Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 17

ความสุขของการได้อยู่ใกล้ชิดคนที่รักมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ริคโค่รู้สึกว่าเวลาหนึ่งเดือนมันเร็วเหมือนลมพัดวูบเดียวจริงๆ เขาเข้าไปที่บริษัทของตัวเองในวันจันทร์และอังคารของแต่ละอาทิตย์ วันพุธและพฤหัสเช้าไปที่บริษัทของเคลย์เพื่อตรวจดูความคืบหน้าของโปรแกรมที่ทำการติดตั้ง และตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันพฤหัสและวันศุกร์เขาจะไปที่แมคนีลเอนเตอร์ไพรซ์เพื่อศึกษาข้อมูล และนี่คือที่มาของความสุขของเขา

ข้อมูลทั้งหมดทั้งในรูปเอกสารและไฟล์อิเล็คทรอนิคเก็บอยู่ในห้องทำงานของมาร์ค และชายหนุ่มก็จัดโต๊ะเล็กๆ ตัวหนึ่งในห้องทำงานให้เขาโดยเฉพาะ การได้เห็นมาร์คทำงานแม้จะไม่ได้คุยอะไรกันมากนักแต่แค่นั้นเขาก็รับรู้แล้วว่ามาร์คต้องทำงานหนักแค่ไหนในแต่ละวัน ได้เห็นมาร์คในมุมที่คงมีคนไม่มากนักได้เห็น สีหน้าและอารมณ์หลากหลายที่ปกติเขาไม่เคยได้เห็น และเพิ่งจะรู้ว่าเวลามาร์คอยู่กับเจอโรม ฟิลล์และอเล็กซ์ชายหนุ่มดูเป็นกันเองและพูดคุยหยอกล้อกับทั้งสามคนบ่อยครั้ง ทำให้เขารู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างมาร์คกับบอดี้การ์ดทั้งสามคนนอกจากเป็นเจ้านายและลูกน้องกันแล้วยังเป็นเพื่อนสนิทกันอีกด้วย

“ริค...เหม่ออะไรน่ะ” เสียงทุ้มถามขึ้นปนหัวเราะ

“อ่ะ...เปล่าซักหน่อย” ริคโค่แก้มร้อนผ่าว หันไปค้อนคนช่างสังเกตที่ชอบทักเขาแบบนี้บ่อยครั้ง

“ก็เห็นอยู่ยังจะว่าเปล่าอีก” เคลย์ยังแซวไม่เลิก “แล้วเมื่อไหร่งานจะเสร็จล่ะเนี่ย เดี๋ยวบ่ายนี้ก็ไม่ได้ไปที่โน่นหรอก” เขาหัวเราะในคอเบาๆ ช่วงหลังๆมานี่เขากับริคโค่สนิทกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และเขาก็มักจะชอบหยอกเรื่องของริคกับมาร์คบ่อยๆ เพื่อดูปฏิกิริยาเขินๆ ของชายหนุ่มและตอนนี้เขารู้แล้วว่าริครักคุณมาร์คแน่ๆ

“ไม่เสร็จก็ให้แดนนี่ทำต่อได้...งานนายก็งั้นๆ แหละ” ริคแกล้งยักไหล่

“ช่ายๆๆ สู้งานที่โน่นไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ” เคลย์หัวเราะก๊าก

“เจ้าบ้า!!!” ริคว่าเสียงดัง ลุกขึ้นเดินเอาแฟ้มเอกสารไปเก็บที่ชั้น พอจะเดินกลับมาเคลย์ก็ก้าวมาขวางทางไว้ “อะไรอีกล่ะ!!!”

“นายหน้าแดงแน่ะ!!” เคลย์หลิ่วตาล้อเลียน

ริคโค่ยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองพอเห็นเคลย์กลั้นหัวเราะก็รู้ว่าโดนแกล้ง เลยเงื้อหมัดกะจะซัดชายหนุ่มสักที เคลย์ระวังตัวอยู่แล้วรับหมัดเบาๆ ของริคโค่ได้สบายแถมจับมือชายหนุ่มดึงให้หมุนกลับแล้วล็อคคอริคไว้หลวม ร่างบางดิ้นหนียังไงก็ไม่หลุด

“ปล่อยนะเคลย์!! เล่นเป็นเด็กๆไปได้เจ้าคนว่างงานนี่!!!” ริคโค่ร้องไปหัวเราะไป

เคลย์หัวเราะ “ฝีมือนายยังใช้ไม่ได้นะ ให้ชั้นสอนให้เอามั้ย!!”

ยังไม่ทันที่ริคโค่จะได้ตอบโต้อะไร แดนนี่ก็เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาเสียก่อน ชายหนุ่มชะงักกึกอยู่หน้าประตูที่เห็นริคโค่เหมือนกำลังถูกเคลย์กอด

“เอ่อ...ขอโทษครับ” แดนนี่หน้าแดงอย่างช่วยไม่ได้ “เดี๋ยว...ผมกลับมาใหม่ดีกว่า” เขาบอกและทำท่าจะหันหลังกลับออกไป

“ไม่ต้องหรอก” เคลย์ร้องบอก ปล่อยริคโค่เป็นอิสระ “ขอโทษทีนะริค...คนว่างงานขอกลับไปทำงานก่อนล่ะนะ” ร่างสูงส่งยิ้มล้อเลียนให้ริคอีกครั้ง เดินผ่านหน้าแดนนี่ที่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขาออกไปพร้อมกับพึมพำขอโทษเบาๆ

แดนนี่มองตามร่างสูงไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจนักกับคำขอโทษของชายหนุ่ม หันกลับมาริคโค่ก็กลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเดินมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม แต่ก็ยังไม่กล้ามองริคโค่ตรงๆ

“เป็นอะไรไปแดนนี่” ริคโค่หันมาถามเมื่อเห็นผู้ช่วยนั่งหน้าแดงไม่ยอมพูดยอมจา

“...เอ่อ...คุณริค...กับ...คุณเฮลฟอร์ด...” แดนนี่อึกอัก

“ไม่มีอะไรและเราไม่ได้กอดกันอย่างที่นายคิดหรอก เราก็แค่หยอกกันเล่นแค่นั้น” ริคโค่อธิบายยิ้มๆ “แล้วทำไมนายยังไม่เลิกเรียกเคลย์ด้วยนามสกุลอีกล่ะ”

นั่นสิ...ทำไมกันนะ!!! เพราะอะไรเขาถึงไม่กล้าให้ความสนิทสนมกับเคลย์มากไปกว่าเพื่อนร่วมงาน

“คือ...ผม...” แดนนี่ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของเขาที่มีกับเคลย์ให้ริคโค่ฟังยังไงดี

“นายมีอะไรกับเคลย์อย่างนั้นเหรอ...บอกมาเถอะแดนนี่” ริคโค่เลิกคิ้วด้วยความสงสัยกับความผิดปกติของชายหนุ่ม

“คือผม...กลัวคุณเฮลฟอร์ดน่ะครับ” แดนนี่บอกออกไปจนได้

“กลัว!!! เคลย์ทำอะไรนายเหรอแดนนี่!!! บอกชั้นมาสิ!!” ริคโค่ตกใจไม่น้อยที่ได้ยิน

“ปะ...เปล่าครับคุณริค” แดนนี่ปฏิเสธทันควัน “คือ...ผมกลัวสายตาของเขาที่มองผม ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกแบบนี้ แต่ผมรู้สึกประหม่า ไม่มั่นใจทุกครั้งเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง ทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย” แดนนี่บอกกับริคโค่จนหมดเปลือกก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มอย่างกล้าๆกลัวๆ

ริคโค่ครุ่นคิดอย่างหนัก “เคลย์ไม่ได้คุกคามอะไรนายใช่มั้ย?” ริคโค่ถามอีกครั้ง แดนนี่ส่ายหน้า “แล้วนายคิดว่าเขาจะทำร้ายนายหรือว่ามีจุดประสงค์ไม่ดีอะไรหรือเปล่า”

แดนนี่ส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง

“แล้วทำไมนายถึงกลัวเคลย์ล่ะ” ริคโค่เอนหลังพิงเก้าอี้อย่างคิดไม่ตก “เท่าที่ชั้นใกล้ชิดและสนิทกับเคลย์ หมอนั่นเป็นคนดีและเป็นเพื่อนที่ดีด้วย ชั้นไม่ได้สนิทกับใครมากอย่างนี้มานานแล้ว และชั้นก็รู้สึกไว้ใจและสบายใจในมิตรภาพที่เคลย์มอบให้ด้วย...แปลกจริงที่นายรู้สึกอย่างนั้น”

“ผมก็คิดว่าแปลกครับ” แดนนี่บอกเสียงอ่อย “ผมไม่ได้ไม่ชอบเขานะครับคุณริค เพียงแต่สัญชาตญาณของผมมัน...ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี” เขาถอนใจออกมาเฮือกใหญ่

ริคโค่ก็ถอนใจเช่นกัน ถ้าแดนนี่เป็นแบบนี้คงทำงานยากแน่ๆ และเขาก็เป็นห่วงชายหนุ่มด้วยแต่ที่บริษัทนอกจากเขาแล้วคนที่ทำงานนี้ได้ก็มีแต่แดนนี่เท่านั้น

“ชั้นคงจะเปลี่ยนคนรับผิดชอบงานนี้หากจะมีคนทำแทนนายได้นะแดนนี่แต่มันก็ไม่มี นายคงต้องทนลำบากใจหน่อยแล้วกัน ชั้นว่านายลองคุยกับเคลย์ไม่ก็ทำตัวให้สนิทสนมกันมากขึ้นเผื่อจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้”

แดนนี่พยักหน้าแกนๆ “ครับ...ผมจะลองดู”

“เอาล่ะงั้นนายเช็คจุดนี้ต่อได้เลยนะ ชั้นจะได้เตรียมตัวไปที่เอนเตอร์ไพรซ์” ริคโค่ยิ้มให้กำลังใจ ก่อนจะลุกขึ้นให้แดนนี่เข้ามานั่งแทนที่ ส่วนเขาก็เช็คโน๊ตบุ๊คของตัวเอง ก่อนจะเก็บลงกระเป๋า

“แดนนี่ถ้านายลำบากใจอะไรก็บอกชั้นได้ทันทีเลยนะ” ริคโค่ย้ำอีกครั้งก่อนจะเอากระเป๋าขึ้นสะพาย

“ขอบคุณครับคุณริค” แดนนี่ยิ้มกว้าง “รีบไปเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผม” เขาทำหน้าทะเล้นล้อเลียนเจ้านายเหมือนที่ทำบ่อยๆ

ริคโค่หัวเราะเบาๆก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานไป แวะบอกเคลย์ว่าเขากำลังจะออกไป แล้วก็ลงไปขึ้นรถที่คนขับจอดรออยู่ตรงไปยังแมคนีลเอนเตอร์ไพรซ์...

“เป็นอะไรหรือเปล่าริค?” เสียงทุ้มที่ถามขึ้นข้างหูทำเอาริคโค่สะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ

มาร์คมายืนอยู่หลังเก้าอี้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ริคโค่หน้าแดงด้วยความเขินอาย นี่เขาเหม่ออีกแล้วเหรอ

“ขอโทษครับ...ผมคิดอะไรเพลินไปหน่อย”

ร่างสูงเลิกคิ้ว “มีอะไรกลุ้มใจหรือเปล่า?” มาร์คถามอย่างห่วงใย

“เปล่าหรอกครับ แค่ติดใจอะไรนิดหน่อย” ริคโค่ยิ้มตอบ “คุณมีอะไรเหรอครับ?”

“ผมแค่จะถามว่าข้อมูลที่คุณศึกษาไปเป็นยังไงบ้าง อยากได้อะไรเพิ่มเติมอีกมั้ย”

“มันก็ค่อนข้างละเอียดนะครับ ยังไม่มีอะไรที่ผมอยากได้เพิ่ม ตอนนี้ผมก็คงต้องเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ เพื่อทำการเปรียบเทียบก่อน” ริคโค่เงยหน้าขึ้นดวงตาของทั้งคู่ก็ประสานกันพอดี

มาร์คยิ้มนิดๆ “คงไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยที่คุณจะมาทำงานที่นี่” เขาถามเรื่อยๆ แต่ดวงตาจ้องลึกเข้าสู่ดวงสีทองคู่สวยของริคโค่ ตรึงเอาไว้ไม่ให้หลบ

สองแก้มของริคโค่ร้อนผ่าว ไม่อาจละสายตาไปจากดวงตาสีมรกตคมกริบ “ไม่มีครับ”

“แล้วงานที่บริษัทของเคลย์ล่ะ”

“ที่นั่นก็ไม่มีปัญหาเหมือนกันครับ” เขาตอบราวกับคนละเมอ

“แล้วกับเคลย์ล่ะ...ท่าทางพวกคุณสนิทกันดีนะ” มาร์คถามต่อด้วยเสียงเรียบๆไม่แสดงความรู้สึก

“ครับ…ผมกับเคลย์สนิทกันยิ่งกว่าเดิม คงเพราะเคลย์ไม่ต้องปิดบังอะไรกับผมเหมือนแต่ก่อน ก็เลยสบายใจที่ทำงานด้วยกันน่ะครับ แล้วผมก็ชอบเขามากด้วย” ริคโค่ยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงเคลย์ยามตอบคำถามของมาร์คตามตรงไม่ได้คิดว่าคำตอบของเขาจะทำให้ชายหนุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะ

“อย่างนั้นเหรอ…” มาร์คยังคงรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะยิ้มนิดๆ ผละกลับไปนั่งที่โต๊ะเก็บซ่อนอารมณ์คุกรุ่นอย่างมิดชิด

แต่ริคโค่ก็มองเห็นว่ารอยยิ้มของใบมาร์คไปไม่ถึงดวงตา เขาขมวดคิ้วอย่างสงสัยมองตามชายหนุ่มไปจนมาร์คกลับไปนั่งที่เก้าอี้ อยากจะละสายตาแต่ก็ทำไม่ได้

มาร์คเองก็เห็นว่าริคโค่มองอยู่แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ เขาถอยหลังกลับสู่กำแพงที่เขาสร้างขึ้น…

อีกครั้ง!!!…

“ผมชอบเขามากด้วย”

ประโยคนี้จากปากของริค กำลังดังซ้ำไปซ้ำมาในโสตประสาท เขารู้ว่าริคพูดมันออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริง รวมถึงรอยยิ้มอย่างมีความสุขยามที่พูดถึงเคลย์อีกด้วย…

รอยยิ้มที่เป็นของเขา!!!

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามั่นใจในตัวเองมากไปหรือเปล่าเกี่ยวกับความรู้สึกที่ริคมีให้เขา เป็นไปได้มั้ยว่านั่นเป็นเพียงแค่ความชื่นชมทั่วไป…

ไม่!!! จิตใต้สำนึกของเขาไม่ยอมรับ เขารับรู้ได้ว่าความรู้สึกของริคเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น!!!

มาร์คลอบถอนใจเบาๆหันไปสบตากับดวงตาสีทองที่มองมาอย่างห่วงใยแว่บหนึ่ง ก่อนจะหยิบงานขึ้นมาทำต่อแม้ว่าจะอ่านเอกสารตรงหน้าไม่รู้เรื่องเลยก็ตามเพราะสมาธิและความคิดของเขาไปจดจ่ออยู่กับชายหนุ่มอีกคนที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลจากเขานัก

เจอโรมเคาะประตูห้องทำงานของเพื่อนรักก่อนจะก้าวเข้ามา แค่วูบแรกเขาก็รู้แล้วว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับมาร์ค เขาส่งยิ้มให้ริคโค่นิดหนึ่ง เดินมาโต๊ะของเพื่อนส่งแฟ้มในมือให้แล้วนั่งลง

“รายงานของเดือนนี้” เขาบอก ลอบสังเกตสีหน้าของเพื่อนรักไปด้วย

“ขอบใจ” เสียงมาร์คห้วนสนิทจนคนฟังเลิกคิ้วสูงแถมยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจากเอกสารอีกด้วย

“มีปัญหาอะไรรึเปล่า?” เจอโรมเอ่ยถามเบาๆ

มาร์คเหลือบมองเพื่อนรักแว่บหนึ่ง รู้ดีว่าปิดบังเจอโรมไม่ได้ “ไม่มี”

“เหรอ…” ไม่มีความเชื่อถือในน้ำเสียงเขาที่เอ่ยออกไป “ชั้นอยู่ห้องข้างๆนะ” เจอโรมบอกก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาริคโค่ สีหน้าไม่สบายใจของชายหนุ่มบอกอะไรกับเขามากมาย

“เป็นไงมั่งริค” เขาเอ่ยทักไม่เจาะจงเรื่องที่ถาม

“ก็ดีครับ” ริคโค่เลือกคำตอบที่คิดว่าดีที่สุด “ผมคงต้องศึกษาข้อมูลอีกเยอะ” เขาฝืนยิ้มนิดๆ อดมองไปที่มาร์คไม่ได้

เจอโรมเหลือบมองตามอย่างเข้าอกเข้าใจ “เดี๋ยวผมจะแวะไปห้องกาแฟซักหน่อย” เขาบอกเบาๆให้ริคโค่ได้ยินเพียงคนเดียวก่อนจะยิ้มให้แล้วเดินออกไป

ริคโค่แอบยิ้ม ดีใจที่เจอโรมเข้าใจ เขานั่งอยู่อีกพักหนึ่งจึงขอตัวกับมาร์ค รีบตามเจอโรมไปยังห้องกาแฟในทันที ตอนเขาไปถึงก็เห็นเจอโรมนั่งจิบกาแฟด้วยท่าทางสบายๆอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง

“ขอบคุณนะครับ” ริคโค่รีบเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามทันที

“ยินดีเสมอ” เจอโรมยิ้มให้ชายหนุ่ม “สำหรับคนอื่นมาร์คออกจะเป็นคนที่ทำงานด้วยยากอยู่สักหน่อย”

“แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นนะครับ…เพียงแต่…” ริคโค่ลังเลเล็กน้อยที่จะพูดออกมา “เพียงแต่บางครั้งผมก็ตามอารมณ์ของมาร์คไม่ทัน ผมเลยสับสนนิดหน่อย”

“มาร์คน่ะเหรอ…” เจอโรมแปลกใจ ปกติเพื่อนเขาออกจะควบคุมตัวเองได้ดีเอามากๆ แต่ก็นั่นแหละ เกี่ยวกับริคโค่คงนับว่าเป็นเรื่องปกติไม่ได้

“มันออกจะแปลกๆอยู่ซักหน่อยนะครับ” ริคโค่เอ่ยขึ้น รู้สึกสองแก้มร้อนวูบที่ต้องพูด “แต่ผมอยากเข้าใจมาร์คให้มากขึ้น ผม…เอ่อ…ไม่อยากให้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีกน่ะครับ”

เจอโรมยิ้มกว้างขวางกับข้ออ้างของริคโค่ ดูก็รู้ว่าชายหนุ่มไม่เคยชินกับการพูดอะไรที่ไม่ตรงกับใจ “คุณอาจจะเห็นว่ามาร์คเป็นคนเฉยๆจนเหมือนกับเย็นชา แต่ความจริงแล้วมาร์คมักจะเก็บปัญหามาคิดอยู่คนเดียว แบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว เขาไม่ชอบแสดงความรู้สึกออกมาไม่ว่ากับใคร แม้แต่ผมบางครั้งเขาก็ยังปิดกั้นตัวเองจนผมเข้าไม่ถึง มีคนไม่กี่คนเท่านั้นนะครับที่จะได้เห็นว่าจริงๆแล้วมาร์คเป็นคนยังไง”

“ผมก็อยากเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน” ริคโค่พูดออกมาโดยไม่ทันได้ห้ามตัวเอง ก่อนจะรู้สึกตัวรีบก้มหน้าลงหลบแก้มแดงๆของตัวเองอย่างเขินอาย

เจอโรมหัวเราะเบาๆ “คุณเป็นได้แน่ริค อย่าลืมสิว่าตอนนี้คุณอยู่ใกล้ชิดเขามากที่สุด มาร์คอาจมีเรื่องอะไรในใจก็ได้ถึงได้เป็นแบบนั้น ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

“ผมเกรงว่าจะทำอะไรให้มาร์คไม่พอใจน่ะครับ ก็เพราะว่าเขาไม่ค่อยแสดงความรู้สึกผมเลยไม่รู้ว่าตอนนั้นมาร์คคิดอะไรอยู่” ริคโค่บอกเสียงอ่อยๆ

“อย่าคิดมากเลยริค” เจอโรมลุกขึ้น เดินมาแแตะไหล่ริคโค่เบาๆ ให้กำลังใจ “อาจจะไม่มีอะไรก็ได้นะ”

“นั่นสิครับ…มาร์คอาจจะงานยุ่งก็ได้” ริคยิ้มขอบคุณ รู้สึกดีขึ้นแม้จะยังติดใจอยู่นิดหน่อยก็ตาม

“ผมว่าคุณรีบกลับเข้าไปดีกว่านะ หายมานานอย่างนี้เดี๋ยวจะมีคนเป็นห่วง” เจอโรมพูดยิ้มๆ

“คุณเจอโรม!!” ริคโค่ร้องท้วงหน้าแดงก่ำขึ้นมาอีกรอบ

เจอโรมหัวเราะก่อนจะขอตัวออกจากห้องกาแฟไป ริคโค่ยืนขึ้นยกนาฬิกาขึ้นดู อมยิ้มเล็กๆเดินไปชงกาแฟสองแก้วเดินถือกลับไปที่ห้องทำงานของมาร์ค

“ขอบคุณครับ” ริคโค่บอกกับเลขาของมาร์คเบาๆที่มาเปิดประตูให้ เดินเอากาแฟของตัวเองมาวางที่โต๊ะ แอบเหลือบมองคนหน้าตาเคร่งเครียดที่นั่งนิ่งๆอยู่ที่โต๊ะอีกตัว ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกหลายๆทีเรียกกำลังใจของตัวเอง ถือกาแฟที่ชงมาเดินมาที่หน้าโต๊ะทำงานของชายหนุ่ม

“ผมเอากาแฟมาให้ครับ เห็นคุณดื่มตอนช่วงนี้ทุกที” ริคโค่เอ่ยขึ้น วางแก้วกาแฟลงที่โต๊ะ

ร่างสูงวางปากกาลง มองที่แก้วกาแฟก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้ายิ้มๆ ของริคโค่ที่เจื่อลงเมื่อสบตากัน

“ถ้าผมรบกวนก็ขอโทษนะครับ” ริคโค่บอกเสียงเบา

มาร์คด่าว่าตัวเองในใจที่ทำตัวเหมือนเด็กๆ ทั้งที่เขาก็อายุตั้งขนาดนี้แล้ว

“ไม่หรอก…ผมกำลังอยากเบรกอยู่พอดี” เขาบอกก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ หยิบแก้วกาแฟติดมือมาด้วย เดินมาจูงมือริคโค่ที่ทั้งตกใจทั้งแปลกใจมานั่งที่โซฟาแล้วถอนใจออกมาเบาๆ

“งานยุ่งเหรอครับ?!!” ริคโค่ถามขึ้นอย่างห่วงใย แก้มร้อนผ่าวเพราะมาร์คยังคงไม่ยอมปล่อยมือของเขา

มาร์คมองเห็นความห่วงใยในดวงตาสีทองคู่สวย ทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาหน่อยๆ

“เปล่าหรอก…” เขาเอ่ยขึ้นยิ้มๆ “ถ้าคุณอึดอัดก็ขอโทษด้วยแล้วกัน”

“เปล่านะครับ!!” ริคโค่เอ่ยอย่างรวดเร็ว “ผมแค่แปลกใจที่อยู่ๆคุณก็เหมือนกับไม่พอใจอะไรซักอย่าง ผมทำอะไรให้โกรธหรือเปล่าครับ?!!” เขาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้จริงๆ

โกรธหรือ!!! เขาหึงเสียมากกว่า!!! แต่จะให้เขาพูดออกไปก็คงต้องรอให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเสียก่อนล่ะ!!! จะให้เขาบอกว่าตัวเองหลงรักคนที่อายุน้อยกว่าเกือบสิบปีแถมยังเป็นผู้ชายอีกเนี่ย…มันเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด…แม้ว่าเขาจะอยากทำอย่างนั้นก็ตามแต่ความรู้สึกของเขาคงจะทำให้ชายหนุ่มรังแต่จะเจ็บปวดมากกว่าเพราะเขาคือคนที่ทำลายพี่ชายของริคโค่ จะเรียกว่าทำลายครอบครัวยังได้เลย…

“มาร์คครับ” ริคโค่เรียกขานเมื่อเห็นว่ามาร์คนิ่งเงียบไปอีก สีหน้าเครียดขึ้นจนน่ากลัวโดยเฉพาะดวงตาที่ว่างเปล่าเหมือนกับชายหนุ่มไม่ได้อยู่ตรงนี้ทั้งๆที่มือของเขากับมาร์คยังคงเกาะกุมกันอยู่ เขาบีบมือใหญ่แน่นขึ้นเหมือนเป็นการถ่ายทอดความความรู้สึกบางอย่างไปสู่ชายหนุ่ม

มาร์ครับรู้แรงบีบกระชับที่มือของเขา น่าแปลกที่มันช่วยสลายความไม่สบายใจบางอย่างออกไปจากใจของเขา แม้จะไม่ทั้งหมดแต่ก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเพราะมันคือหลักฐานยืนยันว่าริคโค่อยู่ที่นี่…ตรงนี้

ที่ข้างๆกายเขา…

“ขอโทษนะที่ทำให้ไม่สบายใจ…ผมมีเรื่องต้องคิดนิดหน่อยก็เลย…”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ” ริคโค่ขัดขึ้นก่อนที่มาร์คจะพูดจบ “ผมรู้ว่าคุณงานยุ่งมาก แล้วยังปลีกเวลามาคุยกับผมอีก…ผมต่างหากที่ต้องขอโทษหากว่าผมรบกวนคุณ”

“รบกวนเหรอ!! คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าผมเป็นคนขอให้คุณมาทำงานที่นี่” มาร์คส่ายหน้านิดๆอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดของริคโค่ “รู้สึกว่าคุณกับผมจะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งเสียแล้วนะริค” เขาเอ่ยยิ้มๆ “ไอ้การที่ชอบแบกรับอะไรคนเดียว คิดเองคนเดียว…ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่ามันเป็นนิสัยติดตัวผมมานานแสนนานแก้ไม่หายซะแล้ว”

ริคโค่เอียงคอมองรอยยิ้มของมาร์ค ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาพราวระยับยามสบตาของมาร์ค

“คุณหัวเราะอะไรริค!!” มาร์คเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

“ผมคิดว่าผมเป็นคนที่โชคดีอย่างที่ใครคนหนึ่งบอกผมน่ะครับที่ได้เห็นคุณอย่างที่ไม่มีคนอื่นมีโอกาสได้เห็น” ริคโค่ยิ้มตอบสีหน้าแปลกใจของชายหนุ่ม

มาร์คอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “เจอโรมสินะ!!”

“คุณคงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยครับ” ริคโค่ยิ้มแหย

“ไม่หรอก…แม้ว่าบางทีหมอนั่นจะยุ่งมากไปหน่อยแต่เขาก็หวังดีกับผมที่สุด” มาร์คเอ่ยขึ้น ส่ายหน้านิดๆยามนึกถึงความหวังดีของเพื่อนทั้งที่เขาก็บอกแล้วว่าเขาจะจัดการปัญหานี้เอง แต่ก็ดีใจมากกว่าไม่พอใจ

“กลับไปทำงานกันดีกว่า” มาร์คลุกขึ้นยืน ดึงมือริคโค่ขึ้นมาด้วย สองมือยังคงเกาะกุมกันไม่ปล่อยเหมือนเป็นธรรมดาเหลือเกินที่เขาจะทำอย่างนี้

“นั่นสินะครับ” ริคโค่ตอบเขินๆยามที่มาร์คปล่อยมือของเขา ร่างบางยิ้มนิดๆก่อนจะหันกลับเพื่อจะเดินไปที่โต๊ะของตัวเอง

“ขอบคุณสำหรับกาแฟนะริค” มาร์คเอ่ยขึ้นยกแก้วกาแฟขึ้นเป็นการขอบคุณ

“ยินดีครับ” ความยินดีพุ่งขึ้นมาในใจของเขาจนรู้สึกเหมือนตัวลอยๆชอบกล ริคโค่หันกลับมายิ้มกว้างให้มาร์คก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง

ชายหนุ่มสองคนในห้องทำงานกว้างใหญ่ต่างก็รู้สึกเหมือนกันคือการทำงานในเวลาที่เหลือของวันนั้นช่างต่างจากทุกๆวัน ความสุขเหมือนจะอบอวลอยู่ในห้องจนแทบจะแตะต้องได้ และเวลาที่เหลือของวันนั้นช่างหมดลงอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน…

สามเดือนผ่านไปที่ริคโค่รู้สึกว่าชีวิตของเขาเป็นอย่างที่มันควรเป็น ทั้งในเรื่องงานและเรื่องทั่วๆไป รวมถึงการได้ร่วมงานกับมาร์คด้วย แม้ว่าเขาจะมีความสุขมากเหมือนกับอยู่ในฝันแต่ส่วนหนึ่งในใจของเขาก็ยังคงมีความรู้สึกผิดหลงเหลืออยู่ เพียงแต่เขาแกล้งทำเป็นไม่สนใจมันเท่านั้น

และอีกเรื่องที่เขายังหนักใจก็คือเรื่องของแดนนี่กับเคลย์ ตั้งแต่วันที่แดนนี่คุยกับเขาจนถึงวันนี้รู้สึกว่าสถานะการณ์ระหว่างเคลย์กับแดนนี่ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นและเขาก็คิดว่าน่าจะลองคุยกับเคลย์ดูเพราะหลังจากนี้แดนนี่จะต้องมาทำงานที่นี่ตามลำพังแล้ว งานในส่วนรับผิดชอบของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้วในวันนี้

“นี่เคลย์…ถามอะไรหน่อยได้มั้ย” ริคโค่เอ่ยขึ้นในเย็นวันหนึ่ง

“ว่ามาสิ” เคลย์คีย์คอมพิวเตอร์ไปพลางหันไปพยักหน้าให้ริคโค่พูด

“ระหว่างนายกับแดนนี่ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลยเหรอ?!!” ริคโค่ถามตรงๆ

มือใหญ่ชะงักกึก ก่อนจะหันมาสบตาคนถามตรงๆ “ไม่…เขายังกลัวชั้นอยู่ริค” เคลย์ถอนใจนิดๆ

“แล้วนายจะเอายังไง…ต่อไปนี้แดนนี่ต้องสานงานต่อจากชั้นและเขาต้องทำงานใกล้ชิดกับนาย เป็นแบบนี้ชั้นไม่สบายใจเลย…บอกตามตรงชั้นเป็นห่วงแดนนี่น่ะ”

“นายห่วงแต่แดนนี่!! ไม่คิดห่วงชั้นเหรอไง?” เคลย์แกล้งถาม

“นายก็ชอบทำเป็นเล่นไปได้…อย่างนายน่ะน่าห่วงตายล่ะ” ริคโค่ย่นจมูกใส่ชายหนุ่มร่างสูงที่แกล้งทำหน้าน้อยอกน้อยใจ “ชั้นถามจริงๆเถอะเคลย์…นายคิดอะไรกับแดนนี่หรือเปล่า”

“……” เคลย์อึ้งไปกับคำถามตรงแสนตรงของริคโค่ แต่แก้มสีคล้ำก็เป็นสีระเรื่อขึ้นจนเห็นได้

“เป็นอย่างนั้นสินะ” แค่นี้ก็เป็นคำตอบที่ดีพอสำหรับริคโค่แล้ว “นายเคยทำอะไรแดนนี่หรือเปล่า”

เคลย์ถอนใจยาวเหยียด “แค่ชั้นมองเขาเฉยๆ เขาก็แทบจะวิ่งหนีชั้นไปแล้ว ชั้นจะไปทำอะไรได้ล่ะ”

“แล้วนายเคยคิดถึงสาเหตุที่แดนนี่กลัวนายหรือเปล่า” ริคโค่เอ่ยถาม

“คิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออก” เคลย์ตอบปลงๆ “ชั้นไม่เข้าใจเลยริค…ชั้นพยายามจะคุยกับเขาแล้วนะแต่…คิดดูก็แล้วกันว่าจนป่านนี้เขาก็ยังเรียกชั้นว่า ‘คุณเฮลฟอร์ด’ อยู่เลย”

“นายเคยคิดมั้ยว่า…ความรู้สึกของนายจะเป็นไปไม่ได้” ร่างบางเอ่ยถามด้วยเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่

“ถามเผื่อตัวเองหรือเปล่า?!!” เคลย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดกับทุกที “นายเชื่อเรื่องพรหมลิขิตหรือเปล่าริค…นายเคยรู้สึกมั้ยเวลาที่นายพบกับคนๆหนึ่ง วินาทีแรกที่นายสบตากับเขานายก็รู้ได้ทันทีว่านายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนๆนี้และเขาคนนั้นถูกกำหนดมาให้เป็นของนาย”

เป็นคำพูดที่ริคโค่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากปากของผู้ชายอย่างเคลย์เลย แถมยังโดนใจเขาอย่างมากจนถึงกลับพูดไม่ออกเพราะมันเป็นความรู้สึกที่เขารู้จักดีที่เดียว ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาสบตากับมาร์ค

“แล้วนายจะรอต่อไปจนกว่า…”

“ไม่หรอก!!” เคลย์ขัดขึ้น “พรหมลิขิตเป็นเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งคือการไขว่คว้าคนๆนั้นให้มาเป็นของชั้นให้ได้…ชั้นไม่ชอบนั่งรอโชคชะตาหรอกริคเพราะชั้นเชื่อว่าความสุขต้องไขว่คว้ามาด้วยตัวของเราเอง”

“แต่ก่อนอื่นชั้นต้องรู้สาเหตุของความกลัวที่แดนนี่มีต่อชั้นเสียก่อน” เคลย์เอ่ยในที่สุดอย่างมุ่งมั่น

“งั้นวันนี้ชั้นจะชวนนายกับแดนนี่ไปดื่มก็แล้วกัน นายสองคนจะได้มีโอกาสคุยกันดีมั้ย” ริคโค่ถาม

“แล้วแดนนี่จะยอมไปเหรอถ้ามีชั้นไปด้วย” เคลย์ถามกลับ

“เหอะน่า…มือชั้นนี้แล้ว” ริคโค่พูดอย่างมั่นใจ “อีกอย่างนายกับแดนนี่ก็เป็นเพื่อนของชั้นทั้งคู่ ที่ชั้นช่วยเนี่ยเพราะเห็นแก่พวกนายทั้งคู่หรอกนะ ส่วนเรื่องหัวใจนายก็คงต้องไปจัดการเอาเอง”

“ขอบใจนะริค…ชั้นจะไม่มีวันทำร้ายแดนนี่เด็ดขาดชั้นสัญญากับนายได้เลย” เคลย์เอ่ยอย่างจริงจัง

“ชั้นรู้ว่านายจะไม่ทำอย่างนั้น” ริคโค่ยิ้มก่อนจะลุกขึ้น “ลงไปรอข้างล่างได้เลย เดี๋ยวชั้นจะพาแดนนี่ลงไปเอง” ร่างบางบอกแล้วผลุบออกจากห้องทำงานของชายหนุ่มไป…

“ท่าทางนายจะดูมีความสุขจังนะช่วงหลังๆมานี่” เจอโรมเอ่ยขึ้น ยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบ เสียงหัวเราะเบาๆเหมือนยอมรับดังมาจากเพื่อนรักของเขา มาร์คชูแก้วให้เพื่อนนิดนึงก่อนจะเอามาจิบบ้าง

นานๆครั้งทั้งคู่จะมานั่งดื่มกันหลังเลิกงานแบบนี้ เพราะปกติมักจะดื่มกันที่บ้านของมาร์คมากกว่า แต่วันนี้เจอโรมจะแวะไปค้างที่บ้านของลีน่า มาร์คก็เลยชวนเพื่อนรักมาดื่มก่อนที่ร้านประจำในโรงแรมหรูระดับห้าดาวแห่งหนึ่ง

“นายมากกว่าล่ะมั้ง” มาร์คเอ่ยแซวเพื่อนกลับบ้าง “วางแผนกันไปถึงไหนแล้วล่ะ”

“ก็ยังไม่มีอะไรนี่…ลีน่าเองก็พอใจกับความสัมพันธ์แบบนี้” เจอโรมเอ่ยเรื่อยๆ

“แน่ใจนะ…แต่ชั้นว่าคนอย่างลีน่าคงไม่มีทางพูดอะไรกับนายหรอก ผู้หญิงแกร่งนี่นะ”

“ชั้นรู้…แต่ชั้นก็เคยบอกเธอแล้วล่ะนะว่าอย่างน้อยก็ให้ไมล์เรียนจบก่อน ชั้นอยากให้ไมล์รับผิดชอบตัวเองได้เสียก่อนค่อยมาคิดเรื่องของตัวเอง” เจอโรมพูดอย่างจริงจัง

“นั่นสินะ เจ้าสองคนนั่นไม่รู้ร่วมมือกันทำอะไรอยู่ คงอยากให้นายกับชั้นเห็นล่ะมั้งว่าพวกเขาโตแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ นายกับชั้นก็แก่แล้วสินะ” มาร์คหัวเราะเบาๆ

“อะไรกัน…มาร์คัส แมคนีลพูดจาเป็นคนแก่ไปได้” เจอโรมแซวเพื่อน แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะออกมาเสียงดัง แต่อยู่ดีๆมาร์คก็หยุดหัวเราะกระทันหันจนเจอโรมตกใจ ดวงตาสีเขียวคมกริบจ้องตรงไปทางหน้าร้านเขม็ง เขาหันไปมองตามสายตาเพื่อนรักก็เห็นริคโค่เดินเข้าร้านมาพร้อมกับเคลย์และแดนนี่เดินตามมาไม่ห่าง

เจอโรมหันกลับมาสบตาเพื่อนแต่สายตาของมาร์คกลับตรึงอยู่ที่สองคนนั่นไม่คลาดไปไหน ความเจ็บปวดที่สะท้อนลึกอยู่ในนั้นเขามองเห็นได้อย่างชัดเจน

“มาร์ค…” เจอโรมเรียกเพื่อนแต่มาร์คมองมาที่เขาด้วยสายตาว่างเปล่า “มันอาจไม่มีอะไรก็ได้นะเพื่อน”

“……” มาร์คไม่พูดอะไรเลย นอกจากกระดกแก้วเหล้าในมือรวดเดียวหมด

เวลาแบบนี้เขาช่วยอะไรเพื่อนรักไม่ได้เลย ครั้งที่แล้วที่เขาคุยกับริคโค่ก็โดนต่อว่าทีหนึ่งแล้ว เจอโรมหันกลับไปมองโต๊ะที่ทั้งสามคนนั่งกันอยู่อีกครั้ง ภาพที่เคลย์กับริคโค่พูดคุยยิ้มแย้มแสดงออกถึงความสนิทสนมกันมากแบบนั้นคงบาดใจเพื่อนรักของเขาไม่น้อยเลย

“กลับกันมั้ย” เจอโรมเอ่ยถามเพื่อนที่นั่งนิ่งเงียบจนหน้ากลัว แต่นี่แหละคือมาร์ค

“ไม่จำเป็น” มาร์คตอบเสียงเรียบ ยกมือสั่งเครื่องดื่มแก้วใหม่กับบริกร

เจอโรมถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะปล่อยตามใจเพื่อน

มือที่กำแก้วเหล้าของมาร์คเกร็งแน่นจนรู้สึกถึงความเย็นที่แทรกเข้าไปในผิวเนื้อ แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเย็นนั้นเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะใจเขาร้อนรุ่มราวกับสุมไฟ ความหึงหวงก่อตัวเป็นพายุอยู่ในใจเขาเพียงแค่เห็นริคโค่กับเคลย์อยู่ด้วยกันแค่วูบเดียวเท่านั้น

ตรงโต๊ะที่มาร์คและเจอโรมนั่งอยู่นั้นสามารถมองเห็นโต๊ะที่ริคโค่ เคลย์และแดนนี่นั่งอยู่อย่างชัดเจน แต่มุมที่ทั้งสามคนนั่งอยู่ไม่อาจมองเห็นโต๊ะของมาร์คได้ เขานั่งจ้องตรงไปยังทั้งสามคนอย่างเงียบๆเหมือนต้องการจะตอกย้ำภาพนั้นลงไปในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

ริคโค่รู้สึกเสียวสันหลังวาบๆตั้งแต่วูบแรกที่เดินเข้ามาในร้าน ความรู้สึกมันบอกว่ามีคนมองเขาอยู่ แต่น่าแปลกที่เขารู้สึกว่าสายตานั้นช่างคุ้นเคยเหลือเกิน พยายามมองหาแต่ก็ไม่เห็นว่าเป็นใคร

“มองหาใครเหรอริค?” เสียงเคลย์เอ่ยถามมาจากฝั่งตรงข้ามโต๊ะ

“เอ่อ…เปล่าหรอก” ริคโค่หันกลับมาแอบเหลือบมองไปที่แดนนี่ที่นั่งหน้าเครียดอยู่ข้างๆ ก่อนจะส่งสายตาไปให้เคลย์

“ร้านนี้เป็นไงบ้างแดนนี่” เคลย์เอ่ยถาม

แดนนี่สะดุ้งเล็กน้อย “เอ่อ…ก็ดีครับ” เขาตอบหลบสายตาคมที่จ้องมา

เคลย์ถอนใจ หันไปสบตาริคโค่ที่มองมาด้วยท่าทางอ่อนใจ “ชั้นบอกนายแล้วว่ามันไม่ได้ผล”

“เคลย์…นายอย่างเพิ่งพูดอย่างนั้นสิ” ริคโค่พูดเสียงดุ

“นี่…ทำไมเหรอครับ…พวกคุณสองคน…” แดนนี่สบตาริคโค่ที เคลย์ทีอย่างงุนงง

“แดนนี่…ชั้นแค่อยากหาโอกาสให้นายได้คุยกับเคลย์…เพื่อตัวนายเองนะ” ริคโค่ตบไหล่คนที่เขาเห็นว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่ง “พวกนายคุยกันซะนะ เดี๋ยวชั้นมา” เขาบอกแล้วรีบลุกขึ้นเดินออกไป

แต่เคลย์ก็คว้าข้อมือของร่างบางไว้ก่อน “ริค!!…”

ริคโค่ตบที่มือของเคลย์อย่างให้กำลังใจ ก่อนจะผละออกไปทางหน้าร้าน แอบมองเข้ามาเห็นสองคนยังคงนั่งมองหน้ากันไปมาก็แอบถอนใจนิดๆ

“ทำให้ได้นะเคลย์ แดนนี่” ริคโค่พึมพำเบา ก่อนจะออกไปเดินเล่นที่สวนกว้างของโรงแรมเพื่อรอเวลา

มาร์คออกจะแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นริคโค่เดินออกไป ทิ้งเคลย์กับแดนนี่นั่งกันอยู่ตามลำพัง เขาไม่ได้ยินว่าทั้งสองคนคุยอะไรกันแต่ก็เห็นว่าเคลย์ทำสีหน้าจริงจังน่าดู แต่ซักพักเคลย์ก็ทำหน้าเครียดก่อนจะควักเงินออกมาวางที่โต๊ะแล้วคว้าข้อมือแดนนี่ฉุดให้เดินตามออกไป

“จะตามไปมั้ย?” เสียงเจอโรมถามขึ้น

มาร์คไม่ตอบแต่ก็หยิบเงินออกมาวางไว้ที่โต๊ะ แล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากร้านพร้อมกับเพื่อนรัก

เจอโรมถามกับลูกน้องที่เฝ้าอยู่ด้านนอกว่าทั้งเคลย์และริคโค่ไปที่ไหน ลูกน้องสองคนบอกว่าทั้งคู่เดินออกไปที่สวนของโรงแรม

“ว่าไงจะตามไปมั้ย” เจอโรมถามอีกครั้ง

“ก็มาถึงตรงนี้แล้วนี่” มาร์คเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินนำออกไปที่สวนของโรงแรม

เจอโรมส่ายหน้านิดๆก่อนจะเดินตามไป…

ริคโค่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่หลังจากวางสายของเคลย์ที่โทรหาเขา อยู่ดีๆเคลย์ก็โทรมาถามว่าเขาอยู่ที่ไหนแล้วก็วางสายไปเฉยๆ หรือว่าทั้งสองคนจะคุยกันไม่ได้จริงๆ เขาถอนใจนิดๆ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี

เสียงฝีเท้าดังมาตามทาง ครู่หนึ่งเคลย์ก็จูง…ไม่สิเหมือนจะลากแดนนี่ปลิวตามแรงมากกว่า เดินมาตามทางเดินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“เคลย์เกิดอะไรขึ้น…แดนนี่?!!” ริคโค่ถามอย่างตกใจ ที่เห็นแดนนี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้น

“ก็เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้นน่ะสิ!!” เคลย์เอ่ยขึ้น ปล่อยข้อมือแดนนี่ก่อนจะดันตัวชายหนุ่มไปข้างๆริคโค่ “ถามเพื่อนนายให้หน่อยก็แล้วกัน ว่าถ้าเกลียดชั้นขนาดไม่ยอมพูดด้วยแล้วเราจะทำงานกันได้ยังไง”

พูดจบเคลย์ก็หันกลับ เดินหนีไปทางที่เขาเพิ่งจะเดินเข้ามา

ริคโค่หันมามองหน้าแดนนี่ “รอชั้นตรงนี้เดี๋ยวนะ…ได้มั้ย” เมื่อแดนนี่พยักหน้ารับ เขาก็รีบวิ่งตามเคลย์ไปทันที เห็นหลังชายหนุ่มอยู่ข้างหน้าไม่ไกล ริคโค่จึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

“เคลย์เดี๋ยวก่อน!!!…อ๊ะ!!!” อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงตัวเคลย์อยู่แล้ว แต่เพราะริคโค่เอาแต่มองชายหนุ่มไม่ได้มองที่พื้น จึงไม่ทันได้ระวังทางเดินที่ลดระดับลง

ริคโค่ก้าวพลาด ถลำพรวดไปข้างหน้าโดยไม่มีหลักยึดเลย!!!

แต่ก็โชคดีที่เคลย์อยู่ใกล้พอและหันกลับมาตามเสียงเรียกพอดี จึงรับริคโค่ไว้ในอ้อมกอดได้ทันก่อนที่ชายหนุ่มจะล้มลงไปฟาดพื้น!!!

ริคโค่ตกใจ!! เคลย์เองก็ตกใจ!! ทั้งสองคนก็เลยกอดกันนิ่งอยู่อย่างนั้น!!!…

ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มสองคนที่เดินตามออกมาชะงักกึกไปกับสิ่งที่ได้เห็น…

เขาไม่เคยคิดว่าภาพของริคโค่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขาจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดแทบตายเหมือนมีคนเอามีดมากรีดหัวใจเช่นนี้ มาร์คได้แต่ยืนนิ่งราวกับถูกสาบให้เป็นหิน ก้าวขาไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว ในความมืดของทางเดินดวงตาสีมรกตส่องประกายวาววับราวกับเปลวไฟสีเขียว

มาร์คหลับตาลงไม่อาจทนเห็นภาพนั้นได้อีก ก่อนจะหันหลังกลับ สูดหายใจเข้าลึกอยู่หลายที

เจอโรมมองอาการของเพื่อนรักด้วยความไม่สบายใจอย่างยิ่งกับกระแสอารมณ์ที่เขาสัมผัสได้จากร่างสูงข้างกาย ใครๆก็รู้ว่าเวลาที่มาร์คโมโหนั้นเขาร้ายกาจได้แค่ไหน แล้วยิ่งเป็นเรื่องของริคโค่ด้วยแล้ว…

“มาร์ค…”

“กลับได้แล้ว!!!” มาร์คเอ่ยเสียงต่ำห้วนสนิทราวกับต้องเค้นมันออกมา

“แต่ว่า…”

“ชั้นเห็นมันพอแล้วเจอโรม!!!” มาร์คลืมตาขึ้นแล้วก้าวหนักๆจากไป

เจอโรมเดินตามด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง เพราะเขาเห็นแววตาของเพื่อนที่มองมาเมื่อครู่นี้ มีแต่แววเย็นชาปรากฏอยู่เท่านั้น…

######################################################