Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 19

ตอนที่ริคโค่ไปถึงร้านอินฟินิตี้นั้น เคลย์ก็มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าไม่สู้ดีของเขาทำให้เคลย์ต้องรีบถามขึ้นทันทีที่เขานั่งลง

“นายเป็นอะไรไปริค?!!”

“อย่าเพิ่งพูดเรื่องของชั้น...พูดเรื่องของนายก่อน” ริคโค่ไม่ปฏิเสธเพียงแต่ยังไม่ตอบเท่านั้น

เคลย์ถอนใจนิดๆ เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเพื่อน “มันก็ไม่มีอะไรมาก...ชั้นรักแดนนี่ก็แค่นั้น”

“แค่นั้น!!! นายพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายๆ” คราวนี้เป็นฝ่ายริคโค่บ้างที่ถอนหายใจ

“ชั้นเคยถามนายเรื่องรักแรกพบครั้งหนึ่งหวังว่านายคงจำได้ และคนคนนั้นที่ชั้นพูดถึงก็คือแดนนี่ ชั้นแทบจะท้อใจอยู่แล้วที่ไม่รู้ว่าทำไมแดนนี่ถึงไม่ค่อยจะยอมพูดกับชั้น ชั้นเห็นว่าเขากลัวแต่ไม่รู้ว่าเขากลัวอะไร เมื่อคืนวันเสาร์ชั้นก็เลยโทรไปนัดเขาออกมา ก็แค่ลองเสี่ยงดูแต่เขาก็ยอมมาพบ ชั้นก็เลยถามเขาไปตรงๆ แดนนี่ก็อ้ำๆ อึ้งๆ แต่ในที่สุดก็ยอมรับกับชั้นว่าเขากลัวสายตาของชั้นเวลาที่มองเขา มันทำให้เขานึกถึงคนๆ หนึ่งที่เขากลัวมาก แต่ก็ไม่ยอมเล่าอะไรมากกว่านั้น”

“แล้วทำไมนายต้องลักพาตัวแดนนี่ไปด้วยล่ะ...แล้วนายพาเขาไปไหน” ริคโค่เอ่ยถาม

“บ้านพักในภูเขาของชั้นที่ซานฟรานฯ มันเงียบสงบแล้วก็ไม่มีใครเลย ชั้นแค่อยากพาแดนนี่ไปในที่ๆ จะไม่มีใครมารบกวนพวกเรา เพื่อที่จะได้ทำให้แดนนี่รู้ว่าชั้นไม่มีวันเป็นอันตรายสำหรับเขา อยากให้แดนนี่เรียนรู้เกี่ยวกับตัวชั้น เขาจะได้เลิกกลัวซักที”

“แล้ว...”

เคลย์ถอนใจเบาๆ “แต่ชั้นไม่รู้ว่าสิ่งที่ชั้นทำกลับเป็นการย้อนรอยในสิ่งที่เขากลัวน่ะสิ ชั้นแทบจะบ้าตายที่เห็นแดนนี่หวาดกลัวขนาดไหนเมื่อรู้ว่าชั้นกำลังจะพาเขาไปที่อื่นไม่ได้พาเขากลับบ้าน”

“นายเคยเห็นแววตาของคนที่หวาดกลัวอะไรสุดขีดมั้ย แดนนี่พยายามดิ้นรนจะหนีจากชั้นทั้งๆ ที่เรากำลังอยู่บนรถ กว่าที่ชั้นจะทำให้เขาสงบลงและเชื่อใจชั้นได้ก็หลายชั่วโมง...ตอนที่ชั้นกอดเขาเอาไว้ แดนนี่ร้องไห้ไปเล่าเรื่องของผู้ชายคนนั้นให้ชั้นฟังไป ชั้นรู้สึกอยากเอาหัวโขกกำแพงในความใจร้อนของตัวเองเพราะชั้นกำลังทำอย่างที่ผู้ชายคนนั้นทำกับแดนนี่”

“ผู้ชายคนนั้นทำอะไร?!!...พระเจ้า!!! แล้วมันเป็นใคร...จับตัวได้หรือเปล่า?!!” ริคโค่ถามขึ้นอย่างตกใจกับสิ่งที่ได้รับรู้

“เจฟ พี่ชายของวิลและวิลนั่นแหละที่เป็นคนช่วยแดนนี่ไว้ได้ ส่วนเจฟก็ต้องส่งเข้าไปบำบัดอาการทางจิต และเขาก็ตายไปแล้วเมื่อปีก่อน” เคลย์บอกเสียงเครียด

ริคโค่ถอนใจเฮือกใหญ่ “ชั้นไม่เคยรู้เลยว่าแดนนี่มีความหลังแบบนั้น เขามักจะร่าเริงอยู่เสมอไม่มีท่าทีหวาดกลัวผู้คนเลยซักนิด”

“เขาไม่ได้กลัวทุกคน เขาคงรู้สึกว่าเวลาชั้นมองเขามันไม่ได้เป็นการมองเฉยๆ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกอยากครอบครองเป็นเจ้าของของชั้นที่เก็บซ่อนไว้ไม่อยู่ เขาก็เลยกลัวชั้นอยู่คนเดียว”

“แล้วตอนนี้ล่ะ พวกนายเป็นยังไงบ้าง” ริคโค่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่งอย่างน้อยแดนนี่ก็ยอมเรียกชั้นว่า ‘เคลย์’ แล้ว” รอยยิ้มนิดๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเคลย์ “แล้วเขาก็ไม่กลัวชั้นอย่างเมื่อก่อนอีกแล้วด้วย”

“แล้วนายทำยังไงแดนนี่ถึงได้หายกลัวล่ะ” ริคโค่ถามยิ้มๆ

“อันนี้...มันเป็นความลับของชั้นน่ะ บอกไม่ได้” เคลย์ยักไหล่นิดๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง “ว่าแต่นายล่ะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ?!”

ริคโค่หุบยิ้ม สบตาเคลย์ก่อนจะถอนใจยาว แล้วเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เคลย์ฟัง

“ชั้นก็มัวแต่สนใจเรื่องของตัวเองไม่ทันได้สังเกตว่านายมีเรื่องกลุ้มใจตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา...ขอโทษด้วยนะริค” เคลย์เอ่ยขึ้นหลังจากที่ฟังเพื่อนเล่าจบ

“ขอโทษทำไมเล่า...นายไม่ได้ผิดอะไรซักหน่อย” ริคโค่ส่ายหน้านิดๆ ยกแก้วเหล้าขึ้นจะดื่ม

แต่เคลย์ก็หยุดมือชายหนุ่มไว้ “เบาหน่อยสิ นายไม่ได้คอแข็งนะริค”

ริคโค่สบตาเคลย์นิ่ง “ชั้นอยากดื่ม”

ร่างสูงถอนใจเบาๆ ในความดื้อดึงของอีกฝ่าย ก่อนจะปล่อยข้อมือของริคโค่ มองดูชายหนุ่มยกแก้วขึ้นดื่มจนหมดด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

“ชั้นว่าคุณมาร์คน่าจะเข้าใจอะไรผิดอยู่นะ” เคลย์เอ่ยขึ้น

ริคโค่ชะงักมือที่กำลังรินแก้วใหม่ ก่อนจะผสมมันต่อไป “เข้าใจอะไรผิดล่ะ?!!”

“นายไม่รู้จริงเหรอริค” เคลย์เลิกคิ้ว “ก็เข้าใจผิดเรื่องชั้นกับนายไงล่ะ!!”

“เป็นไปไม่ได้หรอก!!! มาร์คไม่ได้สนใจชั้นแบบนั้นซักหน่อย เขาแค่เห็นว่าชั้นทำงานให้เขาได้ก็เท่านั้น” ริคโค่พูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจไม่ปิดบัง

“นายกำลังโกหกตัวเอง!!” เคลย์กล่าวหา แล้วรีบพูดต่อเมื่อเห็นว่าริคโค่กำลังจะอ้าปากเถียง “ชั้นไม่เชื่อหรอกว่านายจะไม่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เป็นความรู้สึกพิเศษของคุณมาร์คที่มีให้นายเพราะพวกชั้นที่อยู่รอบข้างยังรู้สึกได้เลย”

“...ชั้น...ชั้นกลัวนะเคลย์ กลัวมากๆ” ริคโค่เอ่ยเสียงสั่นเครือ ดวงตาสีทองแวววาวด้วยน้ำตาที่กำลังเอ่อคลอ “นายคิดดูสิว่าคนอย่างชั้นกับมาร์คัส แมคนีลน่ะมันแตกต่างกันขนาดไหน ชั้นมีสิทธิ์ไปดึงเขาลงมาด้วยเหรอ...ไหนจะยังเรื่องพี่ชายชั้นที่ทำเรื่องเลวร้ายกับลูกชายเขาอีก ไม่ใช่ครั้งเดียวแต่ตั้งสองครั้ง เขาควรเกลียดชั้นด้วยซ้ำ...แต่วันนั้นเขากลับเป็นห่วงความรู้สึกของชั้น เขากอดชั้นเอาไว้จนกระทั่งความเจ็บปวดที่พี่ชายชั้นทำไว้มันบางเบาลง แทนที่ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนของเขา”

“ทำไมชั้นจะไม่รู้สึกถึงมันล่ะ ก็ในเมื่อตลอดเวลาตั้งแต่ครั้งแรกที่ชั้นพบเขา ไม่ว่าเราจะปะทะกันกี่ครั้ง มาร์คก็อ่อนโยนกับชั้นเสมอ ไม่ว่าใครจะเห็นว่าเขาเย็นชาเป็นมนุษย์น้ำแข็งยังไง สำหรับชั้นเขาก็คือดวงตะวันที่ทำให้ชั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้ แล้วอย่างนี้ชั้นไม่ควรกลัวอย่างนั้นเหรอเพราะชั้นไม่เคยรู้เลยว่าชั้นเป็นอะไรสำหรับมาร์ค แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าระหว่างเราจะเป็นยังไง ชั้นก็ยังคงรักเขาไม่เปลี่ยนแปลง” ความอัดอั้นตันใจพลั่งพรูออกจากปากของริคโค่จนหมด ดวงตาของเขาร้อนผ่าวจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไปและเขาก็ปล่อยให้มันไหลออกมาอย่างไม่อาย

เคลย์ขยับเข้าไปใกล้ร่างบาง โอบไหล่ริคโค่เอาไว้อย่างปลอบโยน เขารู้ดีถึงแรงกดดันมหาศาลที่เกิดขึ้นในใจของริค การหลงรักผู้ชายแถมยังเป็นคนที่ทำให้ครอบครับของตัวเองต้องแยกจากกันอีก ริคคงทั้งสับสนทั้งกดดันเพราะไม่สามารถที่จะบอกใครได้ต้องเก็บไว้ในใจคนเดียว

ริคโค่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง สูดหายใจเข้าลึกอยู่หลายที

“มาร์คสร้างกำแพงมาขวางหน้าชั้นไว้ เหมือนจะบอกว่าไม่ให้ชั้นเข้าไปใกล้เขามากกว่านี้ แล้วนายจะให้ชั้นทำยังไงล่ะเมื่อเขาแสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่ายังไงซะ ชั้นก็เป็นเพียงคนนอกและคงเป็นได้แค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้น” ร่างบางหันไปถาม

“ก็ชั้นบอกแล้วไงว่าคุณมาร์คอาจกำลังเข้าใจผิดว่านายชอบชั้นก็ได้” เคลย์บอกความคิดของเขา “ชั้นจะไปคุยกับเขาเอง...ในฐานะเพื่อนแล้วชั้นไม่อยากเห็นนายต้องเป็นแบบนี้เลย”

“ไม่จำเป็นหรอกเคลย์” ริคโค่เอ่ยพลางเชิดหน้าขึ้น “เขาอยากจะเข้าใจผิดก็ปล่อยเขาไป เมื่อมาร์คต้องการเพื่อนร่วมงาน เขาก็จะได้เพื่อนร่วมงาน”

“นายจะมาทิฐิอะไรตอนนี้ริค มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยนะ” เคลย์รีบท้วง “แล้วนายคิดว่าคนอย่างคุณมาร์คจะเอ่ยปากถามเรื่องนี้กับนายได้อย่างนั้นรึ?! นายก็รู้จักนิสัยของเขาดีนี่นา”

“นายอาจจะคิดว่าชั้นทิฐินะเคลย์ แต่นายจะให้ชั้นทำยังไงล่ะ จะให้ชั้นร้องไห้อ้อนวอน งอนง้อเขาเหมือนผู้หญิงอย่างนั้นเหรอ...ชั้นทำไม่ได้หรอกเพราะชั้นเป็นผู้ชายและหลังจากที่ชั้นผ่านเรื่องต่างๆ มามากมายหลายเรื่อง ชั้นคิดว่าชั้นคงเข้มแข็งพอที่จะทำได้”

“แล้วถ้าคุณมาร์คเขาก็รักนายหมือนกันล่ะ” เคลย์ถามขึ้นหลังจากนิ่งคิดไปซักพัก

‘ชั้นก็อยากได้ยินอย่างนั้น’ ริคโค่คิดในใจ “ไม่มีทางหรอกเคลย์...”

“จริงๆ แล้วนายก็ไม่รู้ใช่มั้ยล่ะ ถ้าเกิดเขารักนายเหมือนกับที่นายรักเขาล่ะ”

“มันเป็นแค่ความฝันของชั้นเท่านั้นแหละเคลย์...ยังไงชั้นก็ตัดสินใจแล้ว เป็นแบบนี้ซะก็ดีเหมือนกัน ความรู้สึกในใจชั้นก็จะเก็บมันเอาไว้ ไม่ว่ามาร์คจะรู้สึกถึงมันหรือไม่ก็ตาม” ริคโค่เอ่ยเศร้าๆ

“นายหมายความว่าไง” เคลย์ถามอย่างห่วงใยปนสงสัย เขารู้ดีว่าริคโค่อาจจะดูเหมือนเป็นคนง่ายๆ สบายๆ แต่ภายใต้ท่าทีแบบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความดื้อดึงยิ่งกว่าใคร เขาเกรงว่าริคโค่จะตัดสินใจอะไรลงไปด้วยอารมณ์

“ก็อย่างที่ชั้นบอกนาย เมื่อมาร์คต้องการเพื่อนร่วมงานเขาก็จะได้อย่างนั้น แต่เขาไม่มีสิทธิ์มาบงการความรู้สึกชั้นให้รู้สึกกับเขาแค่นั้น เพราะมันเป็นความรู้สึกของชั้น หัวใจของชั้น” ริคโค่เอ่ยด้วยความมุ่งมั่น และซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง

“แม้จะเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ชั้นก็รู้ดีว่าชั้นไม่เคยเสียใจซักครั้งที่รักมาร์ค” ร่างบางเอ่ยอย่างจริงจัง

เคลย์ลอบถอนใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ ตอนแรกเขาคิดว่าริคจะยอมตัดใจซะอีก และแม้ริคโค่จะห้ามแต่เขาก็ต้องไปเคลียร์เรื่องนี้กับคุณมาร์คให้ได้ เพื่อริคโค่และตัวเขาเองด้วย

ร่างสูงตบบ่าให้กำลังใจเพื่อนเบาๆ ริคโค่หันมาเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นจิบอีกครั้ง

เคลย์ยิ้มนิดๆ “เมื่อนายอยากดื่มต่อชั้นก็จะดื่มเป็นเพื่อนนายเอง” ชายหนุ่มยกแก้วเหล้าขึ้นอวยพรให้ริคโค่ในใจก่อนจะกระดกเหล้าแก้วนั้นลงคอรวดเดียวหมด

ริคโค่ยิ้มขอบคุณ แม้จะดูเศร้าสร้อยไปนิด เขาตั้งใจจะทำอย่างที่พูดกับเคลย์จริงๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปก็ตาม เขาก็รู้แน่แก่ใจว่าความรักของเขาที่มีต่อมาร์คไม่มีวันเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน...

“เดินดีๆ สิริค!!” เคลย์ประคองร่างบอบบางของเพื่อนเดินไปที่ลิฟท์

“อือ...รู้แล้ว...” ริคโค่ปรือตาขึ้นมองไปรอบๆ “นี่มันไม่ใช่บ้านชั้นนี่นา?!!”

“อพาร์ทเมนท์ชั้นเอง จะให้นายกลับไปสภาพนี้ได้ไงล่ะ” เคลย์ลากเพื่อนเข้าลิฟท์ไปยังชั้นบนสุดซึ่งเป็นที่พักของเขา ร่างสูงรูดการ์ดที่หน้าประตูก่อนจะพยุงริคโค่เข้าไป

“เคลย์!!!...คุณริค!!!” เสียงแดนนี่ร้องอย่างตกใจ รีบเดินเข้ามาช่วยประคองร่างเจ้านาย

“พาไปที่โซฟาก่อน” เคลย์บอกกับแดนนี่ ก่อนจะเดินไปในห้องน้ำ เอาผ้าชุบน้ำมาส่งให้

“เกิดอะไรขึ้นครับคุณริค!!” แดนนี่ถามเสียงร้อนรนอย่างห่วงใย

“ไม่มีอะไรหรอกแดนนี่” ริคโค่ผงกศีรษะขึ้นมายิ้มนิดๆ ดึงผ้าในมือของเคลย์ไปเช็ดหน้าตัวเองให้สร่างเมา

“แต่ว่า...”

“มานี่ก่อนซิแดนนี่” เคลย์เอ่ยขัดขึ้น ดึงแดนนี่ให้เดินตามเขาห่างออกมา “ผมนึกว่าคุณจะนอนไปแล้วซะอีก ทำไมยังไม่นอนล่ะ”

แดนนี่เขินหน้าแดงที่เคลย์จับมือของเขาไว้ไม่ยอมปล่อย “ก็คุณยังไม่กลับมาซักที ผมเลยกังวลนิดหน่อยน่ะครับ”

รอยยิ้มนิดๆ ปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากได้รูป แม้จะดีใจที่แดนนี่เลิกหวาดกลัวเขาอย่างแต่ก่อนแล้วแต่เขาก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ยังคงเปราะบางราวกับแก้ว

“คุณช่วยดูริคหน่อยนะคืนนี้ เขามีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อยแต่คงไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

แดนนี่มองกลับไปยังร่างบางที่นั่งพิงโซฟาอยู่ “เรื่องคุณแมคนีลรึเปล่าครับ?!” เขาถามเบาๆ

เคลย์พยักหน้ายอมรับ “พวกคุณนอนบนเตียงนะ ผมจะนอนที่โซฟาเอง พรุ่งนี้เราคงต้องตื่นเช้าหน่อย ผมจะแวะไปส่งริคที่บ้านก่อนแล้วค่อยพาคุณไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่อพาร์ทเมนท์ จากนั้นเราก็ไปทำงานด้วยกัน”

“ครับ...” แดนนี่รับปาก ก่อนจะผละไปช่วยพาริคโค่ไปที่ห้องนอน

เคลย์เดินตามเข้ามาเอาเสื้อผ้าเพื่อจะไปอาบน้ำที่ห้องน้ำอีกห้องหนึ่ง

“ใช้เสื้อผ้าชั้นไปก่อนนะริค” ร่างสูงบอกก่อนจะกลับออกไป

หลังจากจัดการธุระของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เคลย์ก็เดินมาจัดที่ทางบนโซฟา กำลังจะล้มตัวลงนอนก็หันไปเห็นแดนนี่หอบผ้าห่มเดินตรงมาหาเขา

“ผมเอาผ้าห่มมาให้ครับ” แดนนี่ส่งผ้าห่มในมือให้ชายหนุ่ม ก้มหน้าหลบสายตาคมกริบ

เคลย์รับผ้าห่มมาวางไว้ทางหนึ่ง ตบที่นั่งข้างตัวเบาๆ “ริคเป็นยังไงบ้าง”

แดนนี่เดินมานั่งลงอย่างว่าง่าย “หลับไปแล้วล่ะครับ”

เคลย์ถอนใจเบาๆ “เรื่องนี้แม้ว่าริคจะโกรธ แต่ผมคงต้องเข้าไปยุ่งด้วยซะแล้ว”

“คุณจะทำอะไรครับ?!!” แดนนี่ถามทั้งอยากรู้ทั้งเป็นห่วง

“ผมแค่จะเข้าไปคุยกับคุณมาร์คให้เข้าใจเท่านั้น...แต่ริคเขาไม่อยากให้ผมยุ่งน่ะ” เคลย์บอกยิ้มๆ

“แน่ใจเหรอครับ...คุณแมคนีลน่ะ...เอ่อ...ไม่น่ากลัวเหรอครับ?” แดนนี่ลังเลที่จะถามเพราะรู้ว่าชายหนุ่มสนิทกับมาร์คพอสมควร

“คุณมาร์คไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครๆ มองเห็นหรอก...ขอบคุณที่เป็นห่วงผม” เคลย์ยิ้มกว้าง

แดนนี่หน้าแดงซ่านกับรอยยิ้มที่ร่างสูงส่งให้ “ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นซักหน่อย!!” เขาพูดก่อนจะหลบสายตาวาววับที่จ้องมา

เคลย์ดึงมือของชายหนุ่มมากุมไว้ “แต่ผมรู้สึกถึงความห่วงใยของคุณนี่”

คำพูดของเคลย์ส่งผลให้แก้มของแดนนี่ร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม ร่างสูงหัวเราะเบาๆ

“ไปนอนเถอะ...ราตรีสวัสดิ์ครับ” เคลย์บอกกับแดนนี่ราวกับอีกฝ่ายเป็นเด็กเล็กๆ

แดนนี่รู้สึกตื้อไปหมดเมื่อเคลย์พูดจบ เขาหันมาสบตากับชายหนุ่ม ดวงตาวาววามไปด้วยน้ำใสๆ จนเคลย์ตกใจ

“เป็นอะไรไปแดนนี่?!!!”

“...คือ...ผม...ไม่มีใครพูดคำนี้กับผมมาหลายปีแล้วน่ะครับ” แดนนี่บอกพร้อมรอยยิ้ม สูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มกลั้นความอ่อนไหวของตัวเอง

“...คุณคง...เหงามากสินะ ที่ต้องอยู่คนเดียวมานาน...ผมรู้จักความรู้สึกนั้นดี” เคลย์ยกมือขึ้นไล้ข้อนิ้วชี้ไปตามผิวแก้มอ่อนนุ่ม

สัมผัสของเคลย์ให้ความรู้สึกอบอุ่นยิ่งนักในความรู้สึกของแดนนี่ จนเขาอดไม่ได้ที่จะน้ำตารื้นขึ้นมาอีก ทำไมเขาถึงกลัวเคลย์ได้นะ ทั้งๆ ที่เคลย์ไม่มีอะไรเหมือนเจฟเลยซักนิดเดียว

“ผมขอโทษนะครับ…ที่เคยบอกว่ากลัวคุณ”

“ขอโทษอีกแล้ว!!” เคลย์ทำเสียงดุก่อนจะยิ้มและส่ายหน้า “ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร”

“…ขอ..อุ๊บ!!! เอ่อ…ครับ” แดนนี่เกือบเผลอพูดคำว่าขอโทษออกมาอีกครั้ง ดีว่าห้ามตัวเองได้ทัน รีบยิ้มแหยๆให้เคลย์แทน

“รีบไปนอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราไปทำงานสายได้โดนเจ้าวิลบ่นหูชาแน่…แค่เมื่อเช้าผมก็แทบแย่แล้ว” เคลย์หัวเราะก่อนจะปล่อยมือของแดนนี่

แดนนี่พยักหน้า สบตาเคลย์อย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเอ่ยถาม เขาก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

“ราตรีสวัสดิ์ครับเคลย์” แดนนี่ก้มลงหอมแก้มเคลย์อย่างรวดเร็วแล้ววิ่งหนีเข้าห้องนอนไป ทิ้งให้เคลย์นั่งอึ้งอยู่พักใหญ่กว่าสมองจะทำงานเป็นปกติอีกครั้ง

เคลย์หัวเราะเบาๆ อย่างคิดไม่ถึงว่าแดนนี่จะกล้าหอมแก้มเขา ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เขาลงทุนลงแรงทำไปก็ไม่ได้สูญเปล่าเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม มันกลับเกินคุ้มเสียอีก

ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนก่อนจะห่มผ้าห่มที่แดนนี่เอามาให้ แล้วหลับตาลงอย่างมีความสุข…

มาร์คชะงักมือทันทีที่ริคโค่ก้าวเข้ามาในห้องในเช้าวันต่อมา มองชายหนุ่มตีหน้าเรียบเฉยเดินเข้ามาทักทายเขาเหมือนทุกครั้งเพียงแต่…รอยยิ้มที่เคยมีให้เขาทุกครั้ง…

ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว!!!

ร่างสูงลอบถอนหายใจ แม้ว่านี่คือสิ่งที่เขาคาดไว้ก่อนแล้วแต่ความรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจเมื่อสัมผัสถึงปฏิกิริยาเฉยชาของริคโค่นั้น เขาแทบจะทนไม่ได้จริงๆ หากเขาไม่ใช่คนที่เก็บซ่อนความรู้สึกได้ดีและทำมานานแล้วล่ะก็คงทนไม่ได้แน่ๆ

“มาร์คครับ” เสียงเรียบๆ ของริคโค่ดังขึ้นที่หน้าโต๊ะทำงานของเขา ก่อนเที่ยงเล็กน้อย

มาร์คเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก

“นี่รายงานสรุปและรายงานเปรียบเทียบจากข้อมูลทั้งหมดครับ” ริคโค่ส่งแฟ้มสองแฟ้มในมือให้ด้วยสีหน้านิ่งสนิท

มาร์ครับแฟ้มมาจากมือของริคโค่พลางกล่าวขอบคุณเบาๆ

“นั่งก่อนสิ…ริค” ร่างสูงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าริคโค่กำลังจะเดินกลับไป

ริคโค่จึงจำต้องนั่งลงที่หน้าโต๊ะทำงานของมาร์คอย่างขัดไม่ได้ การปั้นหน้าให้เรียบเฉยอยู่ตลอดเวลาแบบนี้มันทำให้เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เขาไม่รู้เลยคนที่ทำแบบนี้ตลอดเวลาทำกันได้ยังไง

มาร์คอ่านรายงานของริคโค่อย่างละเอียดอยู่นาน แม้จะรู้ว่าริคโค่อึดอัดกับความเงียบที่เกิดขึ้น รายงานของริคโค่ทำได้อย่างละเอียดและดีมากๆ อย่างคนที่เข้าใจถึงปัญหาจริงๆ

“ผมคิดว่าลอว์กินส์คงจะพอใจกับรายงานของคุณมากทีเดียว” มาร์คพูดขึ้นหลังจากที่อ่านรายงานทั้งสองเล่มจนจบ พอเขาเงยหน้าขึ้นสายตาก็ประสานเข้ากับสายตาของริคโค่พอดี ร่างบางสะดุ้งก่อนจะเสมองไปทางอื่น

“เมื่อกี้คุณพูดว่าลอว์กินส์เหรอครับ…คงไม่ใช่ริชาร์ด ลอว์กินส์หรอกนะครับ”

มาร์คยิ้มนิดๆ “ก็ลอว์กินส์คนนั้นนั่นแหละ”

“นี่งานนี้เป็นของรองผู้อำนวยการซี.ไอ.เอหรือครับเนี่ย!!!” ริคโค่ร้องอย่างตกใจและคิดไม่ถึง

“ไม่คิดว่าผมจะรู้จักเป็นการส่วนตัวกับคนระดับนั้นอย่างนั้นสินะ” มาร์คเลิกคิ้วเป็นเชิงล้อเลียน

“……” ริคโค่กัดริมฝีปากเพื่อห้ามคำพูดต่อล้อต่อเถียงเอาไว้แล้วส่งสายตาต่อว่าชายหนุ่มแทน

“เจ้านายเก่าของอเล็กซ์น่ะ ทั้งผมและเขาก็ช่วยงานกันบ้างเป็นครั้งคราว” มาร์คอธิบาย “นี่เป็นรายงานที่ดีที่สุดชุดหนึ่งที่ผมเคยอ่าน…ขอบคุณมากริค” เขากำลังจะชวนริคโค่คุยต่อตามความเคยชิน

แต่ริคโค่กลับเป็นฝ่ายขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ขอบคุณมากครับและถ้าหากว่าคุณมีข้อมูลชุดใหม่ก็ขอให้ผมด้วยนะครับ ผมจะได้ทำงานต่อ” ริคโค่รีบเปลี่ยนเป็นพูดเรื่องงานแทน แม้จะรู้สึกดีใจมากมายที่มาร์คเอ่ยชมก็ตาม

มาร์คชะงักกับปฏิกิริยาของริคโค่ ก่อนจะถอนใจเบาๆ

นี่คือการตัดสินใจของริคโค่สินะ!!! นี่ริคยอมรับในสิ่งที่เขาเสนอให้โดยไม่โต้แย้ง...ไม่เหมือนกับทุกทีที่ชายหนุ่มจะคัดค้านก่อนจะยอมจำนนด้วยเหตุผลของเขาทุกครั้ง

แต่เรื่องครั้งนี้มันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย!!!

นั่นคือเสียงในมโนสำนึกของเขาที่แย้งขึ้นมา ทำไมนะครั้งนี้มันถึงทำได้ยากขนาดนี้ ไม่เคยสักครั้งที่เขาจะลำบากกับการทำอะไรที่ขัดแย้งกับจิตใจตนเอง แต่กับเรื่องของริคแล้วมันช่างยากเหลือเกิน

“ผมจะส่งรายงานนี่ให้กับลอว์กินส์ก่อน คงจะได้คำตอบเร็วๆ นี้ ส่วนข้อมูลชุดใหม่คงจะถึงมือคุณก่อนที่เราจะเริ่มลงมือดีไซน์โปรแกรมให้เขา” มาร์คเอ่ยเสียงเรียบ

“ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอตัวไปคุยกับคุณลีน่าเกี่ยวกับรายงานซักครู่นะครับ” ริคโค่เอ่ยขึ้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตามาร์คตรงๆ เพราะเขากำลังจะหนี...เขารู้ตัวดี

“เชิญครับ” มาร์คตอบก่อนจะก้มหน้าลงอ่านเอกสารต่อ ทำเหมือนไม่สนใจ

ริคโค่มองชายหนุ่มด้วยแววตาเศร้าๆ แวบหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานไป...

เสียงถอนหายใจดังออกจากริมฝีปากได้รูปทันทีที่ประตูห้องทำงานปิดลง มาร์คโยนแฟ้มในมือไว้บนโต๊ะอย่างไม่สนใจใยดี ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานสูงที่มองออกไปเห็นวิวภายนอก สองมือล้วงกระเป๋าอย่างหงุดหงิด สูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มกลั้นอารมณ์ภายใน

การทำแบบนี้ไม่เคยสร้างปัญหาให้เขาเลยแม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะเขาไม่เคยสนใจว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นยังไง รู้สึกยังไงก็เป็นได้ เขาไม่อยากทำแบบนี้เลยให้ตายสิ!!! แต่เขาเรียกคืนในสิ่งที่ทำลงไปแล้วไม่ได้

และเขาก็รู้ดีว่าระหว่างเขากับริคคงจะเป็นอย่างนี้ อาจจะตลอดไป…แต่เขาไม่ต้องการเลยจริงๆ

ริคโค่ก้าวเข้าไปในห้องวิจัยของบริษัท ที่ๆ เป็นห้องทำงานของลีน่า ยิ้มฝืนๆ ให้เจ้าหน้าที่สองสามคนที่อยู่ในห้องก่อนจะเดินไปที่โต๊ะที่ลีน่านั่งอยู่

“ไงริค” ลีน่าเอ่ยทักขึ้นเมื่อเงยหน้ามาเห็นชายหนุ่มรุ่นน้อง

“ผมเหนื่อยจังครับลีน่า” ริคโค่เอ่ยขึ้น นั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะ

เอลิน่าถอนใจเบาๆ ก่อนจะยิ้มให้กำลังใจ “ชั้นรู้ว่ามันยากสำหรับเธอนะริค ว่าแต่เธอแน่ใจเหรอว่าจะทำแบบนี้”

ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาว “ครับ…ผมไม่อยากให้มาร์คลำบากใจเรื่องของผมอีก เขาจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการ” เขาตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

ลีน่าเป่าปาก ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “มาร์คได้คู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจไม่แพ้เขาซะแล้วนะเนี่ย”

“ลีน่า!!!” ริคโค่ร้องท้วง แก้มเป็นสีระเรื่อ “ผมไม่ได้อยากสู้กับมาร์คนะครับ!!”

“นั่นมันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกจ้ะ” ลีน่าขยิบตาให้ชายหนุ่ม “ยอมรับซะเถอะว่าทั้งเธอทั้งมาร์คน่ะต่างก็ดื้อรั้นด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ”

ริคโค่ไม่รู้จะตอบโต้ความจริงในคำพูดของลีน่ายังไงดี จึงได้แต่ทำหน้ามุ่ยใส่เธอ…

“คุณเคลย์!!!” เชนแปลกใจที่เห็นเคลย์ตันเดินเข้ามาในบ้านของเขาเพราะตอนนี้เกือบสามทุ่มแล้ว

“ไง…เชนเพิ่งฝึกเสร็จเหรอ?” เคลย์ทักยิ้มๆ เพราะเพิ่งเคยเห็นเด็กหนุ่มในชุดฝึกเป็นครั้งแรก

“ครับ…คุณเคลย์มาหาคุณพ่อเหรอครับ” เชนเอ่ยถาม

“ใช่…ขอตัวก่อนนะ” เคลย์พยักหน้าให้ ก่อนจะเดินไปยังห้องทำงานชั้นล่างของมาร์ค

เชนมองตามด้วยความสงสัยที่เห็นชายหนุ่มดูเครียดๆ ไม่เหมือนกับทุกที แต่ก็ไม่คิดอะไรมากกว่านั้น เดินขึ้นบันไดกลับห้องตัวเองที่ชั้นบนไป

เคลย์เดินไปถึงหน้าห้องทำงานของมาร์ค สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเคาะประตูเบาๆ

“เข้ามาสิ” เสียงทุ้มบอกมาจากในห้อง

เคลย์เปิดประตูและก้าวเข้าไปก่อนจะปิดประตูลงตามเดิม รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเข้ากรงสิงโตอย่างไรอย่างนั้น

มาร์ครู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อการ์ดที่หน้าประตูโทรเข้ามาบอกว่าเคลย์มาขอพบเขาและรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องงานแน่ๆ

“นั่งสิ” มาร์คพยักหน้าไปที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน

“ขอบคุณครับ” เคลย์นั่งลงตามคำบอก สบตาผู้ที่เขาเคารพยิ่งกว่าพ่อนิ่ง “ผมรู้ว่าคุณมาร์คทราบว่าผมมาพบคุณทำไม” เขาเริ่มต้นทันที

มาร์คจ้องตาเคลย์ด้วยแววตาสงบนิ่งที่ฉายแววรับรู้

“ผมเชื่อว่าคุณรู้จักผมดี ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมพบคุณไม่เคยสักครั้งที่ผมจะโกหกหรือไม่ซื่อสัตย์กับคุณ เพราะฉะนั้นผมอยากให้คุณเชื่อในสิ่งที่ผมกำลังจะบอกคุณเดี๋ยวนี้!!” เคลย์พูดอย่างจริงจัง

“ว่าไปสิ” มาร์คเอ่ยขึ้น ไม่เคยเห็นเคลย์ทำท่าจริงจังเท่านี้มาก่อน

“ถ้าคุณกำลังเข้าใจผิดผมก็ขอให้คุณเข้าใจด้วยว่าผมกับริค พวกเราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้นไม่มีทางที่จะเป็นมากกว่านั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะผมมีคนที่ผมรักอยู่แล้ว” เคลย์เอ่ยขึ้นโดยที่สายตาของเขาไม่คลาดไปจากดวงตาของมาร์ค

มาร์ครับรู้ความจริงจากเขาด้วยท่าทีสงบนิ่งตามที่เขาคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ประกายตาสีเขียวที่วาบขึ้นแวบหนึ่งนั่นก็ทำให้เคลย์รู้ถึงความรู้สึกของมาร์คที่มีกับริคได้ไเป็นอย่างดี

“ผมคงไม่ต้องบอกถึงความรู้สึกของริคที่มีกับคุณใช่มั้ยครับ ริคเป็นคนที่มักจะแสดงออกตรงกับสิ่งที่เขาคิดและรู้สึกเสมอ แม้ว่าจะพยายามเก็บท่าทียังไง แต่ดวงตาของเขาก็ไม่อาจปิดบังความรู้สึกได้มิดชิด ผมเป็นห่วงเขามากกับสิ่งที่เขาตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องของคุณ” น้ำเสียงของเคลย์บ่งบอกถึงความห่วงใยไม่ปิดบัง

“ชั้นรู้ดีเคลย์” มาร์คพูดขึ้นด้วยเสียงที่อ่อนล้าเล็กน้อย “ไม่ใช่แค่นายหรอกที่เป็นห่วง การที่ริคตัดสินใจที่จะทำอย่างที่ชั้นต้องการ ให้ในสิ่งที่ชั้นต้องการ ชั้นรู้ว่าเขาจะต้องเหนื่อยแค่ไหนเพราะเขาไม่เหมือนชั้นหรือนายที่อยู่ในเส้นทางแบบนี้จนเคยชินแล้ว และชั้นก็รู้ยิ่งกว่ารู้ว่าเขาต้องเจ็บปวดกับความรู้สึกที่เขามีให้กับชั้น เพราะงั้นชั้นจึงควรจะหยุดเขาไม่ใช่หรือไงเคลย์”

“ผมไม่เถียงว่าริคเจ็บปวด แต่เขาเจ็บปวดที่คุณไม่เข้าใจเขามากกว่าที่จะเจ็บปวดเพราะรักคุณนะครับ ริคยืนยันกับผมว่าไม่ว่าระหว่างคุณกับเขาจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยังคงรักคุณ” เคลย์ถอนใจเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “ก็ในเมื่อพวกคุณต่างก็รักกันแล้วทำไมถึง…”

“นายไม่เข้าใจหรอกเคลย์” มาร์คขัดขึ้น “ความสัมพันธ์ระหว่างชั้นกับริคน่ะ มันเป็นอะไรที่ซับซ้อนมากเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ นายอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะตอนนี้มิคาเอลไม่อยู่แล้ว แต่สำหรับชั้นกับริคมันไม่ง่ายอย่างนั้น”

“ชั้นไม่ใช่เด็กหนุ่มๆ ที่จะคิดว่าแค่เรารักกันเท่านั้นก็พอ นายเองก็น่าจะรู้ดีนี่ว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความฝันแบบนั้น” มาร์คถอนใจ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานสูงที่มองออกไปเห็นสวนกว้างของบ้าน

เคลย์เข้าใจ…เข้าใจดีทีเดียวและมาร์คก็พูดถูกสำหรับผู้ใหญ่อย่างพวกเขาแล้ว แค่รักกันมันไม่พอจริงๆ เขาลุกขึ้นเดินไปรินเหล้าใส่แก้วสองใบ แล้วเดินไปยื่นให้มาร์ค

ร่างสูงรับแก้วมาถือไว้ “นายรู้จักคนอย่างชั้นดี ชั้นไม่เคยวางมือจากอะไรก็ตามที่ชั้นต้องการ ยิ่งถ้าชั้นต้องการครอบครองเป็นเจ้าของแล้วชั้นจะเดินหน้าไม่ยอมถอยจนกว่าสิ่งนั้นจะเป็นของชั้น แต่ริคไม่ใช่สิ่งของ เขามีชีวิตมีจิตใจแล้วนายจะไม่ให้ชั้นคิดถึงความรู้สึกของเขาได้ยังไง”

“แต่จากที่ผมใกล้ชิดริค เขามีจิตใจที่เข้มแข็งพอดูแถมยังดื้อมากพอๆ กับใครบางคนที่ผมรู้จักด้วยนะครับ” เคลย์เอ่ยขึ้นยิ้มๆ

“เคยได้ยินมั้ยครับ ว่าความรักทำให้คนเราเข้มแข็งขึ้น ผมว่าตอนนี้ริคเขาแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่งั้นเขาคงไม่บอกผมว่าถ้าคุณอยากได้เพื่อนร่วมงานคุณก็จะได้ แต่คุณไม่มีวันบงการความรู้สึกของเขาให้รู้สึกกับคุณแค่นั้นได้เพราะนั่นคือความรู้สึกของเขาและหัวใจของเขา” เคลย์หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นประกายประหลาดใจจากดวงตาสีเขียวของมาร์ค

มาร์คนึกไม่ถึงว่าริคจะพูดแบบนั้นเพราะนั่นแสดงถึงความเข้มแข็งของจิตใจชายหนุ่ม ริคเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ ทำให้เขานึกถึงคำพูดของซาร่าที่เคยพูดกับเขาก่อนที่เขาจะกลับมาจากอังกฤษ

“บางครั้งความเจ็บปวดมันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นเป็นกำลังให้เราต่อสู้ต่อไป เชื่อชั้นเถอะค่ะมาร์ค ความรักมีอาณุภาพมากกว่าสิ่งใด ความเจ็บปวดไม่สามารถลบล้างมันไปได้ ถ้าคนคนนั้นรักคุณจริง เขาจะต่อสู้กับทุกสิ่งเพื่อคุณ”

ริคโค่กำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดเพื่อเขาอย่างนั้นใช่มั้ย!!

“ขอบใจมากนะเคลย์” มาร์คเอ่ยขึ้นในที่สุด

“ความจริงแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะครับ มันเหมือนกับเป็นการถอยก้าวหนึ่งเพื่อที่พวกคุณทั้งคู่จะได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ก่อนจะเริ่มต้นกันใหม่” เคลย์ออกความเห็นยิ้มๆ

“ถอยก้าวหนึ่งเหรอ!!” มาร์คสบตาเคลย์ก่อนจะยิ้มมุมปากนิดๆ “ชั้นไม่เคยคิดแบบนั้นเลย…แต่มันก็เป็นความคิดที่เข้าท่าเหมือนกันนะ”

เคลย์ชูแก้วขึ้น “แต่อย่าหยุดอยู่นานนะครับ ผมจะคอยดูเวลาที่คุณเริ่มเดินหน้าอีกครั้ง”

มาร์คชนแก้วกับเคลย์ “ชั้นทำแน่เมื่อถึงเวลา แต่ดูนายไม่ค่อยห่วงเพื่อนเท่าไหร่เลยนะ”

“ก็ไม่เห็นต้องห่วงแล้วนี่ครับ” เคลย์เลิกคิ้วล้อเลียน

“วันหนึ่งเคลย์ ชั้นจะทำให้เขารู้ จะทำทุกอย่างจนกว่าริคจะเป็นของชั้นทั้งหมด จะให้เขายอมรับให้ชั้นครอบครองทั้งตัว ทั้งหัวใจและทุกอย่างของเขา ชั้นมันพวกเห็นแก่ตัวนี่นะ นายคิดว่าริคจะทำยังไง”

มาร์คยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ เลิกคิ้วใส่เคลย์อย่างต้องการคำตอบ

เคลย์หัวเราะ “ไม่รู้สิครับ…ริคเป็นคู่ต่อสู้ของคุณบนสังเวียนนี้นี่นา ไม่ใช่ผมซักหน่อย” เขายักไหล่ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นจิบบ้าง “ริคคงโกรธผมแน่ๆ ถ้าเขารู้ว่าผมมาคุยกับคุณแบบนี้”

“งั้นเรื่องนี้ก็ควรจะเป็นความลับสินะ” มาร์คเอ่ยขึ้น ยกมือขึ้นมาตบไหล่ชายหนุ่มรุ่นน้อง

เคลย์ยิ้ม พลางยกนาฬิกาขึ้นดู “ผมเห็นจะต้องขอตัวก่อนนะครับคุณมาร์ค”

“ขอบใจนายอีกครั้งนะ” มาร์คเอ่ยขึ้นอย่างจริงใจ

“ด้วยความยินดีครับ” เคลย์รับแก้วในมือมาร์คไปเก็บ ก่อนจะหันมาลาชายหนุ่มอีกครั้งแล้วกลับออกจากห้องทำงานมาร์คไป

ร่างสูงยังคงยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างจนกระทั่งได้ยินเสียงรถของเคลย์แล่นจากไป มาร์คถอนหายใจเบาๆ กลับไปเคลียร์งานที่ทำค้างอยู่ก่อนจะกลับขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเอง

เกือบตีหนึ่งแล้วแต่มาร์คยังคงนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง เรื่องของริคที่เขารับรู้มาจากเคลย์ทำให้เขารู้ว่าตัวว่าตัดสินชายหนุ่มผิดไปด้วยความหึงหวง ความรู้สึกผิดที่กัดกินใจทำให้เขานอนไม่หลับ

มันน่าชกตัวเองนัก!!! ทั้งที่เขาพูดเองว่าไม่อยากทำให้ริคต้องเจ็บปวด แต่เขากลับทำร้ายจิตใจของริคอย่างไม่น่าให้อภัยเลย แต่ริคโค่นั่นแหละที่ช่วยเขาเอาไว้ด้วยจิตใจที่มั่นคงของชายหนุ่ม

มาร์คกำลังคิดอยู่ว่าเขาจะทำลายความไม่มั่นคงในจิตใจลงได้มั้ย และจะรอจนกว่าจะถึงวันที่เขาจะเดินหน้าและทำทุกอย่างให้ริคโค่เป็นของเขาอย่างแท้จริงด้วยความเต็มใจของริคโค่เองได้หรือเปล่า…

########################################################