอร์ดถามพลางเลิกคิ้วอย่างล้อเลียน
ริคโค่หลุดหัวเราะออกมา ถึงเคลย์ตันจะอยู่ในแผนล่อหลอกของมาร์คก็จริง แต่งานที่เสนอมาให้บริษัทของเขาก็เป็นของจริง อีกอย่างเขาก็ถูกอัธยาศัยกับชายหนุ่มด้วย ก็เลยไม่ได้โกรธอะไรมากมาย
จริงสิครับ ริคโค่บอกยิ้มๆร่างสูงถอนใจอย่างโล่งอกที่เห็นรอยยิ้มของริคโค่
ผมเคยบอกแล้วนี่ว่าให้เรียกผมว่าเคลย์ แล้วนี่ก็ผู้ช่วยคนใหม่ของผมวิลเลี่ยม แบล็คสตอร์มยินดีที่ได้รู้จักครับ ริคโค่จับมือกับชายหนุ่มที่ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างกับเคลย์
ยินดีเช่นกันครับ เรียกผมว่าวิลก็ได้ วิลเลี่ยมเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม
เชิญนั่งก่อนนะครับ เดี๋ยวห้องประชุมพร้อมแล้วผู้ช่วยของผมจะมาตามเอง ริคโค่เดินนำชายหนุ่มทั้งสองไปที่โซฟารับรองผมต้องขอโทษด้วยที่บอกคุณไม่ได้เรื่องนั้น แต่โปรเจคที่ให้คุณทำเป็นของจริงนะครับ เคลย์พูดขึ้นเมื่อทั้งหมดนั่งลงที่โซฟา
ผมรู้ครับ ผมไม่ได้โกรธคุณสักหน่อย ริคโค่ยิ้มกับเสียงถอนใจอย่างโล่งอกอีกครั้งของชายหนุ่ม
แล้วเรื่องที่ผมจะใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดของพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ ที่ผมเคยปรึกษาคุณครั้งที่แล้วล่ะครับ คุณคิดว่าเป็นไปได้แค่ไหน เคลย์ถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ
มันก็เป็นไปได้นะครับ เพียงแต่คุณจะต้องมีระบบสำรองที่ดีพอๆ กับระบบหลัก เพราะหากเกิดอะไรขึ้นจะได้ทดแทนกันได้ ริคโค่ตอบ
เพราะอย่างนั้นผมถึงต้องพึ่งฝีมือของคุณที่จะทำโปรแกรมป้องกันไม่ใช่หรือครับ เคลย์เอ่ยยิ้มๆ
อย่าบอกนะครับ ว่าคุณได้งานนี้มาแล้ว ริคโค่ถามอย่างแปลกใจ
คุณคิดว่าไงล่ะ ชายหนุ่มทำหน้าเจ้าเล่ห์
ยังไม่ทันที่ริคโค่จะตอบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แดนนี่ผู้ช่วยของริคโค่ก้าวเข้ามา เขาส่งยิ้มให้เจ้านาย
ห้องประชุมพร้อมแล้วครับ แต่พอสายตาของเขาเลื่อนไปที่ชายหนุ่มทั้งสองที่นั่งอยู่กับริคโค่ แดนนี่ก็เบิกตาโพลงตัวแข็งขึ้นมาทันที
วิลเลี่ยมเองก็มีอาการไม่ต่างกัน เขาผุดลุกขึ้นยืนอย่างตกตะลึงเมื่อได้เจอกับคนที่เขาไม่คิดว่าจะได้พบอีกเป็นครั้งที่สองในชีวิต แดเนียล!!!...
นะ นาย แดนนี่พึมพำอย่างไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้าคือใครกันแน่ แต่แววตาอ่อนโยนที่มองมาทำให้ค่อยๆ แน่ใจขึ้น วิล นายคือวิลเลี่ยมวิลเลี่ยมยิ้มอย่างโล่งอก ใช่ ชั้นคือวิลเลี่ยม
แดนนี่ถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินช้าๆ เข้าไปหาริคโค่และเคลย์ตันที่ตอนนี้ต่างก็ยืนมองเขาและวิลเลี่ยมอย่างสงสัยเต็มที่
พวกนายรู้จักกันอย่างนั้นเหรอ เคลย์เอ่ยถามขึ้นเป็นคนแรก
ใช่ครับ มันนานมากแล้ว แดนนี่ตอบอ้อมแอ้ม
ห้าปี วิลเลี่ยมเอ่ยขึ้น แล้วทั้งแดนนี่และวิลเลี่ยมก็สบตากันนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง
แดนนี่ มอร์แกนผู้ช่วยของผม แดนนี่นี่คุณเคลย์ตัน เฮลฟอร์ดกับผู้ช่วย ริคโค่แนะนำ
ยินดีที่รู้จักครับคุณเฮลฟอร์ด คุณริคเคยพูดถึงคุณให้ผมฟังมาบ้างแล้ว แดนนี่ยิ้มพลางจับมือที่ยื่นมาของชายหนุ่มเขย่าเบาๆ แรงกระชับแน่นจากฝ่ายตรงข้ามทำให้เขาแปลกใจอยู่บ้าง แต่ชายหนุ่มก็ปล่อยมือของเขาก่อนที่เขาจะคิดอะไรมากไปกว่านั้นยินดีเช่นกันครับ เคลย์เอ่ยเรียบๆ ผมว่าเราเข้าประชุมกันดีกว่ามั้ยครับ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว
งั้นก็เชิญครับ ริคโค่เอ่ยขึ้นแล้วผายมือให้เคลย์เดินคู่ไปกับเขา แดนนี่และวิลเลี่ยมเดินตามหลังมา ตรงไปสู่ห้องประชุม...
มาร์คกับเจอโรมมาที่บริษัทของริคโค่เมื่อก่อนเที่ยงเล็กน้อย ชายหนุ่มรู้ว่าเคลย์ตันมาประชุมกับริคโค่ และน่าจะประชุมกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงอยากถือโอกาสชวนทั้งคู่ไปทานกลางวันกันเสียเลย
แต่มาร์คไม่ได้ตั้งตัวกับภาพที่เห็นตอนที่เขาก้าวออกมาจากลิฟท์ พอดีกับเคลย์ตันและริคโค่เดินคุยกันออกมาจากห้องประชุมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มือของชายหนุ่มร่างสูงที่แตะไหล่ของริคโค่บ่งบอกถึงความสนิทสนมของทั้งสองเป็นอย่างดี มาร์ครู้สึกราวกับเหมือนโดนตีแสกหน้าอย่างจัง ร้อนวาบในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อ้าว!!! คุณมาร์ค คุณเจอโรม เคลย์ตันทั้งดีใจทั้งแปลกใจที่เห็นมาร์คยืนอยู่ เช่นเดียวกันกับริคโค่
มาร์ค!!!
แววตาของริคโค่ไม่อาจปิดบังความยินดีที่เห็นชายหนุ่มได้เคลย์ตันเลิกคิ้วอย่างสนใจ เมื่อได้ยินริคโค่เรียกชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายของเขาอย่างสนิทสนม ริคโค่ส่งยิ้มให้เจอโรมที่ยืนอยู่ด้านหลังของมาร์คก่อนจะเดินเข้าไปหา
เชิญที่ห้องผมดีกว่านะครับ มีอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย หรือว่าที่นี่มีปัญหาอะไร
ไปที่ห้องของคุณก่อน มาร์คบอกเสียงแข็ง แม้จะพยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นของตัวเองแล้วก็ตามที
ริคโค่สะดุดน้ำเสียงของมาร์คแต่ก็รีบเดินนำไปที่ห้องของเขา หลังจากที่เชิญให้ทุกคนนั่งโซฟารับรองแล้ว ริคโค่ก็หันไปสบตาเจอโรมเป็นเชิงถาม เจอโรมส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่รู้เหมือนกัน
รังสีอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่างสูงทำเอาอีกสามคนอึดอัดไปตามๆ กัน มาร์คก็พอจะรู้ตัว เพราะตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาจะรู้สึกเป็นเจ้าของริคโค่รุนแรงถึงขนาดนี้ ตั้งแต่เกิดมาเขาก็เพิ่งจะสัมผัสกับความรู้สึกที่เรียกว่า หึง อย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกก็วันนี้แหละ
พอดีชั้นรู้ว่านายจะมาประชุมที่นี่ ก็เลยกะว่าจะมาชวนนายกับริคไปกินกลางวันด้วยกัน มาร์คเอ่ยขึ้นในที่สุด หลังจากปรับอารมณ์และสีหน้ามาสู่ปกติได้สำเร็จ
งั้นก็ดีสิครับ เคลย์ตันเอ่ยขึ้น อมยิ้มนิดๆ ผมรู้นะว่าคุณกำลังรอรายงานจากผมเรื่องของพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่ทางรัฐกำลังจะสร้าง
นายได้มันมาแล้วใช่มั้ยล่ะ มาร์คเอ่ยดักคออย่างรู้ทัน
เคลย์ตันหัวเราะเบาๆ ผมน่าจะรู้ คนของคุณไวกว่าผมเสียอีก ผมก็เพิ่งคุยกับริคโค่ก่อนจะออกมาจากห้องประชุมนี่ล่ะครับ
เท่าที่เคลย์บอกผม มันเป็นโครงการใหญ่ที่น่าสนใจมากครับ ริคโค่เอ่ยขึ้นบ้าง
ริคโค่ กับ เคลย์ อย่างนั้นเหรอ ช่างเรียกขานกันได้อย่างสนิทสนมเหลือเกินนะ มาร์คอดที่จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้
เราไปกันเลยดีมั้ย แล้วผู้ช่วยของนายล่ะเคลย์ มาร์คเอ่ยถามพร้อมกับลุกขึ้นยืน
วิลขอตัวไปคุยกับแดนนี่น่ะครับ บังเอิญพวกเขาเป็นเพื่อนเก่ากัน ชายหนุ่มตอบแล้วลุกขึ้นตาม
เจอโรมเดินนำ พลางพยักหน้าให้เคลย์เดินไปพร้อมกับเขา ชายหนุ่มหันไปมองริคโค่กับมาร์คแว่บหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปากนิดๆ แล้วเดินตามเจอโรมไป
คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับมาร์ค? ริคโค่อดถามร่างสูงไม่ได้ เพราะเขารู้สึกได้ถึงความไม่พอใจลึกๆ ของชายหนุ่ม
มาร์คสบตาสีทองที่กำลังมองมาอย่างค้นหา เป็นห่วงผมเหรอ เขาเลือกที่จะตอบคำถามด้วยคำถาม เพื่อดึงความสนใจของริคโค่ไปทางอื่น
ริคโค่หน้าแดงเล็กน้อย หลบตาคมวูบ ไปเถอะครับ เดี๋ยวสองคนนั้นจะรอนาน ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่องในทันที
มาร์คยิ้มนิดๆ เริ่มออกเดินโดยมีริคโค่เดินเคียงข้างมาด้วย และตลอดทางจากห้องของริคโค่ไปยังลิฟท์ ทั้งคู่ต่างก็นิ่งเงียบ จมอยู่ในความคิดของตน
เขาคงต้องหัดเก็บความรู้สึกมากกว่านี้ ริคโค่เตือนตัวเองในใจ ปกติมาร์คก็อ่านเขาออกทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว เขาไม่อยากให้มาร์ครู้ใจเขามากไปกว่านี้ เพราะนับวันมาร์คจะยิ่งครอบครองพื้นที่ในใจของเขามากขึ้นๆ ทุกที จนมันแทบจะไม่เหลือที่ให้ใครอื่นอีกเลย
มาร์คแอบเหลือบมองริคโค่ที่กำลังเดินอยู่เคียงข้างเขา นึกถึงภาพเมื่อครู่อีกครั้งเปรียบเทียบกันระหว่างตัวเองกับชายหนุ่มอย่างเคลย์ตัน และเขาก็ต้องยอมรับว่าเคลย์หนุ่มกว่า มีความเป็นกันเองมากกว่า ทำให้คนรอบข้างอยากใกล้ชิดมากกว่า อีกอย่างเคลย์ก็มีเสน่ห์ทั้งกับเพศตรงข้ามและเพศเดียวกันมากๆ อีกด้วย
แล้วนี่เขาเป็นอะไรไป!!! ทำไมต้องเปรียบเทียบตัวเองกับชายหนุ่มอย่างเคลย์ด้วย!!! ทำไมเรื่องของริคถึงได้มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขาและความรู้สึกของเขามากมายถึงขนาดนี้นะ
ทั้งคู่เดินมาถึงหน้าลิฟท์ที่เจอโรมและเคลย์ยืนรออยู่ สายตาของเพื่อนรักที่มองมาอย่างเป็นห่วงช่วยเตือนสติให้เขาดึงตัวเองกลับมาได้อีกครั้ง มาร์คกลับคืนสู่ความเรียบเฉยเย็นชาเหมือนปกติ เก็บซ่อนอารมณ์หวั่นไหวไว้ภายในอย่างมิดชิด แต่ภายในใจไม่ได้สงบเหมือนท่าทีภายนอกแม้แต่น้อย
เคลย์ตันมองสบตาผู้เป็นทั้งเจ้านายและคนที่เขาเคารพรักยิ่งกว่าใคร เขามองเห็นประกายไฟของความไม่พอใจเล็กๆ ในนั้นชั่วแว่บก่อนที่มาร์คจะเก็บซ่อนลงไป จากนั้นก็เหลือบมองต้นเหตุแห่งความไม่พอใจแว่บหนึ่ง ก่อนจะหันไปอีกทางพลางลอบยิ้มนิดๆ
เขาพอจะรู้มาบ้างว่าอะไรเป็นอะไรระหว่างคนทั้งคู่และเขาก็รู้ด้วยว่า แม้ว่าพี่ชายของริคโค่จะไม่อยู่ที่นี่แล้วก็ตาม แต่ระหว่างมาร์คและริคโค่ก็ยังมีกำแพงสูงกั้นอยู่ มันขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะกล้าทำลายกำแพงนั้นหรือเปล่าเท่านั้น
แล้วเขาจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดีล่ะ จะอยู่เฉยๆ หรือว่าเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง...
###################################################