Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 6

“คนไข้คงเครียดมากและพักผ่อนน้อย แถมยังไข้ขึ้นสูงจึงทำให้หมดสติน่ะครับ” คุณหมอผู้ตรวจริคโค่บอกอาการชายหนุ่มให้ห้าคนที่รออย่างกระวนกระวายฟัง “ส่วนอาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้น จากการเช็คโดยละเอียดตามที่คุณแมคนีลสั่ง ก็เเป็นเพราะเส้นประสาทเกิดการตึงตัวจนเกินไปเพราะความเครียด ดังนั้นช่วงนี้อย่าพยายามให้คนไข้ใช้สมองมากจนเกินไป ให้พักผ่อนมากๆ สองสามวันก็คงดีขึ้นครับ”

“แล้วตอนนี้…” มาร์คเอ่ยถาม

“ตอนนี้ผมฉีดยาบำรุงและยาคลายประสาทให้ คนไข้จะหลับยาวจนถึงพรุ่งนี้เช้า ดังนั้นพวกคุณกลับไปก่อนได้เลยครับ” คุณหมอบอกแล้วก็ขอตัวกลับออกไป

ฮวนกับพาโบลถอนใจอย่างโล่งอกที่ริคโค่ไม่เป็นอะไรมาก มาร์คเดินเข้ามาที่ข้างเตียงยืนมองริคโค่ที่นอนนิ่งหายใจอย่างสม่ำเสมอถึงแม้ว่าหน้าตาจะซีดเซียว

เขาตกใจมากตอนที่ริคโค่หมดสติไป เรียกว่าหัวใจแทบหยุดเต้นก็ว่าได้ เขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เชนต้องเข้าโรงพยาบาลตอนอายุเจ็ดขวบเพราะน้ำมือแม่ของตัวเอง เขาไม่คิดว่าความรู้สึกแบบนี้จะยังหลงเหลืออยู่ในหัวใจเขาอีก ริคโค่เป็นคนที่ปลุกความรู้สึกอยากครอบครองเป็นเจ้าของในใจเขาขึ้นมาใหม่ รวมถึงความรู้สึกเป็นห่วงใครซักคนแบบสุดจิตสุดใจด้วย

มาร์คต้องเอาสองมือล้วงกระเป๋าไว้เพราะเกรงว่าตัวเขาจะเผลอเอื้อมมือออกไปสัมผัสใบหน้าซีดเซียวของริคโค่ เขาจะแสดงออกให้คนอื่นรู้อีกไม่ได้ว่าริคโค่มีผลกับจิตใจของเขามากแค่ไหน แค่ที่เขาทำมามันก็เพียงพอแล้วที่คนอื่นจะเห็นว่าริคโค่คือจุดอ่อนของเขาอีกหนึ่งอย่าง นอกจากลูกชายและเพื่อนของเขา

ประตูห้องพักฟื้นเปิดออก อิซาเบลจูงมือเปรโดเดินเข้ามาอย่างร้อนรน เธอชะงักเล็กน้อยที่เห็นมาร์คกับคนของเขาอยู่ในห้องด้วย มาร์คก้มศีรษะให้เธอนิดหนึ่งแล้วถอยออกไป อิซาเบลจึงจูงเปรโดเดินมาข้างเตียง

“ริคเป็นไงบ้างฮวน” เธอถาม ลูบผมที่ปรกหน้าผากชายหนุ่มออกอย่างห่วงใย

“ไม่เป็นไรมากครับ หมอให้พักผ่อนมากๆและห้ามเครียดจนเกินไป” ฮวนตอบ

“คงยากซักหน่อยนะ” อิซาเบลถอนใจ

“อาริคไม่เป็นไรใช่มั้ยฮะแม่” เปรโดถามด้วยท่าทีร้อนรน

อิซาเบลลูบหัวลูกชายอย่างรักใคร่ “อีกวันสองวันอาริคก็หายแล้วจ้ะลูกรัก”

“งั้นอาริคก็มาเล่านิทานให้ผมฟังได้แล้วใช่มั้ยฮะ” เขาถามอย่างกระตือรือร้น

“ก็ต้องถามอาริคก่อนนะจ๊ะ” อิซาเบลบอก เปรโดพยักหน้าเข้าใจ

อิซาเบลหันมาทางมาร์ค “ขอบคุณนะคะที่ช่วยพาริคโค่มาส่ง”

มาร์คยิ้มฝืนๆ “ไม่เป็นไรครับ เพราะผมอยู่กับเขาตอนที่หมดสติ”

อิซาเบลมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง “ชั้นขอคุยกับคุณหน่อยได้มั้ยคะ” เธอถามอย่างจริงจัง

มาร์คค่อนข้างแปลกใจ แต่ก็ยอมตาม “ได้ครับ”

อิซาเบลพยักหน้าให้ฮวนกับพาโบลออกไปรอข้างนอกห้อง มาร์คก็ทำเช่นเดียวกัน เมื่อทั้งสี่คนออกไปหมดแล้ว อิซาเบลก็ผายมือให้มาร์คนั่งลงที่โซฟาด้านท้ายห้อง เปรโดนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงท้าวแขนลงที่ข้างเตียงพลางลูบมือของริคโค่ไปมา อิซาเบลยิ้มอย่างเอ็นดูลูกชาย ก่อนจะหันมาคุยกับมาร์ค

“คุณคือคุณมาร์คัส แมคนีลใช่มั้ยคะ ชั้นอิซาเบล พี่สะใภ้ของริคโค่ แล้วนั่นก็เปรโดลูกชายค่ะ” เธอแนะนำตัว พร้อมกับยื่นมือให้ชายหนุ่ม

มาร์คจับมือเธอเขย่าตามมารยาท “ยินดีที่รู้จักครับ”

“ชั้นว่าคุณคงไม่ค่อยยินดีซักเท่าไหร่ จริงมั้ยคะ” เธอถามยิ้มๆ

มาร์คยิ้มมุมปากนิดๆในความตรงไปตรงมาของเธอ “มีอะไรจะคุยกับผมหรือครับ”

“ริคบอกอะไรคุณบ้างรึยังคะ”

“ก็แค่นิดหน่อยก่อนที่เขาจะหมดสติ เรื่องอะไรบางอย่างที่สามีคุณเคยเสนอให้ผม” มาร์คตอบเสียงเรียบ

อิซาเบลนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจเดียวกัน “เขาอยากทำธุรกิจกับคุณในขณะเดียวกันก็อยากทำลายคุณไปด้วย เพราะอิจฉาในสิ่งที่คุณมีแต่เขาไม่มี ที่สำคัญเขารู้ว่าริคอยากเข้าบริษัทคุณ เขาถึงได้ทำทุกอย่างเพื่อที่จะขัดขวางและเขาก็ทำสำเร็จ ที่เขาอยากจับตัวลูกชายคุณมาก็เพียงเพื่อจะบังคับให้คุณร่วมธุรกิจกับเขา และเพื่อที่เขาจะได้รู้สึกว่าอยู่เหนือคุณ”

มาร์ครับฟังเธอด้วยท่าทีสงบเงียบ “เรื่องนั้นผมเข้าใจละ แต่ผมอยากรู้ว่าทำไมริคโค่จะต้องปกป้องพี่ชายมากขนาดนั้นด้วย” เขาอดที่จะถามไม่ได้

อิซาเบลยิ้มนิดๆดูมีเลศนัย “ชั้นคงตอบแทนเขาไม่ได้ แต่ชั้นบอกคุณได้ว่าริคโค่เป็นคนอ่อนโยน เขาเห็นความสำคัญของคนในครอบครัวมาก และชั้นแน่ใจว่าเขาทำไปก็เพื่อปกป้อง…” เธอสบสายตาคมกล้าของมาร์คอย่างแน่วแน่ “แต่จะปกป้องใครนั้น…คุณคงต้องหาคำตอบจากเจ้าตัวเองนะคะ”

ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่แกร่ง แววตาที่เข้มแข็งบอกเขาอย่างนั้น “ขอบคุณที่บอกผมนะครับคุณอิซาเบล”

“เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องไปกดดันริคอีกไงคะ บอกตรงๆว่าชั้นเป็นห่วงเขามาก เขามักจะนึกถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ และสุดท้ายคนที่ต้องเจ็บมากที่สุดก็คือเขา” เธอมองกลับไปที่เตียงอย่างห่วงใยอีกครั้ง

“คุณจะไม่เป็นไรหรือครับ ถ้าสามีคุณรู้ว่าคุณบอกผมเรื่องนี้” มาร์คถามอย่างอดห่วงไม่ได้

อิซาเบลหันกลับมายิ้มให้ชายหนุ่ม “ต้องเป็นแน่อยู่แล้วค่ะ ถ้าเขาเกิดรู้เข้า ชั้นถึงอยากขอร้องคุณเรื่องหนึ่ง” เธอพูดอย่างชั่งใจ

“ว่ามาเลยครับ”

“ชั้นอยากให้คุณหาที่อยู่กับโรงเรียนให้ชั้นสักที่หนึ่ง ที่ๆมิคาเอลจะหาเราสองคนไม่เจอ ชั้นจะพาลูกไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เมื่อถึงเวลา” เธอพูดอย่างแน่วแน่

มาร์คคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ได้ครับ” เขาหยิบนามบัตรออกมาเซ็นชื่อกำกับหลังบัตรแล้วส่งให้เธอ “มีเบอร์โทรที่คุณสามารถติดต่อกับผมหรืออาจจะเป็นผู้ช่วยของผมเจอโรม คาเมรอน หรือถ้าคุณมาที่บริษัทผมคุณก็จะสามารถผ่านมาพบผมได้โดยตรง”

“ขอบคุณมากค่ะคุณแมคนีล” เธอยิ้มอย่างจริงใจ

“ผมคงต้องขอตัวซักที…”

“เดี๋ยวสิคะ! คุณจะอยู่ก่อนก็ได้นะคะ ชั้นคงต้องพาลูกชายกลับแล้ว คืนนี้พาโบลกับฮวนคงมาอยู่เฝ้าริคเอง” เธอรีบขัดขึ้น “ตามสบายนะคะ” อิซาเบลบอกชายหนุ่ม เดินไปจูงลูกชายออกจากห้องไป

มาร์คมองจนประตูห้องปิดตามหลังอิซาเบลไป ก่อนจะลุกเดินไปยืนที่ข้างเตียง แล้วเขาก็พ่ายแพ้ใจตัวเอง ชายหนุ่มไล้ข้อนิ้วกับแก้มนุ่มๆของริคโค่อย่างอ่อนโยน “ผมขอโทษ…” เขาเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีเขียวมรกตมีแววเสียใจอย่างแท้จริง อีกมือหนึ่งกุมมือริคโค่ไว้อย่างอ่อนโยนดุจเดียวกัน ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกเสียใจให้ชายหนุ่มรับรู้

มือของคนที่หลับอยู่กลับกระชับแน่นขึ้นเหมือนกับต้องการให้เขาจับอยู่แบบนั้น พร้อมกับละเมอพึมพำเบาๆฟังไม่รู้เรื่อง มาร์คก้มลงไปใกล้ขึ้น เพื่อฟังสิ่งที่ริคโค่กำลังพูด

“อือ…ทำไม…ทำไมต้องเป็นคุณ…ทำไมต้องเป็นผม…” ริคโค่เพ้อเพราะพิษไข้ “ผมไม่เคยอยากให้มันเป็นแบบนี้…เป็นเพราะผมเอง…ที่ทำให้คุณ…ตกอยู่ในอันตราย…มาร์ค…ผมขอโทษ…ขอโทษ…”

เขาได้ยินไม่ผิดแน่ ยามไม่รู้สึกตัวริคโค่เรียกเขาอย่างสนิทสนม แล้วที่ว่าเป็นความผิดของตัวเอง มันหมายความว่ายังไงกัน น้ำตาของริคโค่ไหลออกมาทางหางตาช้าๆ มาร์คค่อยๆเกลี่ยออกด้วยปลายนิ้วอย่างอ่อนโยน เขาลูบศีรษะชายหนุ่มอย่างแผ่วเบาเหมือนกับที่ลูบหัวลูกชายเมื่อยังเด็ก

“ไม่เป็นไรแล้วริค…พักผ่อนให้สบายนะ ไม่เป็นไร…” มาร์คพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนสุดแสนเพื่อปลอบประโลมชายหนุ่มให้สงบลง เหมือนริคโค่จะรับรู้ถึงสัมผัสแผ่วเบาของเขา ชายหนุ่มจึงสงบลงทีละน้อยจนหายใจสม่ำเสมอในที่สุด มาร์คยืนอยู่กับชายหนุ่มอีกครู่ใหญ่จึงกลับออกไป

ที่นอกห้อง อเล็กซ์กับฟิลล์กำลังรอเขาอยู่ “กอนโดซ่ากับผู้ช่วยล่ะ” เขาถามเมื่อไม่เห็นทั้งสองคน

“คุณอิซาเบลพากลับไปด้วยครับ” ฟิลล์ตอบ “เป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ” พูดจบเขาก็หัวเราะหึ หึ

มาร์คยิ้มมุมปาก “ชั้นก็ว่างั้น แต่สองคนนั่นยอมไปนี่สิแปลก”

“เธอบอกว่าเดี๋ยวคุณจะจัดการเอง” ฟิลล์สบตาเจ้านายอย่างถามไถ่ “จัดการเรื่องอะไรหรือครับ”

มาร์คไม่ตอบ หันมาทางอเล็กซ์ที่เอาแต่นั่งเงียบแต่ประกายตาไม่น่าไว้ใจ “เป็นอะไรอเล็กซ์”

“คนพาลน่ะครับ อย่าไปสนใจเลย” ฟิลล์ตอบแทน มองคู่หูด้วยสายตาดุๆ

อเล็กซ์ตวัดสายตามองคนพูดแว่บหนึ่ง แล้วทำท่าไม่สบอารมณ์ “ไม่มีอะไรครับ” เขากัดฟันตอบ

มาร์คถอนใจพลางส่ายหน้ายิ้มๆ อะไรกันอีกนะสองคนนี่ “ฟิลล์เดี๋ยวนายไปติดต่อให้พยาบาลมาเฝ้าริคโค่ จนกว่าพวกของเขาจะมานะ” ชายหนุ่มหันมาสั่ง ฟิลล์รับคำแล้วเดินไป

มาร์คนั่งลงข้างๆอเล็กซ์ เอนตัวพิงโซฟาด้วยท่าทีสบายๆ แต่อเล็กซ์รู้ดีกว่านั้น ตอนนี้อารมณ์อันตรายของมาร์คกำลังเดือดปุดๆอยู่ภายใน และความอันตรายนั้นก็แผ่รังสีออกมาจนเขารู้สึกได้

“รู้เรื่องที่อยากรู้รึยังครับเจ้านาย” เขาถามขึ้น

“รู้แล้ว” มาร์คตอบเสียงเรียบ “แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างที่ชั้นยังติดใจอยู่”

“อยากให้ผมสืบต่อมั้ยครับ”

“ไม่ต้องแล้วล่ะ” มาร์คตอบ

พอดีกับที่ฟิลล์เดินมากับพยาบาลคนหนึ่ง เธอเดินเข้าห้องพักฟื้นของริคโค่ไปจากนั้นทั้งสามคนจึงเดินทางกลับไปที่บ้านของมาร์ค

มาร์คกลับเข้าบ้านและบอกให้ทั้งสองคนกลับได้ ฟิลล์กำลังจะเดินไปขึ้นรถของตัวเองเพื่อกลับบ้าน ก็โดนอเล็กซ์คว้าแขนแล้วลากชายหนุ่มไปขึ้นรถของตัวเองโดยที่ฟิลล์ไม่ทันได้ร้องท้วง แล้วขับออกไปทันที

บรรยากาศมาคุในรถที่กำลังขับด้วยความเร็วสูงไม่ได้บรรเทาลงเลยแม้จะขับออกจากบ้านมาร์คมาไกลพอสมควรแล้ว

ฟิลล์จ้องออกไปทางหน้าต่างด้านของตัวเองด้วยความฉุนมากกว่าโกรธกับการกระทำของคู่หู เขาเหลือบตามองคนที่ขับรถอย่างรวดเร็ว หัวคิ้วขมวดมุ่นกับริมฝีปากเม้มแน่นบ่งบอกว่าอเล็กซ์กำลังโกรธจัด

“ขับช้าลงหน่อยได้มั้ย แล้วนี่จะพาชั้นไปไหน” ฟิลล์หันกลับมาถามอย่างหมดความอดทน

อเล็กซ์เหลือบมามองสีหน้าเอาจริงของคู่หูแวบหนึ่งก่อนจะผ่อนคันเร่งลง แต่ไม่ยอมพูดอะไร

“นายจะทำตัวเป็นเด็กไปถึงเมื่อไหร่อเล็กซ์” ฟิลล์ถามชักเริ่มโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว

อเล็กซ์ไม่ตอบ ดวงตาทอประกายคมกล้าขึ้น เลี้ยวรถไปตามทางที่แยกจากถนนสายหลัก ห้านาทีต่อมาเขาก็จอดรถ ชายหนุ่มไม่พูดไม่จาลงจากรถไป ซักพักไฟฟ้าก็สว่างขึ้นโดยรอบบริเวณ ฟิลล์จึงเห็นว่าด้านข้างรถคือเคบิลหลังขนาดย่อมๆหลังหนึ่ง อเล็กซ์เดินออกมาจากเพิงไม้เล็กๆข้างเคบิล เดินตรงมาที่รถดับเครื่องแล้วยืนรอเมื่อเห็นฟิลล์ไม่ยอมลงมา เขาก็ถอนใจเดินมาด้านที่ฟิลล์นั่งอยู่ เปิดประตูรถออก แต่ฟิลล์ก็นั่งเฉยด้วยความโกรธและดื้อดึง

“ลงมาเถอะน่า” อเล็กซ์เอ่ยขึ้น หลังจากเงียบมานาน ฟิลล์เหลือบมองคนที่ยืนอยู่แต่ก็ยังเฉย คิดว่าเขาจะยอมง่ายๆงั้นเหรอ!! ฝันไปเถอะ!!! เขาไม่ชอบคนที่ไม่มีเหตุผลที่สุด!!!

“ได้โปรด…” อเล็กซ์พูดอีกครั้งอย่างหมายความว่าตามนั้นจริงๆ

ฟิลล์อึ้งเล็กน้อยเพราะตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาก็หลายปีแล้ว อเล็กซ์พูดคำนี้นับครั้งได้ และด้วยนิสัยส่วนตัวแล้วเขาเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองเพราะอเล็กซ์เป็นอดีตนายทหาร เคยสังกัดหน่วย SEAL มาก่อน ก่อนที่จะบาดเจ็บหนักจนต้องเกือบเสียขาซ้ายไปทำให้ต้องเดินกระเผกจนทุกวันนี้ หลังจากออกจากราชการ อเล็กซ์ก็โดนทาบทามให้มาทำงานเป็น C.I.A. จนกระทั่งพบกับเจอโรม ที่ชวนเขามาทำงานด้วย อเล็กซ์จึงออกมาอยู่กับเจ้านายเขามาจนทุกวันนี้

ฟิลล์ถอนใจก้าวลงจากรถแล้วปิดประตู “นายจะบอกถึงสาเหตุที่นายทำอย่างนี้มั้ยอเล็กซ์…ไม่งั้นชั้นจะกลับ แม้ว่าต้องเดินไปก็ตาม…ชั้นไม่ชอบเรื่องที่ไม่มีเหตุผลแบบนี้…นายก็รู้ดีนี่” เขาพูดอย่างจริงจัง

อเล็กซ์พยักหน้า เดินนำชายหนุ่มไป ไขประตูเคบิลแล้วเปิดเข้าไป ฟิลล์เดินตามเข้ามา อดทึ่งไม่ได้แม้ข้างในตกแต่งแบบเรียบง่าย แต่ก็น่าอยู่มาก

“ตามสบายนะ” เสียงอเล็กซ์บอกมาแล้วเดินไปที่ครัวเล็กๆทางขวา ฟิลล์เดินมานั่งที่โซฟาตัวเดียวที่มีอยู่ อเล็กซ์เดินกลับมาถอดเสื้อนอกเรียบร้อย แต่สายคาดปืนยังอยู่ ส่งเบียร์กระป๋องให้ฟิลล์ แล้วนั่งลงที่พื้นข้างๆชายหนุ่ม เหยียดขายาวๆออกไปข้างหน้า เปิดเบียร์แล้วยกขึ้นดื่มอึกใหญ่

ฟิลล์เปิดเบียร์ของตัวเองแล้วยกขึ้นดื่มบ้าง เห็นอเล็กซ์เอามือกุมเข่าซ้าย จึงถามขึ้น “นายเจ็บขารึเปล่า”

อเล็กซ์หันมายิ้มนิดๆ เป็นยิ้มแรกตั้งแต่เมื่อตอนเย็น “ก็เจ็บนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก ขอบใจที่ห่วง”

ฟิลล์พ่นลมหายใจพรืด พร้อมกับเมินไปทางอื่นเพราะยังฉุนๆอยู่ แม้จะไม่ค่อยโกรธแล้วก็เถอะ

“จะบอกได้รึยังว่านายเป็นอะไร” ฟิลล์ถามขึ้น

“นายไม่รู้จริงอ้ะ ลองนึกถึงเรื่องเมื่อเย็นนี้ดีๆอีกครั้งสิ” อเล็กซ์พูดกึ่งฉุนๆ ที่ฟิลล์ทำหน้างงๆ

ฟิลล์นึกถึงเมื่อตอนเย็นที่เขา อเล็กซ์ รวมถึงคนติดตามของริคโค่ออกมารออยู่หน้าห้อง…

ตอนที่พวกเขาแนะนำตัวกัน อเล็กซ์ก็ทำท่าไม่ชอบฮวนอย่างเห็นได้ชัด ส่วนพาโบลก็จ้องตัวเขาเขม็ง แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไร ฮวนมองผู้ช่วยของเขาแล้วก็ยิ้มอย่างมีเลศนัยนิดๆ พวกเขานั่งคุยกันเรื่องต่างๆเพื่อฆ่าเวลา อเล็กซ์เอาแต่นั่งหน้าบูด ส่วนพาโบลก็หน้าเครียดพอกัน จนเขาแปลกใจ

“คุณฮวนคิดจะไปเที่ยวที่ไหนมั้ยครับ เห็นคุณว่าไม่ค่อยได้มาอเมริกาบ่อยนัก” ฟิลล์ถาม ซ่อนความสงสัยไว้ข้างใน

“ก็ไม่ค่อยมีเวลาซักเท่าไหร่นี่ครับ จะมาก็เรื่องงานซะมากกว่า” ฮวนตอบอย่างอารมณ์ดี

“จะให้ผมลองแนะนำที่ท่องเที่ยวให้ก็ได้นะครับ ถ้าสนใจ” ฟิลล์บอกอย่างเอื้อเฟื้อ

“ขอบคุณมากครับ” ฮวนตอบพร้อมกับยิ้ม ความจริงก็ดีเหมือนกันนะ จะได้พาคนข้างๆไปเที่ยวด้วย

“ขอโทษนะครับ” พาโบลลุกพรวดขึ้น “ผมขอตัว…” พูดจบเขาก็เดินลงส้นออกไป

ฮวนแทบจะหลุดหัวเราะออกมา ชายหนุ่มยิ้มกว้างอย่างยินดี ก่อนจะพูดกับฟิลล์ที่ทำหน้างงๆ “ขอโทษอีกครั้งนะครับคุณฟิลล์…พาโบลเขายังเด็ก ก็เลยใจร้อนไปหน่อย”

อเล็กซ์พ่นลมออกจมูกด้วยเสียงไม่ค่อยสุภาพจนฟิลล์ต้องหันไปทำตาดุเป็นการปราม อเล็กซ์ไม่สนใจจ้องหน้าฮวนเขม็ง ฮวนสู้ตาไม่ยอมแพ้ ก่อนจะขยับยิ้มมองกลับไปกลับมาระหว่างอเล็กซ์กับฟิลล์ แล้วลุกขึ้นยืน “เดี๋ยวผมขอตัวไปตาม คนสำคัญของผมก่อนนะครับ” พูดจบเขาก็เดินตามพาโบลออกไป

ทั้งฟิลล์และอเล็กซ์ต่างก็อึ้งไปตามๆกันกับคำพูดที่ฮวนทิ้งไว้ ก่อนที่ฟิลล์จะหลุดหัวเราะออกมา

“นายขำอะไร” อเล็กซ์ถามเสียงไม่สบอารมณ์

“ก็ชั้นเพิ่งจะรู้น่ะสิว่าทำไมคุณพาโบลถึงได้หงุดหงิดใส่ชั้นตั้งแต่ขึ้นรถมาด้วยกันแล้ว” ฟิลล์พูดยิ้มๆ “ที่แท้ก็หึงชั้นนี่เอง”

“ก็น่าอยู่หรอก”

“หมายความว่าไง” ฟิลล์ถามอย่างสงสัย

“ก็นายเล่นไปยิ้มให้หมอนั่นขนาดนั้น เป็นใครจะไม่หึง” อเล็กซ์ตอบ หันหน้าไปอีกทาง

“ชั้นก็ยิ้มให้เขาตามมารยาทเท่านั้น แล้วนี่นายหงุดหงิดอะไรอีกล่ะ” ฟิลล์ถามชักเริ่มฉุนขึ้นมาบ้าง

“ก็ทีชั้นนายยังไม่ยิ้มให้ขนาดนั้นเลย หรือว่าเห็นว่าเขาหน้าตาดี คุยกันถูกคอด้วยนี่” อเล็กซ์พูดประชด

“อย่ามาหาเรื่องกันนะ!!!…ถ้านายมีปัญหากับชั้นก็พูดมาตรงๆ ไม่ต้องเอาเรื่องคนอื่นมาประชดประชัน ชั้นไม่ชอบ” ฟิลล์โกรธขึ้นมาจริงๆแล้ว นี่อเล็กซ์เป็นอะไรไปนะ ปกติไม่เคยพูดจากับเขาแบบนี้เลยซักครั้ง

อเล็กซ์นิ่งเงียบไม่ยอมพูดยอมจา ทำหน้าราวกับโกรธใครมาสักร้อยปี ฟิลล์เองก็เฉย เรื่องนี้เขาไม่ผิดซักหน่อย ก็เลยต่างคนต่างก็เงียบ ซักพักฮวนก็เดินจูงมือพาโบลที่แก้มเป็นสีชมพูเดินกลับมานั่งลงที่เดิม

“ขอโทษครับคุณฟิลล์” พาโบลพูดเสียงอ่อยๆ หลังจากโดนฮวนสะกิดเตือน

“ไม่เป็นไรครับ…คงเข้าใจกันดีแล้วนะครับ” ฟิลล์ถามยิ้มๆ

พาโบลสะดุ้งมองหน้าเขา แล้วหันกลับไปทำตาเขียวใส่ฮวนพร้อมกับพึมพำว่ากลับไปโดนดีแน่ ฮวนหัวเราะทำท่าเหมือนไม่เดือดร้อน ผิดกับพาโบลที่หน้าแดงหันกลับมายิ้มเขินๆให้ ซึ่งเขาก็เพิ่งจะสังเกตว่าพาโบลเวลายิ้มแล้วก็น่ารักดีเหมือนกัน

อิซาเบลเดินออกมาจากห้องพักฟื้นของริคโค่พร้อมกับลูกชาย ให้ฮวนกับพาโบลกลับไปพร้อมเธอและบอกเขากับอเล็กซ์ว่าอีกซักครู่เจ้านายของพวกเขาจะออกมา พาโบลท้วงเรื่องที่ไม่มีคนอยู่เฝ้าริคโค่ แต่เธอก็บอกทั้งสองคนว่า เจ้านายของเขาจะจัดการเอง แล้วทั้งสี่คนก็อำลากลับไป…

“แล้วไง” ฟิลล์ถามหลังจากนั่งนึกอยู่พักใหญ่

“ยังไม่รู้จริงน่ะ…นายนี่หัวช้าชะมัด” อเล็กซ์บ่นอย่างไม่อยากเชื่อ

“ชั้นสิควรจะโกรธนายที่ทำตัวแบบนั้น แล้วตกลงนายเป็นอะไรกันแน่ บอกมาได้แล้วชั้นขี้เกียจเดา” เพราะเดาไม่ออก เขาเสริมในใจ

อเล็กซ์ถอนใจเฮือกใหญ่ นี่จนป่านนี้แล้วฟิลล์ยังไม่รู้อะไรเลยจริงๆเหรอเนี่ย ทีเรื่องอื่นล่ะก็ฉลาดนัก ทีเรื่องนี้กลับซื่อบื้ออย่างไม่น่าเชื่อ ตลอดมาที่เขาไม่เคยมีคนอื่นเลย ไม่เคยสนใจใครอีก ก็เพราะฟิลล์นั่นแหละ ก็ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้ชอบฟิลล์ แต่พอรู้ตัวว่าชอบแล้วเขาก็ไม่เคยมองใครอื่นอีกเลย เหตุผลหลักที่เขาไม่ยอมกลับไปเป็นC.I.A. ไม่ว่าเจ้านายเก่าของเขาจะตื้อแค่ไหน ก็เพราะเขาอยากอยู่ใกล้ๆฟิลล์นี่แหละ

แล้วจะให้เขาสารภาพออกมาตอนนี้เนี่ย…ฟิลล์จะรับได้เหรอ อเล็กซ์เหลือบมองแหวนแต่งงานที่ฟิลล์ใส่เอาไว้ไม่ยอมถอดแม้ว่าภรรยากับลูกของเขาจะเสียชีวิตไปนานแล้วก็ตามอย่างท้อแท้ สู้อะไรเขาก็สู้ได้ไม่เคยกลัว แต่จะให้สู้กับคนที่ตายไปแล้วเขาคงสู้ไม่ไหวแน่ๆ

“เอ้า…จะบอกไม่บอก…ไม่บอกชั้นกลับนะ” ฟิลล์ขู่ มองอเล็กซ์ที่ทำท่าเหมือนตัดสินใจไม่ได้อย่างสงสัยมากขึ้น

“ชั้นก็คงเหมือนกับพาโบลล่ะมั้ง” อเล็กซ์พูดเสียงไม่มั่นคง

“อะไรนะ!!!…นายพูดอีกทีซิ” ฟิลล์ตะลึงไม่แน่ใจว่าหูฝาดรึเปล่า

อเล็กซ์ลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินหนีไปอีกทาง “ชั้นบอกว่าชั้นหึง!!! เจ้าซื่อบื้อเอ๊ย!!!” เขาตะโกนมาจากอีกฟากห้อง แก้มเป็นสีระเรื่อขึ้นมาจนเห็นได้ชัด

อเล็กซ์หน้าแดง!!!…อเล็กซ์คนนั้นเนี่ยนะหน้าแดง!!! แถมยังพูดว่าหึงอีกด้วย!!! ถ้าไม่ได้ยินกับหู เห็นกับตาแบบนี้ เขาคงไม่เชื่อเด็ดๆ

“นายบอกว่า ‘หึง’ เหรอ” ฟิลล์ถามอีกครั้ง

“ใช่!!!” จะถามอีกทำไมเนี่ย เจ้าบ้านี่!!!

“หึงชั้นเนี่ยนะ”

“เออสิวะ!!!” ถามบ้าๆก็ตอบมันบ้าๆเนี่ยแหละ

“หมายความว่านาย…เอ่อ…นาย…” ฟิลล์พูดอึกๆอักๆเพราะมัวแต่ตะลึงอยู่

“เออ!!! โธ่ว๊อย!!!…ฟังให้ชัดๆเลยนะว่าชั้นชอบนาย!!! ได้ยินมั้ย ชั้นชอบนาย!!!” อเล็กซ์ตะโกนลั่น แล้วเดินหนีไปทางห้องครัว แต่เขาคงจะก้าวผิดจังหวะไปหน่อยเพราะลืมว่าเจ็บขาอยู่ เลยเกิดเจ็บแปลบขึ้นมาที่แผลเก่าจนเซไปชนกับผนังเคบิลเข้า

ฟิลล์ตกใจ จะรีบเข้าไปช่วยพยุงแต่อเล็กซ์ร้องห้ามเสียงแข็ง “ไม่ต้อง!!!” ก่อนจะรู้ตัวแล้วปรับน้ำเสียงใหม่ “ชั้นไม่เป็นไร” เขาบอกแล้วกระเผลกไปนั่งที่เก้าอี้ตรงเคาน์เตอร์ในครัว เขากัดฟันแน่นเหงื่อแตกจนเต็มหน้าผาก กุมต้นขาข้างซ้ายอย่างเจ็บปวด

ฟิลล์นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนว่าเขาจะกลายเป็นรูปปั้นไปแล้ว อเล็กซ์ชอบเขา!!! ชอบในความหมายนั้นเนี่ยนะ!!! เขาไม่อยากจะเชื่อเลย จะว่าไปแล้วเขาก็ไม่เคยเห็นอเล็กซ์สนใจใครเลย ขนาดเลขาเจ้านายมาปรายตาให้ตั้งกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยสนใจสักนิด เพราะอเล็กซ์ชอบเขาอย่างนั้นเหรอ…

แล้วไอ้ความดีใจ ความปลาบปลื้มที่เขากำลังรู้สึกอยู่นี่มันคืออะไรกัน หรือว่าตัวเขาเองก็…

ตั้งแต่เมื่อไหร่นะที่การที่มีอเล็กซ์อยู่ข้างกายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา เขาห่วงใยและเป็นกังวล จิตใจร้อนรุ่มทุกครั้งยามที่ชายหนุ่มออกไปทำงานเสี่ยงอันตรายให้เจ้านายเก่า อย่างครั้งล่าสุดนี่ เขาก็ตกใจแทบตายตอนที่เห็นเลือดซึมออกมาจากต้นแขนซ้ายของอเล็กซ์ เจ้าตัวยังมีหน้ามายิ้มร่า แล้วบอกว่าไม่เป็นไรอีกทั้งที่เลือดไหลไม่หยุด

ฟิลล์เหลือบตามองชายหนุ่มอีกครั้ง นี่หมอนี่แอบเล็ดลอดเข้าไปอยู่ในใจเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ เขาไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย จนกระทั่งอเล็กซ์พูดขึ้นมา ชายหนุ่มมองสีหน้าที่กำลังข่มกลั้นความเจ็บปวดของอเล็กซ์ ก่อนจะถอนใจเบา ลุกขึ้นถอดเสื้อนอกพาดไว้ที่โซฟา เดินไปหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆแล้วเดินไปหาชายหนุ่ม

อเล็กซ์หันมามองก่อนจะเบือนหน้าแดงๆหนีไป ทำอะไรน่ารักแบบนี้ก็เป็นด้วยแฮะ ฟิลล์คิดยิ้มๆ เดินมาถึงตัวแล้วเอาผ้าขนหนูซับเหงื่อที่หน้าผากให้

อเล็กซ์ขยับศีรษะหนีมือของชายหนุ่ม “เดี๋ยวชั้นทำเอง” เขาพูดขัดๆ

ฟิลล์จับศีรษะของเขาให้อยู่นิ่งๆ “เฉยเหอะน่า…เจ็บขาก็นั่งนิ่งๆสิ” พูดเสียงดุแล้วเช็ดหน้าให้ชายหนุ่มต่อ รอยแผลเป็นที่โหนกแก้มขวายาวไปจรดตีนผมเห็นเป็นรอยชัดเจนตัดกับหน้าแดงๆของชายหนุ่ม ฟิลล์เห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “ชั้นไม่ได้คิดอะไรกับคุณฮวนซักหน่อย ก็แค่ชวนคุยไปตามเรื่องเท่านั้นเอง” เขาพูดให้ฟัง

อเล็กซ์เหลือบตาขึ้นสบกับดวงตาสีน้ำตาลของฟิลล์ “จริงเหรอ” เขาถาม

“ชั้นเคยโกหกนายหรือไง” ฟิลล์ถามกลับ อเล็กซ์ส่ายหน้า “ดี…งั้นก็เข้าใจซะใหม่ได้แล้วนะ ชั้นไม่ได้ชอบคุณฮวนซักหน่อย นายคิดมากไปเอง”

ฟิลล์ทำท่าจะเดินเอาผ้าเช็ดหน้าไปเก็บ แต่อเล็กซ์คว้ามือของเขาไว้ “แล้วนาย…เอ่อ…นายไม่รังเกียจเรื่องความรู้สึกของชั้นใช่มั้ย” เขาถามเสียงขรึม

“ก็ไม่หรอก” ฟิลล์ตอบยิ้มๆ “ทำไมอีกล่ะ”

“ชั้นไม่อยากทำให้นายลำบากใจนี่ ถ้านายไม่ชอบเราก็คงทำงานด้วยกันยาก ความจริงชั้นไม่เคยคิดจะบอกความรู้สึกของชั้นกับนายเลยนะ ชั้นรู้ดีว่านายไม่คิดจะรักใครอีกแล้ว”

“ทำไมนายถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”

“ก็นี่ไงล่ะ” อเล็กซ์ยกมือของฟิลล์ขึ้น คลึงแหวนที่นิ้วนางของเขา “นายยังรักเมียนายอยู่ใช่มั้ย”

“ใช่…” ฟิลล์ตอบทันควัน พาให้ใจอเล็กซ์ห่อเหี่ยวลงไปอีก “ชั้นยังรักเมียชั้นเสมอ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าชั้นจะรักคนอื่นอีกไม่ได้นี่”

อเล็กซ์เงยหน้าขึ้นตาเป็นประกาย ฟิลล์เห็นแล้วก็หัวเราะ “ไม่ยักรู้ว่านายนี่เหมือนเด็กๆเลย นี่นายแก่กว่าชั้นตั้งห้าปีนะ” เขาส่ายหน้าขำๆ “ชั้นไม่ได้ปิดหัวใจตัวเองซักหน่อย แต่ชั้นไม่คิดจะหาเองต่างหาก”

“ขอโทษนะที่ทำตัวบ้าๆ ชั้นไม่เคยรู้สึกรุนแรงแบบนี้มาก่อนเลย” อเล็กซ์พูดอย่างลุแก่ความผิด

“คราวนี้ยกให้ครั้งนึงละกัน ส่วนเรื่องความรู้สึกของนาย…” ฟิลล์หยุดพูดเหมือนจะแกล้ง

“อะไรล่ะฟิลล์ พูดสิ…” อเล็กซ์รีบถามอย่างรวดเร็ว

ฟิลล์ยิ้ม “ชั้นจะรับไว้พิจารณาก็แล้วกัน”

“จริงนะ!!!” อเล็กซ์ร้อง ดึงฟิลล์เข้ามากอดแน่น ลืมเจ็บขาไปเลย

“โอ๊ย!!!…เบาๆหน่อยสิ แรงนายเยอะอย่างกับหมี เดี๋ยวชั้นก็หักเป็นสองท่อนหรอก” ฟิลล์โวย

อเล็กซ์ผ่อนแรงลง “ขอโทษที ก็คนมันดีใจนี่” เขาบอกเขินๆ

“นายรีบไปอาบน้ำสิ จะได้เปลี่ยนผ้าพันแผลที่แขน ส่วนขานายที่เจ็บเดี๋ยวเอาผ้าร้อนประคบคงดีขึ้น” ฟิลล์บอกด้วยความเป็นห่วง

อเล็กซ์รีบลุกขึ้น แล้วก็ต้องเซมาพิงฟิลล์จนได้ เพราะยังเจ็บขาอยู่

“ช้าๆสิ…นายนี่น๊า” ฟิลล์ดุ ยกแขนของชายหนุ่มมาพาดคอ โอบเอวช่วยพยุงพาอเล็กซ์ไปที่ห้องน้ำ

ฟิลล์ช่วยถอดสายคาดปืนออกให้ ก่อนที่จะปล่อยให้ชายหนุ่มเดินเข้าห้องน้ำไปเอง อเล็กซ์ก้มลงโขมยหอมแก้มเขาไปได้หนึ่งที แล้วรีบโขยกเขยกเข้าห้องน้ำไป ฟิลล์มัวแต่ตกใจเลยไม่ทันได้พูดอะไร เขายกมือขึ้นลูบแก้มที่โดนสัมผัสอย่างแผ่วเบา แก้มแดงด้วยความเขิน ก่อนจะหันไปค้อนคนในห้องน้ำ แล้วเดินไปหยิบผ้าขนหนูกับชุดนอนที่ตู้เสื้อผ้าจะเอาไปให้อเล็กซ์ แต่หาเท่าไหร่ก็หาชุดนอนของชายหนุ่มไม่เจอ

“อเล็กซ์…ชุดนอนนายอยู่ไหน” ฟิลล์ตะโกนถาม

“ไม่ใส่!!!” อเล็กซ์ตะโกนกลับมาแล้วเปิดน้ำฝักบัวอาบน้ำอย่างสบายใจ

“เจ้าบ้านี่…นอนเปลือยทุกคืนเลยเหรอ” ฟิลล์พึมพำอย่างเขินแทน แต่ตอนไปค้างที่บ้านเขาก็ใส่เสื้อผ้านี่นา ฟิลล์เลยถือแต่ผ้าเช็ดตัวมาให้ เขาเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปตามความเคยชิน ก็ที่บ้านเขามันมีม่านกั้น แต่ห้องน้ำเล็กๆของเคบิลของอเล็กซ์มันไม่มี!!! เขาจึงได้เห็นด้านหลังเปลือยเปล่าของอเล็กซ์อย่างเต็มตา

ฟิลล์ตะลึงมองกล้ามเนื้อสวยงามของอเล็กซ์อย่างไม่ตั้งใจ ไหล่กว้างแข็งแรง แผ่นหลังเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อมีรอยแผลเป็นอยู่หลายรอย เอวสอบเพรียวสะโพกแคบ ช่วงขาแข็งแรงเป็นมัดกล้าม เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ใบหน้าแดงก่ำ รีบเอาผ้าขนหนูวางเอาไว้ “ผ้าขนหนูอยู่นี่นะ” เขาบอกแล้วรีบออกไปนั่งสงบจิตสงบใจที่เตียงด้านนอก

อเล็กซ์กลั้นหัวเราะ เขารู้ดีว่าฟิลล์ต้องเข้ามา เพราะตอนที่เขาไปค้างที่บ้านของฟิลล์ ชายหนุ่มก็ทำแบบนี้ทุกครั้ง แต่มันมีม่านกั้นอยู่ฟิลล์ก็เลยไม่เคยเห็นเขาเปลือยซักที

แผนการยั่วยวนด้วยร่างกายเริ่มต้นไปได้สวย อเล็กซ์คิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง พลางคิดเตรียมแผนล่อลวงฟิลล์ต่อไปด้วยสมองของอัจฉริยะจอมวางกลยุทธ์ สมญาของเขาจากกองทัพตอนเป็นหน่วยSEAL

อเล็กซ์ปิดน้ำเดินมาหยิบผ้าขนหนูพันรอบเอว แล้วเดินออกมา “เอ้าตานายแล้ว” เขาบอกแล้วเดินเลยไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นออกมา ได้ยินเสียงถอนใจอย่างโล่งอกของฟิลล์ลอยมาก็แอบยิ้ม

ฟิลล์ถอดสายคาดปืนออกวางไว้ที่เตียงคู่กับของอเล็กซ์ แล้วถือผ้าขนหนูที่เตรียมไว้ กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำเสียงอเล็กซ์ก็ดังขึ้น “ใจคอนายจะใส่ชุดเดิมเหรอไง”

“ก็มันช่วยไม่ได้นี่”

อเล็กซ์เอาเสื้อเชิ้ตกับกางเกงเอวรูดของเขามาส่งให้ “ใส่นี่สิ” เขาบอก ฟิลล์รับมาพึมพำขอบคุณ แล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำไป กลับออกมาอีกที ก็เห็นอเล็กซ์ที่แต่งตัวเรียบร้อยกำลังนั่งเช็คปืนของตัวเองอยู่ และที่พื้นข้างเตียงอเล็กซ์เอาผ้าห่มไปปูรองไว้เป็นที่นอนเรียบร้อย

ฟิลล์ใส่ชุดที่อเล็กซ์ให้มา เอาผ้าขนหนูเช็ดผมตัวเองยุกยิก “กล่องปฐมพยาบาลอยู่ไหน”

“ในครัว” อเล็กซ์ตอบเอาปืนวางที่ข้างหมอนที่พื้น แสดงว่าคิดจะยกเตียงให้เขาล่ะสิ

ฟิลล์เดินไปที่ครัวเอากาใส่น้ำมาตั้งไฟ หยิบกล่องปฐมพยาบาลเดินกลับมาที่เตียง นั่งลงข้างๆชายหนุ่มที่ถกแขนเสื้อพร้อมอยู่แล้ว ลงมือทำแผลให้ชายหนุ่มอย่างเบามือแล้วก็พันผ้าพันแผลจนเสร็จ เสียงกาต้มน้ำก็ดังขึ้นพอดี ฟิลล์เอากล่องปฐมพยาบาลไปเก็บในครัว ตามเดิม แล้วผสมน้ำร้อนใส่อ่างแล้วเดินกลับมา หยิบผ้าขนหนูมาด้วยสองผืน

อเล็กซ์นั่งลงที่ผ้าห่มที่เขาปูไว้ ฟิลล์คุกเข่าลงเอาผ้าผืนใหญ่รองใต้ต้นขาด้านซ้ายของชายหนุ่ม “ขอชั้นดูแผลนายหน่อยสิ” เขาบอก

ชายหนุ่มถกขากางเกงขึ้นจนถึงขาหนีบ แผลเป็นน่ากลัวยาวตั้งแต่ด้านหน้าหัวเข่าเฉียงพาดยาวจนถึงโคนขาหนีบด้านใน “ชั้นคงตายไปแล้วถ้าหมอในทีมชั้นไม่เก่งพอ” เขาพูดขรึมๆ เมื่อเห็นสีหน้าตกใจของฟิลล์ยามเห็นแผล

“นายไปได้มันมายังไง” ฟิลล์ถาม

“ปฏิบัติการครั้งสุดท้าย ตอนบุกช่วยตัวประกันที่ลิเบีย” อเล็กซ์มองเหม่อไปไกลยามนึกถึงความหลัง “ทีมของชั้นไปกันแค่ห้าคน เราหลอกล่อมันจนช่วยตัวประกันออกมาได้ แต่แผนเราแตกตอนที่กำลังหนีออกมา มีคนทรยศบอกพวกมันว่าเราจะหนีกันทางทะเล พวกมันเลยมาดักอยู่เต็มไปหมด เรายิงป้องกันจนเต็มที่ ชั้นสั่งให้ลูกน้องพาตัวประกันขึ้นเรือยนต์เล็กไปก่อน ชั้นกำลังจะขึ้นตามไปก็มีพวกมันคนหนึ่งออกมาขวางไว้ พอดีกับที่มีคอปเตอร์มาช่วยสนับสนุน ชั้นเลยสู้กับมันตัวต่อตัว ชั้นคว่ำมันได้แต่คิดผิดที่ไม่ฆ่ามันตั้งแต่ทีแรก มันพุ่งเข้าชาร์ตชั้นจากด้านหลัง จังหวะนั้นชั้นหันมาพอดีแต่ก็ถอยหลบไม่พ้นมีดมันโดนโคนขาก่อนแล้วก็เฉือนยาวมาปักที่หัวเข่า แล้วชั้นก็เป่ามันได้ ลูกน้องชั้นลากชั้นขึ้นเรือมาได้ ชั้นเสียเลือดมากจนสลบไป ฟื้นอีกทีก็สามวันต่อมา แล้วก็รู้ข่าวร้ายว่าขาชั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” อเล็กซ์จบเรื่องของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ฟิลล์นิ่งฟังอย่างตั้งใจ มือก็ไล้รอยแผลเป็นของอเล็กซ์อย่างแผ่วเบาอย่างไม่รู้ตัว อเล็กซ์หันมาสบตาเขา ยิ้มนิดๆแล้วเล่าต่อ

“ตอนแรกชั้นเดินไม่ได้แบบนี้หรอก ต้องทำกายภาพบำบัดอยู่หนึ่งปีเต็มๆ ถึงจะเป็นเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ชั้นถึงต้องออกจากราชการไงล่ะ”

“ตอนนี้ยังเจ็บมากอยู่รึเปล่า” ฟิลล์ถาม

“นิดหน่อย” อเล็กซ์ตอบยิ้มๆ

ฟิลล์หันไปเอาผ้าขนหนูชุบน้ำที่ค่อนข้างร้อน แล้วเอามาวางที่แผลของชายหนุ่ม อเล็กซ์สะดุ้งในตอนแรกก่อนจะค่อยๆผ่อนคลายลง

“ดีขึ้นมั้ย” ฟิลล์ถาม

“ดีมากเลยล่ะ” อเล็กซ์ตอบ “ขอบใจนะฟิลล์”

“ชั้นคงเป็นคนที่โชคดีมากเลยนะที่ได้เห็นนายแบบนี้” ฟิลล์พูดยิ้มๆ “แล้วนายมาอยู่ที่นี่นานแล้วเหรอ ไม่เห็นเคยบอกชั้นเลยว่านายมีเคบิลส่วนตัวนี่ด้วย”

“ชั้นก็ซื้อมันมาได้ไม่นาน เวลาเบื่อๆการจราจรในเมืองชั้นก็มาอยู่ที่นี่แหละ เรียบ ง่าย แล้วก็ส่วนตัวดี”

“ชั้นก็ชอบนะ” ฟิลล์บอก แล้วก็เปลี่ยนผ้าขนหนูให้

“พอแล้วล่ะฟิลล์…ชั้นดีขึ้นมากแล้ว” อเล็กซ์บอกชายหนุ่มเมื่อผ้าผืนที่สองเริ่มเย็น ฟิลล์เอาผ้าและอ่างไปเก็บในครัวก่อนจะเดินกลับมาคุกเข่าลงข้างตัวอเล็กซ์อีกครั้ง

ยิ้มแบบมีลับลมคมนัยปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ราตรีสวัสดิ์อเล็กซ์” เขาพูดแล้วโน้มตัวไปหอมแก้มชายหนุ่มแล้วหนีขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างรวดเร็ว

“ฟิลล์!!!” อเล็กซ์ร้องเรียกชายหนุ่ม รู้สึกดีใจอย่างไม่คาดฝัน ได้ยินเสียงคนบนเตียงหัวเราะเบาๆ

“เอาคืนเมื่อกี้ไง” เขาหัวเราะที่เห็นอเล็กซ์มองเขาเหมือนไม่เชื่อ

อเล็กซ์ยกมือลูบแก้มอย่างยินดี “ราตรีสวัสดิ์…ฝันดีนะฟิลล์” เขาพูดแล้วล้มตัวลงนอนอย่างมีความสุข

ฟิลล์บอกว่าจะรับความรู้สึกของเขาไว้พิจารณา แบบนี้เขาก็ยังพอมีหวังน่ะสิ เตรียมตัวไว้เถอะฟิลล์ที่รัก ยุทธการยึดหัวใจของนายจะเริ่มดำเนินการนับจากนี้เป็นต้นไป เขาจะเดินหน้าเต็มตัว จะทำให้ฟิลล์รักเขาให้ได้เลย แล้วอเล็กซ์ก็ผล็อยหลับไปกับความมุ่งมั่นอันนั้น…

มาร์คนั่งสะสางงานที่ค้างอยู่ของวันนี้อยู่ในห้องทำงาน ตาเหลือบมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่ สี่ทุ่มแล้ว ริคโค่จะดีขึ้นหรือยังนะ ชายหนุ่มมองโทรศัพท์อยู่หลายครั้ง ก่อนจะถอนใจยกหูขึ้นโทรไปที่โรงพยาบาล เพื่อถามอาการของริคโค่ หลังจากได้คำตอบที่พอใจว่าริคโค่ดีขึ้นแล้ว และรู้ว่าฮวนกับพาโบลมานอนเฝ้าชายหนุ่ม เขาก็วางใจ

ชายหนุ่มวางโทรศัพท์แล้วต่อใหม่อีกครั้งไปหาเพื่อนสนิทของเขา

“เจอโรม นายอยู่ที่ไหน”

“กำลังจะถึงบ้าน มีปัญหาอะไรรึเปล่า” ปลายสายถามกลับมา

“ความคืบหน้าที่นายควรต้องรู้ ชั้นรออยู่ที่ห้องทำงานนะ ไม่ต้องรีบมาก็ได้” มาร์คตอบ

“อีกเดี๋ยวเจอกัน” เจอโรมบอกแล้วตัดสายไป

มาร์ควางหูโทรศัพท์ลง เดินไปรินเครื่องดื่มไว้รอเพื่อนของเขา แล้วกลับมานั่งทำงานต่อ

สิบห้านาทีต่อมา เจอโรมก็มาถึง เขารีบตรงมาที่ห้องทำงานของมาร์คทันที เคาะประตูแล้วเปิดเข้าไป มาร์คชี้ให้เพื่อนรักไปนั่งที่โซฟา เขาเดินออกมาหยิบแก้วมาส่งให้ เจอโรมรับมาจิบเล็กน้อย มาร์คยืนพิงโต๊ะทำงานยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบเช่นกัน

“ไมล์เป็นไงบ้าง” เขาถาม

“หมอบอกว่าต้องพักฟื้นอีกเดือนหนึ่งที่โรงพยาบาล อาการโดยรวมก็ดีขึ้นมาก เพราะเจ้าตัวเป็นคนแข็งแรง” เจอโรมบอกอย่างโล่งใจที่ลูกชายไม่เป็นไรมาก

“พระเจ้าคุ้มครอง” มาร์คพึมพำอย่างโล่งใจเช่นกัน “ชั้นได้ข้อมูลมาแล้วเรื่องเจ้าบ้านั่น” เขาไม่อยากเอ่ยถึงชื่อคนที่คิดร้ายต่อเขา

“ว่าไง” เจอโรมถามสั้นๆ

“มันต้องการเชนเพื่อจะเอามาต่อรองเรื่องธุรกิจกับชั้น คงจะเรื่องที่จะร่วมมือกันพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยที่มันเคยเสนอมา แล้วชั้นโยนทิ้งไปนั่นแหละ” มาร์คบอกเสียงเรียบ

“ข้อเสนอบ้าๆนั่นน่ะเหรอ…” เจอโรมถามโกรธๆ “ถ้าเราเอาไปให้พวกF.B.I. เจ้ามิคาเอลได้กลายเป็นอาชญากรแผ่นดินแน่ๆ มีอย่างที่ไหน คิดจะควบคุมระบบทั้งหมดของกระทรวงความมั่นคง รวมไปถึงของกองทัพด้วย แบบนี้มันคิดจะครองประเทศแล้ว”

“มันคงเห็นว่าบริษัทของชั้นเป็นคนวางโปรแกรมรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลให้กับกระทรวงต่างประเทศ และระบบรักษาความปลอดภัยในศูนย์วิจัยของกองทัพอากาศล่ะมั้ง เลยคิดจะใช้เส้นสายของเรา”

“มันคงบ้าที่คิดจะเอาเงินกับอำนาจมาล่อนายได้”

“เปล่า…สิ่งที่มันเอามาล่อชั้นจริงๆแล้วคือน้องชายมันต่างหาก”

“อะไรนะ!!! ริคโค่น่ะเหรอ”

“ใช่…ชั้นได้ยินชื่อของริคโค่มาก่อนที่เอลิน่าจะพูดถึงเขาเสียอีก…นายก็รู้ว่าฝีมือของริคโค่น่ะระดับไหน จากผลงานวิจัยของเขาตอนทำปริญญาโทนั่นก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว และมันก็ตรงกับความต้องการของโปรเจคที่ชั้นคิดไว้พอดี แต่เจ้ามิคาเอลไม่ยอมปล่อยเขาแต่เอาเขามาต่อรองในข้อเสนอของมันแทน เพื่อให้ชั้นสนใจยังไงล่ะ” มาร์คบอกเพื่อนรัก “แต่ชั้นไม่บ้าขนาดเสี่ยงด้วยทุกอย่างที่ชั้นมีกับริคโค่แค่คนเดียวหรอก”

“มันก็เลยแค้นนายงั้นสิ!!! บ้าเอ๊ย!!! เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ ทำให้ไมล์ต้องเกือบตาย” เจอโรมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโห

“ใช่…แล้วชั้นก็มีทางที่จะจัดการกับมันอย่างเจ็บปวดที่สุด สำหรับเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว” มาร์คบอกพลางยิ้มเหี้ยมๆ

“ดี…บอกมาเลยเพื่อนว่านายจะให้ชั้นทำยังไง” เจอโรมฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมบ้าง

“พรุ่งนี้…เราจะคุยกันที่บริษัทพร้อมกับอเล็กซ์และฟิลล์ และหลักฐานข้อเสนอของมันจะเป็นสิ่งที่เราจะเอามาย้อนกลับไปเล่นงานมันเอง” มาร์คพูดอย่างมาดหมาย

เพื่อนรักทั้งสองชนแก้วฉลองล่วงหน้า มิคาเอลต้องได้รับการโต้ตอบที่สาสมกับสิ่งที่มันทำอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และมันจะได้รู้ว่า มาร์คัส แมคนีลไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่เฉยเมื่อคนที่เขารักตกอยู่ในอันตราย

ตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำให้มาร์คเป็นกังวล แต่เขาก็เก็บซ่อนมันไว้อย่างมิดชิดภายในใจ ก็คือความรู้สึกของริคโค่เมื่อเรื่องทั้งหมดนี้จบลง…

#################################################