Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

เรื่อง : สายหมอก

บทที่ ๑ ..

ประเทศสิวาลา…ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่เหนือเขตประเทศไทย … อุดมสมบูรณ์และสวยงามดั่งเพชรน้ำเอกแห่งเอเชีย … บ้านพี่เมืองน้องของประเทศไทยที่ไม่มีชาติใดในแถบนี้จะกล้ารุกรานเพราะนั่นอาจหมายถึงการที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับประเทศไทยที่มีทั้งกำลังทางทหารและสิทธิเสียงในประชาคมโลก…สิวาลาจึงเป็นอิสระจากการรุนรานใดๆมาช้านาน…นานนับศตวรรษ….การปกครองทั้งหมดได้ขึ้นตรงต่อกษัตริย์ที่ผู้คนต่างขับขานว่า เจ้าอยู่หัว คอยช่วยปกปักรักษาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง….และนั่น….ก็แล้วแต่การช่วยค้ำจุนของ เจ้าอยู่หัวแต่ละรัชสมัย

ปีพุทธศักราช 2507 รัชสมัยของเจ้าอยู่หัวอินทรบดี .. พ่อเจ้าแห่งสิวาลา .. ผู้เป็นดั่งเทพเทวาพัดพาเอาความเจริญรุ่งเรืองสู่ราชอาณาจักร…ยุคทองแห่งการค้าและการติดต่อสัมพันธ์ได้เริ่มขึ้น ณ บัดนั้น… ดังคำกล่าวที่ว่า ’เจริญมาก ก็เรื่องมาก ไม่ผิดไปแม้สักนิด เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันบังเกิดขึ้นนับจากนั้นไม่นาน … เมื่อบรรดาพ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศเข้าเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากเจ้าอยู่หัวอินทรบดี…สาเหตุใหญ่มาจากความไม่พอใจจากการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าที่ชักกำไรเข้าสู่คลังหลวงมากจนเกินไป เมื่อเก็บภาษีแพงขึ้น.. สินค้าก็เเพงขึ้น…. ประชาชนจึงงดการใช้จ่ายและไม่ยอมซื้อสินค้านอก … เมื่อตรวจค้นจึงพบว่าเงินภาษีนั้นไม่ได้เข้าคลังหลวงแต่อย่างใด กลับหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ … ร้อนถึงนายกองใหญ่แห่งพระคลัง รวบรวมฎีกาฟ้องร้องข้อหาหนักแด่ ... พระอนุชาเจ้าอยู่หัว .. อาเจ้าแห่งสิวาลา … เจ้าชายสดายุมินทร์ผู้ควบคุมกิจการพลเรือนและการคลัง การสืบสวนเริ่มต้นขึ้นทันที … กองทหารมากมายแห่ล้อมรอบราชวังแก้วหลังงาม การตรวจค้น.. ตรวจยึดด้วยอำนาจทางทหารทั้งหมด กระทำโดยนายพลไกรสิงห์ สมุหกลาโหมผู้บ้าคลั่งในอำนาจและต้องการทำลายล้างราชวงศ์กษัตริย์ให้สิ้น … ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ต่างให้พระอนุชาได้เลย..แม้แต่ ปรีดี ข้าผู้ซื่อสัตย์ .. สมุหนายกแห่งสิวาลัย ก็มิอาจยับยั้งภัยในครั้งนี้ได้ อำนาจของนายพลมีมากจนเกินไป … การร้องอุทธรณ์ของเหล่าข้าผู้ซื่อสัตย์จึงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่สามารถที่จะแทรกซึมเข้าสู่พระเนตรพระกรรณที่ถูกปิดจนบอดสนิทแห่งองค์เจ้าอยู่หัวอินทรบดีได้เลย .. การตรวจค้นสิ้นสุดลงเมื่อ ทรัพย์สมบัติและเงินทองจำนวนมากถูกค้นพบ ณ. ราชวังแก้ว ราชวังแห่งพระอนุชาเจ้า

“ปัง!! ปัง!! ปัง!!….เปิดประตู เปิดประตูเดี๋ยวนี้ นี่คือราชโองการแห่งเจ้าอยู่หัวให้สั่งควบคุมองค์อนุชา เจ้าชายสดายุมินทร์ เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เปิดจะพังเข้าไป”

เสียงทหารต่ำช้าตะโกนข้ามบานประตูหนาเข้ามาสู่ห้องรับรองใหญ่ เหล่าข้ารับใช้และทหารมหาดเล็กล้วนวิ่งหนีเอาตัวรอด เหลือเพียงราชองครักษ์ที่ใกล้ชิดอีกสี่ห้านายที่คอยปกป้องคุ้มกันนายแห่งตน

“จงรีบหนีไปเสียเถิด ราชอาญาคราวนี้แม้แต่เราคงยากที่จะหนีพ้น .. จงรีบหนีไปก่อนที่จะหมดโอกาส” แววพระเนตรแห่งองค์สดายุมองเหล่าข้าผู้ภักดีด้วยความอาลัย พักตร์งามเยี่ยงสตรีมีน้ำพระเนตรคลอขัง .. แต่ก็มิอาจหยาดรินลงสู่พื้นได้

“พวกเกล้ากระหม่อมไม่อาจละทิ้งองค์ ให้พวกเกล้าได้ตามเสด็จไปคอยรับใช้เถิดพระเจ้าค่ะ” เหล่าราชองครักษ์ผู้ภักดีน้อมกายถวายความเคารพสูงสุด

“นี่..พวกเจ้า ไม่กลัวตายเลยหรือไร…เราบอกให้หนีไป .. ถ้าพวกเจ้ายังคงเห็นเราเป็นนายเหนือของพวกเจ้า .. จงรีบไป .. พาน้องหญิงและโอรสแห่งเรา หนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด .. หนีไปให้ไกล”

ไม่..ไม่นะเพคะ.. น้อง .. น้องจะตามเสด็จไป จะตามกระหม่อมไปทุกที่..” หญิงสาวอ่อนเยาว์ที่งดงามดั่งดรุณีแรกแย้ม ทรุดลงร่ำไห้ นางคือเจ้าหญิงองค์น้องผู้เป็นพระชายาในองค์อนุชาเจ้าที่งามเลิศล้ำที่สุด

น้อง … หญิง.. ” พระอนุชารั้งร่างบางขึ้นช้าๆ นัยน์พระเนตรแห่งทั้งสององค์สบกันลึกซึ้ง

“ได้โปรดเถิดเพคะ ชีวาที่ไร้องค์เคียงคู่ น้องมิอาจจะทานทนได้ เสด็จที่ใดน้องจะตามเสด็จด้วย”

“เจ้าช่างโชคร้ายนัก นี่ถ้าเราได้ล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าแม้สักนิด เราคงจะปฏิเสธการอภิเษกกับเจ้า”

ไม่เพคะ น้องรักองค์ยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก พวกเจ้าทั้งหลาย.. ” พักตร์ที่บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยหยาดอัสสุชลผินมายังเหล่าราชองครักษ์

จงปกป้อง.. คุ้มครอง ภาณุมณฑลให้พ้นภัยในครั้งนี้ พาไปหาท่านปรีดีผู้ภักดีที่ประเทศไทยคุ้มครองและดูแลจนกว่าเขาจะเติบใหญ่นี่จะเป็นคำสั่งสุดท้ายจากเราและเจ้าพี่สดายุ”

พลันสายพระเนตรที่เอื้ออาทรและเศร้าหมองของทั้งสององค์ก้มลงมองโอรสน้อยผู้เป็นที่รักดั่งดวงหทัยที่กำลังหลับสนิทในวงแขนแห่งราชองครักษ์ใหญ่ พักตร์กลมน่ารักดั่งเด็กที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างที่สุดซุกลงเพื่อหาไออุ่น .. พักตร์งามที่มีเค้าความงดงามจากทั้งพระบิดาและพระมารดาที่กำลังจะก่อเกิดในภายภาคหน้า

“เกล้ากระหม่อมขอสาบานจะปกป้องคุ้มครององค์ภาณุมณฑลให้เสด็จถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัยให้ได้พระเจ้าค่ะ” น้ำตาแห่งเหล่าบุรุษ..ที่ยากจะไหลริน บัดนี้ร่วงลงสู่พื้นไม่ขาดสาย

“ขอบใจ..ขอบใจพวกเจ้ามาก พวกเจ้ารีบไปเถิด เสียงข้างนอกเงียบลงแล้ว พวกทหารคงจะเข้ามาได้แล้ว รีบไปเร็วเข้า” เจ้าสดายุเร่งเร้าให้เหล่าราชองครักษ์รีบลุกขึ้น

“ลาก่อน โอรสที่รักแห่งเรา หวังว่าเจ้าจะปลอดภัยลูกรัก”

เสียงร่ำไห้ของหญิงสาวขาดลงทันทีที่บรรดาราชองครักษ์พาร่างบอบบางของเด็กน้อยออกไปพ้นประตู เจ้าหญิงบุษรานีสิ้นพระสติในอ้อมพระกรแห่งองค์สวามี

“พ่อกับแม่จะเฝ้ารอคอยวันที่ลูกกลับมายังแผ่นดินแห่งสิวาลา จะเฝ้าคุ้มครอง .. จากที่ไกลแสนไกล จงเติบใหญ่และเข้มแข็งให้มากเถิดลูกรัก”

@@

นับจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายครั้งนั้นได้ล่วงมาแล้ว 18 ปี

ปีพุทธศักราช 2525 ยังคงเป็นรัชสมัยของเจ้าอยู่หัวอินทรบดี

ณ เมืองพ่วน .. เมืองหลวงแห่งสิวาลา

“นี่ภาณุกับอิสรา เขาจะมาเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของฉัน ทั้งคู่เพิ่งมาจากเมืองไทยช่วยดูแลกันหน่อยนะ”

เสียงแหบและแตกพร่าของชายแก่ร่างผอมสูงในชุดสูทสีดำเนี้ยบเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดีในห้องทำงานใหญ่…พาให้เหล่าเลขาน้อยใหญ่ต่างละสายตาจากงานของตนเหลือบขึ้นมองตามเสียงของเจ้านาย ข้างๆชายแก่ปรากฎชายหนุ่มอายุน้อยสองคน คนหนึ่งสูงโปร่งและเพรียวบาง อีกคนหนึ่งสูงใหญ่และหล่อเหลา สายตาของบรรดาเลขาชายหญิงในที่นั้นพากันจ้องมองด้วยความตะลึงงัน

เอ่อ…ท่านครับ” ชายหนุ่มผู้เป็นเลขาผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นขัด

“อะไรหรือ วโรดม” ผู้ที่ถูกเรียกว่า ท่าน หันกลับไปมองยังเลขาหนุ่ม ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม

“ค่ำนี้ท่านมีนัดรับประทานอาหารกับเจ้าชายรัชทายาทตอนทุ่มตรงนะครับ” เสียงตอบกลับเรียบเย็น

“โอ้…เกือบลืมเวลาไปเลยเชียว กี่โมงกี่ยามกันแล้วล่ะ” ชายแก่เหลือบดูนาฬิกา

“ทุ่มแล้วรึ ถ้าอย่างนั้นเห็นทีฉันต้องไปเตรียมตัวหน่อย” เขาเหลือบขึ้นมองผู้ช่วยใหม่ทั้งสอง

“ภาณุกับอิสราเข้ามาข้างในนี้ก่อน ฉันมีงานแรกที่จะสั่งพวกเธอนิดหน่อย” ผู้ช่วยใหม่ทั้งสองพยักหน้ารับแล้วจึงเดินตามชายแก่เข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว ทิ้งความสงสัยทั้งหมดไว้กับเหล่าเลขาทั้งหลาย…การสนทนาอย่างออกอรรถรสของบรรดาเลขาจึงเริ่มขึ้น

“ผู้ช่วยหรือ…แปลกจัง ท่านสมุไม่เคยรับผู้ช่วยนี่…นี่นี่…พวกเธอเห็นหรือเปล่า สองคนนั้นหล่อมากๆ เลยเนอะ โดยเฉพาะคนที่อยู่ข้างหลังน่ะ หล่อระเบิดเลย อกผายไหล่ผึ่งสมชาย…ว้าว!! .. very perfect เลขาสาวสวยในชุดกระโปรงสั้นสีแดงเอ่ยกับเพื่อนเลขาข้างกาย นัยน์ตาแพรวพราวลอบมองจนร่างสูงใหญ่นั้นลับหายเข้าไปในห้อง

“แต่ฉันว่า…คนที่อยู่ข้างหน้า หน้าตาดีกว่าตั้งเยอะ….ใสปิ๊งเลยล่ะ สูงเพรียวแบบที่ฉันชอบเลย แถมตัวเขามีรัศมีเรืองๆ ยังไงก็ไม่รู้” เลขาสาวอีกคนพูดขึ้นบ้าง ต่างคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย

“แต่ฉันก็ว่าแปลกๆนะ ร้อยวันพันปี ท่านไม่เคยให้พวกเราเข้าไปในห้องส่วนตัวเลยสักครั้ง เด็กใหม่มาถึงก็เข้าได้ แถมท่านดูจะเกรงใจน่าดู สงสัยเส้นใหญ่ล่ะมั้ง พวกเราอยู่ห่างๆไว้ก็ดีนะ” ชายหนุ่มอีกคนหันไปถามเพื่อน

“นั่นน่ะสิ แต่ถึงยังไงฉันก็เล็งคนนั้นไว้แล้ว นานทีปีหนจะมีชายหนุ่มรูปหล่อหลงมาที่นี่สักคนฉันไม่ปล่อยหรอก พวกเธอก็อย่ามาแย่งฉันล่ะ” เลขาสาวคนเดิมยิ้มหวานแจกเพื่อน ขึ้นชื่อว่าชายหนุ่มรูปหล่อไม่มีวันหนีพ้น ศรีวิกา คนนี้หรอก

“ส่วนน้องหน้าใสคนนั้นฉันจองก็แล้วกัน”

เสียงเอ่ยที่น่าจะเป็นเสียงของหญิงสาว…เสียงนั้นกลับกลายเป็นเสียงของชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่นั่งเงียบมาตลอดการสนทนา ใบหน้ากลมหางตาชี้ที่ดูเจ้าเล่ห์นั้นบ่งบอกถึงนิสัยได้เป็นอย่างดี

“โธ่!! ..ฉันกำลังจะเอ่ยปากแท้ๆ โดนเกย์ชั้นสูงแย่งไปเสียแล้ว” เลขาสาวกับเลขาหนุ่ม ( บางคน ) นึกเสียดาย ลองใครถูกใจนายวโรดมคนนี้ล่ะก็ไม่เคยพ้นอีกเช่นกัน มิน่า.. ถูกใจนี่เอง เกย์หนุ่มจึงได้เงียบอยู่ตลอด

“นี่พวกเรา .. มาพนันกันไหมว่า ศรีวิกาหรือวโรดม .. ใครจะเคลมเด็กใหม่ได้ก่อนกัน” เหล่าเลขาส่วนตัวของสมุหนายกใหญ่เฮลั่น

“ศรีวิกา เธออย่าให้น้อยหน้าวโรดมนะ พวกฉันเชียร์เธอ” ฝ่ายเลขาสาวรุมเร้าหญิงสาว เกมแห่งศักดิ์ศรีเริ่มขึ้นแล้ว

“เฮ้…ไม่ได้ไม่ได้…ไอ้ดมแกต้องจีบน้องคนนั้นมาให้ได้นะโว้ย ถึงพวกฉันจะไม่ใช่เกย์แต่พวกฉันก็เชียร์แกว่ะเพื่อน” ฝ่ายเลขาหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน

“ได้เลยพวก อีกไม่นานเดี๋ยวก็รู้ … แต่คราวนี้ฉันเอาจริงนะ เด็กคนนั้นสวยมาก .. ถูกใจฉัน”

“ฉันก็ไม่ยอมหรอกย่ะ หนุ่มหล่อแบบนั้นหายากจะตาย ที่นี่มีแต่พวกหน้าตาพอไปวัดเท่านั้น .. สาวสวยอย่างฉันแห้งตายกันพอดี”

ไม่ทันจะพูดจบเสียงโห่ให้หญิงสาวก็ดังขึ้นรอบทิศ ไม่นานก็กลับกลายเป็นเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเเทน…..การทำงานหนักที่น่าเบื่อและเเข่งกับเวลาบางทีก็สมควรที่จะมีสิ่งบันเทิงใจบ้าง … และด้วยค่าจ้างที่แพงลิบลิ่ว เหล่าเลขาน้อยใหญ่จึงก้มหน้าทำงานอยู่ที่แห่งนี้ได้ยาวนานกว่าที่อื่น ….และเมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง การทำงานที่หนักหนาก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

@@

เมื่อบานประตูของห้องทำงานใหญ่ที่เงียบสงบปิดลง ชายแก่ร่างผอมก็ก้มตัวและค้อมคำนับแด่ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหลังทันที จิตใจที่เคยอ่อนล้าพลันปลื้มปิติที่เจ้านายน้อยได้กลับสู่แผ่นดินเกิด น้ำตาแห่งสมุหนายกหลั่งรินอีกครั้ง

“ขอต้อนรับฝ่าบาทที่ได้เสด็จกลับยังแผ่นดินสิวาลาอีกครั้ง หลังจากที่…..” เสียงพูดพลันแตกพร่า “กระหม่อมรู้สึกปลาบปลื้มเหลือเกิน การเดินทางเรียบร้อยดีนะพระเจ้าค่ะ”

“ลุกขึ้นเถิดท่านสมุ เราขอขอบคุณท่านมากที่ได้ให้ความช่วยเหลือเรามาตลอด การเดินทางของเราเรียบร้อยดี ท่านไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงตอบกลับเรียบเย็นอ่อนโยนดังมาจากชายหนุ่มร่างสูงเพรียว

“หามิได้ฝ่าพระบาท กระหม่อมเป็นข้าในองค์สดายุมินทร์ พระบิดาของพระองค์ กระหม่อม…กระหม่อมละอายใจเหลือจะกล่าวที่เหตุการณ์ในครั้งนั้นกระหม่อมไม่สามารถที่จะช่วยองค์ให้พ้นเคราะได้” ชายแก่ตัดพ้อ

“ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอก .. อย่าได้โทษตนเอง .. ท่านพ่อคงจะไม่คิดถือโทษโกรธท่านแม้สักนิด อย่าได้เสียใจไปเลย ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปอย่าได้รื้อฟื้นอีกเลย .. พวกเรายังมีภาระหน้าที่อีกมากมายที่จะต้องใช้ทั้งชีวิตนี้ตอบแทนแผ่นดิน”

รอยยิ้มน้อยๆ จับใจชายแก่นัก เขาขอสัญญาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกว่าจะถวายความภักดีต่อเจ้าชายน้อยผู้พลัดถิ่นไปนานนี้ให้ทรงปลอดภัยต่อภยันตรายทั้งปวง จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยอีกครั้งถึงแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตนี้

“ท่านลุง ท่านมีนัดกับเจ้าชายรัชทายาทไม่ใช่หรือ นี่เลยเวลามามากแล้วนะท่าน” ชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งกล่าวเตือนเมื่อเห็นเวลานั้นล่วงล้ำมามากแล้ว

“รู้แล้วล่ะน่า เจ้าอิสรานี่ ฉันแค่ขอชื่นชมฝ่าบาทอีกนิดไม่ได้หรือยังไง ไม่ได้พบองค์เกือบ 20 ปี ทรงงดงามดั่งกระหม่อมได้เห็นองค์สดายุตอนที่ยังทรงพระเยาว์ ช่างน่ายินดีเหลือเกิน”

“เอาอีกแล้ว ท่านลุงหนอท่านลุง โรคเก่ากำเริบแล้วล่ะฝ่าบาท”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังจากร่างสูงเพรียว

“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมทูลลานะพระเจ้าค่ะ” ชายแก่ทำท่าจะถวายบังคม

“เดี๋ยวก่อนท่านสมุ เราขอถามอะไรท่านอีกสักนิดเถิด” แววเนตรสีน้ำตาลอ่อนดูจริงจังอีกครั้ง

“เรื่องประวัติของเราและการเดินทางกลับมาที่นี่นั้น…”

“เป็นความลับสุดยอดพระเจ้าค่ะ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้” เสียงตอบกลับทันควัน

“แม้แต่…”

“เจ้าชายรัชทายาทก็มิทรงทราบพระเจ้าค่ะ ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย” ชายแก่ยิ้ม

“ท่านทำงานได้รอบคอบนัก เราขอขอบคุณท่านอีกครั้ง”

“หามิได้พระเจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา” ร่างผอมสูงก้มลงถวายบังคมลา พักตร์งามพยักหน้ารับ

“นี่อิสราดูแลฝ่าบาทให้ดีล่ะ”

“รู้แล้วน่า ท่านลุง .. รีบไปเถอะเดี๋ยวองค์ศิระจะกริ้ว”

ชายแก่หันมาถลึงตาใส่หลานชายตน พร้อมกับค่อยๆ น้อมตัวเดินผ่านชายหนุ่ม .. เสียงปิดประตูทำให้ห้องทำงานกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง

“ฝ่าบาท .. ได้โปรดเห็นใจในความด้อยปัญญาของกระหม่อม กระหม่อมสงสัยเหลือเกินว่า ภารกิจที่เรามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อช่วยเจ้าชายรัชทายาทหรือพระเจ้าค่ะ”

“ใช่ เรามาที่นี่เพื่อช่วยเจ้าพี่ให้ขึ้นครองราชย์ สงสัยอะไรหรืออิสรา” พักตร์แห่งเจ้าชายภาณุมณฑลสรวลขบขัน

“แล้วทำไมถึงไม่ทรงบอกให้เจ้าชายทราบเรื่องการเสด็จกลับมาของพระองค์ล่ะพระเจ้าค่ะ กระหม่อมไม่เห็นจะมีความจำเป็นใดๆ เลยที่ .. ” พระสหายทำหน้างง

“ใช่ มันไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยอย่างที่นายพูดนั้นล่ะอิสรา พูดไปใครจะเชื่อว่าเรา…ยังไม่ตาย” สุรเสียงแผ่วลง อิสราเข้าใจในทันที

“กระหม่อมเข้าใจแล้วพระเจ้าค่ะ ต้องขอประทานอภัย” ชายหนุ่มก้มลงคำนับ

“เรามีเรื่องต้องทำอีกมาก ไปเตรียมตัวกันเถิด อิสรา”

“ทราบแล้วพระเจ้าค่ะ” ชายหนุ่มรับคำ

บัดนี้ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ต่อชาติแห่งเจ้าชายภาณุมณฑลกำลังจะได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว .. โชคชะตาจะนำองค์ไปในทิศทางใด จะมีใครเล่าที่จะสามารล่วงรู้ได้ …แค่คิดเพียงเท่านี้พระหทัยก็พลันเหนื่อยล้าขึ้นทันที ..

น้องจะปกป้องและช่วยค้ำจุนบัลลังก์แห่งสิวาลาเพื่อเจ้าพี่ .. เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น” นัยน์พระเนตรคมกล้าตวัดขึ้น พระองค์จะไม่ทรงยอมให้ผู้เป็นที่รักที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวต้องพบกับชะตากรรมอันโหดร้ายดั่งพระบิดาและมารดาแห่งองค์เองอีก ….

@@

ณ. ราชวังใหญ่แห่งเจ้าชายรัชทายาท เจ้าชายศิระรังสรรค์ ผู้เป็นดั่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวแห่งพสกนิกรของสิวาลาทั้งปวง .. รถหรูคันงามสีดำมันเงาสะท้อนประกายในความมืดจอดเทียบหน้าราชวังแก้ว .. ราชวังเดิมแห่งอาเจ้าสดายุมินทร์

เสียงเปิดประตูรถพร้อมกับการโค้งคำนับอย่างน้อมของข้ารับใช้หนุ่มทำให้สมุหนายกเฒ่าค่อยๆ ก้าวลงจากรถช้าๆ ใบหน้ายุ่งๆ ดูเหนื่อยอ่อนเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ ทุกครั้งที่ฝ่าเท้าได้แตะพื้น บัดนี้ที่แห่งนี้เป็นกรรมสิทธ์ของเจ้าชายรัชทายาทไปเสียแล้ว .. พระองค์จะทรงทราบไหมว่าบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงนั้นได้กลับคืนสู่มาตุภูมิเรียบร้อยแล้ว

“เชิญขอรับท่านสมุ เจ้าชายทรงรอคอยท่านอยู่ที่ห้องหนังสือนานแล้วขอรับ”

“ขอบใจ” ใบหน้าผอมพยักหน้ารับพลางยื่นสูทตนให้ข้ารับใช้

ภายในห้องหนังสือใหญ่ที่ประดับประดาตกแต่งไว้อย่างงดงามสมพระเกียรติแทบจะคงสภาพเดิมเมื่อครั้งเจ้าของคนเก่ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ พรมสีแดงส้มถักทอจากไหมไทยสวยงามทอดตัวยาวเรียบรับกับสีเครื่องเรือนไม้ขัดมันวาวที่ตั้งตระหง่านอยู่รอบห้อง ผ้าม่านสีน้ำเงินอ่อนสวยพาดผ่านข้ามหน้าต่างกระจกสูงยาวเชื่อมไปกับโคมไฟระย้าคริสตัลแก้วที่ให้แสงสีทองนวล ขับให้ห้องทั้งห้องสว่างไสวดั่งได้รับแสงจันทร์ .. ร่างสูงสง่าในชุดนายทหารยืนอยู่ที่เทอเรส กว้าง สายตาเหม่อมองทอดยาวไกลแสนไกลราวกับอีกมีใครบางคนยืนอยู่อีกฟากฟ้าหนึ่ง

“ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ” ร่างผอมคุกเข่า

“มาแล้วหรือท่านสมุฯ ปรีดี เรารอท่านอยู่นานเชียว” ร่างสูงเหลียวองค์กลับมา เนตรคมแลสบยังสมุฯ คู่พระทัย

“ขอประทานอภัยพระเจ้าค่ะ กระหม่อมติดธุระที่สำคัญมากจึงทำให้มาสาย”

พักตร์แห่งเจ้าชายศิระรังสรรค์มีรอยแย้มสรวลเล็กน้อย “เรายังไม่ได้ว่าอะไรท่านเลย เรื่องนั้นเราไม่ได้ใส่ใจเพียงแต่รู้สึกสนใจว่าเรื่องสำคัญของท่านนั้นสำคัญขนาดที่ว่า นัดของเราท่านยังลืมได้”

“กระหม่อมมิบังอาจพระเจ้าค่ะ”

“ช่างเถอะ ท่านสมุ ที่เรานัดท่านมาที่นี่ก็เพราะมีเรื่องอยากจะปรึกษาท่าน” สุรเสียงแห่งเจ้าชายเอ่ยเครียด บัดนี้ภาระหน้าที่ของรัชทายาทแห่งสิวาลาทำให้พักตร์ที่เคยเบิกบานแจ่มใสกลับซีดเซียวและดูเหนื่อยอ่อน .. ในเมื่อ .. ไร้มิตรเคียงกายเหลือเพียงองค์เดียวที่สู้อยู่เพียงลำพัง

“ถ้าให้กระหม่อมเดาคงจะเป็นเรื่องของประชุมลงมติในวันนี้สินะพระเจ้าค่ะ”

“ใช่ เรารู้สึกเป็นกังวลนัก .. ท่านสมุก็รู้ดีว่านายพลไกรสิงห์โหดร้ายแค่ไหน นี่ไม่รู้ว่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์จะต้องสังเวยชีวิตไปมากน้อยเพียงใดกัน”

ร่างสูงทรุดลงนั่งอย่างอ่อนล้า เมื่อนึกถึงการประชุมอันเคร่งเครียดตลอดวันที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร .. เพียงโจรป่ากลุ่มเล็กๆ กลับต้องใช้อาวุธหนักเข้าถล่ม .. ใจจริงของนายพลนั่นคงต้องการอาวุธหนักไว้ครอบครองเพื่อการณ์หน้า

“เราคงจะทำสิ่งใดไม่ได้แล้วพระเจ้าค่ะ แต่ฝ่าบาทอย่าได้ทรงวิตกไป กระหม่อมคิดหาทางช่วยชาวบ้านได้แล้วพระเจ้าค่ะ เพียงแต่ .. กระหม่อมคงต้องลาราชการไปนอกเมืองสักพักหนึ่ง”

เนตรดำสนิทเป็นประกาย ไม่เสียทีที่ไว้ใจชายภักดีผู้นี้

“ท่านกล่าวเช่นนี้ทำให้เราวางใจนัก แต่เราคงจะไปกับท่านไม่ได้ท่านสมุ เราคงจะต้องอยู่ทานอำนาจของนายพลไกรสิงห์กับชายนวิษวรรษ”

“กระหม่อมทราบดีพระเจ้าค่ะ แต่การไปของกระหม่อมครั้งนี้คงจะทำให้ฝ่าบาททรงลำบากมากทีเดียวเพราะขาดผู้ช่วยไป กระหม่อมจึงส่งเลขาสองคนที่ไว้ใจได้มาเพื่อช่วยงานฝ่าบาทพระเจ้าค่ะ พรุ่งนี้กระหม่อมจะส่งเขาทั้งสองคนมาที่วัง” เสียงกล่าวของสมุฯปรีดีราบเรียบไร้พิรุธใดๆ แต่ใครจะรู้ว่าใจของสมุฯเฒ่ากลับพองโตเมื่อได้เอ่ยถึงเจ้าชายผู้พลัดถิ่น

“ไว้ใจได้แน่หรือท่านสมุ” เจ้าชายศิระรังสรรค์ตรัสถามอย่างเป็นกังวล สายของนายพลไกรสิงห์กับเจ้าชายนวิษวรรษมีอยู่ทั่ววังไปหมด

“ไว้ใจได้แน่นอนพระเจ้าค่ะ กระหม่อมใช้หัวตนเองเป็นประกัน”

“ถ้าเช่นนั้นเราก็วางใจ ขอบใจท่านมากท่านสมุ .. เสร็จเรื่องเสียที .. เราออกไปกินข้าวกันดีกว่าเดี๋ยวสายสืบข้างนอกจะนั่งไม่ติดที่เห็นเราสองคนหายเข้ามาในห้องแบบนี้ จริงไหมท่านสมุ” เจ้าชายแย้มสรวล

“พระเจ้าค่ะ”

ทั้งสองเดินออกจากห้องหนังสือใหญ่พลางเหลียวมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ไม่นานเสียงการปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดเมื่อครู่ก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นการพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานถูกคอในระหว่างการรับประทานอาหาร .. ไร้ซึ่งข้อสงสัยของเหล่าสายสืบจากอริศัตรูทั่วราชวังแก้วที่คอยสอดส่องดูการเคลื่อนไหวของเจ้าชายรัชทายาทกับสมุหนายกเฒ่า

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++