Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 3

เสียงโทรศัพท์ดังกังวาลขึ้นในเวลาที่ชายสามคนกำลังจะออกจากห้องทำงานพอดี มาร์คหันมามองหน้าเจอโรมอย่างสงสัยนิดๆเพราะโทรศัพท์ที่กำลังดังอยู่นี่เป็นสายตรง และคนที่รู้เบอร์นี้ก็ยืนอยู่ที่นี่สามคนแล้ว อีกคนคืออเล็กซ์ที่ตอนนี้ไปช่วยปฏิบัติงานให้หัวหน้าซีไอเอที่เป็นเจ้านายเก่าของเขาที่ต่างประเทศ และอีกสองคนก็คือเชนกับไมล์เท่านั้น เจอโรมจะขยับเข้าไปแต่มาร์คบอกเขาว่าจะรับเอง

“แมคนีล” เขากรอกเสียงห้วนๆลงไปเมื่อหยิบหูขึ้นมา

“…พ่อ…” เสียงอ่อนล้าของเชนดังมาตามสาย

“เชน!! เกิดอะไรขึ้น…แกเป็นอะไรรึเปล่า” มาร์คถาม หัวใจเต้นรัวด้วยความสังหรณ์ที่วูบเข้ามา

เจอโรมกับฟิลล์เดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของมาร์ค ชายหนุ่มกดสปีกเกอร์ก่อนจะวางหูลง

“เจอโรมอยู่มั้ยครับ…”

“ชั้นอยู่นี่เชน…” เจอโรมก็สังหรณ์ใจเช่นเดียวกับเพื่อน

“…เจอโรมครับ..ผม…ผมขอโทษ…ความผิดของผมเอง…”

“เชนใจเย็นๆก่อนนะ…ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน” มาร์คเอ่ยเสียงเรียบๆเพื่อให้เชนสงบใจลง อย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย เขาเหลือบมองเพื่อนที่ตอนนี้จับจ้องไปที่โทรศัพท์เขม็ง

“…ผมอยู่ที่โรงพยาบาลXXX…ไมล์ถูกยิง…อาการสาหัส…อยู่ในERครับ” เสียงเชนสั่นเครือด้วยความสะเทือนใจ

เจอโรมนิ่งขึง รู้สึกราวถูกสายฟ้าฟาดใส่ เจ็บปวดใจจนพูดไม่ออก ความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียไมล์ ลูกชายคนเดียวของเขา บีบรัดหัวใจเขาจนรู้สึกเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

ความเจ็บปวดของคนเป็นพ่อที่เห็นลูกโดนทำร้ายโดยไม่อาจช่วยได้เป็นยังไงมาร์ครู้จักมันดี มันปรากฏอยู่บนใบหน้าของเพื่อนเขาตอนนี้ เจอโรมกำหมัดแน่น สูดหายใจลึกข่มกลั้นความหวาดกลัวและความโกรธไว้ภายใน

“รออยู่ที่นั่น พวกเราจะรีบไปให้เร็วที่สุด…เชนเข้มแข็งไว้นะ…ไมล์ต้องไม่เป็นไร…” มาร์คเอ่ยกับลูกชายด้วยเสียงอ่อนโยนทว่ามั่งคง

“ครับพ่อ…” เชนพูดเบาๆก่อนจะวางสายไป

มาร์คกดตัดสาย ก่อนจะเดินมาตบไหล่เพื่อนอย่างเห็นใจ “ไปเถอะเจอโรม ลูกชายของนายต้องการกำลังใจจากนายมากที่สุด” มาร์คพูดอย่างปลอบโยน ‘ลูกชายชั้นก็เหมือนกัน’

เจอโรมหันมาสบตาเพื่อนอย่างขอบคุณ มาร์ครีบโอบไหล่เพื่อนพาเดินออกจากห้อง มีฟิลล์เดินตามมาติดๆ “เรียกคนของเรามาที่นี่ ไม่ว่าคนที่ลงมือจะเป็นใคร ชั้นจะให้มันชดใช้ในเรื่องนี้คืนเป็นสิบเท่า” มาร์คบอกกับฟิลล์ด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม

“ครับเจ้านาย” ฟิลล์รับคำ รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกพรรคพวกทันที

ชายหนุ่มทั้งสามรีบตรงไปที่โรงพยาบาลเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ หัวใจสองดวงที่หวาดหวั่นแต่เก็บซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ต่างก็สวดภาวนาให้ลูกของพวกเขาปลอดภัย…

ระหว่างทางไปโรงพยาบาล พาโบลที่ทำหน้าที่คนขับเหลือบมองกระจกหลังบ่อยครั้งด้วยความห่วงใย ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังดูเลื่อนลอยราวกับคนไร้ชีวิตชีวา ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวไร้สีเลือด เรื่องราวแบบนี้คงไม่เคยเกิดขึ้นกับคุณริคมาก่อน ต่างกับเขาและฮวนที่เคยชินกับเลือดและความตายเพราะอยู่ในวงการนักเลงมานานแล้ว ‘คนคนนั้น’ ที่คุณริคพูดถึงเป็นใครกัน ดูท่าแล้วจะมีความสำคัญกับชายหนุ่มไม่น้อยเลย

พาโบลเลี้ยวรถเข้ามาในโรงพยาบาลแล้วอ้อมไปด้านหลังให้ฮวนได้ล้างตัวและเปลี่ยนเสื้อใหม่ ก่อนจะพารถมาจอดที่ลานจอดรถ

พอทั้งสามคนลงจากรถริคโค่ก็เอ่ยขึ้น “พวกคุณไม่ต้องเข้าไปหรอกครับ ผมไปคนเดียวได้”

“ไม่ได้ครับคุณริค…” ฮวนขัดขึ้น “ถ้ามีใครเห็นคุณเข้า…มันคงไม่ดีแน่ ผมกับพาโบลไปเองดีกว่า”

“ไม่ครับ” ริคโค่ตอบอย่างดื้อดึง “คุณช่วยพวกเขาไปแล้ว ผมเสียอีกที่ไม่ได้ทำอะไรเลย”

“คุณริคเชื่อฮวนเถอะครับ ถ้ามีคนเห็นแล้วเชื่อมโยงคุณกับพี่ชายของคุณเข้า เรื่องนี้มันจะ…”

ฮวนยกมือขึ้นห้ามไม่ให้พาโบลพูดต่อ เขารู้นิสัยของริคโค่ดี ถึงปกติจะเป็นคนหัวอ่อนว่าง่าย แต่ถ้าลองชายหนุ่มคิดจะทำอะไรแล้วล่ะก็ เขาจะต้องทำให้ได้ไม่ว่าอะไรหรือใครจะมาขวางก็ตาม

“คุณจะไปก็ได้ แต่พวกเราจะไปด้วย” ฮวนบอกสบตาชายหนุ่มอย่างเข้าใจ

“ขอบคุณครับ” ริคโค่เอ่ยเบาๆ ฮวนกับพาโบลช่วยริคโค่ถือของของเชนกับไมล์ แล้วก็เดินไปที่ประตูทางเข้าด้านฉุกเฉิน

เสียงฝีเท้าหนักๆที่เร่งรีบเดินมาตามทางเดิน ทำให้เชนที่นั่งก้มหน้าด้วยใจหวาดหวั่นเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน เมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาคือพ่อของเขา เจอโรมและฟิลล์ เขาก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เชน!! แกไม่เป็นไรใช่มั้ย…” มาร์คกุมไหล่ทั้งสองของลูกไว้ ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนที่เชนไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ผมไม่เป็นไรครับ ฟกช้ำนิดหน่อย แต่…ไมล์…ไมล์” เขาพูดต่อไม่ได้ น้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอดวงตาสีเขียว

มาร์คถอนใจเบาๆ ดึงเชนมากอดด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างที่สุด เชนกอดตอบพ่ออย่างงงๆ พ่อไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย แต่เขาก็โหยหาอ้อมกอดอบอุ่นของพ่อแบบนี้มาตลอด สายตาเขาเหลือบไปเห็นเจอโรมที่ยืนมองประตูห้องผ่าตัดเขม็ง เขาจึงค่อยๆผละออกจากอ้อมกอดของพ่อ มาร์คมองอย่างเข้าใจ พลางดันเชนไปทางเพื่อนรัก

“หมอว่ายังไงบ้าง” เจอโรมถามขึ้นเสียงแหบเครือจากการสะกดกลั้นอารมณ์

“ไมล์เสียเลือดมากครับ ดีที่ผมกับผู้ชายอีกคนช่วยกันห้ามเลือดได้ก่อนที่จะมาที่โรงพยาบาล” เชนเล่า

“ผู้ชายอีกคน…” มาร์คทำเสียงถามไถ่

“ครับ…ผมไม่รู้จักเขา แต่เขาดูเหมือนจะรู้ว่าเขากำลังทำอะไร เขาเป็นคนบอกผมว่ากระสุนทะลุปอดไมล์ เลือดถึงได้ออกมาก แล้วเขาก็เอาเสื้อของเขากับของผมมาห้ามเลือด เขาทำได้ชำนาญแล้วก็รวดเร็วมากด้วยครับ”

เจอโรมรับฟังเงียบๆ ใจคิดห่วงแต่ลูกชายที่กำลังต่อสู้อยู่ภายในห้องนี้ เขาเข้าใจความรู้สึกของมาร์คในตอนนั้นก็คราวนี้เอง นี่แหละมาร์คถึงได้ยอมแลกทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ยอมแม้กระทั้งฆ่าความรู้สึกของตัวเอง

มือเย็นๆแตะที่แขนของเขาดึงสายตาเขากลับมาที่เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ผมขอโทษครับเจอโรม ถ้าไมล์ไม่เข้ามาขวางทางไว้เขาก็คงไม่ต้องเจ็บแบบนี้” น้ำเสียงและท่าทางของเชนนั้นเสียใจมากทีเดียว เขาคงเฝ้าโทษตัวเองแบบนี้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น

เขาตบมือเด็กหนุ่มเบาๆ “งั้นเธอก็คงเป็นคนที่อยู่ในห้องนี้แทนไมล์น่ะสิ...เชนอย่าโทษตัวเองเลย ไมล์พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธออยู่แล้ว ก็เหมือนชั้นกับพ่อเธอนั่นแหละ มันเป็นหน้าที่ของเรา”

“ผมไม่ต้องการให้เขาปกป้องผม ผมต้องการให้เขาเป็นเพื่อนรักของผมเท่านั้น ผมไม่ได้อยากให้เขาต้องมาเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องผมแบบนี้” เชนพูดอย่างดุเดือด

“ก็เพราะเธอเป็นเพื่อนของไมล์น่ะสิ เขาถึงได้เสี่ยงชีวิต” เจอโรมยกมือขึ้นกุมไหล่ของเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น “ชั้นเชื่อว่าถ้าสถานการณ์กลับกัน เธอก็ต้องทำเหมือนกับที่ไมล์ทำ”

“ครับ…” เชนเงยหน้าขึ้น “แต่ผมกลัว…กลัวว่าผมจะเสียเขาไป” เสียงท้ายๆที่พูดออกมาแทบจะหายไปในลำคอ น้ำตาที่เขากลั้นไว้ ไหลลงมาช้าๆ

เจอโรมจำต้องสะกดกลั้นน้ำตาตัวเองเช่นกัน เพราะถ้าเขาอ่อนแอตอนนี้จะยิ่งทำให้เชนเจ็บปวดมากขึ้น

“เธอต้องเข้มแข็งนะเชน เราจะช่วยส่งกำลังให้ไมล์ ต่อสู้มันไปกับเขา…ตกลงนะ” เขาพูดด้วยเสียงมั่นคง

“ครับ…” เชนรับคำ เจอโรมตบไหล่เขา มาร์คลูบหัวลูกชายอย่างปลอบโยน ก่อนจะพาเขามานั่งที่เก้าอี้แล้วโอบไหล่เขาไว้อย่างให้กำลังใจ

ทันใดนั้นลูกน้องของเขาคนหนึ่งก็เดินมากระซิบอะไรบางอย่างกับฟิลล์ ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วชายคนนั้นก็ผละกลับไปอย่างรวดเร็ว

“ฟิลล์…” มาร์คถาม

“มีคนเอาข้าวของของคุณเชนกับคุณไมล์มาให้ที่เคาน์เตอร์ครับ” เขารายงาน

“ผู้ชายคนนั้นแน่ๆ…” เชนพูดขึ้น มาร์คลุกขึ้นเดินออกไปโดยมีฟิลล์ตามไปติดๆ

“คุณพ่อ…” เชนเรียกมาร์คแต่ไม่ทันซะแล้ว เขาหันมาหาเจอโรม “ผมตามไปนะครับ” เขาบอกแล้ววิ่งตามไปทันที

มาร์คเดินเลี้ยวมาถึงโถงทางเดิน เขาก็เห็นริคโค่แทบจะทันที เขาชะงักกึกด้วยความคาดไม่ถึง แต่อารมณ์โกรธทำให้เขาก้าวฉับๆเข้าไปประจันหน้ากับชายหนุ่มอย่างหุนหัน

ริคโค่รู้สึกได้ว่ามาร์คอยู่ที่นี่ในทันทีที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในโถงทางเดิน เขาหันขวับมาปะทะกลับสายตาโกรธเกรี้ยวที่จ้องตรงมาที่เขาอย่างจัง

คนที่กำลังเดินตรงมายังพวกเขานั้น แม้สีหน้าจะเย็นชาเรียบเฉย แต่แววตาที่ครุกรุ่นไปด้วยความโกรธที่พุ่งตรงไปที่ริคโค่โดยตรง นี่คือ ‘คนคนนั้น’ ของคุณริคใช่มั้ย พาโบลคิดในใจ

ฮวนกับพาโบลก้าวออกมาข้างหน้าริคโค่ กันชายหนุ่มไว้ด้านหลัง เผชิญหน้ากับมาร์คและฟิลล์อย่างไม่เกรงสายดาดุร้ายของชายหนุ่ม

มาร์คชะงัก ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างเยาะเย้ย “อ้อ…นี่มีบอดี้การ์ดกับเขาเหมือนกันเรอะ”

“ฮวน พาโบล…ไม่เป็นไร” เสียงริคโค่ดังขึ้นเบาๆที่ด้านหลัง ทั้งสองคนหลีกทางออกไป เช่นเดียวกับฟิลล์ที่ถอยออกไปเช่นกัน

มาร์คจ้องหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาคมกริบ “ผมต้องการคำตอบของเรื่องนี้” เขาพูดเสียงกร้าว

ริคโค่สะดุ้งเล็กน้อย แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว “อย่าถามผมเลยครับ” เขาไม่กล้าแม้จะสบตา “ผมเอาของที่พวกเขาทิ้งไว้มาให้เท่านั้นครับ” เขายื่นเป้กับหนังสือของเชนให้

ฟิลล์ก้าวมารับไป ริคโค่กำลังดึงแขนกลับ มาร์คก็คว้าข้อมือเขาไว้ ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตาสีเขียววาววับของชายหนุ่มด้วยความหวาดหวั่น มาร์คเองก็รู้ดีว่าดวงตาของริคไม่เคยปกปิดความจริงไว้ได้

ริคโค่รู้!!!ว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้!!! แววตาที่เสียใจและสำนึกผิดนี้บอกกับเขาอย่างนั้น

“คุณรู้ว่าใครเป็นคนทำ…ใช่มั้ย!!!” มาร์คถามเสียงเหี้ยม

“ปล่อยคุณริคก่อนเถอะครับ…ไม่มีทางที่คุณจะได้ยินสิ่งที่คุณต้องการจากปากของเขาหรอก” ฮวนพูดเสียงกร้าว มาร์คตวัดสายตาไปมองอย่างเย็นชาก่อนจะกลับไปมองริคโค่อีกครั้ง

ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา!!! และอันตรายอย่างยิ่ง!!! สายตาคมกริบที่ตวัดมองเขาแค่ชั่วแว่บบอกอย่างนั้น

“ไม่เป็นไรฮวน…ไม่เป็นไร…” ริคโค่พูดเบาๆ

“เจ้านายครับ” ฟิลล์เรียก เมื่อมาร์คเหลือบตามองเขา ชายหนุ่มก็ส่งสัญญาณให้เขามองดูรอบๆ

คนที่เดินไปเดินมาในโถงทางเดินต่างก็หยุดมองพวกเขาอย่างสนอกสนใจ

“ตามมา” มาร์คดึงริคโค่ให้เดินตามไปที่ทางเดินไปทางห้องผ่าตัดที่ค่อนข้างเงียบและไม่มีคนพลุกพล่าน ฮวน พาโบลและฟิลล์เดินตามไปเงียบๆ สวนกับเชนที่เดินตามพวกเขามาพอดี

“พ่อครับ…” เขาเรียกมองคนที่พ่อของเขากำลังลากมาอย่างสงสัย เขามองไปด้านหลังของคนทั้งสองเห็นคนที่เดินตามมา เขาก็ร้องอย่างแปลกใจ “คุณนั่นเอง…พ่อครับนี่คือคนที่ผมบอกว่าช่วยไมล์ไว้ไงครับ”

มาร์คเหลือบมองฮวน กลับมาที่ริคโค่ จ้องคนตรงหน้าอย่างใช้ความคิด “เชน แกกับฟิลล์พาสองคนนี่ไปหาเจอโรมก่อน” เขาสั่งเรียบๆ

“แล้วคุณริคล่ะ” พาโบลโพล่งขึ้น แล้วก็ต้องหลบตาวูบเมื่อถูกมองด้วยแววตาเหี้ยมๆของมาร์ค

“ไป!!!…” มาร์คสั่งอีกครั้ง

เชนกับฟิลล์รู้ดีว่าถ้ามาร์คทำเสียงแบบนี้แล้วล่ะก็ ควรทำตามโดยไม่มีคำถาม เขาพยักหน้าให้ฮวนกับพาโบลเดินตามมา ทั้งสองมองหน้ากัน แล้วมองริคโค่ด้วยความเป็นห่วง ริคยิ้มเศร้าๆพยักหน้าให้พวกเขาตามไป

เมื่อทุกคนเดินไปกันหมดเหลือแต่เขากับริคโค่แค่สองคน มาร์คจึงปล่อยข้อมือของริคโค่ที่เขาจับเอาไว้ ชายหนุ่มสะดุ้ง ยกมือขึ้นมานวดป้อยๆ แรงที่มาร์คบีบข้อมือของเขานั้นไม่น้อยเลย เมื่อถูกปล่อยกระทันหัน เขาเลยรู้สึกราวกับโดนไฟฟ้าช๊อต

มาร์คมองริคโค่อย่างนึกสงสารนิดๆ เขารู้ดีว่าเขาออกแรงมากไปสำหรับข้อมือเล็กๆของชายหนุ่ม แต่เขาก็รีบปัดความสงสารออกไปจากใจอย่างรวดเร็ว “บอกผมริคโค่ หรือต้องให้ผมบังคับคุณ”

ริคโค่เงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาแสนเศร้า แต่ไม่มีคำตอบออกจากปากของชายหนุ่ม มาร์คสวมหน้ากากของความเย็นชาอีกครั้ง จ้องริคโค่ตาวาววับพร้อมกับเดินเข้าหาอย่างคุกคาม ริคโค่สะดุ้งถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่งหลังของเขาติดกำแพง ไม่มีที่ให้ถอยอีก แต่มาร์คก็ยังคงเดินเข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

พอเขาจะขยับหนีอีก มาร์คก็ท้าวแขนทั้งสองข้างลงที่กำแพงข้างไหล่ของริคโค่ ปิดทางหนีของเขาจนหมดทุกทาง

“คุณรู้มั้ยว่าลูกชายของผม มีความหมายกับผมมากแค่ไหน” เขาพูดเสียงกร้าว “แล้วคนที่คิดจะทำร้ายเขาจะต้องได้รับผลตอบแทนยังไงบ้าง”

“…..” ริคโค่เม้มปากก้มหน้าหลบสายตาแข็งกร้าวของชายหนุ่ม เขาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวกับกระแสเสียงอันโหดร้ายนั้น

“คุณรู้รึเปล่าริคโค่!!! ว่าคนที่มารับกระสุนแทนลูกชายของผมเป็นใคร!!!” มาร์คพูดต่อ “เขาคือลูกชายของเจอโรม!!!”

ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาตรงหน้า!!! ริคโค่เงยหน้าขึ้น เบิกตาโพลงจ้องเข้าไปในดวงตาแข็งกร้าวของมาร์ค

“ลูกชาย…คุณเจอโรม!!!..ไม่…ไม่…” เขาพูดออกมาแทบไม่เป็นภาษา “โอ…พระเจ้าช่วย”

“ใช่!!! ภาวนาไว้มากๆเถอะ ให้พระเจ้าไม่เอาชีวิตไมล์ไป!!!” มาร์คพูดอย่างเหี้ยมเกรียม “เพราะถ้าไมล์เป็นอะไรไปล่ะก็…ไม่ว่าใครที่บงการเรื่องนี้…ไม่ว่ามันจะมีกี่ชีวิตก็ไม่พอ!!!”

ริคโค่ตะลึงจนตัวแข็ง ทั้งน้ำเสียงและแววตาของมาร์คบอกเขาว่าชายหนุ่มพูดจริงและจะทำจริงๆ เขารู้ดีพี่ชายของเขาผิดในเรื่องนี้เต็มๆ แต่ยังไงเขาก็เป็นพี่ชาย เขาจะยื่นมีดให้คนที่สามารถทำลายพี่ชายเขาในพริบตาได้ยังไง แต่การที่เด็กคนหนึ่งจะต้องมาบาดเจ็บ จะเป็นหรือตายก็ยังไม่รู้ มันก็เป็นความผิดที่เขาไม่อาจอภัยได้เช่นกัน หน้าที่ต่อพี่ชายและความถูกต้อง กำลังตีกันอยู่ในสมองจนหัวเขาแทบระเบิด

“คุณกำลังปกป้องมันริคโค่” มาร์คพูดขึ้นเมื่อเห็นความสับสนในดวงตาสีทองคู่สวย “พี่ชายคุณงั้นสิ!!!”

ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่มาร์คจะรู้!!! แม้ริคโค่จะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่เขารู้ว่าแววตาของเขาก็บอกทุกสิ่งทุกอย่างได้เป็นอย่างดี น้ำตาแห่งความกลัวไหลออกมาช้าๆอย่างยอมจำนน ริคโค่กำหมัด ขบริมฝีปากล่างจนช้ำ แต่ไม่มีเสียงใดหลุดลอดออกมาจากปากเขา

แววตาและท่าทีของริคโค่บอกคำตอบที่เขาอยากรู้ทุกอย่าง และเขาก็รู้ว่าริคโค่ไม่มีส่วนในเรื่องนี้ และยังพยายามไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีกด้วย ถ้าคนของเขาไม่ช่วยไมล์ไว้ ป่านนี้ไมล์ก็คง…

มาร์คมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่อ่อนลง มันไม่ใช่ความผิดของริคโค่ด้วยซ้ำ เขายกมือขึ้นหมายจะเช็ดน้ำตาให้ พอข้อนิ้วเขาสัมผัสโดนแก้ม ริคโค่ก็สะดุ้งเฮือกจนมาร์คชะงัก แต่เขาก็ช่วยปาดน้ำตาออกจากแก้มของชายหนุ่มอย่างอดใจไม่ได้ ผิวสีคล้ำใต้นิ้วเขาให้ความรู้สึกเนียนนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ

ริคโค่ทั้งตกใจทั้งแปลกใจ เขาสบตาคนที่กำลังลูบไล้เขาอย่างอ่อนโยนนี้อย่างสับสนกับสัมผัสแผ่วเบาราวกับจะปลอบโยนให้คลายความกังวลใจ

มาร์คมองไล่ตั้งแต่ดวงตาสีทองที่กำลังสับสนไปจนถึงริมฝีปากที่ช้ำแดง ความรู้สึกอยากสัมผัสและลูบไล้ก็พุ่งขึ้นมารบกวนใจเขาอย่างแรง เขารีบผละออกราวกับโดนไฟลวก หันหลังแล้วสูดหายใจเข้าลึกหลายๆครั้ง เพื่อข่มความรู้สึกเหล่านี้ลงไป

ริคโค่มองแผ่นหลังแข็งๆที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเขาอย่างงุนงงและสับสน วินาทีหนึ่งมาร์คทำราวกับจะบีบคอเขาให้ตาย อีกวินาทีกลับสัมผัสเขาอย่างอ่อนโยน แล้วตอนนี้กลับทำราวกับว่าการสัมผัสเขาเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้

มาร์คหันกลับมา ใบหน้าของเขากลับเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกอีกครั้ง “ไปสิ…ถึงเวลาที่คุณจะเผชิญหน้ากับความจริงแล้ว” เขาบอกแล้วก็เดินจากไป โดยไม่หันกลับมามองชายหนุ่มอีก

ริคโค่ยืนอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ เขาพยายามตั้งสติก่อนจะเดินตามมาร์คไป…

กลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัดหันมามองเขาเป็นตาเดียวเมื่อเขาเดินมาถึง ยกเว้นเจอโรมกับมาร์คที่นั่งอยู่ด้วยกัน ฮวนกับพาโบลมองมาด้วยสายตาถามไถ่ ริคโค่ยิ้มฝืนๆยืนยันว่าเขาไม่เป็นไร

“ขอบคุณนะครับที่เอาของของผมกับไมล์มาให้” เชนเอ่ยขึ้น “คุณ…เอ่อ…”

“ริคโค่…” ชายหนุ่มพูดเบาๆ “ด้วยความยินดี เชนใช่มั้ย”

“ครับ…ถ้าพวกคุณไม่เข้ามาช่วยผมคงทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ”

“อย่า…อย่าพูดแบบนั้นเลย…” ริคโค่เอ่ยอย่างขมขื่น เมินหน้าหลบสายตาที่มองเขาอย่างขอบคุณของเชน ถ้าเด็กหนุ่มรู้ว่าพี่ชายของเขาเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี่ คงไม่มองเขาด้วยสายตาแบบนี้อีก

ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก!!! เจอโรมกับมาร์คลุกพรวดขึ้น ถลันถึงตัวคุณหมอที่เดินออกมาอย่างรวดเร็ว เชนก็วิ่งไปถึงเช่นกัน

“เขาเป็นยังไงบ้างครับ” เจอโรมถามอย่างร้อนใจ

“พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ต้องรอดูอาการก่อนในคืนนี้ กระสุนเฉียดหัวใจเขาไปนิดเดียวจริงๆ จากนี้คงต้องพักฟื้นอีกเดือนหรือสองเดือน แล้วแต่ความแข็งแรงของคนไข้นะครับ”

เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก ดังออกจากปากของทุกๆคน คุณหมอยิ้มบอกว่าให้เข้าเยี่ยมคนไข้ได้แต่อย่านานนัก แล้วก็เดินจากไป เชนเข้าไปก่อนคนแรก มาร์คดันเพื่อนรักให้เข้าประตูไป เขาเดินกลับมาที่ริคโค่กับพรรคพวกยืนอยู่ หยุดจ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

“พระเจ้าเมตตาต่อผู้ที่ทำความดีเท่านั้นริคโค่!!! และผมไม่ใช่พระเจ้า ผมเจ็บเป็น และคนที่ทำให้ผมและคนที่ผมรักต้องเจ็บ ผมไม่มีคำว่าเมตตาสำหรับมัน!!!” เขาพูดจบก็หันหลังเดินกลับไป และเปิดประตูหายเข้าไปในห้องผ่าตัด

ริคโค่แทบล้มทั้งยืน เข่าอ่อนเป็นวุ้น ถ้าฮวนกับพาโบลไม่พยุงเขาเอาไว้ เขาก็คงทรุดลงไปนั่งกับพื้นแล้ว คำพูดที่มาร์คทิ้งไว้ให้กับเขานั้นช่างโหดร้ายเเหลือเกิน และมาร์คก็มีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะทำด้วย ถ้าเพียงแต่คนที่มาร์คพูดถึงไม่ใช่พี่ชายเขา เขาคงไม่เจ็บปวดเท่านี้ คนอย่างมาร์คัส แมคนีลแค่เอ่ยปากคำเดียวพี่ชายของเขาก็คงสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในพริบตา ยังไม่รวมถึงชีวิตของเขาและครอบครัวอีก คิดแค่นี้เขาก็อยากจะเป็นบ้าตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

“กลับบ้านเถอะครับคุณริค” ฮวนพูดขึ้น กระชากเอาสติของริคโค่กลับคืนมาอีกครั้ง

เขาสะบัดออกจากมือที่ช่วยพยุงเขาเอาไว้ ด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่น่าเชื่อ “ใช่!!! ผมต้องกลับไป บอกมิคาเอลถึงผลงานที่โง่เง่าสุดที่จะบรรยายของเขา ผมอยากจะจับเขาเขย่าๆให้ความโง่ ความบ้า ความอยากได้อยากมีของเขา กระเด็นหลุดออกจากหัวสมองของเขาไปให้หมด” ริคโค่พูดอย่างดุเดือด ความหวาดกลัวและกดดันทั้งหมดที่เขาได้รับจากมาร์ค เขาจะแปรเปลี่ยนมันมาเป็นพลังแห่งความโกรธเพื่อต่อสู้กับพี่ชาย

“พวกเราจะอยู่เคียงข้างคุณครับคุณริค” พาโบลเอ่ยอย่างหนักแน่น

“คุณลุงของคุณเดาอยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้น ท่านถึงสั่งให้พวกเราคอยช่วยคุณ” ฮวนบอก

“งั้นก็ไปครับ ผมพร้อมจะเผชิญหน้ากับมิคแล้ว” ริคโค่พูดอย่างมุ่งมั่น คราวนี้เขาจะไม่ยอมลงให้มิคาเอลอย่างที่ผ่านๆมาอีกแล้ว…

ประตูห้องทำงานเปิดผางออกโดยไม่มีเสียงเคาะล่วงหน้า ทำให้คนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตกใจจนเกือบทำแก้วบรั่นดีที่ถืออยู่หลุดจากมือ เมื่อเห็นผู้เดินเข้ามาเป็นใครเขาก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

“นี่นายกลายเป็นคนไม่มีมารยาทตั้งแต่เมื่อไหร่ฮึ” เขาพูดอย่างไม่พอใจ วางแก้วในมือลง จ้องอย่างไม่วางตาไปด้านหลังเมื่อเห็นคนที่ตามน้องชายเขามา “ใครให้พวกแกเข้ามา!!!”

“ชั้นเอง” ริคโค่ตอบห้วนๆ

“หมายความว่ายังไงริค!!!”

“นายทำอะไรลงไปมิค!!! นายรู้มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น!!! รู้มั้ยว่ามีเด็กคนนึงต้องเกือบตายเพราะคำสั่งของนาย!!!” ริคโค่พูดเสียงกร้าว

“แล้วไงล่ะ…” เขาตอบอย่างไม่ยี่หระ แต่ในใจกลับตื่นตระหนก

“นายนี่มัน!! นายไม่แคร์เลยเหรอ ชีวิตของคนคนหนึ่งมันไม่มีค่าในสายตานายเลยใช่มั้ย นายต้องหยุด!!! คุณแมคนีลเขารู้แล้วว่าเป็นนาย นายอยากสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างใช่มั้ย!!!”

“ไม่มีทางที่มันจะรู้!!!” มิคาเอลถลันลุกขึ้น มองสามคนตรงหน้าตาวาว “นอกจากพวกนายจะบอกมัน!!!”

“ชั้นไม่ได้บอก!!! และถึงชั้นไม่บอก เขาก็ต้องรู้อยู่ดี!!! แล้วนายคิดว่านายจะรอดพ้นไปจากเรื่องนี้ได้งั้นเหรอ!!! นายเคยคิดถึงบริษัท ลูกเมียของนายบ้างมั้ยว่าจะเป็นยังไง ถ้าเขาคิดจะจัดการนาย” ริคโค่พูดอย่างโกรธจัด “ไม่เคยเลยใช่มั้ย!!! นายคิดถึงแต่ตัวเองเท่านั้น ชั้นไม่เข้าใจเลย ที่นายมีทุกวันนี้มันไม่พอหรือยังไง นายจะอยากได้อยากมีอย่างเขาไปทำไม ในเมื่อตอนนี้เราก็อยู่กันได้อย่างสบายโดยไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว”

“นายมันไม่รู้อะไรเลยริค!!! สิ่งที่ชั้นเอาไปเสนอให้มันจะทำให้เราถีบตัวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศนี้ได้เลยทีเดียว!!! แล้วยังไง!!! มันไม่แม้แต่ชายตาแลด้วยซ้ำ แถมยังบอกปัดข้อเสนอชั้นอย่างไม่ใยดีอีกด้วย” มิคาเอลพูดอย่างคลั่งแค้น “แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่นายกำลังไปหลงใหลมัน ปันใจให้มัน ซึ่งชั้นไม่มีวันยอม!!! ได้ยินมั้ยริค!! ชั้นไม่มีวันยอม!!!” เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่ง “นายกำลังคิดจะตีตัวออกห่างจากชั้น!!! ทั้งๆที่ชั้นให้นายทุกสิ่งทุกอย่าง!!! นายคิดจะทรยศชั้นใช่มั้ยริค!!!”

ริคโค่ตะลึงงันต่อสิ่งที่ได้ยิน เขาไม่เคยนึกเลยว่า ตัวเขาเองจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มิคคิดจะลงมือแบบนี้ ความเจ็บปวดโถมทับลงในใจเขามากขึ้นไปอีก แล้วนี่เขาจะทำยังไง มิคาเอลทำราวกับคนเสียสติแค่ได้รู้ว่าเขามีความสนใจในตัวมาร์ค แล้วนี่ถ้าพี่ชายเขารู้ว่าเขารักมาร์คล่ะจะเกิดอะไรขึ้น

“มิคฟังนะ…ชั้นไม่เคยคิดจะทำอะไรอย่างที่นายคิด ชั้นก็บอกนายแล้วว่าชั้นจะทำงานกับนาย ชั้นก็ทำตามที่พูดแล้วไง…”

“งั้นเหรอ!!!” มิคาเอลขัดขึ้นเสียงเย้ยหยัน “นายทำงานเหมือนคนซังกะตาย อย่าคิดว่าชั้นไม่รู้นะริค นายอยากเข้าไปทำงานกับมันจนตัวสั่น ถ้าชั้นไม่พูดดักไว้ ป่านนี้นายก็คงเข้าไปอยู่ที่บริษัทมันแล้ว”

“ใช่!! มันเป็นความฝันสูงสุดของชั้น แล้วไง…ชั้นก็ทิ้งมันได้ แล้วนายยังต้องการอะไรอีก” ริคโค่พูดอย่างเหลืออด “การที่ชั้นสนใจเขา มันไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์พี่น้องของเราลดน้อยลงซักหน่อย นายก็ยังคงเป็นพี่ชายของชั้นเหมือนเดิม”

“ไม่!! มันไม่เหมือนเดิมหรอก เมื่อก่อนมีชั้นคนเดียวที่สำคัญกับนายที่สุด แต่ตอนนี้ไอ้เจ้านั่นมันกำลังมาแย่งนายไปจากชั้น” มิคาเอลตาลุกวาวเมื่อพูดถึงคนที่เขาชิงชังยิ่งนัก

“นายบ้าหรือไงมิค!!! มันไม่เกี่ยวกันซักหน่อย” ริคโค่ตะโกนเสียงดัง ทำไมพี่ชายเขาถึงได้เป็นแบบนี้นะ นี่แสดงว่าตลอดเวลาเขาไม่เคยรู้จักมิคาเอลเลยว่า แท้จริงแล้วเขาเป็นคนยังไงใช่มั้ย “แล้วชั้นก็เป็นตัวของชั้นเอง ไม่ใช่ของๆใครด้วย ชั้นไม่ใช่สิ่งของที่ใครจะมาอ้างความเป็นเจ้าของได้นะ”

มิคาเอลตกตะลึงราวกับโดนฟ้าผ่า!!! ริคโค่ไม่เคยพูดกับเขาแบบนี้!!! ไม่เคยขัดแย้งกับเขาไม่ว่าเรื่องใด!!! ไม่เคยตะโกนใส่หน้าเขาอย่างที่ทำอยู่เดี๋ยวนี้!!! ไอ้แมคนีลคนเดียวทำให้น้องชายที่แสนจะว่านอนสอนง่ายของเขาเปลี่ยนไปได้แค่ข้ามคืนที่พบมันอย่างนั้นเหรอ!!? มันน่าแค้นใจนัก!!!

“ชั้นขอยื่นคำขาดกับนายนะมิค!! อย่าไปยุ่งกับเขาอีก!!” ริคโค่พูดอย่างระงับอารมณ์ “นายต้องหลบไปซักพัก ทิ้งทุกอย่างไว้ ชั้นจะจัดการเรื่องนี้เอง”

“นายจะทำยังไง” มิคาเอลถามน้ำเสียงยังครุกรุ่น

“ชั้นมีวิธีของชั้น นายไปอยู่กับคุณลุงพักนึงจนกว่าชั้นจะติดต่อกลับไป ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน ชั้นคงจัดการได้” ริคโค่พูดเสียงเรียบเฉย แต่ในใจเขากลับเป็นตรงข้าม “ชั้นขอร้องมิค” เขาพูดเสียงเหนื่อยล้าเมื่อเห็นมิคาเอลทำท่าจะแย้ง “เพื่อตัวนายเองนะ การปกป้องชีวิตของนายไม่ได้เป็นสิ่งที่บอกนายหรอกเหรอว่านายสำคัญกับชั้นมากแค่ไหน”

“…..” มิคาเอลพูดไม่ออกเมื่อสบตาของน้องชาย ความจริงใจความเป็นห่วงไม่ปิดบังที่ฉายออกมา เขาเชื่อแต่ไม่ไว้ใจเลยแม้แต่น้อย “สัญญากับชั้นอย่างนึงก่อนสิริค แล้วชั้นจะทำตามที่นายขอทุกอย่าง”

ริคมองพี่ชายอย่างไม่ไว้ใจนัก “สัญญาอะไรล่ะ”

“ถ้านายเลิกคิดถึงมัน ห้ามติดต่อกับมันไม่ว่ายังไง และสัญญาว่านายจะอยู่กับชั้นตลอดไป แค่นั้นแหละชั้นจะวางมือทุกอย่างที่เกี่ยวกับมันและไม่คิดถึงเรื่องนี้อีก”

ริคโค่ได้แต่อึ้ง คำพูดทุกคำที่มิคาเอลพูดออกมาสื่อถึงความเห็นแก่ตัวอย่างชัดแจ้ง แม้กระทั่งฮวนกับพาโบลที่ยืนฟังเงียบๆอยู่ข้างหลังเขามาตลอด ยังหลุดสบถออกมาเบาๆอย่างนึกไม่ถึง

แต่ถ้ามันจะทำให้มาร์คและลูกของเขาปลอดภัยจากการคุกคามของพี่ชายเขาแล้วล่ะก็ เขาก็ยอมทำ แม้จะเจ็บปวดแต่ก็คงไม่มากไปกว่าที่เขารู้สึกอยู่แล้วหรอก

“ได้สิ ชั้นให้สัญญาตามที่นายต้องการ” ริคโค่พูดอย่างเด็ดเดี่ยว

“คุณริค!!!…” พาโบลอุทาน แล้วต้องเงียบเมื่อถูกฮวนบีบมือห้ามเขาไว้

“ดี…ชั้นเชื่อนายนะริค อย่าทำให้ชั้นผิดหวังล่ะ” มิคาเอลกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างผู้ชนะก่อนจะเดินออกไปเก็บของเพื่อหนีไปสเปน เสียงหัวเราะแว่วมาหลังจากประตูปิด เสียดแทงใจของริคโค่จนเขาต้องกำหมัดแน่น

“แน่ใจหรือครับ ว่าแบบนี้จะดีแล้ว” ฮวนถามเบาๆ

“คุณริคครับนี่มันบ้าที่….” พาโบลพูดต่อไม่ได้เพราะถูกฮวนเอามือปิดปาก

“ไม่เป็นไรหรอกฮวน” ริคโค่เอ่ยเสียงขรึม “พาโบลพูดถูกแล้วล่ะ นี่มันเรื่องบ้าที่สุด” แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “แต่ยังไงผมก็ต้องทำ ทุกสิ่งทุกอย่างผมจะรับผิดชอบเอง” เขามองฮวนแล้วยิ้มฝืนๆให้ “ช่วยทีนะครับ พาเขาไปที คุณลุงคงเข้าใจเหตุผลของผม”

“ไม่มีปัญหาครับ ผมจะส่งเขาให้ถึงมือท่านอย่างปลอดภัย” ฮวนยิ้มอย่างให้กำลังใจ “พวกเราจะอยู่ช่วยคุณจนกว่าเรื่องนี้จะจบลง”

มีเสียงประท้วงอู้อี้มาจากใต้มือของฮวน ชายหนุ่มรีบปล่อยทันที พาโบลหันมาค้อนควับก่อนจะหันกลับไปยิ้มให้ริคโค่ “บอกมาเลยนะครับ ผมยินดีช่วยเต็มที่”

“ขอบคุณมากครับ ฮวน พาโบล…ขอบคุณจริงๆ” ริคโค่เอ่ยอย่างซาบซึ้ง “ก่อนอื่น ผมอยากรู้ความเคลื่อนไหวของคุณแมคนีลทุกอย่าง ก่อนที่เขาจะลงมือทำอะไร และก่อนที่ผมจะเสี่ยงทำในสิ่งที่ผมคิดไว้เพื่อยุติความบาดหมางในครั้งนี้” ริคโค่พูดอย่างเด็ดขาด

ฮวนกับพาโบลหันมามองหน้ากัน ก่อนจะมองกลับไปที่ริคโค่อีกครั้ง แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวที่แสดงออกมาหมายความว่าชายหนุ่มตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะทำอะไร

แต่มันคืออะไรล่ะ!!! ทั้งสองคนไม่อาจรู้และไม่อาจเดาได้เลย….

###################################################