Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

 

Chapter 16

“…นี่...แดนนี่” ริคโค่ต้องเรียกแดนนี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วเขาก็ไม่ได้นับ ชายหนุ่มเหม่อลอยเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งแต่กลับเข้ามาทำงานในช่วงบ่าย

“อะ...คุณริคเรียกผมเหรอครับ” แดนนี่รู้สึกตัวหันกลับมา

“ถ้าไม่มีสมาธิก็อย่าเพิ่งทำงานเลย นายกลับห้องไปก่อนเถอะ” ริคโค่บอกอย่างห่วงใย

“ผมขอโทษครับ...” แดนนี้รู้สึกเหมือนโดนตำหนิ แม้จะรู้ว่าเจตนาของริคโค่ไม่ใช่อย่างนั้น

“ชั้นไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย...ว่าแต่นายไม่เป็นไรแน่นะ”

“ครับ” เป็นคำตอบที่เบาเสียจนริคโค่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นจริง

แดนนี่ลุกขึ้นเดินออกจากห้องของทำงานของเขาไปอย่างเหม่อลอย ริคโค่มองตามด้วยความเป็นห่วง ตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ได้รู้จักแดนนี่มา ชายหนุ่มไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

แล้วตัวเขาเองล่ะ!! เขาก็ไม่มีสมาธิเหมือนกันกับแดนนี่นั่นแหละ!!!

ริคโค่ถอนใจเฮือกใหญ่ เอนหลังพิงเก้าอี้ดวงตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

เมื่อกลางวันมาร์คดูเงียบขรึมผิดปกติและเขาก็รู้สึกถึงความไม่พอใจบางอย่างที่ชายหนุ่มมีต่อเคลย์ ด้วย ริคโค่พยายามคิดแล้วคิดอีกแต่ก็คิดไม่ตกว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมวันนี้มาร์คถึงดูเย็นชานักทั้งที่ช่วงหลังๆ มานี่ชายหนุ่มไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

เขาไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองเลย เพราะถ้ามาร์คจะรู้สึกไม่พอใจที่เคลย์กับเขาสนิทสนมกัน มันก็หมายความว่า...

แต่...มันคงไม่มีทางเป็นไปได้ในตอนนี้ บาดแผลของเขายังสดใหม่อยู่ ความรู้สึกผิดยังคงเกาะกินใจเขา แต่เขาก็ยังอดดีใจไม่ได้ทุกครั้งที่ได้เห็นมาร์ค เขาคงต้องหัดเก็บซ่อนอารมณ์ให้ดีกว่านี้ ยังไงเขาก็ให้มาร์ครู้ไม่ได้ว่าความรู้สึกของเขาคือความรัก

ริคโค่ถอนใจเบาๆ ก่อนจะกลับไปสนใจงานตรงหน้าอีกครั้ง...

“นี่ข้อมูลที่ต้องการครับเจ้านาย” ฟิลล์วางเอกสารที่ได้รับคำสั่งให้เอามาให้บนโต๊ะทำงานของมาร์ค

“ขอบใจ” มาร์คเอ่ยตอบเนือยๆ

ฟิลล์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นมาร์คไม่กระตือรือร้นเหมือนทุกที “แล้วแฟ้มที่จะให้ผมทำแทนคุณเจอโรมล่ะครับ”

“หือ...ชั้นให้พาเมล่าเอาไปให้นายที่ห้องเมื่อครู่นี้เอง” มาร์คบอก

“...งั้นผมขอตัวนะครับเจ้านาย” เมื่อได้รับการพยักหน้าแทนคำตอบ ฟิลล์จึงออกจากห้องทำงานของเจ้านายไปด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

ฟิลล์เดินกลับไปที่ห้องทำงานของเขาและอเล็กซ์ ภาพที่เห็นทำเอาเขาชะงักกึก พาเมล่าเลขาคนสวยของเจ้านายกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของอเล็กซ์ในท่าที่ค่อนข้างยั่วยวน มือเรียวข้างหนึ่งของเธอกำลังไต่อยู่บนแขนของชายหนุ่ม เขารู้อยู่ว่าพาเมล่าชอบอเล็กซ์แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกเจ็บที่หัวใจเมื่อเห็นใครคนอื่นกำลังแตะต้องอเล็กซ์แบบนี้

“อุ๊ย!!! คุณฟิลล์มาแล้วเหรอคะ...เอ่อ...แฟ้มอยู่บนโต๊ะนะคะ” พาเมล่าแทบจะกระโดดลงมาจากโต๊ะ เธอโปรยยิ้มหวานให้อเล็กซ์ก่อนจะขอตัวออกไป

ฟิลล์เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานหยิบแฟ้มมาเปิดดู ด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่ไม่อยากแสดงออกมา

“ฟิลล์...” อเล็กซ์เรียกขาน

คนถูกเรียกตวัดสายตาขุ่นๆ ขึ้นมองหน้าคู่หู ก่อนจะก้มลงมองแฟ้มในมือต่อ แม้ดวงตาจะไล่ไปตามตัวหนังสือแต่กลับอ่านไม่รู้เรื่องเลย ทำไมเขาต้องรู้สึกโกรธด้วยที่เห็นใครคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขากำลังแตะต้องอเล็กซ์ แถมเจ้าตัวก็ไม่มีทีท่าจะห้ามปรามด้วย

ก็ไหนบอกเขาว่าเคยไม่สนใจไง แล้วทำไม!!!...

อเล็กซ์แอบยิ้มกันท่าทีของฟิลล์ มีแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่เขาจะเห็นฟิลล์แสดงอารมณ์ออกมาแบบนี้ ปกติเก็บอารมณ์เก่งจะตายไป ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินอย่างเงียบกริบไปล็อคประตูห้อง

“นายคิดจะทำอะไรอเล็กซ์!!!” ฟิลล์เงยหน้าขึ้นทันใดเมื่อได้ยินเสียงดัง ‘คลิ๊ก’ ของกลอนประตู

“แค่อยากคุยกับนายแบบไม่มีใครมารบกวน” อเล็กซ์ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของฟิลล์

“คุยอะไร!!! มีอะไรต้องคุยด้วย!!!” ฟิลล์ถามเสียงขุ่น จ้องหน้าคู่หูเขม็ง

“ฟิลล์...” อเล็กซ์เดินมาถึงตัว ฟิลล์ก็ลุกหนีไปอีกทางแต่ร่างสูงก็เดินมาขวางไว้ได้ก่อน “นายเป็นอะไร”

“เป็นอะไร!! ชั้นจะไปคุยกับเจ้านาย!! หลีกไปนะ!!” ฟิลล์รีบเอาแฟ้มยันหน้าอกอเล็กซ์เมื่อชายหนุ่มเริ่มก้าวเข้ามาใกล้เขามากขึ้น

“ไม่หลีก!!” อเล็กซ์ดึงแฟ้มในมือของฟิลล์มาวางไว้บนโต๊ะ แล้วรวบตัวคู่หูมาไว้ในวงแขนอย่างรวดเร็ว

“อเล็กซ์!!! ปล่อยนะ!!! นายอย่ามาทำแบบนี้ในที่ทำงานนะ!!!” ฟิลล์ดิ้นไม่หลุด อเล็กซ์แข็งแรงกว่ามาก เขาจึงทำได้แค่เอาสองมือยันหน้าอกชายหนุ่มไว้สุดแรง

“บอกก่อนสิว่านายเป็นอะไร!!” อเล็กซ์เอ่ยอย่างใจเย็น “หรือว่านายหึง?”

คำถามนั้นจี้ใจดำจนฟิลล์หน้าร้อนผ่าว “หึง!!! ทำไมชั้นถึงต้องหึงด้วย!!!”

“ก็เพราะนายเริ่มชอบชั้นแล้วน่ะสิ...ใช่รึเปล่าฟิลล์” อเล็กซ์ถามอย่างต้องการคำตอบ

ฟิลล์หน้าแดงจัดขึ้นไปอีก รีบก้มหน้าหลบตาคมๆ ที่จ้องมา ใช่...เขารู้ใจตัวเองดีว่าเขาเองก็ชอบอเล็กซ์เหมือนกัน แต่จะให้เขายอมรับออกมาตอนนี้น่ะไม่มีทางซะล่ะ ก็นี่มันเหมือนกับอเล็กซ์แกล้งสร้างสถานการณ์ให้เขาหึงเลยนี่นา

“ใครบอกนาย!!! ปล่อยชั้นได้แล้ว!!!” ฟิลล์ปฏิเสธเสียงแข็ง

ร่างสูงหน้าเจื่อนจนฟิลล์ใจหาย วงแขนที่กอดรัดค่อยๆ คลายออก

อเล็กซ์ถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยสีหน้าที่ฟิลล์อ่านไม่ออก “ขอโทษ...” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นแล้วหันหลังกลับ

“อเล็กซ์!!!” มือไวเท่าความคิด ฟิลล์รั้งแขนชายหนุ่มไว้ทันที ชายหนุ่มหยุดเดินแต่ไม่หันกลับมา “คือชั้น...”

“ไม่เป็นไรหรอกฟิลล์...ชั้นเข้าใจแล้ว...” อเล็กซ์ตัดบทเสียงเรียบ

“ไม่ใช่!!...เอ่อ...ชั้นไม่ได้หมายความอย่างนั้น...” ฟิลล์ใจหายวาบ น้ำเสียงของอเล็กซ์ทำไมถึงได้ห่างเหินแบบนี้ “นายก็รู้นี่ว่าชั้น...”

“ชั้นรู้” อเล็กซ์เอ่ยขึ้น “ชั้นมันอึดอยู่แล้วไม่เป็นไรหรอก ก็หลงรักนายมาตั้งหลายปีแล้วนี่ไม่เคยคิดจะให้นายรู้ด้วยซ้ำ ชั้นแค่ดีใจที่เห็นว่านายก็หวงชั้นเหมือนกันแต่ดูท่าชั้นจะเข้าข้างตัวเองมากไปหน่อย...ฟิลล์!!!” เขาร้องอย่างตกใจเมื่อโดนโอบกอดจากด้านหลังไว้เต็มแรง

“อย่าพูดแบบนั้นได้มั้ย...” ฟิลล์บอกเสียงอู้อี้มาจากด้านหลัง

อเล็กซ์ยิ้มกว้าง เขารู้ว่าความรู้สึกของฟิลล์ที่มีต่อเขาไม่ได้ต่างจากที่เขามีเลย เพียงแต่ฟิลล์ยังไม่กล้าพูดมันออกมาเท่านั้น แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็อยากได้ยินคำคำนั้นจากปากของฟิลล์เหลือเกิน ชายหนุ่มปลดแขนที่โอบรอบตัวเขาออก ก่อนจะหมุนตัวกลับไปกอดร่างเล็กกว่าของคู่หูไว้อย่างอ่อนโยน

“ขอโทษ...” อเล็กซ์กระซิบเบาๆ ที่ข้างหู

“จะบ้าเหรอ!! นายจะขอโทษทำไมเล่า!!!” ฟิลล์เงยหน้าขึ้นโวยใส่ “ชั้นต่างหากที่ควรจะขอโทษ!!”

อเล็กซ์ยิ้ม ยกมือขึ้นลูบไล้ข้างแก้มแดงๆ ของฟิลล์ “นายจะขอโทษชั้นเรื่องอะไร?”

“ก็...ชั้นพูดจาไม่ดี...”

“พูดไม่ตรงกับใจมากกว่ามั๊ง” อเล็กซ์ขัดขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มฉายแววจริงจัง

ฟิลล์ไม่อาจหลบสายตาลึกซึ้งของอเล็กซ์ได้เลย “ชั้น...คือชั้นไม่รู้...ชั้นรู้แต่ว่าชั้นไม่อยากเห็นใครแตะต้องนายแบบนั้น แค่คิดว่าคนอื่นได้ทำในสิ่งที่ชั้นไม่ได้ทำแล้วชั้นก็...ก็...” เมื่อได้พูดแล้วคำพูดก็หลั่งไหลออกมาจนหมด

“แล้วทำไมนายถึงไม่ทำล่ะ…ที่ชั้นไม่อยากเอ่ยปากเพราะอย่างน้อยพาเมล่าก็เป็นผู้หญิงแถมยังเป็นเลขาเจ้านาย พูดไปเธอจะอายเปล่าๆ ชั้นบอกนายชัดเจนแล้วนี่นาว่าชั้นรักนายคนเดียวเท่านั้น” อเล็กซ์เอ่ยอย่างจริงจัง

“ก็…ก็มันเขินนี่นา…ชั้นทำงานใกล้ชิดนายมาตั้งหลายปี…อยู่ๆ ก็เพิ่งมารู้ตัวว่าความรู้สึกมันเปลี่ยนไป ชั้นก็เลยไม่รู้จะทำยังไงดี” ฟิลล์สารภาพเสียงอ่อย

“นายนี่น๊า…บอกใครเขาจะเชื่อว่านายเคยมีเมียมีลูกมาแล้วเนี่ย” อเล็กซ์ส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มแดงๆ ฟอดใหญ่

“อเล็กซ์!!!” ฟิลล์ร้องท้วงที่โดนโขมยหอมแก้ม

อเล็กซ์เชยคางคู่หูให้สบตากับเขา “นายไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น ชั้นอยากให้นายรู้ว่าชั้นเต็มใจจะยืนอยู่ข้างๆ นายเสมอไม่ว่าจะในฐานะอะไร เหมือนมันเป็นเรื่องปกติที่ถ้ามีนายก็ต้องมีชั้นทำนองนั้นแหละ”

ฟิลล์ยิ้ม “มีอดีตหัวหน้าหน่วยซีลอยู่ข้างตัวตลอดเวลาเนี่ยนะเรื่องปกติ ถ้าเป็นเจ้านายก็ว่าไปอย่าง”

“ชั้นก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น” อเล็กซ์ยิ้มตอบ “แค่ผู้ชายที่อยากจะอยู่กับนายไปจนตลอดชีวิต”

“อเล็กซ์…” เสียงหวานจางหายแทบไม่ได้ยิน สิ่งที่อเล็กซ์บอกเขานั้นทำให้ฟิลล์รู้สึกตื้นตันจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ สองแขนโอบไปรอบเอวของคู่หูแน่น ซบหน้าลงกับอกกว้างอบอุ่นที่มีให้เขาเพียงคนเดียว

“อาทิตย์หน้านายไปกับชั้นนะ” ฟิลล์เอ่ยเสียงจริงจัง

“อาทิตย์หน้า…มันวันครบรอบ…” อเล็กซ์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เพราะทุกทีฟิลล์ไม่เคยชวนเขาไปเยี่ยมภรรยาและลูกสาวตัวน้อยที่จากไปก่อนที่เขาจะได้รู้จักกับชายหนุ่มมาก่อนเลย

“ใช่…ชั้นจะไปเยี่ยมจูเลียกับเจนนี่…อยากจะบอกอะไรกับพวกเขาหน่อย” ฟิลล์เอ่ยยิ้มๆ

“ได้สิ…” อเล็กซ์ตอบแล้วนึกขึ้นได้ “นายจะไปคุยกับเจ้านายไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่ไปแล้ว นั่นมันแค่ข้ออ้าง…แฟ้มนั่นของคุณเจอโรมที่เจ้านายฝากให้ช่วยดูแทน” ฟิลล์บอกอายๆ ก่อนจะผละไปนั่งที่เก้าอี้ทำงาน

อเล็กซ์หัวเราะเบาๆ “คุณเจอโรมพาคุณเอลิน่าไปเยี่ยมคุณลุงของเธอใช่มั้ย แล้วจะกลับเมื่อไหร่ล่ะ”

“ก็คงเย็นๆ ล่ะมั้ง…นี่แล้วนายรู้มั้ยว่าวันนี้เจ้านายเป็นอะไรไป” ฟิลล์เอ่ยถามคู่หูอย่างสนใจ

“ไม่รู้หรอก…แต่ถ้าจะให้เดาก็คงเรื่องคุณริคโค่นั่นล่ะ”

“คุณริคโค่!!!” ฟิลล์เลิกคิ้ว “เรื่องอะไรอีกล่ะ?!!”

“ชั้นก็ไม่แน่ใจหรอกนะ แต่เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับเฮลฟอร์ด” อเล็กซ์วิเคราะห์

ฟิลล์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อย่างนี้เจ้านายก็…” เขาเปลี่ยนเป็นถอนใจแทนจะพูดออกมา

อเล็กซ์เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง “ก็ต้องดูกันต่อไปล่ะนะ”

ฟิลล์พยักหน้าน้อยๆ แต่ก็อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้ อย่างนี้ปฏิกิริยาของมาร์คก็เป็นไปได้สองทาง หนึ่งคือเปิดเผยความรู้สึกกับริคโค่ และสองก็คือเก็บมันลึกเข้าไปในหัวใจอีกครั้ง แต่เขาสังหรณ์ใจว่ามาร์คจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า…

หลังจากกลับไปถึงบ้านในวันนั้นมาร์คก็เข้าไปหมกตัวอยู่ในห้องทำงาน เขารู้ว่าวันนี้ไม่มีสมาธิทำงานเอาเสียเลย ใจมันวนเวียนเห็นแต่ภาพของริคโค่กับเคลย์ที่พูดคุยกันอย่างสนิทสนม เคลย์เป็นคนอัธยาสัยดีทำให้ริคโค่หัวเราะบ่อยครั้งและท่าทางของริคโค่ก็ดูสบายใจที่ได้พูดคุยกับเคลย์ ต่างกับเขาที่ชายหนุ่มมักจะแค่ตอบคำถามที่เขาถามเท่านั้นและชายหนุ่มก็มักจะมองเขาเหมือนกับกลัวอะไรซักอย่าง แววตานั้นติดอยู่ในใจของเขาตั้งแต่เมื่อวาน นี่ริคโค่กลัวเขาอย่างนั้นหรือ…สิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องจริงแล้วใช่มั้ย…

เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำให้มาร์คเลิกคิ้วอย่างสงสัย แต่ก็เอ่ยอนุญาต ลูกชายของเขาเดินเข้ามาทำหน้าสงสัยนิดๆ อาจจะเป็นเพราะเขายืนอยู่ที่ข้างหน้าต่างกระมัง

“พ่อทำอะไรอยู่ฮะ” เชนเอ่ยถามเดินมายืนข้างๆ ผู้เป็นพ่อ

“คิดอะไรนิดหน่อย แกล่ะ” มาร์คถามกลับ มองกลับไปที่วิวด้านนอกตามเดิม

“คือ…ผมอยากขอไปทำงานที่บริษัทของพ่อได้มั้ยฮะ” เชนเอ่ยขึ้นอย่างมุ่งมั่น

มาร์คหันกลับมาอย่างแปลกใจ “คิดยังไงล่ะถึงอยากไปทำงาน ช่วงปิดเทอมแบบนี้ไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆหรือไง”

“ผมรู้ว่าพ่อต้องทำงานเหนื่อยทุกวัน ก็เลยอยากเรียนรู้งาน อยากช่วยพ่อนะฮะ…งานอะไรก็ได้” เชนบอกด้วยสีหน้าจริงจัง

มาร์คอึ้งไปชั่วครู่ ยกมือขึ้นลูบหัวลูกชายที่เริ่มสูงใหญ่ไม่แพ้เขาแล้ว “พ่อว่าไม่ใช่แค่นั้นล่ะมั๊ง” ร่างสูงเลิกคิ้วอย่างรู้ทัน “นี่แกจริงจังเรื่องหนุ่มน้อยคนนั้นรึ?!!”

เชนสะดุ้งแก้มเป็นสีระเรื่อขึ้นเล็กน้อยที่ถูกจับได้ “ว่าแล้วเชียวว่าพ่อต้องรู้” เขาหัวเราะเบาๆ “ถ้าผมบอกพ่อว่าผมจริงจังเรื่องของเร็นล่ะฮะ ผมไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครมาก่อนเลยนะฮะ…พ่อจะว่ายังไง”

มาร์คโอบไหล่ลูกชายเข้ามาใกล้ “แกเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเสมอ ต่างกับพ่อจริงๆ” เขาก้มลงยิ้มให้ลูกชาย “ตามใจแกแล้วกัน อยากไปเมื่อไหร่ก็บอกพ่อแต่บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ใช่ของง่ายๆ เมื่อแกตั้งใจจะทำก็ขอให้ศึกษาอย่างจริงจัง แล้วเรื่องเด็กคนนั้นพ่อก็ไม่ว่าอะไร ชีวิตแกเป็นของแกเมื่อแกเลือกแล้วพ่อก็จะยอมรับคนที่แกเลือก”

“ขอบคุณฮะพ่อ…” เชนเข้าไปกอดมาร์คแน่น ทั้งดีใจทั้งซึ้งใจ

มาร์คตบไหล่ลูกชายเบาๆ กอดเชนไว้แน่นเช่นกัน

“พ่อเป็นอะไรไปฮะถึงดูเหนื่อยๆ เรื่องงานหรือว่า…เรื่องอื่น” เชนผละออกแล้วถามด้วยความเป็นห่วง

ช่างสังเกตจริง!!! มาร์คคิดยิ้มๆ

“เรื่องอื่น…” เขาบอกตามตรง แต่ไม่พูดมากกว่านั้น

เชนพยักหน้านิดๆ อย่างเข้าใจดีว่าพ่อคงไม่อยากเอาเรื่องไม่สบายใจมาบอกเขา “งั้นผมไปนอนก่อน พ่อก็อย่านอนดึกนักนะฮะ” เชนบอกอย่างห่วงใย

“รู้แล้ว” มาร์คตบไหล่ลูกชายพลางหัวเราะเบาๆ

“ราตรีสวัสดิ์ฮะ” เชนยิ้มกว้างก่อนจะออกไป

มาร์คมองตามลูกชายไปจนกระทั่งประตูห้องปิดลงแล้วจึงถอนหายใจออกมายืดยาว นี่เขาคงแก่แล้วจริงๆ เพราะแม้แต่ลูกชายยังสังเกตเห็นความไม่สบายใจของเขาทั้งที่เมื่อก่อนเขาออกจะซ่อนมันได้มิดชิดแท้ๆ หรือว่าเพราะเป็นเรื่องของริคโค่เขาถึงไม่อาจเก็บความรู้สึกไว้ได้กันนะ

แม้จะตั้งคำถามกับตัวเองแบบนั้นแต่มาร์คกลับหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไม ทำไมปฏิกิริยาของเขากับทุกเรื่องที่มีริคโค่เข้ามาเกี่ยวข้องถึงได้ต่างจากทุกที ร่างสูงถอนใจอีกครั้งก่อนจะออกจากห้องขึ้นไปยังห้องนอน หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยมาร์คก็เดินมารินเหล้าใส่แก้วแล้วเดินมานั่งที่โซฟา มองออกไปที่ท้องฟ้าดำสนิทภายนอก ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบช้าๆ

ภาพของเคลย์กับริคโค่ที่พูดคุยกันอย่างสนิทสนมกลับมารบกวนจิตใจเขาอีกครั้ง เขาจะทำยังไงหากริคเลือกเคลย์ไม่ใช่เขา จะทำใจยอมรับได้อย่างนั้นเหรอ จะยอมปล่อยริคไปหรือเปล่า ถ้ามันเป็นสิ่งที่ริคโค่เลือกเขาก็คงไม่มีทางทำอะไรได้เพราะเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้น และคงต้องเก็บความรู้สึกของเขาไว้ในใจตลอดไป ทำใจยอมรับว่ามันคือโชคชะตาของเขา

แต่...ตอนนี้เขากลับไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่าจะทำอย่างนั้นได้!!!

มาร์คยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนหมด ลุกขึ้นเอาแก้วไปเก็บก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงนอน ไม่ว่าเรื่องระหว่างเคลย์กับริคโค่จะเป็นยังไงก็ตาม ความรู้สึกของเขาต่อริคโค่คงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เขากลัวก็คือความรู้สึกของริคโค่ต่างหาก ตอนนี้จะเปลี่ยนไปแล้วหรือเปล่าเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้เลย....

“เป็นบ้างริคห้องทำงานคุณพอใช้ได้มั้ย?!!” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นที่หน้าประตู

“อ้าวเคลย์!!! ไหนเลขาคุณบอกผมว่าวันนี้คุณไม่เข้ามาแล้วไง” ริคโค่เงยหน้าขึ้นจากคอมพิวเตอร์ ส่งยิ้มให้ชายหนุ่มร่างสูงอย่างล้อเลียน

เคลย์เดินเข้ามานั่งที่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ “พอดีคุณมาร์คติดประชุมด่วนเลยเลื่อนนัดกับพวกผมน่ะ”

ริคโค่สะดุดชื่อของมาร์คอย่างจัง แต่รีบเก็บอาการ “ห้องมันกว้างไปหน่อยนะผมว่า” เขาบอกยิ้มๆ

“แล้วคุณอยากได้อะไรเพิ่มอีกมั้ยล่ะ” เคลย์เอ่ยถามพลางมองไปรอบๆ ห้องที่ค่อนข้างโล่งจริงๆ

“ไม่ต้องหรอก ผมไม่ได้ทำงานประจำที่นี่ซักหน่อย” ริคโค่หัวเราะ “คุณไม่ต้องมาทำเป็นเอาใจผมหน่อยเลยเคลย์ หลังจากลงโปรแกรมนี่แล้วผมจะให้แดนนี่มาสานต่อเรื่องการดีไซน์รูปแบบโปรแกรมป้องกันที่จะต้องปรับให้เข้ากับสถานที่ อย่างน้อยก็ต้องทดลองที่บริษัทของคุณก่อนล่ะ ตัวผมคงจะแวะมาดูเมื่อแดนนี่แจ้งไปว่ามีปัญหาเท่านั้น” เขาบอกยืดยาว ตาก็จ้องคอมพิวเตอร์ คีย์คำสั่งต่างๆลงไป

ชายหนุ่มจึงไม่เห็นแววตาเป็นประกายแว่บหนึ่งเมื่อเคลย์ได้ยินชื่อของแดนนี่

“แล้วนี่แดนนี่ไปไหนซะล่ะ?” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเป็นปกติ

“อยู่ห้องเซอร์ฟเวอร์ล่ะมั้ง เดี๋ยวก็คงกลับมา อ้อ...อาจจะอยู่ห้องคุณก็ได้ ผมให้เขาไปอัพเดทโปรแกรมเฉพาะที่จะลงให้เครื่องของคุณกับวิลเท่านั้น” ริคโค่บอก

“ถ้างั้นผมขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะ...” เคลย์บอกพร้อมกับลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

“ตามสบาย” ริคโค่เอ่ยขึ้นมองร่างสูงที่เดินออกไปแว่บหนึ่ง เหมือนจะจับความรู้สึกดีใจที่แสดงออกทางน้ำสียงของเคลย์ได้ แต่คอมพิวเตอร์ก็ร้องเตือนขึ้นมาทำให้เขาต้องกลับไปสนใจกับโปรแกรมตรงหน้าเสียก่อนที่เขาจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น

เสียงเปิดประตูห้องทำงานทำให้แดนนี่สะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ เมื่อเห็นว่าเป็นเคลย์เดินเข้ามา เขาจึงถอนใจออกมาเบาๆ

“ผมทำให้คุณตกใจเหรอครับ” เคลย์เลิกคิ้ว มองท่าทางตื่นๆ ของแดนนี่ด้วยสายตาคมกริบ

“อะ...เอ่อก็นิดหน่อยครับ” แดนนี่กลืนน้ำลายฝืดคอเมื่อโดนจ้องแบบนั้น “ขอโทษนะครับที่เข้ามาทำงานในห้องคุณโดยที่ไม่ได้ขออนุญาต”

“ริคบอกผมแล้วล่ะ” เคลย์เอ่ยขึ้น “อีกนานมั้ยครับกว่าจะเสร็จ”

“ไม่นานครับ” แดนนี่รีบตอบ หันกลับไปสนใจที่หน้าจออีกครั้ง

ทำไมนะเขาถึงได้รู้สึกไม่มั่นใจทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนี้ด้วย ทำไมถึงได้รู้สึกว่าสายตาคู่นั้นจดจ้องเขาราวกับกรีดทะลุเข้าไปในผิวเนื้อ ทำให้นึกถึงสายตาอีกคู่ที่เคยจ้องเขาเหมือนกับเขาคือเหยื่ออันโอชะเมื่อนานมาแล้ว สายตาคมกริบแบบเดียวกันเพียงแต่เขาไม่รู้สึกถึงอะไรที่เลวร้ายจากสายตาของเคลย์ตัน ไม่เหมือนกับ...

แล้วเขาจะนึกถึงมันอีกทำไมกันเมื่อมันจบไปแล้ว สายตาคู่นั้นไม่อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว คนคนนั้นทำร้ายเขาไม่ได้อีกแล้ว วิลเป็นคนบอกเขาเองไม่ใช่หรือไง!!!

สัมผัสเบาๆ ที่ต้นแขนของเขาทำให้แดนนี่ตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัวจึงปัดมันออกไปอย่างแรง

“เพี๊ยย!!!” มือของเขากระทบหลังมือของอีกฝ่ายเสียงดังสนั่น จนมือเขาถึงกับชาเลยทีเดียว

แดนนี่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเก้าอี้ไปกระแทกกับโต๊ะทำงานเสียงดัง จนของบนโต๊ะสั่นสะเทือนไปหมด ตัวเขาเองก็เสียหลัก จะเอามือท้าวโต๊ะแต่กลับตกอยู่ในวงแขนแข็งแรงแทน

ชายหนุ่มหอบหายใจเข้าอย่างตกใจ หันไปก็พบว่าเจ้าของวงแขนนั้นคือเคลย์!!!

หัวใจแดนนี่เต้นรัวถี่ยิบจนเขาหายใจแทบไม่ทัน ดวงตาตื่นกลัวของเขาจ้องตรงไปยังดวงตาสีฟ้าเข้มของเคลย์และถูกตรึงอยู่อย่างนั้นเหมือนกับถูกดึงดูดเข้าไป

“เป็นอะไรรึเปล่าแดนนี่” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นทำให้แดนนี่รู้สึกตัว

“อะ...ผม...คือไม่ครับคุณเฮลฟอร์ด...คือ...” แดนนี่หน้าแดงพูดจาติดๆ ขัดๆ ก่อนจะเบิกตากว้าง “เมื่อกี้ผมปัดโดนมือคุณนี่!!!” เขารีบคว้ามือของเคลย์มาดูทั้งซ้ายทั้งขวา แดนนี่ลูบรอยแดงที่หลังมือซ้ายของชายหนุ่มเบาๆ “ผมขอโทษครับ เจ็บหรือเปล่า”

เคลย์ยกมือข้างที่ว่างขึ้นลูบผมนุ่มของแดนนี่เบาๆ เหมือนปลอบใจเด็กเล็กๆ “ไม่หรอก”

แดนนี่เงยหน้าขึ้นอย่างงุนงงกับสัมผัสอ่อนโยนของชายหนุ่ม “คุณเฮลฟอร์ด!!”

“ผมผิดเองแหละที่ทำให้คุณตกใจ แต่ผมเรียกคุณตั้งหลายครั้งเห็นคุณไม่ตอบ ว่าแต่คุณกำลังคิดอะไรอยู่ล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามยิ้มๆ

แดนนี่สะดุ้ง รีบปล่อยมือชายหนุ่มก่อนจะถอยหนีออกไปจากความใกล้ชิดที่เกิดขึ้น “ผมแค่คิดเรื่อยเปื่อยน่ะครับ ไม่มีอะไร”

เคลย์ขมวดคิ้วกับท่าทีที่เปลี่ยนไปกระทันหันของแดนนี่ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ เขาหันหลังกลับไปนั่งที่โซฟาพยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นลงไป แดนนี่รีบกลับไปทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จโดยเร็วและตลอดเวลาเขาก็รู้สึกถึงความโกรธของชายหนุ่มร่างสูงที่แม้จะนั่งอยู่ด้วยท่าทางสบายๆ ก็ตาม

“คุณเฮลฟอร์ดครับ” แดนนี่เอ่ยเรียกแล้วลุกขึ้นยืน

เคลย์เดินมาที่โต๊ะทำงานตามคำเรียกขานด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึก

“เดี๋ยวคุณล็อคอินอีกครั้งก็เรียบร้อยแล้วล่ะครับ” แดนนี่บอกไม่กล้าสบตาชายหนุ่มตรงๆ

“ขอบคุณ” เคลย์เอ่ยเสียงเรียบก่อนจะนั่งลง

แดนนี่มองรอยแดงที่หลังมือของชายหนุ่มอีกครั้งอย่างรู้สึกผิด “เอ่อ...ผมขอโทษอีกครั้งนะครับ ขอตัวก่อน”

เมื่อเคลย์พยักหน้าให้เขาแทนคำตอบ แดนนี่ก็รู้ได้ทันทีว่าเคลย์กำลังโกรธเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงจึงได้แต่เดินจ๋อยๆ ออกไปที่ห้องทำงานของวิลเพื่อจะทำงานต่อ

เขาเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไป เห็นวิลกำลังค้นเอกสารอยู่ที่ตู้เก็บของ

“ขอทำงานหน่อยนะวิล” แดนนี่บอกก่อนจะเดินไปที่โต๊ะ

“ตามสบาย” วิลหันมามองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นสีหน้าเนือยๆ ของเพื่อนเก่าจึงเดินกลับมานั่งที่ฝั่งตรงข้าม “เป็นอะไรไปแดนนี่ ไม่สบายรึเปล่า?”

“เปล่าหรอก” แดนนี่ยิ้มแหย ก่อนจะหันไปคีย์คำสั่งบนคอมพิวเตอร์

“ปากแข็ง” วิลต่อว่า พลางเปิดเอกสารดู

“นี่วิล...ชั้นถามอะไรหน่อยได้เปล่า” แดนนี่เอ่ยถาม

วิลพยักหน้าโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร

“นายรู้จักคุณเฮลฟอร์ดมานานรึยัง?”

“ก็ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ มีอะไรกับเคลย์เหรอ?” วิลเงยหน้าขึ้น สบตาเพื่อนอย่างค้นคว้า

“นายคิดว่าเขาเหมือนกับเจฟรึเปล่า?” แดนนี่ถามเสียงเบาโหวง

“ไม่เด็ดขาด!!!” วิลตอบทันควัน “เคลย์ไม่มีทางเหมือนเจฟไปได้ อะไรทำให้นายคิดอย่างนั้น!!”

แดนนี่นิ่งอึ้ง “มะ...ไม่รู้สิ...เพราะสายตาของเขามั้ง”

“เหลวไหลน่าแดนนี่” วิลเดินมายืนพิงโต๊ะทำงานที่ข้างกายชายหนุ่ม “เคลย์เป็นคนดีนะ ชั้นยอมรับว่าบางครั้งชั้นก็กลัวสายตาของหมอนั่นอยู่บ้างแต่เคลย์ก็ไม่เคยมุ่งร้ายกับใคร นายคิดมากไปเองหรือเปล่าหรือเพราะว่าชั้นเล่าเรื่องของเจฟให้นายฟัง”

“ก็คงเป็นอย่างนั้นล่ะมั้ง” แต่ทำไมเคลย์ต้องทำเหมือนโกรธเขาด้วยล่ะ ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ “แต่ก็ดีแล้วที่ชั้นได้เจอนายอีกครั้ง ไม่งั้นชั้นก็ยังคงหวาดผวาเรื่องเจฟอยู่ตลอดนั่นแหละ”

“พี่ชายของชั้นตายไปแล้วแดนนี่ เค้าไม่มีวันจะทำร้ายนายได้อีก” วิลตบไหล่ชายหนุ่มอย่างปลอบใจ

“ใช่...” แดนนี่ยิ้มฝืนๆ ให้อย่างขอบคุณ แม้ว่าเจฟและวิลจะเป็นฝาแฝดกันก็จริง แต่นิสัยของทั้งสองคนก็ต่างกันสุดขั้ว และถ้าไม่ได้วิลช่วยเขาไว้เมื่อห้าปีก่อนเขาก็คงไม่มีวันนี้ “ขอบคุณมากนะวิล ถ้าไม่ได้นาย...”

“เรื่องมันผ่านไปแล้วน่า...” วิลขัดขึ้นยิ้มๆ ไม่อยากรื้อฟื้นขึ้นมาอีก

แดนนี่พยักหน้าอย่างเข้าใจเช่นกัน ก่อนจะหันไปจัดการกับงานของตัวเองต่อ...

รายงานจากอเล็กซ์ที่บอกกับเขาว่าริคโค่ไปที่บริษัทของเคลย์ทุกบ่ายตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีแต่จะเพิ่มความหงุดหงิดให้มาร์คมากขึ้นแม้เขาจะรู้ดีว่านั่นเพราะเรื่องงานก็ตาม คนรอบข้างต่างก็รู้สึกได้แต่ทุกคนก็ทำได้แค่เป็นห่วงอยู่ห่างๆ เพราะท่าทีของมาร์คบอกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่งด้วย

เจอโรมเองยังได้แค่มองเท่านั้น ทุกครั้งที่เขาเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาร์คก็จะบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเรื่องและในที่สุดก็บอกตรงๆ ว่านั่นเป็นปัญหาของตัวเอง แม้แต่เขาก็ห้ามเข้ามายุ่ง ที่สุดแล้วเจอโรมก็ได้แต่ถอนใจเพราะทำอะไรไม่ได้เลย

วันนี้มาร์คเรียกให้เคลย์และริคโค่มาประชุมที่แมคนีลเอนเตอร์ไพรซ์ เรื่องที่ทั้งสามบริษัทจะร่วมกับทำระบบรักษาความปลอดภัยให้กับพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่รัฐบาลกำลังจัดสร้างขึ้น เคลย์มากับวิลเลี่ยมผู้ช่วย เช่นเดียวกับที่ริคโค่มากับแดนนี่

หลังการประชุมที่ค่อนข้างเคร่งเครียด มาร์คเชิญทุกคนไปดินเนอร์ที่บ้านของเขา เพื่อคุยเรื่องนี้ต่อ

“ริค...” มาร์คเอ่ยขึ้น หลังจากที่ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย “คุยกันหน่อยสิ...ที่ห้องของผม”

“ดะ...ได้ครับ” ริคโค่ตอบรับ ทั้งตกใจทั้งสงสัย

มาร์คเดินนำริคโค่ออกไปจากห้องประชุม ท่ามกลางสายตาที่บ่งบอกความรู้สึกที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน

“เอาล่ะ...พวกนายสามคนไปนั่งเล่นที่ห้องชั้นก่อนก็ได้นะ อเล็กซ์กับฟิลล์ก็อยู่ที่ห้องข้างๆ นั่นแหละ” เจอโรมบอกกับเคลย์ที่คุ้นเคยกับที่นี่ที่สุด ก่อนจะช่วยลีน่าแบกเอกสารกลับไปที่ห้องทำงานของเธอ

“ตามมาเลย” เคลย์บอกกับวิลและแดนนี่ที่ทำหน้างงๆ เขาเดินนำทั้งสองคนไปตามทางเดินจนถึงห้องๆ หนึ่ง ก่อนจะเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไปเมื่อได้รับอนุญาต

“สวัสดีครับคุณอเล็กซ์ คุณฟิลล์” เคลย์เอ่ยทักอย่างร่าเริง

“เฮ้!!! เป็นไงท่านประธาน สบายดีเหรอ?” อเล็กซ์เอ่ยทัก

“สวัสดีเคลย์...” ฟิลล์ทักยิ้มๆ

“ผมพาเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักครับ นี่วิลผู้ช่วยผมแล้วนั่นก็แดนนี่ผู้ช่วยของริคโค่ครับ”

ทั้งสี่คนเอ่ยทักทายกัน อเล็กซ์ให้ท้งสามคนนั่งที่ห้องของเขาแทนเพราะยังไงเจอโรมก็ต้องกลับมาที่นี่ก่อนอยู่แล้ว

“แล้วคุณริคโค่ล่ะ” ฟิลล์เอ่ยถามขึ้น

“คุณแมคนีลให้ไปคุยที่ห้องน่ะครับ” แดนนี่ตอบ

อเล็กซ์กับฟิลล์หันไปสบตากันก่อนจะหันไปมองเคลย์ซึ่งเจ้าตัวก็สงวนท่าทีทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่อเล็กซ์และฟิลล์ก็เห็นแววตาเป็นประกายของชายหนุ่มได้ ทั้งคู่แอบยิ้มนิดๆ ก่อนจะชวนทั้งสามคนคุยเรื่องอื่นต่อไป...

“นั่งสิ” มาร์คชี้ที่โซฟาเดินเอาเอกสารไปวางบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบอีกแฟ้มหนึ่งแล้วเดินมานั่งที่โซฟาที่ริคโค่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“ห้องผมมีอะไรแปลกเหรอครับ” ร่างสูงเอ่ยถามเมื่อเห็นชายหนุ่มมองไปรอบๆ ห้อง

“ไม่แปลกหรอกครับ เพียงแต่ผมนึกถึงครั้งสุดท้ายที่ผมมาที่นี่” ริคโค่หันกลับมายิ้มเศร้าๆ “ผมไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง”

มาร์คสบตาสีทองคู่สวยนิ่งนาน ระลึกถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้นเช่นกัน

“ผมจำได้” เขาเอ่ยขึ้น ความเจ็บปวดปรากฏขึ้นแวบหนึ่งในดวงตาสีเขียวก่อนจะหายไป

แต่ริคโค่ก็มองเห็นมัน ชายหนุ่มยิ้มบางๆ “มีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”

มาร์คส่งแฟ้มในมือให้ชายหนุ่ม ริคโค่รับไปเปิดดูอย่างสนอกสนใจ

“งานนี้เป็นงานที่ยากและต้องใช้ความสามารถของคุณอย่างมาก นั่นเป็นข้อมูลที่เป็นความลับที่ผมขอมาจากเพื่อนคนหนึ่ง ผมอยากให้คุณศึกษาให้ละเอียดที่สุด แล้วบอกผมว่าคุณพอจะจัดทำระบบป้องกันการจารกรรมข้อมูลเหมือนที่ผ่านๆ มาได้มั้ย”

ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตามาร์คครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงอ่านเอกสารตรงหน้าต่อ ด้วยสีหน้าครุ่นคิดจริงจัง

“ผมอยากให้คุณร่วมมือกับลีน่าเพื่อจะได้พัฒนาและทำให้มันสมบูรณ์ที่สุดควบคู่กันไปทั้งซอร์ฟแวร์และฮาร์ดแวร์” มาร์คพูดให้ชายหนุ่มฟังไปเรื่อยๆ

“เท่าที่ผมอ่านผ่านมา ผมคิดว่าน่าจะทำได้นะครับ...แต่ผมคงต้องมีข้อมูลในมือมากกว่านี้” ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตามาร์คและบอกอย่างจริงจัง

“นั่นล่ะที่ผมต้องคุยกับคุณ” มาร์คยิ้มนิดๆ “ข้อมูลที่คุณต้องการ ผมไม่สามารถให้คุณเอามันออกไปจากที่นี่ได้เพราะถ้าเกิดการรั่วไหลไปเพื่อนของผมจะเดือดร้อน ดังนั้นคุณจะต้องมาทำงานที่ห้องวิจัยของบริษัทผมถ้าคุณรับข้อเสนอที่จะทำงานนี้”

“ทำงานที่นี่เหรอครับ!!!” ริคโค่ตกใจเล็กน้อย “แล้วที่บริษัทของผม...”

“ถ้าคุณไม่มีปัญหา ผมจะให้คนของผมไปช่วยดูแลที่บริษัทคุณเวลาที่คุณมาทำงานที่นี่”

ริคโค่นิ่งคิด งานที่มาร์คเสนอให้เขานั้นมันท้าทายความสามารถของเขาอย่างมากและเขาก็อยากทำด้วย งานของมาร์คงานนี้เหมือนกับจุดไฟในตัวเขาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

“ผมอยากทำงานนี้ครับ” ริคโค่ตอบอย่างมุ่งมั่น ดวงตาเป็นประกาย

มาร์คยิ้ม “งั้นก็หลังจากเสร็จงานพิพิธภัณฑ์แล้ว คุณก็มาเริ่มงานได้เลย แล้วถ้าช่วงไหนว่าก็มาดูเอกสารข้อมูลไปพลางๆ ก่อนก็ได้นะครับ” ดวงตาสีเขียวเป็นประกายลึกลับอย่างที่ริคโค่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ตกลงครับ” ริคโค่ยิ้มตอบ ส่งเอกสารคืนให้มาร์ค ชายหนุ่มรับมาแล้วเอาไปเก็บที่เดิม

ร่างสูงเดินไปที่ชั้นเก็บเครื่องดื่ม รินเครื่องดื่มโปรดปรานของริคโค่มาสองแก้ว เดินมาส่งให้ชายหนุ่มแก้วหนึ่ง ริคโค่ลุกขึ้นยืนรับแก้วมาถือไว้

“แด่ความสำเร็จ” มาร์คชูแก้วขึ้น

“แด่ความสำเร็จ” ริคโค่พูดตาม ทั้งสองคนชนแก้วและจิบเครื่องดื่มรสนุ่ม ก่อนจะนั่งลง

จะว่าเขามากเล่ห์ก็ได้ที่ใช้วิธีนี้ดึงริคโค่ให้มาอยู่ข้างกาย จะเป็นไรหากเขาจะใช้ข้อได้เปรียบในเรื่องงานให้เป็นประโยชน์ อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นว่าริคโค่มีความสุขที่จะได้ทำงานอย่างที่ตัวเองอยากทำ และสิ่งนั้นมันก็ช่วยทำให้เขามีความสุขไปด้วย

มาร์คอมยิ้มลึกลับจนริคโค่มองอย่างแปลกใจ แต่จะคิดอะไรมากเล่า แค่นี้เขาก็มีความสุขมากแล้ว แค่ได้เห็นรอยยิ้มที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆแบบนี้ ได้อยู่ใกล้ๆ มาร์คอย่างนี้แม้จะเพียงเพราะเรื่องงานก็ยังดี แต่ปัญหาน่ะมันอยู่ที่ว่า เขาจะปกปิดความรู้สึกตัวเองยังไงไม่ให้แสดงออกไปให้ชายหนุ่มรู้ต่างหาก

ตอนนี้ดูเหมือนมาร์คจะยังไม่รู้ว่าความรู้สึกจริงๆ ของเขาคืออะไร เขาไม่อยากทำอะไรที่จะเป็นการแสดงให้ชายหนุ่มเห็นไปมากกว่านี้ ความรู้สึกวูบหนึ่งที่เขารู้สึกว่าดีใจที่พี่ชายไม่อยู่ที่นี่ ทำให้เขารู้สึกผิดและรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนทรยศอย่างที่มิคาเอลเคยกล่าวหาเขาตอนนั้น

“คิดอะไรอยู่ริค” มาร์คเอ่ยถามเมื่อเห็นหัวคิ้วขมวดมุ่นของชายหนุ่ม

ริคโค่สะดุ้ง “ก็...แค่คิดเรื่อยเปื่อยน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก” เขาฝืนยิ้มนิดๆ เพื่อยืนยัน

มาร์คพยักหน้ารับรู้ แม้จะไม่เชื่อที่ชายหนุ่มบอกก็ตาม เรื่องเดียวที่ทำให้ริคโค่ทำหน้าตาเจ็บปวดเหมือนเมื่อครู่นี้ได้ ก็มีแต่เรื่องพี่ชายตัวร้ายของชายหนุ่มเท่านั้น

“ไปกันเถอะครับ ทุกคนคงกำลังรออยู่” มาร์คเอ่ยขึ้นแล้วลุกขึ้นยืน ริคโค่รับคำก่อนจะลุกขึ้นเดินตามชายหนุ่มออกไปจากห้องทำงาน

แม้ว่ามิคาเอลจะไม่อยู่ที่นี่แล้วก็ตาม แต่ทั้งมาร์คและริคโค่ต่างก็รู้ดีว่าเรื่องของมิคาเอลยังคงเหมือนกำแพงที่มองไม่เห็นที่ยืนตระหง่านขวางกั้นพวกเขาอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าฝ่ายไหนที่จะกล้าทำลายกำแพงนี้ลงก่อนเพื่อจะข้ามไปไขว่คว้าความสุขด้วยมือของตัวเอง...

##########################################################