Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 2

“อรุณสวัสดิ์คร๊าบ ลิซ่า” แดนนี่ทักเลขาหน้าห้องของริคโค่อย่างร่าเริงตามปกติวิสัย “เจ้านายมารึยังครับ”

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ มาแล้วล่ะมาก่อนชั้นซะอีกนะวันนี้ แต่ท่าทางจะไม่ค่อยดีเลย” เลขาผู้สูงวัยกว่าชายหนุ่มทั้งสองตอบแบบไม่สบายใจนิดๆ

“จริงเหรอครับ...งั้นผมเข้าไปดูหน่อยดีกว่า” แดนนี่บอกก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องริคโค่ เขาเปิดประตูแล้วโผล่หน้าเข้าไปดูลาดเลา ก่อนจะเดินเข้าไป

ชายหนุ่มหันมาปิดประตูแบบเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขามองไปที่ผู้เป็นเจ้านายอย่างเป็นห่วง ริคโค่นั่งหลับตาเอาขาพาดโต๊ะอย่างที่เขาเคยเห็นบ่อยๆท่าทางอิดโรยไม่น้อย แดนนี่มองสำรวจเจ้านายหนุ่มก็เห็นว่าริคโค่ยังคงใส่ชุดเดิมเหมือนเมื่อวานนี้ เขามองอย่างแปลกใจแล้วค่อยๆย่องไปข้างๆ เอ่ยเรียกชายหนุ่มเบาๆ “คุณริคฮะ”

ริคโค่ลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อเห็นว่าเป็นแดนนี่เขาก็หลับตาลงอีกครั้ง “มาแต่เช้าเลยนะแดนนี่” เขาทัก

“แต่ก็ยังมาทีหลังคุณนะฮะ คุณริคไม่สบายรึเปล่าฮะ” เขาถามอย่างเป็นห่วง

ริคโค่ลืมตาขึ้นก่อนจะเอาขาลงจากโต๊ะ ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองก่อนจะสะบัดหัวไล่อาการมึนๆที่เขาเป็นมาตั้งแต่ตื่นนอน แต่นั่นเป็นหายนะแท้ๆเพราะแรงสั่นสะเทือนทำให้หัวเขาเหมือนกับจะระเบิดออกให้ได้ จนเขาต้องฟุบหน้าลงกับโต๊ะอีกครั้ง “อู๊ย!!!!...ให้ตายเถอะ” เขาสบถออกมาอย่างหงุดหงิด

“คุณริค!!” แดนนี่ร้องอย่างตกใจในอาการของชายหนุ่มพร้อมกับถลันเข้ามาจับไหล่เขาเอาไว้

ริคโค่ค่อยๆเงยหน้าขึ้น “ชั้นไม่เป็นไรหรอกแดนนี่ แค่เมาค้างเท่านั้น”

“หา!!...เมาค้าง โธ่เอ๋ย!!...คุณริคนะคุณริค” ผู้ช่วยหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“อย่าหัวเราะชั้นนะ เมื่อเช้าชั้นก็โดนสมน้ำหน้ามาทีแล้ว นี่ยังนายอีก ช่วยไม่ได้นี่ก็คนเพิ่งจะเคยเมาเป็นครั้งแรก ถ้ารู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นแบบนี้ชั้นไม่มีวันยอมให้ตัวเองเมาอย่างเด็ดขาด” เขาบ่นยืดยาว

“ครั้งแรก!! จริงน่ะ โอ้มาย...” แดนนี่พยายามกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์ “ปวดหัวมากมั้ยฮะ”

“ปวดมากขึ้นเพราะได้ยินเสียงนายหัวเราะนั่นแหละ” เขาบ่นพร้อมกับค้อนลูกน้องควับ

“งั้นเดี๋ยวผมหาอะไรมาช่วยถอนให้นะฮะ รอแป๊บนึง” แดนนี่รีบบอกเจ้านายแล้วเผ่นหายไปอย่างรวดเร็ว

ริคโค่ฟุบกลับลงไปกับโต๊ะใหม่อีกที หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆเลยเรา เขาบ่นในใจ ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าเป็นครั้งที่ห้าแล้วของเช้าวันนี้พลางบ่นว่าตัวเองอุบอิบ...

เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำงานดังขึ้นเบาๆ มาร์คแค่เหลือบตามองแว่บเดียว ก่อนจะออกปากอนุญาตคนภายนอก “เข้ามา” เขาพูดเสียงราบเรียบ

ผู้ที่เปิดประตูเข้ามา รูปร่างสูงไหล่หนาแต่ดูปราดเปรียว ดวงตาส่อแววสุขุมหรุบต่ำแต่คมกริบ ท่าทางไม่ได้บอกเลยว่าเป็นคนที่มีฝีมือร้ายกาจ เขาเดินกระเผลกนิดๆแต่ก็ไม่ได้ลดทอนความสง่างามของการก้าวย่างลงแม้แต่น้อย ถ้าไม่มีรอยแผลเป็นที่ทอดผ่านโหนกแก้มด้านขวายาวจรดโคนผมที่หน้าผาก เขาก็จัดว่าเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลามากที่สุดคนหนึ่ง

มาร์คเงยหน้าขึ้นจากเอกสารที่กำลังเซ็นชื่ออยู่ สบตาคมกริบของผู้มาเยือนที่มาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะแล้วหยัดยิ้มน้อยๆ “ไม่คิดว่านายจะได้มาเร็วขนาดนี้นะเนี่ย นั่งสิ”

“ขอบคุณครับ” ผู้มาเยือนตอบรับสีหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยน เหมือนกับไม่เคยรู้จักการยิ้ม แล้วทรุดตัวลงนั่งด้านหน้าโต๊ะทำงานของผู้เป็นเจ้านาย

“รอเดี๋ยวนะ” มาร์คบอกแล้วกดอินเตอร์โฟนเรียกเลขาให้เข้ามาเอาเอกสารที่เซ็นเรียบร้อยแล้ว “ชั้นไม่ต้องการให้ใครรบกวน” มาร์คบอกกับเลขา เธอรับคำแล้วออกไป แต่ก็ยังไม่วายเหลือบมองคนที่นั่งหน้าโต๊ะเจ้านายอย่างชื่นชม

มาร์คหัวเราะหึ หึ “นี่นายยังไม่คิดจะใจอ่อนกับพาเมล่าอีกเหรอ”

“ไม่ครับ...” คนตรงหน้าตอบเสียงหนักแน่น

“เอาล่ะมาคุยเรื่องที่ชั้นให้นายไปทำดีกว่าได้เรื่องยังไงบ้างอเล็กซ์” มาร์คเปลี่ยนมาเป็นการเป็นงาน

อเล็กซานเดอร์ ฟรอสหรือที่ใครๆเรียกว่าอเล็กซ์ ส่งแฟ้มเอกสารที่ถือมาให้เจ้านายสองแฟ้ม มาร์ครับมาแล้วเริ่มเปิดดูแฟ้มแรก เสียงอเล็กซ์ก็ดังขึ้น “มิคาเอล ดาซิลวาเกิดที่สเปน อยู่ที่นั่นจนอายุสิบขวบ แล้วย้ายมาL.A. กับครอบครัว พ่อแม่ตายหมดแล้ว แต่งงานแล้วมีลูกชายหนึ่งคนอายุเจ็ดขวบ มีน้องชายต่างมารดาหนึ่งคนชื่อริคโค่ ทำธุรกิจขนาดกลางเกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และงานเกี่ยวกับเนทเวอร์ค กำลังคิดจะขยายธุรกิจ มีญาติเป็นผู้มีอิทธิพลที่วางมือแล้วคนหนึ่งในสเปนเป็นลุงของริคโค่” เขารายงานเรื่อยๆ

“ริคโค่ ดาซิลวา” เขาพูดต่อเมื่อเจ้านายเปิดแฟ้มที่สอง “จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ด้วยคะแนนสูงสุดในบันทึกของมหาวิทยาลัย LACU ในรอบสิบปีจนได้บันทึกชื่อเข้าในฮอลล์ออฟเฟรม ได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทและจบด้วยเกียรตินิยมเหรียญทอง ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะด้านโปรแกรมเมอร์ระดับต้นๆของประเทศ แต่น่าเสียดายที่ต้องจมปลักทำงานที่แสนจะน่าเบื่ออยู่กับพี่ชายเพราะมิคาเอลไม่ยอมปล่อยมือจากเขา และอาศัยชื่อเสียงของน้องชายในการเรียกลูกค้าเข้าบริษัท” อเล็กซ์รายงานอย่างมีสีสัน

มาร์คขยับยิ้ม “สำหรับอัจฉริยะเหมือนกัน นายก็น่าจะเป็นเดือดเป็นแค้นหรอกนะ”

“ไม่ถึงอย่างนั้นหรอกครับ เพียงแต่ผมเสียดายความสามารถของเขาเท่านั้นเอง มันคงมีประโยชน์มากกว่าถ้าเขาได้ใช้สิ่งที่เขาพากเพียรร่ำเรียนมา” อเล็กซ์ตอบพลางยักไหล่

“ชั้นก็อยากได้เขามาเหมือนกันแหละ เพียงแต่เจ้าตัวเขาไม่ยอมเปลี่ยนใจ” มาร์คปิดแฟ้มแล้วเอนเก้าอี้ไปข้างหลังด้วยท่าทีสบายๆ

อเล็กซ์เลิกคิ้วขึ้นสูง “มีคนปฏิเสธคุณด้วยเหรอครับนี่” แล้วเขาก็ยิ้มอย่างที่ทำให้เจ้านายแปลกใจ “นี่ล่ะมั้ง คุณถึงสั่งให้ผมทำโดยตรงและอย่างเร่งด่วน”

“เพราะชั้นรู้ว่าถ้านายเป็นคนลงมือเอง ชั้นจะได้งานที่สมบูรณ์แบบที่สุดน่ะสิ” มาร์คเอ่ยชม “เอาล่ะ นายไปพักได้ ขอบใจสำหรับรายงานที่ละเอียดลออที่สุดเท่าที่ชั้นเคยอ่านมา” เขาบอก

อเล็กซ์ลุกขึ้นผงกศีรษะให้เจ้านายน้อมรับคำชม “ยินดีรับใช้เสมอครับเจ้านาย” เขาบอกแล้วก็เดินออกไป

มาร์คมองตามท่วงท่าปราดเปรียวที่แม้จะกระเผลกน้อยๆนั่น จนประตูปิดลงอีกครั้ง เขาหยิบเอาแฟ้มที่สองมาเปิดดูอีกครั้ง พลางจ้องมองใบหน้ายิ้มแย้ม และดวงตาสีทองที่เปล่งประกายสดใสอย่างเด็กๆอีกครั้ง ดวงตาที่ประสานกับเขาอย่างไม่มีความหวาดกลัวและสื่อถึงความอ่อนโยนในหัวใจ ดวงตาที่เหมือนจะบอกกับเขาว่า

‘แบ่งมันมาสิครับ ผมอยากช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของคุณ ผมอยากรู้จักคุณยิ่งกว่านี้และอยากสัมผัสให้ถึงจิตวิญญาณของคุณ’

คนที่กล้าสบตากับเขาแบบนี้นั้นมีนับคนได้ และไม่เคยมีใครที่ส่งผ่านความรู้สึกมาถึงเขาแบบนี้ แม้แต่เจอโรมเพื่อนสนิทที่สุดของเขา เขาก็ยังไม่ยอมให้เข้าไปถึงส่วนที่อ่อนแอในจิตใจของเขา แต่ริคโค่โจมตีเขาที่จุดนั้นอย่างจังโดยที่เขาไม่ทันได้ป้องกัน นึกถึงดวงตาสีทองที่แวววาวด้วยหยาดน้ำตาในคืนนั้นแล้ว เขาก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว มันเป็นดวงตาที่งดงามเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก เขาอยากจะไม่สนใจแต่จิตใจส่วนลึกของเขากลับประทับภาพนั้นลงในใจของเขาเสียแล้ว…

“นี่ครับลิซ่า เอกสารทั้งหมด” ริคโค่ยื่นเอกสารที่เขาลงชื่อเรียบร้อยแล้วให้เลขาของเขาที่กำลังวางโทรศัพท์

“โธ่ คุณริคโค่ออกมาเองทำไมคะ” ลิซ่ารีบรับเอกสารมา มองเจ้านายที่อายุน้อยกว่าอย่างตำหนิกลายๆ

“ผมไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ” เขาบอกอายๆ “ที่แดนนี่ให้ผมดื่มเมื่อเช้า มันช่วยได้เยอะเลย”

เลขาสาวใหญ่ยิ้มอย่างอ่อนใจ “งั้นเดี๋ยวดิชั้นจะเอานัดหมายของพรุ่งนี้ไปให้นะคะ”

“ขอบคุณครับ” เขายิ้มกำลังจะหันกลับเข้าห้อง พลันสายตาเขาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนประมาณสี่ห้าคนกำลังเดินเข้าลิฟท์ คนอื่นๆนั้นเขาไม่รู้จักแต่สองคนที่รั้งท้ายนั่น…

ฮวนกับพาโบล เขาไม่อยากจะเชื่อ!!! แต่เขาจำไม่ผิดแน่แม้จะไม่ได้พบพวกเขามาหลายปีแล้วตั้งแต่ไปเยี่ยมลุงของเขาครั้งล่าสุด เขามองตามจนทั้งหมดเข้าลิฟท์ไป แต่แวบหนึ่งก่อนที่ลิฟท์จะปิดลง

ฮวนสบตากับเขา!!!!

“คุณริคโค่คะ” ลิซ่าเรียกอย่างสงสัยเมื่อเห็นเขายังยืนอยู่

“อ่ะ…ครับ เอ่อ…เดี๋ยวผมมานะครับ” ริคโค่บอกกับเลขาแล้วรีบตรงไปที่ลิฟท์ของฝ่ายบริหารแล้วกดลิฟท์ไปที่ชั้นจอดรถอย่างรีบเร่ง

เมื่อลิฟท์เปิดออก เขาก็รีบก้าวไปตามทางเดินอย่างรวดเร็ว พอเขากำลังจะผ่านบันไดหนีไฟที่ติดกับประตูทางออก ก็ถูกมือลึกลับดึงเข้าไปในช่องบันได

ยังไม่ทันได้ส่งเสียงปากก็โดนมือใหญ่ปิดเอาไว้แน่นหนา

“ผมเองคุณริค” เสียงห้าวๆดังขึ้น ก่อนจะปล่อยเขา

“ฮวน!!! ผมคิดว่าผมตาฝาดซะอีก” ริคโค่ถอนใจอย่างโล่งอก

“อย่างเพิ่งพูดอะไรเลยครับ นี่เบอร์โทรของผม” ฮวนส่งกระดาษเล็กๆให้เขา “ผมต้องไปแล้วนะครับ” เขาบอกแล้วเปิดประตูช่องบันไดหนีไฟออกไปมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง แล้วก็ผลุบหายไป

ริคโค่จ้องกระดาษในมือก่อนจะเก็บลงกระเป๋าเสื้อ แล้วออกจากบันไดหนีไฟกลับไปที่ห้องทำงาน

สองคนนั่นมาทำอะไรที่L.A. กันนะ แล้วทำไมมิคถึงไม่ยอมบอกเขาว่าสองคนนั่นจะมา ท่าทางของฮวนมันบอกเขาว่าเรื่องนี้ต้องมีลับลมคมนัยอะไรแน่ๆ และเพียงคนเดียวที่จะบอกเขาได้ก็คือฮวน…

สามทุ่มของวันนั้น ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งไม่ห่างจากบริษัทของเขามากนัก ริคโค่เดินเข้ามาในร้าน มองหาจนพบคนที่เขานัดหมายไว้แล้วรีบเดินเข้าไปหา

“ขอโทษที่มาช้านะครับ” ริคโค่เอ่ยบอกคนที่นั่งรออยู่ด้วยท่าทางเอื่อยๆแต่ระมัดระวัง

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็พึ่งมาถึง” ฮวนบอก

ริคโค่นั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ แล้วยกมือเรียกบริกร สั่งเครื่องดื่มเสร็จ เขาก็เข้าเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม

“คุณกับพาโบล มาทำอะไรที่L.A.” ริคโค่ถามมองคนที่นั่งตรงข้ามเขาเขม็ง

คนถูกถามยิ้มด้วยท่าทีเอื่อยๆ “ตรงเผงเหมือนเดิมเลยนะครับ” เขาปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึม “ความจริงผมไม่ควรบอกคุณเลย แต่ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้แต่แรกที่รู้เรื่องแล้ว ดูจากท่าทีของมิคาเอลเมื่อวานแล้วเขาก็ไม่อยากให้คุณรู้เรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว”

ริคโค่หรี่ตามองอย่างคาดคั้น “ฮวนคุณจะบอกผมตามตรงใช่มั้ย”

“แน่นอนครับคุณริค มิคาเอลติดต่อลุงของคุณเมื่ออาทิตย์ก่อน ขอให้ส่งคนมาช่วยเขาทำงานบางอย่าง ที่ผมพึ่งจะรู้เมื่อวานว่าเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนหนึ่งและลูกชายของเขา” ฮวนพูดเรียบๆ

“ผู้ชาย…ลูกชายของเขา…โอ!! ไม่!!! นี่มิคจะทำจริงๆเหรอเนี่ย” ริคโค่ร้องอย่างตกใจ

“คุณรู้จักผู้ชายคนนั้นเหรอครับ” ฮวนถาม

รู้จักเหรอ!! รักต่างหาก!!! “ครับ มิคมีเรื่องกับเขาเพราะผม” เขาบอกตามตรง “แต่ผมไม่คิดว่ามิคจะทำอะไรบ้าๆแบบนี้เพียงเพราะเรื่องของผมเป็นต้นเหตุ”

“ก็ไม่แน่นะครับ” ฮวนพูดด้วยท่าทีเฉยๆแต่ริคโค่เบิกตากว้าง “ท่าทางเขาหวงคุณไม่น้อยเลย และนอกจากเรื่องของคุณแล้วมันก็ต้องมีเรื่องอื่นแน่ๆ แต่ตอนนี้เขายังไม่ให้รายละเอียดกับพวกผมมากนัก”

ริคโค่นิ่งงันไปกับสิ่งที่ฮวนบอกเขา มิคหวงเขา!!! เขาเนี่ยนะ!!! ไม่หรอก ฮวนอาจจะเข้าใจผิด แต่เท่าที่เขารู้จักฮวนมาตั้งแต่ยังเด็ก ฮวนไม่เคยมองใครผิด ชายหนุ่มเคยอยู่ในวงการมาเฟียมานานก่อนที่ลุงของเขาจะวางมือ และตอนนี้ก็ยังทำงานให้ลุงของเขาอยู่ ดวงตามากประสบการณ์นั้นบอกเขาว่ามันเป็นความจริง

“บอกได้มั้ยครับว่ามิคคิดจะทำอะไร” ริคโค่ถามจริงจัง

“เขาต้องการตัวลูกชายของผู้ชายคนนั้น เพื่อต่อรองอะไรบางอย่าง”

“แล้วจะลงมือเมื่อไหร่ครับ” ริคโค่ถามอย่างร้อนรน

“เร็วๆนี้ครับ ยังไม่กำหนดวันที่แน่นอน”

“ฮวนเรื่องนี้มันสำคัญมากนะครับ คุณต้องรีบบอกผมทันทีที่กำหนดวันเรียบร้อยแล้ว”

“คุณจะขวางเรื่องนี้เหรอครับ” ฮวนเลิกคิ้วอย่างสนใจ เท่าที่เขารู้มา ริคโค่ไม่เคยขัดใจมิคาเอล

“ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบการทำอะไรที่มันไม่ซื่อตรงแบบนี้ แล้วอีกอย่างคนอื่นก็ต้องมาเดือดร้อนอีกด้วย ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณลุงถึงยอมให้มิคาเอลเอาคนของท่านมาทำอะไรแบบนี้ ทั้งๆที่ท่านก็วางมือจากเรื่องทำนองนี้ไปนานแล้ว”

“ก็เพราะว่าท่านไม่รู้น่ะสิครับ ว่ามิคคาเอลคิดจะเอาคนของท่านมาทำอะไร แต่ถึงท่านรู้ท่านก็คงไม่กลับคำที่บอกว่าจะช่วยเขา คุณก็รู้ว่าท่านเป็นคนที่พูดคำไหนเป็นคำนั้น และมิคาเอลเองก็รู้ดี” ฮวนพูดอย่างไม่ชอบใจ

“คุณไม่ชอบเรื่องนี้ งั้นคุณจะช่วยผมมั้ยครับ” ริโค่เอ่ยแกมขอร้องกลายๆ

ฮวนยิ้มให้หลานชายสุดที่รักของเจ้านายเขา “แน่นอนครับคุณริค ระหว่างคุณกับมิคาเอลผมก็ต้องเลือกคุณอยู่แล้ว แต่คุณก็ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าผมต้องทำตามคำสั่งของมิคาเอลเหมือนกัน”

ริคโค่ยิ้มออกเป็นครั้งแรก “ครับผมเข้าใจดี แต่ไม่มีใครห้ามให้ผมขัดขวางความไม่ถูกต้องที่จะเกิดขึ้นนี่ครับ อีกอย่างถ้าคุณลุงรู้ว่าคุณช่วยผมท่านคงไม่ว่าคุณแน่”

ฮวนหัวเราะกับความเจ้าเล่ห์เล็กๆของชายหนุ่ม “ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ”

“ขอบคุณนะครับฮวน คุณเป็นเพื่อนของผมเสมอมาเลย” ริคโค่กล่าวอย่างซาบซึ้ง

“ก็ผมเห็นคุณตั้งแต่คุณยังเป็นเด็กตัวเล็กๆนี่ครับ และเพราะคุณ ท่านถึงได้วางมือจากวงการนี้ไปซึ่งผมก็ถือว่าการได้ตอบแทนคุณด้วยสิ่งเล็กน้อยนี้เป็นเรื่องที่ผมทำได้อย่างไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ”

“คุณรักคุณลุงของผมมากเลยนะครับ” ริคโค่พูดยิ้มๆ

“ท่านก็เหมือนพ่อของผมนั่นแหละครับ ถ้าไม่มีท่านผมก็คงจบลงที่คุกอย่างที่หลายๆคนเป็นมาแล้ว” ฮวนยิ้มนิดๆเมื่อพูดถึงความหลัง “ดึกแล้วครับคุณริค จะให้ผมไปส่งคุณมั้ยครับ” เขาตัดบทเมื่อยกนาฬิกาขึ้นมาดูเป็นเวลาห้าทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว

ริคโค่สะดุ้งรีบยกนาฬิกาตัวเองขึ้นมาดูเหมือนกัน “จริงด้วย แต่ไม่ต้องไปส่งหรอกครับ ผมกลับแท็กซี่ได้” เขาเรียกบริกรมาเก็บเงิน “ผมเลี้ยงนะครับถือว่า ต้อนรับคุณมาL.A.”

ฮวนยิ้มก่อนจะก้มหัวขอบคุณนิดๆให้เขา ทั้งคู่เดินออกมาหน้าร้าน ฮวนเรียกแท็กซี่ให้ริคโค่ ตัวเขาเองเดินไปที่รถเช่าแล้วขับรถกลับโรงแรมที่พัก พลางตั้งใจว่าจะโทรไปรายงานเจ้านายของเขาสักหน่อยเกี่ยวกับเรื่องยุ่งๆทั้งหมดนี่….

แท็กซี่จอดลงที่หน้าบ้านหลังใหญ่ย่านที่คนมีตังค์มักจะมาสร้างบ้านอยู่กัน ริคโค่กำลังจะเปิดประตูรั้วบานเล็ก แต่ประตูก็เปิดออกเสียก่อน

“อ้าว…คาร์ลอส นี่รอผมอยู่เหรอ” ริคโค่ถามยิ้มๆแล้วเดินเข้าประตูมา

“ผมเป็นห่วงนะครับ เมื่อคืนคุณก็ไม่ได้กลับ” คนรับใช้สูงอายุพูดเชิงตำหนิ

ริคโค่ยิ้มให้คนรับใช้ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยพ่อของเขา “ขอโทษครับ เมื่อคืนผมไปค้างกับเพื่อนน่ะ”

“เหรอครับ งั้นคุณรีบพักผ่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะเอานมอุ่นไปให้” คาร์ลอสบอกยิ้มๆ ทั้งสองคนเดินมาถึงหน้ามุขพอดี

“หา!!…เอ่อ…คาร์ลอส ผมไม่ใช่เด็กๆแล้วนะครับ ขอเปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้ก็แล้วกันนะ”

“ก็ได้ครับ” คาร์ลอสหัวเราะเบาๆ “งั้นน้ำสับปะรดที่แม่ครัวเตรียมไว้ให้คุณโดยเฉพาะนะครับ”

“ขอบคุณครับ” ริคโค่ถอนใจอย่างโล่งอก “งั้นผมขึ้นไปก่อนนะครับ” เขาบอกแล้วก็เปิดประตูบ้านเดินเข้าไปแล้วขึ้นบันไดไปที่ห้องของตัวเอง โล่งใจนิดๆที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับมิคาเอล

ม่านที่ถูกเลิกขึ้นปิดลงช้าๆ เจ้าของห้องเดินกลับมานั่งลงที่โต๊ะทำงานตามเดิม หลังจากยืนมองน้องชายต่างมารดาเดินเข้ามาในบ้าน ใบหน้าแกร่งเรียบเฉย มีเพียงแววตาเท่านั้นที่แข็งกร้าววาววับอย่างไม่สบอารมณ์ ไฟแห่งความโกรธที่ก่อตัวขึ้นมาหลายวันแล้วนั้น คงไม่มีวันที่จะดับลงได้จนกว่าเขาจะจัดการกับไอ้คนคนนั้น มันไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ไม่เคยแม้แต่จะคิดพบกับเขาที่กำลังจะยื่นข้อเสนอทางธุรกิจที่จะทำให้มันกับเขากลายเป็นผู้ทรงอำนาจของอเมริกาในข้ามคืน

แล้วน้องชายคนสำคัญของเขา ยังแสดงความสนใจมันอย่างชัดเจน ริคโค่รักมัน!!! เขารู้ เขาเห็นในดวงตาที่ไม่เคยโกหกคู่นั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาต่างหาก!!! ที่เป็นคนที่สำคัญที่สุด ริคโค่เป็นของเขาเสมอมา จนได้พบกับมัน!!! ริคโค่เห็นมันสำคัญกว่าเขา!! ถึงขนาดกล้าเถียง กล้าขัดแย้งกับเขาเพื่อมัน!! เพียงแค่พบมันแค่ครั้งเดียว มันแย่งริคโค่ไปจากเขา และกำลังจะทำให้เขาสูญเสียทุกอย่าง!!!

มิคาเอลกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว การกำจัดมาร์คัส แมคนีลเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอยู่ในสมอง แต่ก่อนอื่นเขาต้องได้ตัวไอ้ลูกชายคนสำคัญของมันมาเสียก่อน ต่อรองให้มันยอมตกลงร่วมธุรกิจกับเขา แล้วหลังจากนั้นค่อยกำจัดมันก็ยังไม่สาย คนของลุงของริคโค่คงช่วยเขาได้ไม่ยาก ถึงแม้มันจะมีบอดี้การ์ดล้อมรอบอยู่มากมาย แต่นั่นก็ขวางทางเขาไม่ได้หรอก และพอไม่มีมันริคโค่ก็จะเป็นของเขาตลอดกาล

รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าแกร่งกระด้าง น่ากลัวราวปิศาจร้าย ฉับพลับมิคาเอลก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะเสียงกระด้างยามนึกภาพความตายของมาร์คัส แมคนีลอยู่ในใจ…

“ว่าไงนะ!!!!” มิคาเอลตะโกนใส่คนสองคนที่นั่งอยู่หน้าเขาเสียงลั่นออฟฟิต คนถูกตวาด คนหนึ่งมองเฉยไม่สะทกสะท้าน ส่วนอีกคนที่อายุน้อยกว่าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะควบคุมตัวได้

“นี่พวกนายมาหาชั้นแต่เช้าเพื่อบอกเรื่องบ้าๆพวกนี้เรอะ!!!” มิคาเอลตบโต๊ะทำงานเสียงสนั่นจนโต๊ะสะเทือน ผุดลุกขึ้นยืนอย่างเกรี้ยวกราด

“ท่านไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยคุณ เพียงแต่ท่านจะไม่ให้คนของท่านเป็นคนลงมือ” ฮวนกล่าวเรื่อยๆ สีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึก

“มันก็ไม่ต่างกันหรอก” มิคาเอลกระชากเสียง

“พวกผมจะเป็นคนหาคนมาทำงานนี้เอง…”

“ไม่ต้อง!!! บอกชื่อคนที่คุณจะติดต่อมา ผมจะจัดการเอง” มิคาเอลขัดเสียงขุ่น

“คุณแน่ใจนะ” ฮวนหยุดจ้องหน้าเขาพักหนึ่ง “ก็ตามใจ ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของคุณ” เขาหยิบนามบัตรเล็กๆส่งให้มิคาเอล ชายหนุ่มกระชากมาจากมืออีกฝ่ายแล้วนั่งลงมองอย่างกระแทกกระทั้น

ฮวนไม่พูดอะไรสักคำเดียว เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับพาโบล ก้มหัวให้มิคาเอล แล้วก็เดินนำพาโบลออกจากห้องทำงานไป

เมื่อทั้งคู่อยู่ในลิฟต์พาโบลก็ถามขึ้น “ฮวนครับ เราจะปล่อยไปแบบนี้เหรอ”

“ส่งคนอื่นกลับไปให้หมด เหลือไว้สามคนก็พอไม่รวมนายกับชั้น แล้วคอยจับตาดูไว้” ฮวนบอกโดยไม่หันมา

“งานนี้จะได้ออกแรงมั้ยครับเนี่ย” พาโบลถามพร้อมกับถูมือไปมา

“อย่าทำกระหยิ่มไปพาโบล เรายังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ฮวนยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นท่าทีกระตือรือร้น ของคนอ่อนอาวุโสกว่า

“ก็อยู่เฉยๆ มันน่าเบื่อนี่ครับ” คนถูกว่าท้วงเสียงอ่อย

ฮวนหันมายิ้มเจ้าเล่ห์เห็นฟันขาว “งั้นชั้นจะหาอะไรให้นายทำ จะได้ไม่เบื่อดีมั้ย”

พาโบลสะดุ้งเมื่อถูกจ้องด้วยดวงตาสีน้ำตาลแฝงไว้ด้วยความหมายแปลกๆ อ่า…แล้วทำไมเราต้องหน้าแดงด้วยหว่า “อะ…เอ่อ ก็…ก็ดีครับ ให้ผมคอยเฝ้าคุณมิคาเอลก็ดี” เขารีบดักคอร่างสูงไว้ก่อนที่ฮวนจะให้เขาไปทำอะไรที่น่าสงสัย

ฮวนหัวเราะเต็มเสียงที่ถูกรู้ทัน “นายอยู่กับชั้นมานานเกินไปแล้ว พาโบล”

พาโบลยิ้มกว้างที่เห็นฮวนหัวเราะ เขาทำให้มือขวาอดีตเจ้าพ่อหัวเราะได้น่าดีใจจริงๆเลย เพราะปกติฮวนเป็นคนเงียบขรึมหน้าตายอยู่เสมอ จะยิ้มจะหัวเราะก็ต่อเมื่ออยู่กับคนที่สนิทและคุ้นเคยเท่านั่น แสดงว่าฮวนยอมรับเขาเป็นคนสนิทแล้วล่ะสิ พาโบลคิดอย่างดีใจสุดๆจนแก้มแดงปลั่ง

ฮวนลอบมองคนข้างๆอย่างที่ไม่ให้เจ้าตัวรู้ ดูท่าเจ้าพาโบลจะไม่รู้ตัวเลยนะว่าเวลาแก้มแดงแบบนี้แล้วดูน่ารักขนาดไหน พาโบลติดตามเขามาสามปีกว่าแล้ว และเจ้าตัวก็ไม่มีท่าทีรับรู้เล๊ยจริงๆว่าเขานั้นให้ความสำคัญกับตัวพาโบลขนาดไหน ฮวนคิดอย่างนึกเหนื่อยใจเล็กๆ แต่เอาเถอะ ใครมันจะไปยอมแพ้กันล่ะ วันนึงเขาจะต้องจับกดให้สำเร็จให้ได้ ฮวนคิดอย่างมาดหมาย

เรื่องของเขาเก็บไว้ก่อนได้ แต่ที่สำคัญตอนนี้ต้องบอกเรื่องนี้ให้คุณริครู้ซะก่อน…

บ่ายแก่ๆวันรุ่งขึ้น ที่ร้านเดิมที่ริคโค่เคยนัดฮวนออกมาคุยกัน

“จริงเหรอครับ” ริคโค่ถามแล้วทำหน้านิ่ว

“ครับ ตอนนี้ผมให้คนตามเรื่องนี้อยู่แล้ว คุณไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป” ฮวนบอกเรียบๆ

“แบบนี้ไม่ยิ่งอันตรายเหรอครับ ถ้าพวกคุณลงมือเองผมยังวางใจได้มากกว่า”

“ผมรู้ครับ แต่พี่ของคุณคงระวังตัวมากอยู่ ชื่อของคนที่ผมให้เขาไปก็เป็นเพียงคนกลาง และเขาจะบอกผมทุกอย่างที่ผมอยากรู้”

“งั้นบอกผมทันทีที่พวกนั้นคิดจะลงมือ ได้มั้ยครับ”

“แน่นอนครับ” ฮวนตอบแล้วเหลือบมองคนตัวเล็กที่กำลังรีบจ้ำอ้าวมาหาเขา

“ฮวน!!! คุณริค” พาโบลพูดไปหอบไป

“เอ้า…นั่งก่อนพาโบล เกิดอะไรขึ้น!!” ฮวนถามอย่างแปลกใจ

“ใจเย็นๆพาโบล นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนนะ” ริคโค่บอกอย่างใจเย็นแม้จะรู้สึกตกใจไม่น้อย

“พวกนั้นแจ้งมาว่ามิคาเอลได้คนลงมือแล้วครับ และมันจะลงมือเย็นวันนี้” พาโบลบอก

“อะไรนะ!!!” ริคโค่อุทาน “ฮวน!! เราจะทำยังไงดี”

“ได้คนเร็วแบบนี้ ต้องเป็นพวกปลายแถวแน่ๆ” ฮวนบอกหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วขมวดคิ้ว

“แล้วมันจะเป็นยังไงครับ” ริคโค่ถามอย่างร้อนใจ

ฮวนถอนใจนิดๆ ก่อนจะบอกตามตรง “มันจะอันตรายมากขึ้นน่ะสิครับ พวกนี้มักจะไม่ค่อยเตรียมตัวกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดและมีแนวโน้มจะกระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ ต่างกับพวกมืออาชีพ ท่าทางพี่ของคุณจะใจร้อนไม่ใช่เล่น ถึงได้รีบร้อนลงมือแบบนี้”

“พวกนั้นจะลงมือที่ไหนพาโบล” ริคโค่หันมาถามชายหนุ่ม

“ระหว่างทางกลับจากโรงเรียนครับ” พาโบลตอบ

“โทรเรียกคนของเราให้ไปเจอกันแถวนั้น...ไปครับคุณริค” ฮวนสั่งพาโบล แล้วฉุดแขนริคโค่ลุกขึ้น

พาโบลกดมือถือเรียกสมัครพรรคพวก ฮวนเดินอย่างรวดเร็วไปที่รถแล้วขับมารับชายหนุ่มทั้งสอง ก่อนจะกระชากรถออกไปอย่างรวดเร็วตามทางที่ริคโค่บอกเขา…

“หาหนังสือทำรายงานเจอรึยัง” เชน แมคนีลถามเพื่อนรักที่เดินตามมาติดๆ

“ได้แล้ว แล้วนายล่ะ” ไมล์ คาเมรอนตอบแล้วถามกลับ “เห็นขลุกอยู่กับอาจารย์เพย์ตันตั้งแต่บ่ายแล้วได้อะไรมามั่งล่ะ”

“ก็นี่ไง” เชนยิ้มแล้วดึงกระดาษแผ่นเล็กๆออกมาจากแจ็คเก็ต “อาจารย์บอกให้ไปเอาที่ห้องสมุดข้างนอกที่อยู่ใกล้ๆสวนสาธารณะน่ะ”

“เยี่ยม!! นี่จะไปเอาเลยใช่มั้ย งั้นก็รีบเหอะ เย็นป่านนี้แล้ว ดูสิไม่มีคนเหลืออยู่แล้วนะ” ไมล์บอกพลางมองไปรอบๆบริเวณที่เงียบและร้างผู้คนเพราะตอนนี้เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ผู้คนในโรงเรียนก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว

“ช่างเหอะ ไม่รู้จะรีบกลับบ้านไปทำไม อย่างกับจะมีใครเป็นห่วงชั้นงั้นแหละ” เชนพูดประชด

“เชน…เอาเหอะรีบไปรีบกลับก็แล้วกัน” ไมล์ถอนใจนิดๆกับความไม่เข้าใจกันของพ่อลูก

ความสัมพันธ์ของเชนกับพ่อนั้นเป็นไปอย่างเย็นชา ไร้การเอาใจใส่มานานแล้ว ส่วนแม่ของเชนที่เพิ่งเสียไปเมื่อสองปีก่อน ก็ไม่เคยสนใจเชนเหมือนกัน จะมีก็เพียงพ่อของเขาที่เป็นบอดี้การ์ดให้พ่อของเชนคอยดูแลเชนตลอดมาตั้งแต่เชนอายุเจ็ดขวบ กับเขาที่เป็นเพื่อนเชนตั้งแต่ตอนนั้นเหมือนกัน เพราะพ่อกับเขาอาศัยอยู่ที่บ้านของเชน เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเชนต้องทำแบบนี้ด้วย ถึงท่าทางของเชนจะไม่สนใจและไม่แคร์ว่าพ่อของเขาจะทำอะไร แต่ลึกๆแล้วเชนก็ต้องการความรักความเอาใจใส่ของพ่อตลอดมา

พวกเขากำลังเดินผ่านสวนสาธารณะและห้องสมุดก็อยู่ข้างหน้าแล้ว ก็เห็นอาจารย์จิลลิ่งแฮมกำลังเดินเข้าไปที่ห้องสมุดพอดี เชนชะงักกึกพลางหันมาสบตาเขา ไมล์หัวเราะเพราะอาจารย์กับเชนนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน ถ้าได้เจอกันแบบตัวต่อตัวเชนก็เสียเปรียบเห็นๆ

“นายไปเอาหนังสือให้ชั้นทีนะ ไม่อยากเจอยายแม่มดนั่นเทศน์ชั้นอีก ครั้งเดียวต่อวันก็พอแล้ว” เชนบอกเพื่อนพลางทำท่าขนลุกขนพอง

“ได้ดิ งั้นถือว่านายติดชั้นครั้งนึงก็แล้วกัน” ไมล์รับกระดาษจดชื่อหนังสือมาจากเชน แล้วเดินตรงไปที่ห้องสมุด

เชนเดินเตร็ดเตร่รอไมล์อยู่แถวๆนั้นอย่างเรื่อยเปื่อย ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าถูกจับตามอง เขาเริ่มระวังตัวหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาสิ่งแปลกปลอม

แล้วชายห้าคนก็ปรากฏตัวออกมาล้อมเขาเอาไว้ เชนมองไปที่พวกมันอย่างระแวดระวังตามที่ได้รับการฝึกสอนมาจากพ่อของไมล์ พวกมันห้าคนตัวใหญ่กว่าเขาท่าทางเหมือนพวกอันธพาลข้างถนน

“ไปกับเราดีๆไอ้หนู แล้วแกจะไม่เจ็บตัว” คนที่เป็นหัวหน้าพูดขึ้น

เชนตั้งท่าเตรียมพร้อมรับการจู่โจม “แน่จริงก็เข้ามาจับชั้นเซ่” เขาตะโกนโต้ตอบ

คนทางซ้ายโผเข้าใส่เขา เชนเบี่ยงหลบเตะใส่กลางหลังจนมันถลาไปอีกทาง อีกคนเข้ามาจะจับตัว เชนก็จับแขนมันแล้วทุ่มข้ามตัวเขา มันร้องลั่นกระแทกพื้นคอนกรีตจนจุก เชนหันจะหนีไปอีกทาง ก็โดนขวางไว้ มันเหวี่ยงหมัดใส่ เชนปัดป้องส่งหมัดขวาเข้าปลายคางแล้วเตะจนมันกลิ้งไป อีกคนล็อคแขนเชนจากด้านหลัง หัวหน้าของพวกมันเดินหน้าถมึงทึงเข้ามาแต่ก่อนจะถึงตัวเชน ก็โดนเตะเข้าหว่างขาจนมันจุกแล้วทรุดลงไป เชนสะบัดขาเตะเข้าที่ปลายคางจนมันกระเด็นไป แล้วเสยศีรษะไปด้านหลังกระแทกเอากึ่งปากกึ่งจมูกของคนที่จับเขาไว้ มันร้องจ๊ากเลือดกลบปาก เชนหันกลับมากระโดดจระเข้ฟาดหาง มันกระเด็นไปไกลแล้วแน่นิ่งไป เชนหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย จะหันวิ่งพวกมันคนที่โดนเขาอัดไปเบาๆก็ถลันมาขวางทางไว้

ไมล์ที่ออกมาจากห้องสมุดเห็นเหตุการณ์เข้า เขาทิ้งของที่ถือมารีบวิ่งเข้าไปช่วยเพื่อนทันที สองคนหันหลังเข้าหากันแล้วสู้กับคนที่เหลืออีกสามคนที่ลุกขึ้นมา เชนสู้กับคนหนึ่งไมล์จัดการกับสองคนที่เหลือ

ทันใดนั้นราวกับภาพสโลโมชั่น ไมล์อัดทั้งสองคนลงไปกองกับพื้น หันมาเห็นเจ้าตัวหัวหน้ากำลังลุกขึ้นมา มันชักปืนขึ้นมาเล็งไปที่เชน ไมล์หันไปมองเพื่อนที่กำลังหันหลังอยู่ไกลออกไป เขาไม่คิดถึงอะไรเลยนอกจากเขาจะต้องปกป้องเพื่อนของเขาเท่านั้น ไมล์กระโดดเข้าใส่คนที่ถือปืนอยู่ทันที

“ปัง!!!!…” สิ้นเสียงปืน ร่างของไมล์กระเด็นไปตามแรงอัด กระแทกลงบนพื้นที่เบื้องหลังของเชน

“ไมลลลลล์!!!!!” เชนหันกลับมาเห็น ร้องเรียกชื่อเพื่อนลั่น แล้วถลันไปคุกเข่าประคองศีรษะไมล์ที่นอนแน่นิ่งขึ้นมา เลือดทะลักจากแผลที่หน้าอกด้านซ้ายไม่ขาดสาย เชนพยายามกดปากแผลไว้แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเลย

พวกอันธพาลต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพวกมันกระจัดกระจายหนีหายไปจนหมด

ไมล์หายใจแผ่วเบาลงทุกที เชนอยากช่วยเพื่อนแต่เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะทิ้งเพื่อนไว้ที่นี่ก็ไม่ได้ นี่เขากำลังจะสูญเสียเพื่อนรักของเขาไปงั้นเหรอ เพื่อนที่สำคัญกับเขาดุจดั่งครอบครัว ถ้าไม่มีไมล์แล้วเขาจะอยู่กับใครล่ะ เขาไม่มีใครอีกแล้วที่จะให้ยืดเหนี่ยว ไม่นะ!!! ไม่!! นายจากชั้นไปไม่ได้ ไม่ได้นะ!!ไมล์!!!…

ชายหนุ่มทั้งสามคนกำลังลงจากรถพอดีกับที่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ฮวนหันมามองริคโค่กับพาโบล แล้วทั้งสามคนก็รีบวิ่งไปทางต้นเสียงอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เมื่อพวกเขาวิ่งอ้อมถนนมา ภาพของเด็กหนุ่มวัยรุ่นผมดำสนิทกำลังประคองร่างแน่นิ่งของเด็กหนุ่มผมทองเอาไว้ เลือดไหลนองเต็มพื้นไปหมด ทำให้ทั้งสามคนมองอย่างตกตะลึง ริคโค่จะถลันเข้าไปแต่ฮวนกันเขาเอาไว้

“ไม่ได้ครับคุณริค คุณต้องอยู่ตรงนี้ พาโบลดูคุณริคเอาไว้ แอบไปอย่าให้ใครเห็น” ฮวนสั่งเสียงเฉียบขาด “โทรเรียกรถฉุกเฉินมาด้วย” เขาบอกแล้วรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือทันที พาโบลดึงริคโค่ที่ยืนตัวสั่นอย่างหวาดหวั่นมาแอบหลังต้นไม้ พลางโทรเรียกรถพยาบาลตามคำสั่งของฮวน

ฮวนวิ่งตรงเข้าไปที่เด็กหนุ่มทั้งสอง เหลือบมองพรรคพวกของเขาที่มาถึงเช่นกัน แล้วสั่งด้วยสายตาให้คอยกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปเพราะคนที่ได้ยินเสียงปืนเริ่มวิ่งมาดูเหตุการณ์กันเต็มไปหมด

“ใจเย็นๆเจ้าหนุ่ม วางเพื่อนของนายลงก่อน” ฮวนคุกเข่าลงแล้วบอกกับเชนด้วยเสียงที่มั่นคง

เชนมองเขาอย่างไม่ไว้ใจและไม่ยอมปล่อยตัวไมล์ ดวงตาแข็งกร้าวบอกถึงกำลังใจอันเข้มแข็งจ้องมองชายแปลกหน้าอย่างไม่หวาดหวั่น ฮวนสบตาคมกล้าของเขาอย่างอดทึ่งในพลังของสายตานั้นไม่ได้

“ชั้นกำลังจะช่วยเพื่อนนาย หรือนายอยากให้เขาตาย?” ฮวนถาม

แววตาแข็งกร้าวมีแววหวาดหวั่นแว่บเข้ามา ก่อนจะยอมปล่อยไมล์ลง ฮวนถอนใจอย่างโล่งอกเขาถอดแจ็คเก็ตออกวางไว้ แล้วสำรวจบาดแผลของเด็กหนุ่มผมทองที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ลมหายใจแผ่วเบา

แล้วเขาก็ถอดเสื้อยืดตัวในออก มองหน้าเชนอีกครั้ง “ถอดเสื้อตัวในของนายมาให้ชั้น เร็วเข้า” เขาบอกชายหนุ่ม เชนรีบทำตามอย่างรวดเร็ว ฮวนจับไมล์ตะแคงข้าง เขาพับเสื้อเป็นทบหนาๆแล้วกดที่ปากแผลด้านหลัง เชนก็ทำแบบเดียวกันโดยไม่ต้องบอก เขากดเสื้อเข้าที่ปากแผลทางด้านหน้า

“กดแน่นๆเจ้าหนุ่ม” ฮวนบอกอีก แล้วตะโกนถามคนที่ยืนมุงอยู่ “ผมต้องการเสื้อหรือผ้าหนาๆก็ได้ใครมีก็ช่วยส่งมาด้วย เข็มขัดยาวๆสักสองเส้นด้วย” ฮวนหันกลับมามองหน้าเด็กหนุ่มที่กำลังช่วยเขาอยู่พลางยิ้มนิดๆอย่างชื่นชม “กระสุนไม่ฝังในนะ แต่โชคไม่ดีที่มันทะลุปอด เลือดเลยออกมากแบบนี้”

ลูกน้องคนหนึ่งของฮวนเอาเสื้อและเข็มขัดมาส่งให้ฮวน เขาพยักหน้าให้ลูกน้องส่งของให้เชน และบอกให้เชนทำแบบที่เขาทำเมื่อครู่ ฮวนกับเชนโยนเสื้อชุ่มเลือดทิ้งไปแล้วเอาผ้าชิ้นใหม่กดแผลไว้แทนแล้วฮวนก็รัดเข็มขัดทั้งสองเส้นไปรอบๆหน้าอกของไมล์ให้แน่นที่สุด เพื่อช่วยห้ามเลือด และแล้วรถฉุกเฉินก็วิ่งมาถึง บุรุษพยาบาลวิ่งเอาเปลลงมา พวกเขามองการปฐมพยาบาลแล้วยิ้มอย่างยินดี

“พวกคุณเยี่ยมมากครับ ผมพาเขาไปได้เดี๋ยวนี้เลย” พวกเขายกไมล์ขึ้นเปล รีบนำตัวเข้าท้ายรถ เชนกำลังจะวิ่งตามแล้วชะงักหันกลับมา “ขอบคุณมากนะครับ ผม…”

“รีบไปเถอะเจ้าหนุ่ม เพื่อนของนายยังต้องการนายอยู่นะ” ฮวนบอกพยักหน้ารับคำขอบคุณ เชนยิ้มหันหลังกลับวิ่งตามขึ้นรถพยาบาล แล้วรถฉุกเฉินก็วิ่งออกไปจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว

พาโบลเดินมาหยิบเสื้อของฮวนขึ้น ริคโค่เดินตามมาหยิบข้าวของที่เชนทิ้งไว้เช่นกัน แววตาตื่นตระหนกและเสียใจไม่อาจปิดบัง ฮวนมองชายหนุ่มอย่างเห็นใจ ก่อนพยักหน้าให้คนของเขาหลบออกไป เขาหันมาบอกให้พาโบลถือเสื้อของเขาไว้ก่อนเพราะตัวเขาเปื้อนเลือดของไมล์เต็มไปหมด

“คุณริคครับ เราต้องออกไปก่อนที่ตำรวจจะมานะครับ” ฮวนบอกพร้อมกับเดินนำพาโบลไป ริคโค่เดินตามอย่างเหม่อลอยดุจคนไร้ชีวิต ถือของๆเชนมาด้วย

ทุกคนขึ้นรถโดยที่พาโบลเป็นคนขับ ริคโค่จมอยู่กับความคิดตัวเอง ฮวนกับพาโบลต่างมองอย่างเป็นห่วง ขณะที่กำลังจะออกรถ ลูกน้องคนหนึ่งของฮวนก็เอาเป้กับหนังสือที่คิดว่าเป็นของไมล์มาส่งให้พวกเขา

“เอามาให้ผมเถอะครับ” ริคโค่บอก ลูกน้องของฮวนส่งของให้แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว

“คุณริค…” พาโบลเรียกเบาๆ

“ผมไม่เป็นไรพาโบล ไปโรงพยาบาลเถอะ” เขาบอกน้ำเสียงหดหู่ “ฮวนครับ เด็กคนนั้นจะไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ”

“ผมเองก็บอกไม่ได้หรอกครับ” ฮวนบอกตามตรง “ผมพยายามอย่างที่สุดแล้ว ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาและพระเจ้าแล้วล่ะครับ”

ริคโค่ถอนใจ “เด็กคนนั้นไม่ใช่เป้าหมายของมิคคุณรู้มั้ย เขาต้องมารับเคราะห์แทนแท้ๆ”

“ครับ ผมทราบ” ฮวนตอบ

“ผมไม่อยากคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเลย ถ้าเกิดคนคนนั้นรู้เข้าว่าเป็นฝีมือของมิค” ริคโค่พูดเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าทั้งสองคนไม่ตอบ เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้คำตอบในสิ่งที่ริคโค่คิดอยู่เหมือนกัน

#########################################################