Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

Chapter 8

ริคโค่แต่งตัวและเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว เมื่อตอนที่มาร์คเปิดประตูห้องพักฟื้นเข้าไป ชายหนุ่มตะลึงมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา เขายิ้มมุมปากแล้วเดินเข้ามาประชิดตัวชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว

“คุณพร้อมจะกลับบ้านหรือยังครับ” มาร์คเอ่ยถามเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เขามายืนอยู่ตรงนี้

“คุ…คุณแมคนีล…ทำไมคุณถึง…” ริคโค่แทบจะพูดไม่ออก

“ก็ผมบอกแล้วไงว่าจะมารับคุณกลับบ้าน” ชายหนุ่มตอบ

“คุณบอกว่าจะให้รถมารับผมไปส่งที่บ้านต่างหาก” ริคโค่ท้วง

“งั้นผมก็คงลืมบอกคุณว่าผมจะไปด้วย” มาร์คยิ้มนิดๆ

ริคโค่มองชายหนุ่มตาขุ่น นี่มาร์คมีแผนอะไรหรือเปล่านะ ถึงได้อยากจะไปที่บ้านเขา

“เชิญครับ” มาร์คเอ่ย ยกกระเป๋าของชายหนุ่มที่อยู่บนเตียงขึ้น ริคโค่ไม่มีทางเลือกจึงเดินนำหน้าเขาออกจากห้องไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง อเล็กซ์รับกระเป๋าจากมือของเจ้านายแล้วเดินตามทั้งสองคนไปห่างๆ

ริคโค่นิ่งเงียบตลอดทางที่เดินมาด้วยกัน มาร์คไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มคิดมากไป เพราะเกรงว่าอาการปวดหัวของริคโค่จะกำเริบขึ้นมาอีก

“คุณกำลังสงสัยอยู่ใช่มั้ยริคโค่” มาร์คหันมาจ้องชายหนุ่ม “ว่าทำไมผมถึงไปกับคุณด้วย”

ริคโค่หันมาสบตาคนถามแว่บหนึ่งก่อนจะมองตรงไปข้างหน้าตามเดิม “คุณก็ทราบดี…แล้วจะถามผมทำไมครับ” เขาพูดเสียงเรียบ

มาร์คยิ้มมุมปาก รู้จักยียวนคนอื่นเหมือนกันเหรอเนี่ย “ผมแค่อยากไปส่งคุณ ก็แค่นั้นเอง”

“คนอย่างคุณน่ะเหรอครับ อย่าทำให้ผมสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลยครับคุณแมคนีล ผมเป็นใครแล้วคุณเป็นใคร” ริคโค่พูดเยาะๆ

อเล็กซ์สะดุ้งอยู่ในใจ เห็นท่าทางอ่อนโยนแบบนี้ แต่ริคโค่กลับกล้ายั่วอารมณ์มาร์คด้วย ทั้งที่เขายังไม่เคยเห็นมีใครกล้าทำมาก่อน แม้แต่เขาเองยังไม่เคยคิดเลย

มาร์คนิ่งงันไปเหมือนกันเพราะไม่คิดว่าริคโค่จะพูดกับเขาแบบนี้ รู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายในกับน้ำเสียงเยาะๆ ของชายหนุ่มที่เปรียบเหมือนกับมีดคมๆ ที่กรีดลงไปที่หัวใจของเขา มาร์คมองเมินไปอีกทางพยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นของตัวเองลงไป ไม่อย่างนั้นแผนที่เขาวางเอาไว้อาจจะเสียหมด

ทั้งสามคนเดินไปขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าตึกด้วยบรรยากาศเคร่งเครียด คนขับเคลื่อนรถออกไปสู่การจราจรที่ถนนภายนอก ตรงสู่บ้านของริคโค่

ความเงียบที่เกิดขึ้นในรถแฝงไว้ด้วยความกดดันจนทุกคนรู้สึกได้ อารมณ์อันตรายที่แผ่รังสีออกมาจากตัวมาร์ค ทำให้สามคนที่เหลือบนรถ ต่างขยับตัวไปมาอย่างอึดอัด

ริคโค่รู้สึกเสียใจกับความปากกล้าของตัวเอง ที่ไปพูดจาเช่นนั้นกับชายหนุ่ม ทั้งที่เขาเองก็เคยรู้แล้วว่ามาร์คจะมีปฏิกิริยาแบบไหนยามที่มีคนมาพูดกับเขาเช่นนี้ เขาค่อยๆ หันมามองเสี้ยวหน้าเย็นชาที่จดจ้องออกไปนอกหน้าต่างอย่างรู้สึกผิด

“คุณแมคนีลครับ” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ

“……” ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมานอกจากความเงียบ แววตาเย็นชาเป็นประกายวาบขึ้น ความเจ็บปวดหรือไงนะที่เขามองเห็นแค่ชั่วแว่บนั้น แต่มีผลกับจิตใจของเขาอย่างมหาศาล ทั้งๆ ที่เขาตั้งใจว่าต่อไปนี้เขาจะต้องทำใจ และตัดใจเรื่องของชายหนุ่มแล้ว แต่การจู่โจมแบบไม่คาดฝันด้วยความเย็นชาของมาร์ค ทำให้เกราะที่อ่อนแอของเขาพังทลายลงอีก

“มาร์ค…” ริคโค่เรียกเขาอีกครั้ง

ครั้งนี้มาร์คหันมาสบตาเขาพร้อมกับคิ้วที่เลิกขึ้นข้างหนึ่ง

“ผมขอโทษครับ” เขาเอ่ยอย่างจริงจัง “ผมไม่ควรพูดแบบนั้นเลย…ผมเสียใจ”

“ผมเชื่อว่าคุณเสียใจ” มาร์คเอ่ยขึ้นในที่สุด “ทำไมล่ะริคโค่ คุณกับผมจะเป็นมิตรกันไม่ได้เลยเหรอ หรือว่าคุณอยากให้เราอยู่ในฐานะของศัตรูกันจริงๆ” เขาถามเสียงเรียบ

‘ไม่ครับ ผมไม่เคยอยากให้เราเป็นอย่างนั้นเลย’ เขาได้แต่คิดแต่ไม่ได้ตอบออกไป “ยังไงเราก็หลีกเลี่ยงสถานะนั้นไม่พ้นหรอกครับ ถ้าคุณยังมาทำดีกับผมแบบนี้ ผมคงลำบากใจ” และยากจะตัดใจด้วย เขาพูดต่อในใจ

“คุณลำบากใจที่จะเป็นเพื่อนกับผม…ผมก็เข้าใจนะ พี่ชายคุณยืนขวางทางอยู่ทั้งคนนี่” มาร์คแค่นเสียงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงคนที่ไม่อยากพูดถึง “แต่ผมจะบอกคุณไว้อย่างนะริคโค่ สำหรับคนอย่างผมแล้วคุณมีค่ามากพอที่จะเป็นเพื่อนของผมได้ ถ้าเพียงแค่คุณต้องการ” เขาสบตากับริคโค่อย่างแน่วแน่เมื่อชายหนุ่มหันมามองเขาด้วยดวงตาที่สับสนระคนตกตะลึง “แล้วสำหรับคุณล่ะ คนอย่างผมคู่ควรจะเป็นเพื่อนกับคุณหรือเปล่า”

คำถามของมาร์คเสียดแทงหัวใจเขาอย่างรุนแรงราวกับถูกบีบ ความเจ็บปวดรุมเร้าจิตใจเขาจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว เขาหันหน้าหนีชายหนุ่มไปอีกทางเพื่อจะซ่อนแววตาเจ็บปวดที่เขาไม่อาจปิดบัง กับน้ำตาที่ไหลออกมา เขายกมือขึ้นเช็ดมันออกก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์

มาร์คมองเห็นทุกอย่างทั้งแววตาเจ็บปวด ทั้งน้ำตาของชายหนุ่ม เขารู้ดีว่าริคโค่เองก็ไม่ได้อยากให้สถานะของพวกเขากลายเป็นแบบนี้ “ช่างเถอะริคโค่ ผมคงจะบังคับให้คุณเป็นเพื่อนกับผมไม่ได้ หากคุณไม่ต้องการ…ถือว่าผมไม่ได้ถามคุณก็แล้วกัน ผมไม่อยากให้อาการปวดหัวของคุณกำเริบขึ้นมาอีก” เขาพูดอย่างห่วงใยชายหนุ่มอย่างแท้จริง “คุณพักผ่อนเถอะ จะหลับก็ได้นะ ถึงบ้านของคุณแล้วผมจะปลุก”

ริคโค่หับกลับมาสบตาชายหนุ่มอีกครั้ง รู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยและเข้าใจของมาร์คเหลือเกิน และนั่นยิ่งยากสำหรับเขามากขึ้นไปอีกในการตัดใจจากชายหนุ่ม เขาเอียงศีรษะลงซบกับเบาะรถนุ่มๆ ทางด้านหลัง ขอแค่เวลานี้เท่านั้น เวลาแค่สั้นๆ ให้เขาได้จดจำใบหน้าคมสันและดวงตาเย็นชาสีเขียวสวยที่เขาคงไม่มีวันลบออกไปจากใจได้ ขอแค่เวลานี้ที่เขาจะมีชายหนุ่มอยู่ข้างๆ เป็นของเขาแค่คนเดียวเท่านั้น

มาร์คยกมือขึ้นสัมผัสข้างแก้มของชายหนุ่มเบาๆ อย่างอดใจไม่อยู่ แววตาแสนเศร้าของริคโค่ที่ทอดมองเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน “หลับซะริค” เขาเอ่ยอย่างอ่อนโยน มองชายหนุ่มหลับตาลงอย่างเชื่อฟัง เขาละมือลงมาวางไว้ที่หน้าขาและกำหมัดไว้แน่นด้วยเกรงว่าเขาจะพ่ายแพ้ต่อใจตัวเองอย่างเมื่อครู่อีก เขาเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขาไปที่บ้านริคโค่ทำไม เขาสบตากับอเล็กซ์ผ่านกระจกส่องหลัง ชายหนุ่มพยักหน้าให้เพื่อบอกว่าทุกอย่างยังเรียบร้อยดีอยู่

มาร์คพยักหน้ารับรู้ เหลือบมองคนที่หลับอยู่ข้างๆ เขาแว่บหนึ่งก่อนจะเมินมองออกไปนอกหน้าต่างรถ หัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างครุ่นคิด

รถเคลื่อนเข้าไปจอดนิ่งสนิทที่บ้านของริคโค่ ชายหนุ่มลืมตาขึ้น ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง สูดหายใจเข้าลึกๆ หลายที คนขับรถมาเปิดประตูให้ ยามที่เขาก้าวลงจากรถเวลาสั้นๆ ของเขาก็หมดลงด้วยเช่นกัน

มาร์คลงจากรถ มองไปทั่วบริเวณด้วยสายตาคมกริบ ฟิลล์รายงานเขาเมื่อเช้าว่ากอนโดซ่ากับผู้ช่วยออกไปบริษัท ตอนนี้ที่บ้านของริคโค่จึงมีแค่อิซาเบลกับคนรับใช้อีกสามคนเท่านั้น

อิซาเบลออกมาเปิดประตูรับริคโค่ เธอรีบเชิญมาร์คเข้าไปข้างในอย่างยินดี แม้จะสังเกตเห็นอาการผิดปรกติของริคโค่ก็ตาม เธอแอบบีบมือให้กำลังใจกับน้องชายก่อนจะเดินนำทุกคนเข้าไปที่ห้องรับแขก

มาร์คส่งสัญญาณให้อเล็กซ์กับลูกน้องลงมือทันที ก่อนจะเดินตามทั้งสองคนเข้าไป

หลังจากได้รับสัญญาณแล้ว อเล็กซ์กับลูกน้องก็หยิบถุงมือหนังกับหูฟังติดไมโครโฟนอันเล็กๆ มาใส่ทันที เขาเดินนำไปตามทางที่ศึกษามาอย่างดี ก่อนจะส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องของเขาแยกไปปฏิบัติงาน

อเล็กซ์ลอบเข้ามาที่ห้องทำงานชั้นล่างอย่างง่ายดาย กำลังจะเริ่มติดเครื่องดักฟัง ก็ได้ยินเสียงเคาะเรียกจากฟิลล์หนึ่งครั้งซึ่งหมายถึงการถามสถานการณ์ปัจจุบัน อเล็กซ์ยิ้มที่ชายหนุ่มเป็นห่วง เขาเคาะที่ไมโครโฟนตอบกลับไปสองครั้งหมายถึงว่าสบายดี

“ระวังตัวนะ” เสียงฟิลล์ดังขึ้นเบาๆ ทำให้เขาอมยิ้มอีกครั้ง

อเล็กซ์ติดตั้งเครื่องดักฟังตามจุดที่ลับสายตาใต้โต๊ะทำงาน ก่อนจะติดตั้งกล้องขนาดจิ๋วในมุมที่เหมาะสมที่สามารถเห็นการเคลื่อนไหวของคนในห้องได้ทั่วถึง เขาเคาะที่ไมโครโฟนหนึ่งครั้ง แล้วเคาะติดกันสองครั้ง หมายถึงงานเสร็จเรียบร้อย แล้วรอฟังสัญญาณจากฟิลล์

“ปรับกล้องไปทางซ้ายอีกนิด” เสียงฟิลล์บอกมา อเล็กซ์ทำตาม

“โอเค ซีหนึ่งออนไลน์เรียบร้อย รอสัญญาณซีสอง” ฟิลล์บอก

“ชั้นจะกลับออกไปแล้วนะ” อเล็กซ์บอกกลับไปก่อนจะมองซ้ายมองขวาตรวจดูทุกอย่างให้เหมือนตอนที่เขาเข้ามา ก่อนจะหลบกลับออกไปอย่างง่ายดาย

เขาพบกับลูกน้องที่ด้านนอกบ้าน ทั้งคู่ถอดถุงมือและหูฟังออกเก็บก่อนจะเดินกลับมาที่รถอย่างระมัดระวังไม่ให้ใครสังเกตเห็น

ระหว่างที่ให้อเล็กซ์และลูกน้องไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย มาร์คก็นั่งคุยกับอิซาเบลเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ริคโค่นิ่งเงียบและมองเขาอย่างครุ่นคิดหลายครั้ง มาร์คแอบยิ้ม เพราะนอกจากริคโค่จะฉลาดเฉลียวแล้ว ยังมีสัญชาตญาณที่ดีอีกด้วย ชายหนุ่มคงกำลังรู้สึกสงสัยอยู่แน่ๆ

เขาดึงเวลาของทั้งคู่ไว้สิบห้านาทีตามที่อเล็กซ์บอกไว้ ก่อนจะขอตัวกลับ อิซาเบลพยักหน้าให้ริคโค่เดินออกไปส่งชายหนุ่ม ริคโค่ส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธในตอนแรก ก่อนจะลุกขึ้นอย่างยอมแพ้

“มันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้ใกล้ชิดเขานะ” เธอกระซิบบอกเบาๆ ก่อนจะขอตัวขึ้นไปข้างบน

ริคโค่มองตามเธอไป ก่อนจะหันมาสบตากับมาร์คที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว

“ครั้งสุดท้ายอะไรเหรอครับ” มาร์คถามอย่างสงสัย

หูดีเป็นบ้า!!! ริคโค่คิด “ไม่มีอะไรครับ...” ริคโค่พูดแล้วเดินนำชายหนุ่มออกไปที่รถของเจ้าตัวที่จอดรออยู่ เขารู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เมื่อเห็นบอดี้การ์ดของชายหนุ่มส่งความนัยบางอย่างทางสายตากับเจ้านาย

“รักษาตัวให้ดีนะ อย่าให้เจ็บป่วยไปอีกล่ะ” เพราะเราต้องเจอกันอีกแน่ในอนาคต มาร์คพูดต่อในใจ

“ขอบคุณนะครับคุณแมคนีล สำหรับทุกอย่าง” ริคโค่พูดด้วยความรู้สึกที่แท้จริง

“มาร์ค” เขาทำหน้านิ่วที่ชายหนุ่มไม่ยอมเรียกชื่อเขา

ริคโค่เงยหน้าขึ้นสบตามาร์ค ‘นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย’ เสียงของอิซาเบลแว่วมาในห้วงสำนึก

“ขอบคุณครับมาร์ค” ริคโค่เอ่ย ยิ้มอย่างจริงใจให้ชายหนุ่มพร้อมกับยื่นมือออกมา

มาร์คมองรอยยิ้มที่เขาแทบจะไม่ได้เห็นอีกเลย หลังจากคืนแรกที่พบกัน ความรู้สึกหวงแหนและอยากปกป้องรอยยิ้มนี้ของชายหนุ่มก็พุ่งเข้ากระแทกใจเขาอย่างแรง

เขาจับมือของชายหนุ่มมาบีบกระชับแน่นก่อนจะปล่อย “ด้วยความยินดี” เขายิ้มตอบ ก่อนจะหันไปขึ้นรถที่คนขับเปิดประตูไว้รอ เขาหยุดแล้วหันกลับมาสบตาริคโค่อีกครั้ง ก่อนจะขึ้นรถแล้วปิดประตู

อเล็กซ์ก้มหัวให้ริคโค่เป็นการบอกลา ก่อนจะก้าวขึ้นรถเช่นกัน

ริคโค่มองตามรถที่กำลังเคลื่อนออกไปจากบ้านของเขาช้าๆ รู้สึกเหน็บหนาวจับขั้วหัวใจ ราวกับมาร์คได้พาเอาความอบอุ่นจากไปด้วย น้ำตาไหลพรากออกจากดวงตาสีทองโดยไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป เขานั่งลงที่บันไดหน้าบ้านแล้วซบหน้าลงกับหัวเข่า ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา และหวังว่าความอ่อนแอของเขาจะไหลออกมาพร้อมกับมันด้วย จากนี้ไปเขาต้องการแต่ความเข้มแข็ง และเขาจะต้องเข้มแข็งเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดสักเท่าไหร่ก็ตาม

“เรียบร้อยดีมั้ย” มาร์คถามเสียงเรียบ ดวงตายังคงมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างรถ

“ครับเจ้านาย” อเล็กซ์ตอบ “ทั้งเครื่องดักฟังกับกล้องวงจรปิดออนไลน์เรียบร้อยแล้วครับ”

มาร์คพยักหน้านิดๆ ทั้งสีหน้าและดวงตามีแววอ่านไม่ออก อเล็กซ์มองเจ้านายอย่างครุ่นคิด นานมากแล้วที่เขาไม่เคยเห็นใครมีผลกับเจ้านายของเขาอย่างริคโค่ ดาซิลวามาก่อน เป็นไปได้หรือเปล่าที่มาร์คจะหลงรักคนคนนั้นและหากเป็นอย่างนั้น แผนการทั้งหมดที่มาร์ควางไว้เพื่อจัดการกับเจ้ามิคาเอลย่อมส่งผลถึงตัวของริคโค่อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง แล้วมาร์คจะเป็นอย่างไรหากต้องเห็นคนที่รักต้องเจ็บปวดด้วยมือของตนเอง

“ฟิลล์กำลังตามหลังมาใช่มั้ย” เสียงทุ้มต่ำถามขัดจังหวะความคิดของเขาขึ้นมา

“ใช่ครับ” อเล็กซ์รีบตอบ

“ดี…ถึงบริษัทแล้วนายกับฟิลล์จัดการงานให้เรียบร้อย อีกครึ่งชั่วโมงไปพบชั้นที่ห้องประชุมด้วย”

“ครับเจ้านาย” อเล็กซ์รับคำ

“คุณสืบอะไรจากทางโน้นได้บ้างครับ” ริคโค่ถามขึ้นเมื่อเขา ฮวนและพาโบลมานั่งกันอยู่ในห้องนั่งเล่นเพื่อดื่มอะไรเล็กน้อยหลังอาหารเย็น

“พวกนั้นกำลังดำเนินการบางอย่างอยู่ คงจะเกี่ยวกับบริษัทของคุณ” ฮวนตอบ “สายของผมรายงานว่ามีคนติดต่อขอซื้อหุ้นบริษัทของคุณจากเพื่อนคุณพ่อของคุณทั้งสองคนแต่ยังไม่สรุปครับ”

“งั้นคุณแมคนีลก็จะตอบโต้มิคด้วยการโจมตีเขาทางธุรกิจ” ริคโค่ทำทางครุ่นคิด “เขาคิดจะทำลายบริษัทของเรางั้นหรือครับ”

“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” ฮวนขมวดคิ้ว “เขาอาจจะแค่ตัดช่องทางธุรกิจของคุณลงบ้าง ตัดตอนลูกค้าของคุณ หรืออย่างแรงที่สุดก็คือเข้าควบกิจการของคุณ”

“นั่นไม่ทำให้บริษัทล้มแต่คงทำให้คนอย่างมิคาเอลแทบกระอักเลือด” พาโบลออกความเห็น

“มันทำร้ายเขายิ่งกว่าตายเสียอีก บริษัทแทบจะเป็นทุกอย่างของมิค หากต้องโดนควบกิจการเสียอำนาจบริหาร มิคคงไม่มีวันยอมแน่” ริคโค่ถอนใจอย่างหนักหน่วง “คุณแน่ใจนะครับว่าคุณแมคนีลจะไม่เอาชีวิตของมิคเพื่อแก้แค้น”

“คุณคิดว่าเขาจะทำแบบนั้นมั้ยล่ะครับ” ฮวนย้อนถามกับชายหนุ่ม

“ไม่มีทาง!!!” ริคโค่ตอบในทันที จนแม้แต่ตัวเองก็ยังสะดุ้ง รู้สึกถึงเลือดที่พุ่งขึ้นไปที่สองข้างแก้ม

“เมื่อคุณมั่นใจในตัวเขาขนาดนั้น ก็คงเลิกกังวลได้แล้วล่ะครับ” ฮวนยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่คุยกัน “นี่แสดงว่าครั้งที่แล้วพวกคุณไม่ได้คุยกันเลยสิครับ”

“ก็พูดกันแค่ว่าเขาไม่ต้องการชีวิตของมิค” ริคโค่หลบสายตาคมกริบที่มองมา

“คุณคงเสนอให้เขาเอาชีวิตของคุณแทน” ฮวนถามอย่างรู้ดี

ริคโค่พยักหน้ารับอย่างไม่อาจปฏิเสธ เพราะฮวนรู้จักเขาดี ปฏิเสธไปก็เหมือนเป็นการโกหก

“คุณห้ามไม่ให้เขาโกรธเรื่องนี้ไม่ได้หรอกนะครับคุณริค เป็นผม ผมก็คงโกรธคุณเหมือนกัน” ฮวนพูดเสียงเรียบ “แต่ยังไงก็ตาม กาารขัดขวางไม่ให้เขาตอบโต้พี่ชายคุณก็คงทำได้ยากเช่นกัน ต้องยอมรับว่าแมคนีลมีคนชั้นยอดที่เป็นแขนขาให้เขา ผมเองยังไม่สามารถเจาะเข้าไปวงในได้เลยทำให้พวกเรารู้แค่การเคลื่อนไหวแค่ผิวเผินเท่านั้น ไม่มีทางล่วงรู้ว่าเขาจะทำอะไรจริงๆและแม้จะรู้เราก็คงทำอะไรไม่ได้”

“ผมต้องยอมรับใช่มั้ยครับ” ริคโค่ถามเสียงเบา

“ใช่ครับคุณริค คุณต้องปล่อยให้มันเป็นไป คุณทำดีที่สุดแล้วที่จะช่วยพี่ชายของคุณ แต่อย่าลืมนะครับ ชีวิตของคุณเป็นของคุณเอง อย่าเอามันไปผูกติดกับใคร เลือกเดินในทางที่คุณต้องการเถอะครับ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าอย่าทิ้งโอกาสที่มาถึง ชีวิตคนเรามันสั้นนะครับ” ฮวนพูดอย่างให้ข้อคิด

“จริงด้วยครับคุณริค เลือกทำในสิ่งที่คุณจะไม่ต้องเสียใจไปจนตลอดชีวิตนะครับ” พาโบลพูดบ้าง

“ขอบคุณนะครับ พวกคุณเป็นเพื่อนแท้ของผมจริงๆ ผมคงเสียใจมากเมื่อพวกคุณกลับไป” ริคโค่เอ่ยอย่างซาบซึ้งใจในความหวังดีของทั้งคู่

“ไปพักผ่อนเถอะครับ นี่ก็ดึกแล้ว” ฮวนเอ่ยพร้อมกับลุกขึ้น

ริคโค่หันไปมองนาฬิกาบอกเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว “นั่นสิครับ ผมคงต้องดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ซะแล้วราตรีสวัสดิ์นะครับ” ริคโค่เอ่ยก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป

“น่าสงสารคุณริคจังนะครับ” พาโบลพูดขึ้น

ฮวนโอบไหล่ชายหนุ่มเข้ามาใกล้ “คุณริคต้องการกำลังใจมากกว่าความสงสารนะ”

“ผมรู้ครับ” พาโบลกอดร่างแข็งแรงของฮวนไว้แน่น “นี่พวกเรากำลังจะได้กลับบ้านแล้วใช่มั้ยครับ” เขารีบเปลี่ยนเรื่อง

ฮวนลูบหัวชายหนุ่มอย่างเอ็นดู เขาจูบลงที่หน้าผากที่ซุกซบอยู่กับอกกว้าง “คิดถึงบ้านหรือไง” เขาถามแล้วผละออก จูงมือพาโบลขึ้นไปที่ห้องนอน

“เปล่าหรอกครับ” พาโบลตอบเสียงเบา

ฮวนปล่อยมือชายหนุ่มเพื่อถอดเสื้อผ้า หันมามองพาโบลที่ทำหน้ายุ่งเดินไปนั่งที่ขอบเตียงอย่างสงสัย เขาเอาผ้าขนหนูพันรอบเอวแล้วเดินมานั่งลงข้างๆชายหนุ่ม

“เป็นอะไรไปฮึ ทำหน้ามุ่ยเชียว” เขาวางมือบนศีรษะของชายหนุ่มอย่างเอ็นดู

พาโบลเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม “ที่นี่มันต่างจากบ้านของเราใช่มั้ยครับ”

ฮวนพยักหน้า ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

“คุณกับผมจะยังคงเป็นแบบนี้ ตอนที่เรากับไปสเปนมั้ยครับ” พาโบลถามโพล่งขึ้น

ฮวนยิ้มกว้าง โธ่เอ๋ย!!! เด็กหนอเด็ก “นายไม่มั่นใจในตัวชั้นหรือไง”

“เปล่าหรอกครับ ก็ผมบอกคุณแล้วว่าคุณจะให้ผมอยู่ในฐานะอะไรก็ได้ ขอแค่ได้อยู่ข้างๆคุณ”

ฮวนดึงพาโบลมากอดไว้แนบอก “นายอยู่ในฐานะคนสำคัญของชั้นมาตั้งแต่แรกแล้วรู้มั้ย” เขาดันตัวพาโบลออก เชยคางชายหนุ่มขึ้นให้สบตากัน “นายเป็นคนที่ชั้นรัก ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนชั้นก็รักนาย ทีนี้เข้าใจหรือยัง” ฮวนถามยิ้มๆ

พาโบลยิ้มกว้าง “เข้าใจแล้วครับ”

“ดีมาก” ฮวนพูด สองมือเริ่มแกะกระดุมเสื้อของพาโบล

“เดี๋ยว…เดี๋ยวครับ คุณจะทำอะไรน่ะ” พาโบลรีบดึงมือฮวนไว้อย่างเขินอาย

“ก็จะให้นายไปอาบน้ำไง”

“คุณก็ไปอาบก่อนสิครับ”

“ไม่เอา…อาบด้วยกันดีกว่า”

“ไม่เอาหรอกครับ ก็ผมอายนี่”

“น่านะ” ฮวนอ้อน เมื่อเห็นว่าพาโบลยังไม่ยอมเขาเลยลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มชายหนุ่มขึ้นมา

“ฮวน!!! ปล่อยผมนะ ไม่เอานะครับ ปล่อยผมก่อน” พาโบลดิ้นไปดิ้นมา แต่สู้แรงชายหนุ่มไม่ได้

“เอาน่าอย่าดื้อสิ…นายอยากไม่มั่นใจทำไมล่ะ เดี๋ยวชั้นจะทำให้นายมั่นใจในความรักของชั้นจนลืมไม่ลงเลยเชียว” ฮวนบอกแล้วหัวเราะที่เห็นพาโบลหน้าแดงไปถึงไปหู แล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำไปก่อนที่ชายหนุ่มจะร้องท้วงขึ้นมาอีกรอบ…

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา…

การเตรียมการทุกอย่างเพื่อล่อให้มิคาเอลตกลงสู่กับดักก็พร้อม มาร์คเรียกประชุมลูกน้องคนสนิททั้งสามอีกครั้ง เมื่อเจอโรมกับมาร์คฟังรายงานสรุปจากอเล็กซ์และฟิลล์จบลง สายตาของลูกน้องทั้งสามก็มองไปที่มาร์คเป็นตาเดียว

สีหน้าของมาร์คเย็นชาราวกับใส่หน้ากาก แววตาว่างเปล่าจนอ่านไม่ออกว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ เขาหลับตาลงชั่วครู่แล้วลืมขึ้นใหม่ ดวงตาเป็นประกายเด็ดขาด

“อเล็กซ์” เขาพูดเสียงเรียบ “ให้คนของนายที่สเปนจู่โจมมิคาเอลได้ หลีกเลี่ยงการปะทะกับกอนโดซ่าโดยตรง แค่ให้มันร้อนรนก็พอ”

“ได้ครับ” อเล็กซ์รับคำ “เจ้านายไม่ต้องการตัวมันกลับมาเหรอครับ”

มาร์คยิ้มเหี้ยมๆ “มันต้องกลับมาแน่ แต่ไม่ใช่ด้วยฝีมือของเรา”

“นายมีแผนอะไรอีกอย่างนั้นรึ” เจอโรมเลิกคิ้วสูง

“การก่อกวนกอนโดซ่าจะทำให้ใครต้องร้อนใจล่ะ” มาร์คถามเพื่อนรัก “เมื่อเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าชั้นจะลงมือกับพี่ชายของเขาหรือเปล่า เขาก็จะต้องมาหาชั้นแน่ เขาคงไม่ปล่อยให้คุณลุงของเขาต้องเดือดร้อนเพราะเขากับพี่ชายแน่” มาร์คพูดด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึก

“นายจะใช้ริคโค่งั้นเหรอ!!!” เจอโรมถามอย่างตกใจเล็กน้อย “มาร์ค…”

“เขาคือกุญแจที่จะทำให้แผนการทั้งหมดนี่เริ่มดำเนินการ” มาร์คขัดขึ้นเพราะรู้ว่าเจอโรมจะพูดอะไร

เจอโรมมองหน้าเพื่อนรักตรงๆ มาร์คกำลังทำแบบนั้นอีกแล้ว ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลย ซึ่งหมายความว่าเพื่อนของเขาเก็บความรู้สึกทั้งหลายไว้ในส่วนที่ไม่มีใครเข้าถึง แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดอย่างเขา มาร์คกำลังฆ่าความรู้สึกของตัวเองอีกครั้งแล้ว นี่ริคโค่มีความหมายกับเพื่อนของเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ

“นายไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น” เจอโรมท้วงเพื่อนด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แม้จะรู้ว่าไม่มีประโยชน์

แววตาว่างเปล่าของมาร์คเลื่อนมาสบตาเพื่อนนิ่ง “นายรู้จักชั้นดีกว่านั้นเพื่อน...ชั้นจะทำ”

เจอโรมสบตาเพื่อนรักไม่ยอมหลบไปไหน ก่อนจะถอนใจเบาๆ “แล้วแต่นายตัดสินใจอยู่แล้ว”

มาร์คเลื่อนสายตากลับมามองลูกน้องอีกสองคนที่เหลือ “พวกนายไปดำเนินการตามแผนได้” เขาสั่งเสียงเฉียบขาด

อเล็กซ์และฟิลล์รับคำแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานของเจ้านายไป

ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องทำงานของมาร์คอีกครั้ง เจอโรมมองเพื่อนรักเงียบๆ อยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้น

“มาร์ค...นายกำลังทำแบบนั้นอีกแล้วใช่มั้ย”

“ทำอะไร” มาร์คถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้า

“ริคโค่มีความหมายบางอย่างกับนาย...” เจอโรมพูดเรียบๆ รอดูปฏิกิริยาของเพื่อน “นายกำลังถอยเข้าไปสู่เกราะที่นายเคยสร้างขึ้นมากั้นความรู้สึกในใจของนาย”

เพื่อนรักของเขาเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง คล้ายจะปฏิเสธ แต่ไม่พูดอะไรออกมา

เจอโรมรุกต่อ “การแสดงออกของนายเหมือนตอนเรื่องของซาร่ากับเชนไม่มีผิด”

“มันเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกเพื่อน” มาร์คพูดบังคับเสียงไม่ให้แข็งกร้าวจนเกินไป เจอโรมรู้จักเขาดีเกินไปจริงๆ

เจอโรมทำเสียงหึ!! ในลำคอ “นายไม่มีวันยอมรับแม้แต่กับตัวเอง”

“เพราะชั้นไม่อยากจะยอมรับ!!!” มาร์คเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อนรักด้วยดวงตาวาววับ “ซาร่าเป็นผู้หญิงคนแรกที่ชั้นรัก เชนเป็นลูกชายของชั้น แล้วริคโค่เป็นใครกันล่ะ!!!”

‘คนที่นายหลงรักอย่างไม่รู้ตัวไง’ เจอโรมตอบในใจ “นายไม่มีใครมานานเกินไปแล้ว เพราะนายไม่ยอมให้ใครได้เข้าใกล้นายมากพอ...แต่ริคโค่ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย เพราะอะไรล่ะมาร์ค” เจอโรมถาม

มาร์คสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง รู้ดีแก่ใจถึงคำตอบของคำถามที่เจอโรมเอ่ยถาม

“นายเปิดรับเขาเข้ามา โดยที่นายก็หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม” เจอโรมตอบคำถามนั้นเสียเอง

“ชั้นไม่ได้อยากทำร้ายเขาเลยเจอโรม แต่ชั้นต้องทำ…สิ่งที่ชั้นเลือกทำเป็นสิ่งที่เขาจะเจ็บปวดน้อยที่สุด” มาร์คพูดราวกับตัวเองเป็นหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึก

“นายไม่มีทางรู้หรอกมาร์คว่าเขาจะเจ็บปวดมากหรือน้อย ตัวเขาเท่านั้นที่จะรู้ได้”

“นายทำให้ชั้นรู้สึกผิดมากขึ้น” มาร์คแค่นเสียง “ยังไงก็ตามริคโค่ก็ต้องเดินตามทางที่ชั้นขีดไว้แน่”

“เพราะเขาเป็นคนอย่างนั้น” เจอโรมต่อประโยคของเพื่อนรัก “และไม่ว่าจะยังไง ชั้นก็อยู่ข้างนายเสมออยู่แล้ว”

“ขอบใจเจอโรม” มาร์คพูดในที่สุด “หมอให้ไมล์กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้วใช่มั้ย” เขาเปลี่ยนเรื่อง

“ใช่…คิดว่านายไม่รู้นะเนี่ย” เจอโรมเลิกคิ้ว

มาร์คยิ้มมุมปาก “เจ้าเชนร้องตะโกนลั่นบ้านขนาดนั้น ชั้นก็ไม่ได้หูหนวกนี่”

“ชั้นไปทำงานของตัวเองก่อนล่ะนะ” เจอโรมเอ่ยแล้วลุกขึ้น

มาร์คพยักหน้าให้เพื่อน มองตามจนประตูปิดลง เขาวางปากกาลงบนโต๊ะ หมุนเก้าอี้หันสู่หน้าต่าง มองเหม่อออกไปสู่ท้องฟ้าด้านนอก

ความคิดเรื่องแผนที่เขาสั่งการไปวันนี้วนเวียนอยู่ในสมองของเขาตั้งแต่วันที่ริคโค่ออกจากโรงพยาบาล ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของชายหนุ่มเฝ้าหลอกหลอนมโนสำนึกของเขาทั้งยามหลับยามตื่น แววตาแสนเศร้าที่ทอดมองตามรถของเขาจนลับตานั้นบอกอะไรแก่เขามากมาย

เจอโรมพูดถูก เขากำลังฆ่าความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง และเขากำลังลงมือทำลายความรู้สึกที่ริคโค่มีต่อเขาด้วยความโหดเหี้ยม ให้ชายหนุ่มเจ็บปวดตั้งแต่ตอนนี้ บาดแผลของริคโค่คงไม่หนักหนาเท่ากับที่ชายหนุ่มจะถลำลึกกับความรู้สึกของตัวเองไปมากกว่านี้

หัวใจของเขาชินชากับความเจ็บปวดทำนองนี้มานานแล้ว โดนกรีดอีกซักแผลสองแผลมันก็ไม่ทำให้เขาเจ็บปวดมากไปกว่าที่เป็นอยู่

‘โกรธชั้น…แค้นชั้นเถอะริค…มันจะเป็นผลดีกับนายมากกว่าที่จะมารักชั้น’

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ชายหนุ่มกลายเป็นแค่ ‘ริค’ สำหรับเขา เขายอมให้ชายหนุ่มโกรธแค้นเขาได้อย่างไม่สะทกสะท้าน แต่ความรู้สึกที่ส่วนลึกในจิตใจของเขาหวังว่ามันคงไม่เกิดขึ้นในจิตใจที่อ่อนโยนของริคโค่ก็คือ ความเกลียดชังที่มีต่อเขา…

ครบสองอาทิตย์พอดีตั้งแต่ริคโค่ออกจากโรงพยาบาลมา เวลาทั้งหมดของเขาหลังจากวันนั้น ทุ่มเทให้กับงานที่บริษัททั้งหมด

เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของฮวนดังขึ้นเมื่อชายหนุ่มพร้อมด้วยพาโบลและริคโค่เดินเข้ามาในห้องทำงานหลังการประชุมงานในตอนสาย

ฮวนหยิบออกมาเมื่อมองเห็นเบอร์โทรศัพท์ที่ปรากฏที่หน้าจอ เขาก็รีบรับแทบจะทันที

“ครับท่าน” เสียงทุ้มห้าวตอบกลับไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ครับ…ได้ครับ” เขาพูดแล้วตัดสายโทรศัพท์ไป

“ฮวน!!!” ริคโค่ถามอย่างตกใจ

“เดี๋ยวท่านจะโทรมาหาคุณครับ” ฮวนบอก เดินมานั่งลงที่หน้าโต๊ะทำงานของชายหนุ่ม ข้างๆ พาโบล

ริคโค่ขมวดคิ้วจนแทบจะติดกัน “คุณลุงเหรอครับ!!! ทำไม...” เขาหันมาสบตาฮวน “หรือว่ามิค...”

เสียงโทรศัพท์ดังขัดคำพูดของเขาเสียก่อน ริคโค่รีบกดสปีคเกอร์ทันทีทันใด

“คุณลุงครับ ผมเอง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจอย่างยิ่ง

“ริค...ฮวนกับพาโบลก็อยู่ใช่มั้ย” เสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยอำนาจดังมาจากโทรศัพท์

“อยู่นี่ครับ” ทั้งสองคนตอบพร้อมกัน

“ดีมาก...คนของแมคนีลเริ่มเคลื่อนไหวทางนี้แล้วนะ แต่ยังไม่มีการปะทะกันกับคนของลุงที่ตามคุ้มกันมิคาเอลอยู่ไม่ต้องห่วง” อังเคล กอนโดซ่าพูดอย่างเยือกเย็น “เขาหลีกเลี่ยงอย่างฉลาด จงใจแค่ก่อกวนประสาทของมิคาเอลเท่านั้น รู้สึกว่าแมคนีลจะศึกษาพี่ชายเธอมาอย่างดีทีเดียว”

“ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คุณลุงกำลังชื่นชมเขาใช่มั้ยครับ” ริคโค่ต่อว่ากลายๆ ได้รับเสียงหัวเราะเบาๆ เป็นคำตอบ “แล้วมิคเป็นยังไงบ้างครับ”

“พี่ชายเธอก็หงุดหงิดงุ่นง่านตามประสาของเขานั่นแหละ แล้วเธอเคลียร์ปัญหาแล้วหรือยังล่ะ”

“ผมก็พยายามอยู่ครับ แต่ผมแน่ใจว่าคุณแมคนีลไม่ได้ต้องการชีวิตของมิคาเอล”

“บางครั้งความตายสำหรับคนบางคน มันก็สบายเกินไป แต่เขาไม่ปล่อยพี่ชายเธอแน่ๆ จริงมั้ย”

“เราเข้าถึงเขายากมากครับท่าน...คนของเขามีศักยภาพมากเหลือเกิน แม้แต่สายที่ดีที่สุดของผมยังตามเรื่องนี้ไม่ได้เลย” ฮวนเอ่ยขึ้นบ้าง

“เธอเองก็ชื่นชมเขาไม่น้อยเลยนี่ฮวน ลุงชักจะอยากเจอคุณแมคนีลคนนี้เสียแล้วสิ”

“ผมไม่อยากนำความเดือดร้อนมาให้คุณลุงอีก ตอนที่ผมส่งมิคไปสเปน ผมเองก็ไม่ได้นึกถึงว่าคุณแมคนีลเขาสามารถทำอะไรได้แค่ไหนบ้าง ผมขอโทษนะครับคุณลุง” ริคโค่เอ่ยอย่างรู้สึกผิด

“ริคเอ๊ย...เธอเป็นหลานเพียงคนเดียวของลุงนะ ถ้าแค่นี้ยังช่วยเธอไม่ได้จะเรียกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันเหรอ อีกอย่างลุงอยู่ทางนี้ก็เบื่อๆ มีอะไรมาให้ตื่นเต้นบ้างก็ดีเหมือนกัน”

“คุณลุงก็พูดเป็นเล่นไปได้ครับ” ริคโค่หัวเราะเบาๆ แล้วเขาก็ปรับเสียงเป็นจริงจัง “คุณลุงคิดว่ามิคควรจะอยู่ที่นั่น ไม่ต้องกลับมาเพื่อหลีกหนีการเผชิญหน้ากับคุณแมคนีลจะดีกว่ามั้ยครับ”

“ไม่มีทางหรอก คนอย่างมิคาเอลไม่มีวันยอมอยู่ที่นี่ตลอดไปเด็ดขาด” อังเคลถอนใจเสียงเหนื่อยหน่าย “บอกตามตรงนะริค ลุงเองก็ไม่ได้ชอบมิคาเอลเลย ทั้งนิสัยเห็นแก่ตัว คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นอยู่เสมอ ถ้าไม่ติดว่าเขาเป็นคนที่เธอส่งให้มาอยู่ภายใต้การคุ้มครองของลุงแล้วล่ะก็ เขาก็อยู่ที่นี่ไม่ได้เหมือนกันแหละ”

“นี่มิคเขาสร้างปัญหาให้คุณลุงด้วยหรือครับ!!!” ริคโค่ถามอย่างตกใจ “บ้าจังเลย!!! ทำไมนะ!!!”

“ช่างเถอะเรื่องนั้นน่ะ ว่าแต่เธอสบายดีแล้วใช่มั้ย”

“สบายดีแล้วครับ ไม่ต้องห่วง” ริคโค่ตอบ “แล้วนี่ผมจะทำยังไงดีครับ”

“ผมจะสืบเรื่องนี้ให้แน่ชัดอีกครั้งเองครับ” ฮวนรับปาก

“จะทำอะไรกันก็รีบหน่อยนะ เพราะลุงคิดว่าพี่ชายของเธอคงอยู่เฉยๆ ได้อีกไม่นาน เขาต้องหาทางกลับไปเองแน่ แต่ก็ดีกลับไปยอมรับผลการกระทำของตัวเองให้สมกับเป็นลูกผู้ชายหน่อยก็ดี” อังเคลพยายามพูดไม่ให้ฟังดูเยาะเย้ยมากนัก

“ขอบคุณครับคุณลุงที่โทรมาบอกผม” ริคโค่เอ่ย “ผมคงต้องทำอะไรซักอย่างกับเรื่องนี้แน่ๆ ครับ”

“ฮวน พาโบล พวกเธออยู่ช่วยริคจนกว่าเรื่องจะจบนะ” อังเคลสั่ง “และเธอริค...อย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงจนเกินไป เข้าใจมั้ย ลุงจะคอยฟังข่าวของเธอนะ เท่านี้ล่ะ”

“ครับ” ทั้งสามคนรับคำพร้อมๆ กัน เสียงโทรศัพท์ทางปลายสายตัดไป ริคโค่จึงกดปิดสปีคเกอร์

“ผมจะติดต่อสายของผมอีกที เผื่อว่าเขาจะมีข้อมูลอะไรให้เราในเรื่องนี้บ้าง” ฮวนบอกแล้วลุกขึ้นพร้อมกับพาโบล

“ช่วยทีนะครับ” ริคโค่พูดได้เพียงแค่นั้น ทั้งสองคนพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วเดินออกไป

หลังจากประตูปิด ริคโค่เอนหลังพิงเก้าอี้ราวกับคนไร้เรี่ยวแรง มาร์คเริ่มลงมือแล้ว และเขาก็พอจะเดาจุดประสงค์ของชายหนุ่มได้ การแก้แค้นจะมีประโยชน์อะไรหากคนที่ทำไม่ได้อยู่รับผลแห่งการกระทำของเขา มาร์คกำลังบีบให้มิคเอลกลับมาจากสเปน และที่แอลเอนี่กงเล็บของราชสีห์ก็กำลังรอที่จะตะบบพี่ชายของเขาอยู่

เขาเชื่อว่ามาร์คไม่ได้ต้องการชีวิตของพี่ชายเขา มันง่ายเกินไป แต่คงไม่มีครั้งที่สองแน่สำหรับมิคาเอล หากพี่ชายของเขายังคิดจะมุ่งร้ายชายหนุ่มอีก หากเป็นอย่างนั้นเขาก็คงช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ครั้งนี้ครั้งเดียว เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะทำเพื่อพี่ชาย ริคโค่ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว เขาลุกขึ้นเดินไปหยุดยืนที่หน้าต่าง จ้องดูดวงอาทิตย์ที่สาดแสงแรงกล้าจนแสบตา

เขากับมาร์คคงต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง และมันก็อาจจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของเขาอย่างแท้จริง มาร์คเคยพูดว่าเขามีค่าพอที่จะเป็นเพื่อนของชายหนุ่ม แต่สำหรับเขาแล้วมาร์คมีค่ามากเกินกว่าจะมาเป็นเพื่อนกับคนอย่างเขา

ครั้งที่แล้วมาร์คเป็นฝ่ายที่เริ่มกดดันเขาก่อน ครั้งนี้เป็นทีของเขาที่จะโต้ตอบคืนไปบ้าง ริคโค่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ในตอนนี้เมื่อสายของฮวนไม่สามารถบอกอะไรกับพวกเขาได้ คนที่จะให้คำตอบที่เขาต้องการที่ดีที่สุด จะเป็นใครล่ะถ้าไม่ใช่ตัวของมาร์คเอง...

#####################################################