Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 21

ดวงตาง่วงงุนกระพริบลืมขึ้นช้าๆ เมื่อปรับสายตาได้ก็ต้องแปลกใจกับเพดานที่ไม่คุ้นเคย

‘นี่มันที่ไหนกันนะ?!!’ เขาตั้งคำถามกับตัวเอง พยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่จำได้ แต่สมองก็มึนงงเกินกว่าจะนึกออก

ริคโค่พยายามฝืนลุกขึ้นแต่กลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกศีรษะ

“ปวดหัวรึเปล่าริค” เสียงทุ้มอ่อนโยนดังขึ้นข้างกาย พร้อมๆ กับสัมผัสแผ่วเบาที่หน้าผาก

“ไม่ครับ...แค่มึนๆ” ริคโค่ตอบออกไปแบบคนสะลึมสะลือ เสียงทุ้มๆ ที่ได้ยินคุ้นหูเขาเหลือเกิน ใครกันนะ...ที่มีเสียงที่นำพาความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่จิตใจของเขาแบบนี้

“ลุกขึ้นไหวมั้ย...”

“ไหวครับ...” ริคโค่รวบรวมกำลังอีกครั้งเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น แต่แล้วเขากลับรู้สึกถึงมือใหญ่อบอุ่นช่วยดึงเขาขึ้นให้นั่งพิงกับร่างกายแข็งแรงที่อยู่ด้านหลัง รู้สึกถึงอ้อมกอดที่โอบล้อมเขาเอาไว้อย่างปกป้องหวงแหน รู้สึกถึงรอยริมฝีปากที่ประทับลงที่หน้าผาก

“มาร์ค...” ชายหนุ่มพูดราวกับละเมอ

“ใช่...ผมเอง” มาร์คลูบท้ายทอยของริคโค่เบาๆ สลับกับการนวดเพื่อให้ชายหนุ่มหายมึนงง

ริคโค่ส่งเสียงในลำคอเบาๆ การนวดคลึงของมาร์คนำพาสติของเขากลับมาทีละน้อยจนกระทั่งรู้สึกตัวตื่นเต็มที่ในที่สุด

“ทำไม...ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันครับ?...เมื่อวานนี้...ผม....”

“ชู่ว์!!...ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเมื่อวานนี้ตกลงมั้ย...” มาร์คเอ่ยเสียงราบเรียบ

“แต่ว่า...ผม...เดอแจร์!!!....เขา...”

“เขาไม่ได้แตะต้องคุณ!!! ผมไม่มีวันยอมให้เขาแตะต้องคุณ!!!” มาร์คพูดอย่างดุดัน

ริคโค่ดันตัวเองออกจากอ้อมกอดอบอุ่น “แล้วทำไมผมถึงอยู่ที่นี่...กับคุณ....”

“ฟังผมนะริค” มาร์คจับมือทั้งสองข้างของริคโค่ไว้แน่น สบตาชายหนุ่มแน่วแน่ “เดอแจร์ไม่ได้ทำอะไรคุณเลย ผมไปที่นั่นได้ทันเวลาและตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว”

น้ำเสียงมั่นคงและแววตาจริงจังของมาร์ค ทำให้ริคโค่รู้ว่าชายหนุ่มหมายความตามนั้นจริงๆ

“นี่ผมอยู่ที่ไหนครับ?” เขาเอ่ยถาม

“ห้องนอนของผม” มาร์คตอบด้วยรอยยิ้มมุมปากนิดๆ

“ห้องนอน...ของคุณ!!” ริคโค่ทวนคำอย่างตกใจ พอก้มลงมองพบว่าเขาสวมชุดนอนที่ไม่ใช่ของตัวเองเข้า ชายหนุ่มก็หน้าแดงทันที

“ใช่...บ้านของผม ห้องนอนของผมและชุดนอนของผม” มาร์คบอก ซ่อนอาการอยากหัวเราะไว้มิดชิด

“อย่าบอกนะครับว่าคุณ...เป็นคนเปลี่ยนชุดให้ผม!!” ริคโค่จ้องหน้าชายหนุ่มด้วยสายตากล่าวหา

“ก็ผมนะสิ ทำไมล่ะหรือว่าคุณอยากให้ฟิลล์เป็นคนเปลี่ยนให้” มาร์คพูดหน้าตาย

“มาร์ค!!!” ริคโค่ร้องแทบจะตะโกน “ผมหมายถึง...”

“คุณคิดว่าผมจะยอมให้ใครมาเห็นตอนคุณเปลือยรึไง?”

“แต่...คุณ...เห็นนี่!!” ริคโค่หน้าแดงก่ำ หลบตาชายหนุ่มวูบ

“ก็มีแต่ผมคนเดียวที่ได้เห็น...” มาร์คแอบยิ้ม “เถียงกับผมได้ขนาดนี้แสดงว่าคุณไม่เป็นอะไรแล้วสินะ...งั้นคุณก็อาบน้ำแต่งตัวดีมั้ย จะได้ลงไปทานอาหารเช้า”

“นี่กี่โมงแล้วครับเนี่ย...แล้วคุณไม่ต้องไปทำงาน...”

“...วันนี้วันเสาร์นะริค” มาร์คลุกขึ้นจากเตียง พยุงริคโค่ลงมายืนข้างเตียงด้วย “คุณหมอที่ตรวจคุณเมื่อคืนบอกว่าคุณต้องทานน้ำเยอะๆ เพื่อจะได้ล้างพิษยานอนหลับออกไป...นี่เดินไหวรึเปล่า?”

“ไหวครับ” ริคโค่ตอบทันใด รีบดึงมือของตัวเองออกจากมือมาร์ค นี่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าปล่อยให้ชายหนุ่มจับมือเอาไว้นานเท่าไหร่แล้ว...

“ทุกอย่างที่คุณต้องการอยู่ในห้องน้ำ” มาร์คพยักหน้าไปทางประตูเล็กๆ ทางซ้ายมือของห้อง

ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะเดินช้าๆ ไปที่ห้องนั้น “มาร์คครับ”

“ว่าไง” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ขอบคุณ” ริคโค่เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป...

 

หลังจากที่ริคโค่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย มาร์คจัดการพาชายหนุ่มลงมายังชั้นล่างของบ้านตรงไปยังห้องอาหาร

ริคโค่มองซ้ายมองขวาเพื่อหาคนอื่นนอกจากมาร์คแต่ก็ไม่พบ เขาจึงได้แต่แอบถอนใจเบาๆ ที่ต้องอยู่กับชายหนุ่มตามลำพัง ด้วยความที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในตัวมาร์ค ช่วงหลังๆ ที่ผ่านมาเขาจึงพยายามทำใจแข็งแม้มาร์คจะเปิดเผยความรู้สึกบางอย่างออกมาให้เขารับรู้บ้างแล้วก็ตาม

ผิดด้วยหรือที่เขาจะกลัว...เมื่อสิ่งที่เก็บอยู่ในใจของเขาตลอดมาคือความรักที่เขาคิดว่าไม่มีทางเป็นความจริงได้...

“นั่งสิครับ” มาร์คเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นริคโค่ยังยืนนิ่ง

ริคโค่สบตาชายหนุ่มอย่างค้นหาก่อนจะนั่งลง พลางคิดว่าจะมีสักวันหนึ่งหรือเปล่าที่เขาจะสามารถเข้าใจมาร์คได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดกัน จะเป็นไปได้มั้ยที่เขาจะมาสามารถอ่านความนัยจากดวงตาสีเขียวคมกริบนี้ได้

“คุณเอาแต่จ้องผมตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ...มีอะไรอยากถามผมรึเปล่าริค?” มาร์คเอ่ยถาม

ริคโค่สะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าหวานเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารอจนแม่บ้านยกอาหารเช้าเข้ามาและกลับออกไปก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ขอโทษครับที่เสียมารยาท...ผมแค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวานนี้เท่านั้น”

“คุณไม่เชื่อผม?!!” มาร์คเลิกคิ้ว ก่อนจะลงมือทานอาหารตรงหน้า

ริคโค่ถอนใจเบาๆ “มันเป็นตัวผมที่ถูกกระทำ ผมมีสิทธิ์ที่จะรู้รายละเอียด…ไม่ใช่หรือครับ”

มาร์คตวัดสายตาคมกริบขึ้นจ้องหน้าริคโค่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “คุณยังอยากรู้อะไรอีก...อยากให้ผมเล่าให้คุณฟังว่าไอ้หมอนั่นมันทำอะไรคุณบ้างอย่างนั้นรึ?!” ชายหนุ่มพูดเสียงเข้ม

“ผมอยากทราบเหตุผลที่เขาทำมากกว่า” ริคโค่สู้ตามาร์คไม่ยอมหลบ ระยะเวลาสองปีที่ทำงานใกล้ชิดชายหนุ่มมา ทำให้เขารู้ว่าสายตาและน้ำเสียงแข็งๆ ที่มาร์คกำลังทำอยู่นี่ เป็นเพียงแค่การข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม และเขาก็ไม่ใช่คนขวัญอ่อนขนาดนั้น

“........” มาร์คจ้องตาริคโค่นิ่ง ก่อนจะก้มลงจัดการกับอาหารเช้าตรงหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก

ริคโค่แอบยิ้มนิดๆ กับอาการยอมแพ้ของมาร์ค เขารู้ว่ามาร์คจะยอมเล่าให้เขาฟังแน่ เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้เท่านั้น...

 

ริคโค่เดินตามร่างสูงใหญ่ของมาร์คที่เดินเอื่อยๆ ออกไปยังสวนกว้าง ชายหนุ่มหันมามองเขาที่เดินตามห่างๆ ก่อนจะหยุดรอ

“หนาวรึเปล่า?” เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่อริคโค่เดินมาทัน

แม้จะมีลมหนาวพัดเบาๆ มาเป็นระยะๆ แต่มันให้ความรู้สึกเย็นสบายมากกว่า ริคโค่จึงส่ายหน้า

“ไม่เลยครับ...สดชื่นดีออก” เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอด

“งั้นเดินไปคุยไปคงได้นะ” มาร์คเริ่มออกเดินอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังศาลากลางสวน

“ครับ” ริคโค่ตอบ เดินทอดน่องเคียงข้างชายหนุ่มไป “สวนของคุณสวยดีนะครับ”

“งั้นผมก็ควรจะให้โบนัสคนสวนหนักๆ หน่อยซะแล้ว” มาร์คเอ่ยยิ้มๆ

เมื่อทั้งสองคนเดินไปถึงศาลา มาร์คผายมือให้ริคโค่เดินขึ้นไปนั่งข้างใน ส่วนตัวเขายืนพิงเสาตรงทางขึ้นก่อนจะยกมือขึ้นกอดอก ริคโค่นั่งลงแล้วมองไปที่มาร์คอย่างตั้งใจ

ร่างสูงถอนใจเบาๆ เมื่อหันมาพบกับดวงตาสีทองที่ฉายแววดึงดันของริค

“ผมไม่ชอบเดอแจร์ตั้งแต่เห็นครั้งแรกแล้ว สายตาของเขาไว้ใจไม่ได้โดยเฉพาะเวลาที่มองคุณ” มาร์คเมินหน้าหนีไปอีกทางก่อนจะพูดต่อ “ผมไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายกับการคบหาใครของคุณ เพราะอย่างนั้นผมถึงทำแค่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ”

“เฝ้าดูห่างๆ…หรือครับ?!” ริคโค่เอ่ยขัดขึ้น พร้อมคิ้วที่เลิกขึ้นข้างหนึ่ง

มาร์คกระแอมเล็กน้อย “ผมรู้ว่าผมทำไม่ถูก…ที่ให้ฟิลล์ไปแอบดูการ์ดที่เดอแจร์ส่งมาให้คุณ ข้อความที่เขียนมาผมเดาได้เลยว่าคุณคงต้องรีบไปหาเขาแน่ พอคุณออกไปผมก็ตามไป”

“คุณรู้ข้อความในการ์ด!!!” ริคโค่ร้องอย่างตกใจ

“ผมไม่ควรปล่อยให้คุณไปเลย” มาร์คถอนใจเฮือก สองมือที่กอดอกเปลี่ยนมาเป็นล้วงกระเป๋ากางเกงแทน “ผมรู้อยู่แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น และผมควรจะห้ามคุณก่อนที่คุณจะไป ก่อนที่เขาจะได้ทำร้ายคุณ…เอาล่ะ…มาถึงสิ่งที่คุณอยากรู้ซักที”

“ตอนที่ผมเข้าไปในห้อง คุณก็นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงแล้ว และสุดท้ายผมก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เดอแจร์ทำไปทั้งหมดเพียงเพื่อจะทำลายคุณ ทำให้คุณดูไม่มีค่าในสายตาผม” มาร์คหันกลับมาสบตาสีทองที่เบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ “คนที่เขาต้องการคือผมต่างหาก...”

ริคโค่ได้แต่ตกตะลึง เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเดอแจร์จะชอบมาร์คมากจนถึงกับใช้วิธีชั่วร้ายกับเขา และถ้ามาร์คไปช่วยเขาไว้ไม่ทัน....คิดขึ้นมาแค่นั้นก็ทำให้ริคโค่ขนลุกซู่ไปทั้งตัว หนาวเยือกจนต้องยกสองแขนขึ้นโอบตัวเองเอาไว้

“หากคุณไม่ดึงดันอยากรู้ ผมคงไม่มีวันเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังหรอก” มาร์คเอ่ยขึ้นก่อนจะหันหน้าหนีริคโค่ไปอีกทาง

“แล้วทำไมล่ะครับ...” ริคโค่ถามขึ้นหลังจากข่มใจให้สงบลง เขาคงจะกังวลกับเรื่องของตัวเองมากเกินไป จนลืมสังเกตว่าวันนี้มาร์คดูแปลกไปมากเพราะแค่คำขอร้องเล็กน้อยของเขาคงไม่มีวันง้างปากของมาร์คได้หากชายหนุ่มไม่ต้องการพูดออกมา

“ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า ต่อจากนี้ไปผมจะไม่ปิดบังอะไรจากคุณอีก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ผมจะยุติการกระทำโง่ๆ ของตัวเองเสียที มันก็อยู่ที่คุณแล้วล่ะริค...คุณจะให้โอกาสกับผมอีกครั้งรึเปล่า?”

“คุ...คุณหมายถึงอะไรครับ...” ริคโค่เอ่ยถามเสียงไม่มั่นคง เขากำลังหวั่นไหว เขารู้ดี

“คุณไม่รู้จริงๆ หรือไม่อยากรู้เลย...อย่างนั้นจะดีกว่าสำหรับคุณรึเปล่า?” มาร์คถามโดยไม่หันมา ไม่อยากให้ริคโค่เห็นความเจ็บปวดในใบหน้าของเขา นี่เขากำลังจะโดนปฏิเสธใช่มั้ย?!!

“ในความรู้สึกของผมมันก็ไม่ต่างกันหรอกครับ” ริคโค่พยายามข่มกลั้นความรู้สึกเอาไว้ “จะไม่รู้หรือไม่อยากรู้...มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี”

“คุณผิดแล้วริค...” มาร์คหันควับกลับมาอย่างรวดเร็ว ทำเอาริคโค่ที่มองเขาอยู่ถึงกับสะดุ้ง “กับผมมันต่างกันมากเชียวล่ะ...และมันก็อาจจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” ดวงตาสีเขียวจ้องลึกเข้าสู่ดวงตาสีทอง ความจริงจังที่ส่งผ่านมาตรึงริคโค่เอาไว้ ไม่อาจหลบตาชายหนุ่มไปได้

มาร์คก้าวเข้าไปในศาลา นั่งลงข้างกายริคโค่โดยที่สายตาไม่คลาดไปจากกัน “ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แต่วันนี้ผมรู้ว่าถ้าผมไม่ลงมือเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างกับเรื่องของเราแล้วล่ะก็...ผมคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่”

ริคโค่หลับตาลง คำว่า ‘เรา’ ที่มาร์คพูดออกมาทำให้เขาเจ็บแปลบที่หัวใจ ทำลายความเฉยชาที่เขาใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเองจนพังทลาย

“เรื่องของเรา!!! หรือครับ?!!” ริคโค่ลืมตาขึ้นจ้องกลับไปที่ดวงตาสีมรกตด้วยความเจ็บปวดไม่ปิดบัง “ผมไม่เข้าใจคุณเลย...ทำไมอยู่ดีๆ คุณถึงได้ทำแปลกๆ พูดแปลกๆ กับผมแบบนี้”

“ริค...”

“อย่าครับ...พอเถอะ!!! ผมไม่อยากสับสนมากไปกว่านี้” ริคโค่ขัดขึ้น เขาส่ายหน้าก่อนจะเมินไปอีกทาง “อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลยครับ คุณกำลังทำให้ผมกลัว…”

“ผม…ขอโทษ…”

เสียงของมาร์คบอกริคโค่ว่าชายหนุ่มรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เขาหันกลับมาสบตามาร์คอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มกลับเมินหนีไปอีกทาง

“หากผมทำให้คุณรู้สึกแย่อย่างนั้น…” หน้ากากของความเย็นชาถูกสวมกลับอีกครั้ง และริคโค่รู้ว่ามาร์คกำลังถดถอยเข้าสู่เกราะกำบังของตัวเอง

และเหมือนกับทุกทีที่ร่างกายของริคโค่ทำงานได้เร็วกว่าสมอง เขาเอื้อมมือมากุมมือของมาร์คไว้ก่อนที่จะทันคิด “มาร์ค…ผมไม่ได้กลัวคุณนะครับ…ผมแค่…”

“ไม่เป็นไรหรอกริค…คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร…ผมรู้ว่าคุณเพียงแค่ต้องการเวลาที่จะไตร่ตรอง…” มาร์คกระชับมือเย็นๆ ในมือของเขาไว้แน่น

“ถ้าคุณคิดว่าไม่เป็นไรจริงก็หันมามองผมสิครับ” ริคโค่เงยหน้าขึ้นแล้วรอให้มาร์คหันกลับมา “คุณไม่คิดว่าผมควรจะกลัวหรือครับ…เป็นคุณจะกลัวการเปลี่ยนแปลงที่คุณไม่เคยคาดคิดหรือเปล่า”

“เป็นผมก็คงกลัวเหมือนกัน” มาร์คหันกลับมาสบตาริคโค่ในที่สุด ความเย็นชาที่ริคโค่มองเห็นเลือนหายไปแล้ว

“ผม…ขอเวลาให้ผมคิดซักหน่อย…นะครับ” ริคโค่เอ่ยขึ้น

“ก็ผมเป็นฝ่ายทิ้งเวลาดีๆ ไปก่อนนี่นะ…คงไม่มีสิทธิ์บ่นใช่มั้ย” มาร์คยิ้มนิดๆ “ผมเข้าใจริค…คุณมีเวลามากเท่าที่คุณต้องการเลย”

‘แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่เร่งรัดคุณในวิธีของผมนะ’ มาร์คคิดต่อในใจ

“ขอบคุณครับ…” ริคโค่ยิ้ม แม้จะอดรู้สึกสงสัยกับแววตาเจ้าเล่ห์แวบหนึ่งของชายหนุ่มไม่ได้

“จริงสิ…นี่คุณเจอโรมกับลูกชายของคุณไม่ไหนกันเหรอครับ” ริคโค่เอ่ยถามเพราะไม่เห็นคนที่เขาถามถึงเลยทั้งที่เป็นวันหยุด

“เจอโรมออกไปหาลีน่าแต่เช้า…หลังจากที่รู้ว่าคุณไม่เป็นอะไรและนอนหลับสบายอยู่ในห้องของผม…” มาร์คแอบยิ้มที่เห็นริคโค่หน้าแดง “ส่วนเจ้าลูกชายตัวดีของผมกับเพื่อนรักก็ไปมหาวิทยาลัยส่งโปรเจคน่ะ”

“อ๋อ…เหรอครับ” ริคโค่หลบสายตายิ้มๆ ของชายหนุ่มไปอีกทาง

“ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้าง” มาร์คเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง มือข้างที่ว่างเขี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของริคโค่ออก

ริคโค่หน้าแดงกับการกระทำอ่อนโยนของชายหนุ่ม “ไม่เป็นไรแล้วครับ อาการมึนหัวก็หายไปแล้วด้วย”

“งั้นก็ดีแล้ว…แต่ยังไงคุณก็ยังต้องพักผ่อนมากๆ คุณหมอสั่งเอาไว้” มาร์คเอ่ยยิ้มๆ “แล้วตอนเย็นผมจะไปส่งคุณที่อพาร์ทเมนท์”

“ทำไมถึงต้องเป็นตอนเย็นล่ะครับ”

“ก็เจอโรมบอกเอาไว้น่ะสิว่าจะพาลีน่ามา”

“เพราะคุณเจอโรมหรอกเหรอครับ” ริคโค่ถามเสียงเบา อดน้อยใจขึ้นมาไม่ได้

“ใช่ซะที่ไหนล่ะ” มาร์คดุเบาๆ “เพราะผมอยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่างหาก”

ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตาคนพูด ก่อนจะก้มลงซ่อนรอยยิ้มไม่ให้มาร์คเห็น

ทั้งสองคนนั่งคุยกันอยู่ในสวนอีกพักใหญ่ด้วยความเพลิดเพลิน พวกเขาต่างก็รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ อาจจะเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่า “ความรักและความสุข”

 

วันสุดท้ายของการทำงานก่อนที่บริษัทจะหยุดช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ต่อเนื่อง ความจริงแล้ววันนี้ควรเป็นวันที่มาร์คมีความสุขที่สุดก็ว่าได้เพราะเป็นวันที่ลูกชายอีกคนของเขากับเพื่อนๆ จะเดินทางมาอยู่กับเขาในช่วงวันหยุดยาวนี้ แต่แล้วคนที่ทำให้มาร์คอดอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาไม่ได้ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บริษัทของเขาแต่เช้า

เมื่อมาร์คขึ้นมาถึงห้องทำงาน เลขาก็แจ้งว่ามีคนมารอพบเขาอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อรู้ว่าคนสามคนที่มารอพบเขาอยู่เป็นใคร หน้ากากของความเย็นชาก็ถูกสวมในทันที

มาร์คเดินนำเจอโรมไปที่ห้องรับรองของบริษัท พบริคโค่ระหว่างทางที่เดินไปที่ห้องนั้นพอดี

“คุณไม่จำเป็นต้องไปริค!!” มาร์คเอ่ยเสียงเข้ม

“แต่…มันเสียมารยาทนะครับ เขารู้ว่าผมอยู่แต่ไม่ยอมไปพบแบบนั้น” ริคโค่แย้ง

“ช่างสิ!! ทำไมคุณต้องห่วงความรู้สึกของเขาด้วย” มาร์คจ้องริคโค่ด้วยสายตาคมกริบ

ริคโค่จ้องกลับด้วยความฉุน “ผมกลัวเสียมารยาทกับท่านไวส์เคาน์ทและไวส์เคาน์ทเตสต่างหากล่ะครับ”

“……” มาร์คถอนใจเฮือก ยอมให้ริคโค่เดินไปด้วยกันกับเขา แต่ที่มาร์คไม่เห็นคือเจอโรมที่แอบผิวปากแบบไม่มีเสียงให้ริคโค่ และริคโค่ที่แอบยิ้มกับชัยชนะเล็กๆ ของตัวเอง

เจอโรมเปิดประตูห้องรับรองให้มาร์คและริคโค่ก้าวเข้าไปก่อนที่เขาจะตามเข้าไป

ลอร์ดแอนโทนี่ วินเซนท์เทียร์และเลดี้สเตฟานี่รีบลุกขึ้น เลออง เดอแจร์เองก็เช่นกัน เขาลุกขึ้นยืนแล้วขยับเข้าใกล้พี่สาวแทบจะทันทีที่เห็นดวงตาเย็นชาของมาร์ค

“คุณแมคนีล” แอนโทนี่ยื่นมือไปทักทายกับชายหนุ่ม

“ท่านลอร์ด” มาร์คเอ่ยทักอย่างไว้เชิง พลางปรายตาคมกริบไปที่เดอแจร์ “เชิญนั่งตามสบายครับ”

“เรียกผมว่าโทนี่ดีกว่านะครับ” ท่านลอร์ดเอ่ยขึ้น หันไปสบตาภรรยาที่แตะแขนของเขา

“ด้วยความยินดีครับ” มาร์คยิ้มรับนิดๆ มองไปทางชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอย่างเงียบกริบอยู่ด้านหนึ่งของห้อง

“คนของผมเองครับ” โทนี่เอ่ยขึ้น เมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่ม

มาร์คพยักหน้ารับรู้ “พวกคุณมาพบผมแต่เช้า มีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ความจริงแล้วมันก็เป็นธุระส่วนตัวน่ะครับ” โทนี่เอ่ยเสียงเรียบเช่นกัน ก่อนจะปรายตาดุๆ ไปยังเลออง

มาร์คเข้าใจเรื่อง ‘ธุระ’ ของทั้งสามคนได้ในทันที เขาหันมาสบตาริคโค่ที่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างกายเขา

“ผมรู้ว่าเลอองทำเรื่องร้ายแรงเอาไว้…และผมอยากจะขอโทษแทนน้องภรรยาของผม” โทนี่เอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “ผมเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องที่จะเพียงขอโทษคำเดียวแล้วก็จบ แต่ผม…”

“ไม่ยักรู้ว่าคุณต้องมารับผิดชอบในความผิดที่ไม่ใช่ของคุณเองโทนี่” มาร์คเอ่ยขัดขึ้น ก่อนจะหันไปจ้องหน้าเลอองด้วยดวงตาวาวโรจน์ จนเลอองสะดุ้งโหยง รีบก้มหน้าหลบตาวูบ

“คุณแมคนีลคะ” สเตฟานี่เอ่ยขึ้นบ้าง “เพราะชั้นดูแลน้องชายได้ไม่ดีพอ เขาถึงได้ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ แต่เขาสำนึกผิดแล้วนะคะ”

“ถ้าคุณยังเอาแต่กางปีกปกป้องเขาแบบนี้ เขาจะไม่มีวันเป็นผู้ใหญ่” มาร์คพูดกับสเตฟานี่อย่างไม่เกรงใจ “ความผิดของตัวเองยังไม่กล้าที่จะยอมรับ…ต้องให้ทั้งพี่เขยพี่สาวมาออกรับแทนแบบนี้ คุณยังเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่าเดอแจร์!!!”

แม้มาร์คจะพูดด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่ทุกคนในห้องนั้นต่างก็รู้ดีว่า ไม่มีอะไรสงบนิ่งในตัวของมาร์ค กระแสกดดันจากชายหนุ่มรุนแรงจนทุกๆ คนสัมผัสได้

“ผม…ผมขอโทษ” เดอแจร์ข่มกลั้นความกลัวก่อนจะพูดออกไปด้วยเสียงอ่อยๆ

“คนที่คุณควรจะขอโทษไม่ใช่ผม!!” มาร์คพูดเสียงเข้ม

เลอองสะดุ้งเฮือกอีกรอบ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับมาร์คด้วยซ้ำ

“อีกอย่างนะเลออง…เวลาที่คุณพูดกับใครคุณควรจะสบตาของเขาด้วย” มาร์คเอ่ยสำทับ

สเตฟานี่ทำท่าจะพูดอะไรซักอย่างแต่แอนโทนี่ก็ส่ายหน้าห้ามเธอเอาไว้ หญิงสาวถอนใจเบาๆ มองไปยังน้องชายคนเดียวด้วยความเป็นห่วง

“มาร์คครับ” ริคโค่เรียกชายหนุ่มเบาๆ เมื่อมาร์คหันมามองเขาด้วยดวงตาแข็งกร้าว ริคโค่ก็ส่ายหน้าเหมือนจะบอกมาร์คไม่ให้ชายหนุ่มไปขู่เลอองแบบนั้น

มาร์คถอนใจเฮือกใหญ่ ที่เห็นริคโค่ใจอ่อนกับเลออง เกือบโดนทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นยังจะไปสงสารอีก!! ชายหนุ่มคิดอย่างหงุดหงิด หันกลับไปจ้องเลอองตาวาววับแทน

เลอองค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปที่ริคโค่ น้ำใสๆ เริ่มเอ่อขึ้นมาคลอดวงตา “คุณดาซิลวา…ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่สมควรจะได้รับการอภัยให้…แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่…ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำมันจริงๆ ผมเพียงแค่…จะทำให้คุณเข้าใจผิดว่า…”

“ผมเข้าใจแล้วครับ…” ริคโค่เอ่ยตัดบทขึ้น “ผมยกโทษให้”

มาร์คหัวขวับมาหาริคโค่ในทันที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรขึ้นมา

“แต่ว่าคุณ…จะคุยกับผมสักครู่ได้มั้ยครับ” ริคโค่ลุกขึ้น ก่อนจะยิ้มกับใบหน้างงงวยของเลออง

“ริค!!” มาร์คทำท่าเหมือนจะห้าม

“ตามลำพังครับ”ริคโค่พูดอย่างหนักแน่น มาร์คจึงได้แต่มองตามชายหนุ่มกับเลอองที่เดินไปอีกฟากของห้องอย่างหงุดหงิด

เสียงหัวเราะในคอเบาๆ จากเจอโรมทำให้มาร์คหันขวับไปหาเพื่อนรักทันที

“ใจเย็นน่าเพื่อน!!” เจอโรมเอ่ยยิ้มๆ “เขาก็อยู่แค่นี้เอง”

มาร์คหรี่ตามองเพื่อน ก่อนจะหันกลับไปมองริคโค่กับเลอองอีกครั้ง

เจอโรมมองหน้าเพื่อนรัก เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่เห็นมาร์คแพ้หมดรูปแบบนี้ ทั้งไม่คิดว่าคนที่ทำได้คือริคโค่อีกด้วย…

 

“คุณดาซิลวา…คือ…” เลอองเอ่ยขึ้นก่อน อย่างไม่เข้าใจ

ริคโค่ทำหน้าเคร่งขรึม “มาร์คบอกผมว่าคุณไม่ได้ชอบผมแต่…เป็นเขา”

“ครับ” เลอองบอกตามตรง “และผมก็คิดผิดที่คิดว่าเขาจะเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ผมเคยพบ แต่เขาไม่สนใจผมเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขามีแต่คุณเท่านั้น” เลอองหันมาสบตาสีทองของริคโค่ ก่อนจะพูดต่อ “ผมก็เลยคิดว่าหากคุณกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาของเขา เขาคงจะมองผมบ้าง ผมก็เลย…แต่ผมไม่ได้คิดจะทำร้ายคุณจริงๆ นะครับ ผมแค่จะทำให้คุณเข้าใจผิดไปว่าคุณโดนผม…”

“ผมเข้าใจแล้วครับคุณเดอแจร์” ริคโค่เอ่ยขึ้น

“เลอองเถอะครับ…ผมไม่รู้จะขอโทษคุณยังไงดี…ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าสิ่งที่ผมทำน่ะมันโง่เง่าแค่ไหน ผมไม่เคยเห็นใครที่น่ากลัวเท่า…เขามาก่อนเลย วันนั้นผมนึกว่าผมต้องตายซะแล้ว”

“อะไรนะครับ!!!” ริคโค่อุทานอย่างตกใจ

“เอ่อ…ช่างเถอะครับเรื่องนั้น!!” เลอองแอบเหลือบตาไปมองมาร์คแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหันกลับมา “ตอนนี้ผมรู้แล้วครับว่าเขารักคุณมาก และผมจะไม่มีวันเข้าใกล้เขาอีกเป็นครั้งที่สองแน่…”

“คุณคงเข้าใจผิดแล้วล่ะครับคุณเลออง” ริคโค่แค่นยิ้ม

“ไม่หรอกครับ…นี่หมายความว่าพวกคุณยัง…” เลอองเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ แต่เขามองไม่ผิดแน่

“……” ริคโค่ไม่พูดอะไร แต่ยื่นมือให้เลออง

เลอองยิ้มขอบคุณก่อนจะจับมือริคโค่เขย่าเบาๆ “ขอบคุณมากนะครับ” เขาไม่สงสัยอีกแล้วว่าทำไมมาร์คถึงได้รักชายหนุ่มผู้นี้นักหนา

“ผมขอมากไปหรือเปล่าครับ หากจะขอให้เราเป็นเพื่อนกัน” เลอองเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

“ไม่เลยครับ…ผมยินดี”

ชายหนุ่มทั้งสองคนยิ้มให้กัน ริคโค่เห็นเลอองมองเลยไปด้านหลังของเขาแล้วก็หน้าแดง เขาหันไปมองตามก่อนจะแอบยิ้มนิดๆ ริคโค่กับเลอองมองหน้ากันอีกครั้งก่อนจะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

 

เสียงถอนหายใจเฮือกดังออกจากปากของสเตฟานี่ แอนโทนี่โอบไหล่ภรรยาก่อนจะยิ้มให้เธออย่างยินดี คงจะมีแต่เพียงมาร์คเท่านั้นที่ยังทำหน้าเคร่งขรึมอยู่

ริคโค่เดินกลับมาพร้อมกับเลออง เงยหน้าขึ้นสบตามาร์คก่อนจะยิ้มให้

“ผมขอโทษคุณด้วยนะครับคุณแมคนีล…” เลอองเอ่ยขึ้น

“ไม่เป็นไรครับ…” มาร์คเอ่ยขึ้นในที่สุด

“ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวเลยนะครับ” แอนโทนี่เอ่ยขึ้นกับมาร์ค “หวังว่าโอกาสหน้าคงได้ร่วมงานกันอีก”

“ด้วยความยินดีครับ” มาร์คยิ้มนิดๆ

แอนโทนี่พาภรรยาออกจากห้องไปก่อนโดยมีคนที่มาร์คคิดว่าเป็นบอดี้การ์ดของท่านลอร์ดเดินตามไป เลอองเป็นคนสุดท้ายที่เดินตามไป แต่ก่อนจะออกจากห้องยังอุตส่าห์หันมาโบกมือให้ริคโค่อีกครั้ง และริคโค่ก็โบกมือตอบ

มาร์คหันมามองริคโค่แวบหนึ่งอย่างหงุดหงิด ก่อนจะกระแทกเท้ากลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง เจอโรมหันมาสบตาริคโค่ที่มองตามมาร์คไป ก่อนจะหันมายิ้มเจื่อนๆ

“มาร์คเป็นห่วงคุณมากนะริค…เขาคงจะหงุดหงิดอย่างนี้ไปอีกซักพัก”

“ผมรู้ครับ…แต่ผมไม่เห็นว่ามาร์คควรจะหงุดหงิดเรื่องอะไรเลย”

“ก็เพราะเป็นเรื่องคุณน่ะสิ…อย่าแกล้งเพื่อนผมนักเลยน่า” เจอโรมพูดยิ้มๆ

“ไม่ได้แกล้งซักหน่อยนี่ครับ” ริคโค่ยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กๆ

เจอโรมเปิดประตูให้ริคโค่ก้าวออกไปก่อน แล้วเขาจึงก้าวตามออกไปบ้าง หลังจากแยกกับริคโค่ ชายหนุ่มก็เดินมาที่ห้องทำงานของเพื่อนรัก

“จะไปหรือยังเพื่อน!!” เจอโรมเอ่ยถามทันทีที่เปิดประตูเข้ามา

“นายลงไปรอข้างล่างก่อน เดี๋ยวชั้นตามไป” มาร์คเดินสวนเพื่อนรักออกจากห้องทำงาน

“เฮ้!!!” เจอโรมมองตามมาร์คที่เดินไปทางห้องของริคโค่ ก่อนจะถอนใจเฮือก “ท่าจะยุ่งซะแล้วแฮะ!!” เขาบ่นตามหลังแล้วเดินตามเพื่อนไปด้วยความเป็นห่วง

 

มาร์คเคาะประตูหน้าห้องของริคโค่แล้วก้าวเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ริคโค่หันมามองอย่างสงสัย

“มีอะไร…” ริคโค่ยังถามไม่ทันจบมาร์คก็ชิงพูดขึ้นก่อน

“เย็นนี้ผมจะให้เจอโรมมารับคุณ” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ

“ว่าไงนะครับ!!…” ริคโค่ถามกลับด้วยความงุนงง

“เจอโรมจะมารับคุณไปที่บ้านของผมเย็นนี้” มาร์คพูดซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังทำท่าจะเดินออกจากห้องทำงานริคโค่ไปดื้อๆ

ริคโค่ลุกขึ้นเดินมาขวางทางชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวสิครับ!! นี่มันเรื่องอะไรกัน”

“คนสำคัญของผมจะเดินทางมาจากอังกฤษวันนี้ และผมอยากให้คุณไปงานเลี้ยงต้อนรับพวกเขา”

คำว่า “คนสำคัญ” ที่หลุดออกจากปากของมาร์คทำให้ริคโค่รู้สึกราวกับโดนไฟช๊อต

“ไม่เห็นเกี่ยวกับผมนี่ครับ…ผมคงต้องขอตัว” ริคโค่เอ่ยเสียงแข็ง เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน กระแทกตัวลงนั่งอย่างหงุดงิด

“แต่คุณต้องไป!!” มาร์คหันกลับมาสบตาสีทองที่กำลังฉายแววไม่พอใจ

“คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับผมนะมาร์ค…อีกอย่างนี่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานเพราะงั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคุณ” ริคโค่เอ่ยอย่างดื้อดึง

“แน่ใจเหรอ…ว่าคุณจะไม่ไป” มาร์คเลิกคิ้ว

“แน่ใจครับ…ผมจะไปต่อเมื่อคุณยืนยันว่านั่นเป็นคำสั่ง” ริคโค่สู้ตาชายหนุ่มไม่ยอมหลบ

มาร์คไม่พูดอะไรเลย เขาค้อมศีรษะให้ริคโค่นิดหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ริคโค่มองเห็นแวบหนึ่งจากริมฝีปากได้รูปนั่นทำเอาเสียวสันหลังวาบไปเหมือนกัน

เมื่อประตูห้องปิดลง ริคโค่ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างแรงแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ผิดตรงไหนที่เขาไม่อยากจะรับรู้ว่าคนสำคัญคนนั้นของมาร์คเป็นใคร…

ชายหนุ่มมีคนสำคัญอยู่แบบนี้ แล้วเขาจะไปรับรู้ให้ตัวเองต้องเจ็บปวดมากขึ้นอีกทำไมกัน!!!…

 

“ทำไมไม่บอกไปล่ะว่ากำลังจะไปรับลูกชายน่ะ” เสียงเจอโรมลอยตามหลังมา

“จำได้ว่าชั้นบอกให้นายลงไปรอข้างล่าง” มาร์คเหลือบตามองเพื่อนรักที่เดินเร็วๆ มาข้างกายเขา

“ก็ชั้นเป็นห่วง…”

“ห่วงริคน่ะสิ!!” มาร์คแค่นเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย “หลังจากส่งชั้นกับลูกที่บ้านแล้วนายก็…”

“กลับมารับลีน่ากับริคโค่ที่นี่…ชั้นรู้แล้วน่าเจ้านาย” เจอโรมต่อประโยคของเพื่อนจนจบ

“งั้นก็รีบไปเถอะ…เดี๋ยวนาธานจะรอนาน” มาร์คก้าวขึ้นรถไปอย่างรวดเร็ว

เจอโรมกรอกตามองฟ้าอย่างเหนื่อยใจแล้วก้าวขึ้นประจำที่ของตน สั่งให้คนขับรถรีบออกรถไปเพราะใกล้เวลาที่เที่ยวบินของลูกชายคนเล็กของมาร์คจะลงจอดแล้ว

เขามองที่กระจกส่องหลังเห็นเพื่อนรักยิ้มด้วยรอยยิ้มที่แปลกไปกว่าทุกที เจอโรมรู้สึกได้ทันทีว่าในตัวของมาร์คกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และดูเหมือนว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเสียด้วย…

################################################