Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

..1..

…ไอ้หนู 18 มงกุฎจริงเหรอ ?…

 

พรุ่งนี้ มีออดิชั่นที่สตูดิโอ 4 โมงเช้านะ ทอม..”

“อะไรนะ นายก็รู้ว่าฉันไม่ชอบตื่นก่อนเที่ยงนะ จิม..”

“เวลาลงไม่ได้จริงๆ ทอม.. ช่วงบ่ายถึงค่ำมีแคทวอล์ค 3 งานติดกันเลย”

“ให้ตายเถอะ! ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์นะจิม.. เป็นผู้จัดการประสาอะไร จัดคิวงานให้แบบนี้ฉันก็ตายซี…”

“ เฮ้! โทษฉันได้ไง แคทวอล์ค 3 งานนั่นนายเป็นคนรับเองนะ ฉันเตือนแล้วว่าเวลามันกระชั้น นายบอกว่าไม่เป็นไร รับไหว..”

“ถ้างั้นก็ cancel งานมิสเตอร์โรเจอร์ไปซะ”

“ไม่ได้นะ ทอม.. ฉันรับปากโรเจอร์เขาไว้ว่างานนี้นายไม่พลาดแน่ เราเคยปฏิเสธเขาไป 2 ครั้งแล้ว ถ้าครั้งนี้ No อีก ต่อให้นายดังทะลุฟ้าเป็นสุดยอดนายแบบอีกกี่สมัย เขาก็จะไม่แบ็คอัพนายอีกต่อไป..”

“เชอะ! ช่างปะไร ทำไมฉันต้องให้หมอนั่นแบ็คด้วย ระดับฉันแล้วไม่จำเป็น ต้อง…."

บทสนทนาชะงักลง เพราะทั้งคนพูดและคนฟังหัวทิ่มไปชนพนักเก้าอี้ด้านหน้า รถถูกเบรกกระทันหันจนเสียงล้อเบียดกับถนนดัง..เอี๊ยดดดดด!!!!!!…

“ขับรถประสาอะไรวะ เอ๊ดดี้.. เป็นอะไรหรือเปล่า ทอม..”

จิมรีบขยับเข้าไปประคองนายแบบหนุ่มรูปงามของเขาที่ยังซบนิ่งอยู่กับพนักเก้าอี้ตอนหน้า เนื่องจากยังอยู่ในอาการมึนงงเพราะศีรษะกระแทกกับพนักอย่างแรง

“อูยย… เกิดอะไรขึ้น หยุดรถทำไมวะ เอ๊ดดี้…”

“เอ่อ.. คือ..... มีเด็กผู้ชายวิ่งตัดหน้ารถครับผม..” เสียงแหบพร่าของโชเฟอร์หนุ่มที่ยังอยู่ในอาการตกใจ

“เด็ก? ที่ไหน..” สองหนุ่มกล่าวประสานเสียง สายตามองตรงไปที่หน้ารถ

“ไม่เห็นมีเลย เด็กที่ไหนวะ ” จิมกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด อีกแค่ไม่ถึงร้อยเมตรก็จะถึงบ้านอยู่แล้ว เกือบจะเที่ยงคืนแล้วด้วยจะมีเด็กที่ไหนมาวิ่งเวลานี้

“เอ่อ.. คือ.. เอ่อ..”

“มัวแต่เอ่อ.. อ่า.. อยู่ได้ ไหนล่ะเด็ก ถ้าหาไม่เจอฉันเตะแกแน่”

ทอมกล่าวเมื่อหายจากอาการมึนงง สายตาสอดส่ายไปนอกรถทั้งซ้ายและขวาของสองฟากถนน

“เอ่อ.. เจ้านายครับ มองไม่เห็นหรอกครับ ต้องลงจากรถไปดู”

“ทำไมต้องลงด้วย มองแค่นี้ก็เห็นแล้วว่าไม่มีใคร แกตาฝาดน่ะซี รีบออกรถเดี๋ยวนี้เลย คุณทอมต้องพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”

จิมกล่าวตัดบทและสรุปเรื่องที่พูดคุยค้างไว้ เพื่อไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายโต้แย้ง

“ออกรถไม่ได้ครับ คุณจิม”

“ทำไมออกไม่ได้วะ แกอย่าเรื่องมากนะ เอ๊ดดี้..”

“ออกไม่ได้จริงๆ ครับ คุณจิม” นายเอ็ดกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เด็กคนที่ว่านอนอยู่หน้ารถ จะให้ผมออกรถจริงๆ หรือครับ”

“เด็กอยู่หน้ารถ” อีกครั้งที่ชายหนุ่มทั้งสองประสานเสียงพร้อมกัน

จิมอ้าปากหวอ..กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกในขณะที่ทอมเองก็ตกใจไม่น้อยไปกว่า

“หมายความว่าไงวะ เอ๊ดดี้.. แกชนถูกเด็กเหรอ..”

“เอ่อ.. ผมไม่ค่อยแน่ใจครับคุณจิม ผมคิดว่าผมหยุดทันแต่จริงๆ อาจหยุดไม่ทันก็ได้”

“จะบ้าเหรอ.. แล้วยังมัวนั่งพูดอยู่อีก ลงไปดูซี” ทอมตะคอกใส่อย่างหัวเสีย

“ผมไม่กล้าครับ เจ้านาย.. ผมขับรถมา 10 ปี ยังไม่เคยชนใครเลย”

“โธ่เอ้ย! เอ๊ดดี้.. แกนี่มันปอดแหกจริงๆ ” ทอมทำท่าจะเปิดประตูรถแต่ถูกจิมห้ามไว้

“อย่า..ทอม ฉันลงไปดูเอง นายอยู่ในรถล็อคประตูด้วย ลงไปเอ๊ดดี้.. ถ้าไม่เจอเด็กแกถูกเตะแน่…”

ทอมพยักหน้ารับโดยดี แค่ลงไปดูเด็กที่อาจจะถูกรถเราชน จิมก็เปลี่ยนท่าทีเป็นระแวดระวังภัยทันที

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้นี้ไม่ได้เป็นแค่ผู้จัดการส่วนตัวคอยจัดคิวงานให้สุดยอดนายแบบรูปงามทอม แม็คกิลล์ หากแต่ต้องทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดระวังภัยที่จะเกิดขึ้นกับทอมทุกรูปแบบด้วย เขาก้าวลงจากรถด้วยความระมัดระวัง อีกไม่ถึงร้อยเมตรก็จะถึงบ้านแม็คกิลล์แล้วแต่เขาก็ไม่ไว้ใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจถูกสร้างสถานการณ์ก็ได้ ในขณะที่จิมมัวแต่ระวังภัย นายเอ๊ดซึ่งก้าวลงจากรถได้ก็ตรงรี่ไปด้านหน้าทันทีด้วยความกังวลว่าเด็กอาจได้รับบาดเจ็บเพราะเขาหยุดรถไม่ทันจริงๆ

จิมก้าวพรวดตามไปยืนข้างๆ เมื่อเห็นนายเอ๊ดอยู่ในอาการตะลึง สายตาจับจ้องที่พื้นถนน

“ว่าไง เอ๊ดดี้.. เห็นเด็กหรือเปล่า โอ๊ะ.. โอ ! .. อะไรกันเนี่ย…” จิมร้องครางตะลึงมองด้วยความตกใจเช่นกัน..

+ + + ส า ย ใย รั ก + + +

ชายหนุ่มสองคนตาปริบๆ มองดูเด็กชายลูกครึ่งวัยประมาณ 10 ปีเศษ จัดการกับข้าวไข่เจียวตรงหน้าด้วยท่าทีเอร็ดอร่อย ความรู้สึกของสองหนุ่มต่างกัน ทอมรู้สึกเป็นห่วงและสงสาร แม้รถจะไม่ได้ชนแต่เด็กก็ล้มลงเพราะความตกใจ ทำให้มีบาดแผลถลอกที่ข้อศอกและแขน เขาจึงสั่งให้พาเด็กกลับมาบ้านเพื่อทำแผลให้ในขณะที่จิมไม่เห็นด้วยและพยายามจะห้าม แต่รถจักรยานยนต์สายตรวจผ่านมาพอดี เรื่องจึงต้องลงเอยโดยจิมเป็นฝ่ายพาเด็กขึ้นรถและให้ทอมรับหน้าตำรวจ ทอมกล่าวทักทายตำรวจ 2 นายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สายตรวจทั้งสองถึงกับปลื้มที่ได้เห็นตัวจริงและพูดคุยกับนายแบบหนุ่มชื่อดัง เลยไม่ซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ความรู้สึกของจิมขณะนี้ต่างจากทอมโดยสิ้นเชิง เขาไม่รู้สึกเป็นห่วงเจ้าหนูที่นั่งอยู่ตรงหน้าสักนิด เพราะทอมไม่ได้เห็นอย่างที่เขาเห็น ภาพเด็กชายนอนหนุนแขนตัวเองและยกขาไขว่ห้างกระดิกเท้าด้วยความสบายใจ แถมยังส่งยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าระรื่น จะให้เขารู้สึกเป็นห่วงหรือสงสารได้ยังไง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดว่าเจ้าหนูจงใจวิ่งเข้ามาตัดหน้ารถ และฉลาดพอที่จะยืนอยู่ห่างจากลูกระนาดเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นจุดที่รถต้องชะลอความเร็ว แต่ถึงกระนั้นถ้านายเอ๊ดไม่เหยียบเบรคจนตัวโก่ง เจ้าหนูจอมแสบผู้นี้ก็คงไปนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลแทนการนั่งโจ้ข้าวไข่เจียวอยู่ตรงหน้าแล้ว เด็กคนนี้คงเป็นหนึ่งในแก๊ง 18 มงกุฎที่แสบและใจถึงพอตัว จึงถูกส่งมาทำเรื่องเสี่ยงตายแบบนี้…

จิมดึงแขนเด็กชายลงจากรถทันทีที่ถึงบ้านเพื่อจะถามไถ่เรื่องราว แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากเจ้าหนูก็สะบัดมือจากเขาและวิ่งไปหลบหลังทอม ทอมจึงขอร้องเขาอย่าเพิ่งซักไซ้ ให้เด็กนั่งพักและดื่มน้ำให้หายตกใจก่อน แต่เจ้าเด็กแสบกลับทำตาละห้อยบอกว่าตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินข้าวเลย ทำให้ทอมยิ่งใจอ่อนหนักขึ้น เดือดร้อนถึงแม่ครัวต้องถูกปลุกขึ้นมาทอดไข่เจียวกลางดึก

จิมสะกดอารมณ์ไม่พูดไม่จานั่งนิ่งมองจนเด็กชายกินข้าวอิ่มและดื่มน้ำเรียบร้อยแล้ว

“อิ่มแล้วใช่มั้ย พร้อมจะตอบคำถามหรือยัง”

เด็กชายพยักหน้าหงึกพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ คิ้วโก่งได้รูปสวยรับกับดวงตากลมโตสีน้ำทะเล ริมฝีปากบางเป็นกระจับ ผมสีน้ำตาลอ่อนหยักศกและยาวเป็นลอนอย่างหนุ่มวัยโจ๋ เสื้อผ้าและเนื้อตัวมอมแมมแต่ไม่ถึงกับสกปรก ผิวพรรณเนียนใสแต่ออกคล้ำเล็กน้อย น่าจะเป็นเพราะถูกแดดมากกว่าที่จะมีสีผิวเช่นนี้โดยกำเนิด จริงๆ แล้วเจ้าหนูนี่เป็นเด็กชายลูกครึ่งที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว

“จะถามอะไรหรือครับคุณจิม..”

จิมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเด็กย้อนถาม รู้สึกฉุนตัวเองที่เผลอพิศรูปโฉมของเจ้าหนู 18 มงกุฎ เพียงเพราะเด็กส่งยิ้มให้เท่านั้น

“เออ.. พร้อมจะตอบคำถามแล้วใช่มั้ย” จิมแสร้งทำเสียงเข้มใส่

“ครับ”

“ดี… สัญญากับพระเจ้าก่อนว่าทุกคำตอบจะเป็นความจริง”

เด็กชายอ้าปากหวอ..ทำหน้าอธิบายไม่ถูก

ทอมส่ายหน้าเมื่อจิมทำเหมือนกำลังตกลงธุรกิจกับพวกเขี้ยวลากดินทั้งหลาย และเขามักจะใช้มุขนี้ทุกครั้ง

“ว่าไงล่ะ” จิมถามย้ำเพราะเด็กชายเล่นนั่งอึ้งไม่พูดไม่จา

“เอ่อ.. ผมตอบคำถามคุณไม่ใช่หรือครับ ทำไมต้องสัญญากับพระเจ้าด้วย”

“ผิดแล้ว ฉันเป็นคนตั้งคำถาม แต่พระเจ้าจะเป็นผู้รับฟังคำตอบจากนาย”

“พระเจ้าอยู่ไหนล่ะครับ”

จิมถอนใจเมื่อเจ้าหนูไม่ยอมเออออด้วยดี ซ้ำยังปล่อยคำถามหมัดตรงกลับมาอีก เขาดึงสร้อยคอที่สวมไว้ออกจากเสื้อ พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนอาจทำให้เด็กชายเข้าใจได้ว่าพระเจ้าอยู่ไหน

“นี่ไง นายรู้จักใช่มั้ย” จิมแน่ใจว่าเด็กชายลูกครึ่งคนนี้ต้องรู้จัก อย่างน้อยไม่พ่อก็แม่ต้องนับถือแคธอลิก

เด็กชายจ้องมองตัวแทนพระเจ้าที่อยู่ในมือจิม สีหน้าและแววตาอ่อนโยนลงอย่างไม่น่าเชื่อ

“ครับ ผมจะให้คำตอบกับพระเจ้าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด”

“ดีมาก” จิมปล่อยสร้อยออกจากมือโดยไม่เก็บเข้าไปในเสื้อ จงใจห้อยไว้ให้เด็กชายเห็น

“คำถามแรกนะ ไอ้หนู.. นายเป็นแก๊ง 18 มงกุฎหรือเปล่า ? ”

เด็กชายขมวดคิ้ว

“18 มงกุฎ คืออะไรครับ ?..”

จิมถอนใจเฮือกใหญ่แค่คำถามแรกก็เจอย้อนกลับแล้ว

“ความจริงนายดูเป็นเด็กฉลาดนะ แต่เอาเถอะ.. ฉันเชื่อว่านายไม่รู้จริงๆ ฉันจะถามใหม่ว่า นายเป็นหนึ่งในแก๊งของพวกต้มตุ๋นหลอกลวงชาวบ้านหรือเปล่า”

“เปล่าครับ”

จิมพยักหน้ารับทราบ สีหน้าและแววตาของเจ้าหนูสื่อให้รู้ว่าไม่ได้พูดปดจริงๆ

“แต่นายจงใจเข้ามาขวางรถ ต้องการให้รถชนใช่มั้ย”

เด็กชายก้มหน้านิ่งคิดอยู่อึดใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบคำถามด้วยรอยยิ้ม

“ผมจงใจเข้าไปขวางรถจริงๆ ครับ แต่ไม่ได้อยากให้รถชน ผมไม่อยากบาดเจ็บ ผมมีเรื่องสำคัญต้องทำครับ ”

ครั้งนี้จิมเป็นฝ่ายขมวดคิ้ว แม้จะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบที่ได้รับ แต่น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ และยังเป็นคำตอบที่ชวนให้ติดตามซะด้วย

“เรื่องสำคัญของนายเกี่ยวข้องกับพวกเรางั้นเหรอ ถึงต้องเข้ามาขวางรถ รู้มั้ยว่ามันอันตรายแค่ไหน นายอาจตายก่อนที่จะได้จัดการเรื่องสำคัญที่ว่านั่น”

“ผมต้องเสี่ยงครับ ผมเชื่อว่าคงไม่ถึงตายอย่างมากก็แค่บาดเจ็บ แล้วผมก็ไม่ได้รับบาดเจ็บจริงๆ ด้วย น้าคนขับหยุดรถได้เก่งจริงๆ นะครับ”

เด็กชายหันไปยกมือไหว้นายเอ๊ดที่นั่งพับเพียบฟังเรื่องราวอยู่ห่างๆ

“ผมขอโทษนะครับที่วิ่งตัดหน้ารถ ทำให้น้าต้องหยุดรถกระทันหัน”

“เอ่อ.. ไม่เป็นไรหรอก.. โชคดีนะไอ้หนูที่น้าเหยียบเบรคทัน ไม่งั้นมีหวังติดคุกแน่ วันหลังอย่าทำแบบนี้นะ.. มันอันตราย..”

นายเอ๊ดพูดคุยกับเด็กชายอย่างเป็นกันเองแต่แล้วก็ต้องสะดุ้งกับเสียงตวาดของจิม

“เฮ้! หุบปากไปเลยเอ๊ดดี้.. แกไม่ต้องออกความเห็น หมดธุระของแกแล้วก็ไปนอนซะ…”

"ครับผม" นายเอ๊ดรีบลุกขึ้นทันทีเพราะรอคำสั่งนี้อยู่นานแล้ว

จิมหันมาใส่เด็กชายต่อ

“คนที่นายต้องขอโทษคือคุณทอมกับฉัน ไม่ใช่เจ้าเอ๊ดดี้คนขับรถ”

“เอ่อ.. ขอโทษครับคุณทอม.. ขอโทษครับคุณจิม..”

เด็กชายรีบหันไปขอโทษทอมก่อน และไม่ขอโทษแต่ปากยังยกมือไหว้อย่างนอบน้อมด้วยก่อนจะหันมาขอโทษจิม ทำเอาสองหนุ่มใจอ่อนลงโดยเฉพาะทอมไม่ได้ติดใจและโกรธเด็กชายแล้ว แต่จิมยังไม่เลิกลาตั้งคำถามต่อด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“อย่าคิดว่าแค่ขอโทษแล้วฉันจะหายข้องใจพฤติกรรมของนายนะ บอกจุดประสงค์ของนายมาได้แล้วว่าเข้ามาขวางรถทำไม..”

“ผม เอ่อ…” เด็กชายก้มหน้าลงไม่ยอมตอบคำถามในทันที จิมเชื่อว่าเจ้าหนูคงพยายามหาทางโกหกอย่างแนบเนียน จึงต้องใช้เวลาคิดก่อน

“ว่าไง ทำไมต้องคิดนานขนาดนั้น นายสัญญากับพระเจ้าแล้วนะ”

เด็กชายเงยหน้าขึ้นตอบด้วยสีหน้าระรื่น

“ผมตอบไปแล้วครับ”

“อะไรนะ ตอบตอนไหนฉันยังไม่ได้ยินเลย อย่าบอกนะว่าตอบในใจ..”

จิมดักคอเจ้าหนู และคำตอบที่ได้รับก็ยืนยันให้เขารู้ว่าเด็กชายที่นั่งทำหน้าซื่ออยู่ตรงหน้าสุดแสบจริงๆ

“ใช่ครับ ผมตอบในใจ คุณให้ผมตอบคำถามกับพระเจ้าไม่ใช่เหรอ ผมบอกความจริงให้พระองค์รับทราบแล้ว คุณไม่ต้องห่วง ผมไม่กล้าโกหกพระเจ้าหรอก..”

“ชะ! ไอ้หนู แก…” จิมลุกขึ้นปราดเข้ามาคว้าคอเสื้อเด็กชายเขย่า

"อยากลองดีเหรอ หือ….”

“ปล่อยเด็กนะ จิม..” ทอมลุกพรวดขึ้นมาคว้าแขนผู้จัดการจอมโวยของเขา

“ใช้กำลังกับเด็กไม่อายหรือไง ปล่อยมือ ฉันจะคุยเอง”

จิมปล่อยมือจากคอเสื้อเด็กชายและทรุดตัวลงนั่งสงบสติ รู้สึกไม่ดีเหมือนกันที่อารมณ์ร้อนไปหน่อยและเผลอใช้กำลังกับเด็ก

“เอาล่ะ ไอ้หนู.. เธอควรจะตอบทุกคำถามอย่างตรงไปตรงมา เรื่องจะได้จบลงเร็วๆ เกือบจะตีหนึ่งแล้ว ฉันเหนื่อย…อยากพักผ่อน พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้าอีกด้วย โอเค…”

เด็กชายพยักหน้ารับ สายตาที่จ้องมองทอมละห้อยและอ่อนโยนผิดกับเวลาสบตากับจิม

“ก่อนจะตอบคำถามบอกชื่อของเธอก่อนดีกว่า คุยกันมาตั้งนานแล้วยังไม่รู้จักชื่อ”

จิมเป็นฝ่ายนิ่งฟังบ้างเมื่อทอมสามารถพูดคุยกับเด็กได้รู้เรื่องมากกว่า ซ้ำเจ้าหนูยังมีท่าทียอมเชื่อฟังทอมมากกว่าเขาด้วย

“ผมเข้ามาขวางรถเพราะผมอยากพบคุณครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณ”

เด็กชายไม่ยอมบอกชื่อ กลับบอกเหตุผลที่วิ่งเข้ามาให้รถชน

“คุณ?.. ใคร?.. ฉันหรือเขา..” ทอมพยักหน้าไปที่จิม อยู่ๆ เจ้าหนูก็เข้าเรื่องเอาดื้อๆ ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็ทำให้ทอมละความสนใจที่จะรู้จักชื่อของเด็กชาย

“ผมอยากพบคุณทอม แม็คกิลล์ ครับ”

คำตอบชัดถ้อยชัดคำของหนุ่มน้อยทำเอาทอมอึ้งไปชั่วครู่

“พบฉันเหรอ แน่ใจนะว่าไม่ผิดคน ฉันไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน จะมีเรื่องคุยกันได้ยังไง”

“คุณไม่รู้จักผมหรอกครับ แต่ผมรู้จักคุณ”

“ใช่ซีวะ นายต้องรู้จักแน่” จิมขัดขึ้นอย่างอดรนทนไม่ได้

“สุดยอดนายแบบ 3 สมัย ทอม แม็คกิลล์ มีใครไม่รู้จักบ้าง ไม่ยักรู้ว่าเด็กผู้ชายอย่างนายก็สนใจนายแบบหนุ่ม ๆ ด้วยเหมือนกัน บ้าคนดังล่ะซี เป็นเด็กผู้หญิงก็ว่าไปอย่าง เด็กผู้ชายเขามีแต่บ้านักฟุตบอลดังๆ ไม่ใช่นายแบบหนุ่ม รู้มั้ย”

“ผมไม่ได้บ้าคนดัง ผมไม่ได้เพิ่งรู้จักคุณทอมตอนเป็นนายแบบ ผมรู้จักคุณทอมตั้งแต่จำความได้เกือบ 10 ปีมาแล้ว ”

เด็กชายสบตาทอมขณะพูดแม้จะเป็นการตอบคำถามจิม

ทอมขมวดคิ้ว “ว่าไงนะ.. เธอรู้จักฉันมาเกือบ 10 ปีแล้ว.. ตลกหรือเปล่าเจ้าหนู เธออายุเท่าไรแล้วชื่ออะไร..”

“วันที่ 20 เดือนหน้าผมก็จะอายุ 12 ปีเต็มแล้ว ผมชื่อ แม็คกิลล์ แม่เรียกผมว่าแม็กกี้ครับ”

ทอมนิ่งอึ้งเมื่อได้ยินชื่อเด็กชาย นึกขำแต่หัวเราะไม่ออก เชื่อว่าเจ้าหนูคงล้อเล่นมากกว่า

“อย่าไปคุยดีด้วยเลยทอม เด็กแสบพรรค์นี้ นายตามไม่ทันหรอก”

จิมพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะและขยับเข้าไปใกล้เด็กชาย

“นี่ไอ้หนู... ถ้านายไม่ยอมตอบคำถามเราดีๆ ฉันจะจับนายโยนออกไปนอกบ้าน ไม่เสียเวลาเสวนาด้วยแล้ว ดึกมากแล้วนะทอม.. นายขึ้นไปพักผ่อนดีกว่า ฉันจัดการเด็กนี่เอง..”

ทอมเห็นดีด้วย เพราะรู้สึกเหนื่อยและง่วงนอนเต็มทน

“โอเค.. นายจัดการล่ะกัน อย่ารุนแรงล่ะ แล้วนี่ก็ดึกมากแล้ว ถ้ายังไงให้นอนพักสักคืนก็ได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยให้ไป”

ทอมลุกขึ้นยืน ขยับจะเดินเด็กชายก็ถลาเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า

“อย่าเพิ่งไปครับ ขอผมคุยกับคุณก่อน ผมมีธุระสำคัญจริงๆ”

จิมคว้าแขนเด็กชายไว้

“มีธุระอะไรก็คุยกับฉัน ฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุณทอม เรื่องทุกเรื่องต้องผ่านฉันก่อน หลีกทางให้คุณทอมเดี๋ยวนี้….”

เด็กชายมองจิมด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ ไม่ใช่เรื่องของผู้จัดการ นี่เป็นเรื่องส่วนตัว.. ไม่ใช่เรื่องงาน”

“วะ.. ว่าไงนะ.. แกต้องการให้ฉันเอาจริงยังงั้นเหรอ ปากเก่งแบบนี้ ก็ไม่ต้องเสียเวลาพูดดีกันอีกแล้ว… ฉันจะลากแกโยนออกไปนอกบ้านเดี๋ยวนี้เลย ”

จิมปล่อยมือจากแขนเด็กชายเปลี่ยนเป็นคว้าร่างเจ้าหนูไว้ในวงแขนเพื่อจะรั้งให้ออกห่างจากทอม แต่เด็กชายรีบกอดขาทอมไว้ทัน ทอมจึงถูกดึงรั้งไปด้วย

“อ๊ะ!.. เฮ้ย!… อะไรกันน่ะ ปล่อยเด็กก่อน จิม..”

ทอมโวยลั่นเริ่มหงุดหงิดกับเหตุการณ์บ้าๆ ที่เกิดขึ้น จึงตะคอกใส่เด็กชายด้วยความโมโห

“ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ ไอ้เด็กบ้า..”

เด็กชายสะดุ้งเฮือกรีบปล่อยมือจากขาทอมทันที จิมจึงคลายวงแขนออกเจ้าหนูเงยหน้าขึ้นมองทอมด้วยสายตาอ้อนวอนจนทอมใจอ่อนพยายามระงับอารมณ์โกรธและทรุดตัวลงนั่ง

“ตกลง ฉันจะคุยกับเธอ มีอะไรก็รีบว่ามา”

เด็กชายยิ้มด้วยความดีใจรีบทรุดตัวลงนั่งกับพื้น จิมส่ายหน้าและทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ทอม รู้สึกเหนื่อยใจกับเจ้าหนูจอมแสบผู้นี้

“ผมอยากคุยกับคุณแค่ 2 คนครับ”

ทอมเริ่มไม่พอใจกับความเรื่องมากของเด็กชาย

“อย่าเรื่องมากน่า เจ้าหนู.. มีอะไรก็พูดมา”

“แต่ว่า.. มันเป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ จะให้คนอื่นรู้ด้วยเหรอ”

จิมโวยขึ้นอย่างเหลืออด

“นี่!.. ไอ้เด็กบ้า... รีบๆ พูดออกมาก่อนที่นายจะหมดโอกาส เพราะฉันกำลังจะหมดความอดทนแล้ว ไอ้..”

จิมพูดไม่จบเพราะถูกทอมเอามือปิดปากไว้และผลักให้เอนตัวลงพิงพนักโซฟาร์

“พอแล้ว.. ฉันจัดการเอง นายนั่งเงียบๆ สักครู่ โอเค..”

จิมพยักหน้าหงึกและหลับตาลง ทอมจึงหันไปกล่าวกับเด็กชาย

“ฟังนะเจ้าหนู… ฉันให้โอกาสเธอเป็นครั้งสุดท้าย อยากจะพูดอะไรก็พูดมา ระหว่างฉันกับผู้ชายคนนี้ไม่มีเรื่องส่วนตัวต้องปิดบังกัน ทุกปัญหาของฉันหมอนี่จะเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นพูดออกมาได้แล้ว ฉันให้เวลาเธอแค่ 10 นาที พูดจบแล้วฉันจะได้ขึ้นไปนอน ส่วนเธอฉันอนุญาตให้พักอยู่จนถึงเช้า แล้วรีบไสหัวออกไปให้พ้นจากบ้านฉัน”

เด็กชายหน้าเสียลงเล็กน้อยกับประโยคสุดท้าย

“เอ่อ.. ก็ได้ครับ ผมเริ่มเลยนะ.. ผมชื่อแม็คกิลล์ เป็นลูกของแม่แอนนา สแตนลีย์ แม่เป็นคนอังกฤษแต่เกิดในประเทศไทยครับ แม่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่บ้านแม็คกิลล์เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คุณจำแม่แอนนาของผมได้มั้ยครับ”

ทอมนั่งอึ้งไม่ตอบคำถาม คิ้วเรียวขมวดมุ่นเหมือนกำลังพยายามทบทวนเรื่องตาม เด็กชายจึงเล่าต่อโดยไม่รอฟังคำตอบเช่นกัน

“ท่านทูตจอห์น แม็คกิลล์ คุณพ่อของคุณจ้างแม่แอนนาของผมมาเป็นพี่เลี้ยงคุณ แต่คุณไม่ชอบแม่ คอยหาทางแกล้งแม่อยู่เรื่อย”

ทอมชักสีหน้าไม่พอใจเริ่มรู้สึกโกรธที่ถูกเด็กกะโปโลต่อว่า แต่พยายามระงับอารมณ์รอฟังเรื่องราวทั้งหมดก่อน ในขณะที่จิมนิ่งเงียบฟังด้วยความสนใจเช่นกัน

“คุณไม่ชอบแม่เพราะว่าแม่เป็นผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าคุณแค่ 2 ปี แต่กลับมาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคุณ ต่อหน้าท่านทูตคุณทำตัวเป็นเด็กดี แต่พอลับหลังคุณหาวิธีแกล้งแม่ต่างๆ นาๆ ….”

“พอได้แล้ว… เข้าประเด็นซะที ถ้าบังอาจพูดจาเหน็บฉันอีกคำล่ะก็… นายจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก…”

ทอมต่อว่าเด็กชายเพราะเหลืออดและหันไปทำตาเขียวใส่จิมที่นั่งอมยิ้มอยู่

“แต่ไม่ว่าจะโดนคุณแกล้งยังไง แม่ไม่เคยปริปากบอกท่านทูต แม่อดทนมาตลอดเพราะอยากเป็นพี่เลี้ยงที่ดีของคุณ จนกระทั่งวันหนึ่งคุณทะเลาะกับคุณพ่อ คุณถูกท่านตบหน้าเลยหนีออกจากบ้านแอบไปดื่มเหล้า แม่ตามคุณไปเพราะเป็นห่วง คุณดื่มไปนิดเดียวก็เมามากเพราะคุณยังเด็ก แม่พยายามพาคุณกลับบ้านแต่คุณไม่ยอม คุณบอกแม่ว่าจะกลับบ้านก็ต่อเมื่อแม่ยอมเป็นของคุณก่อน”

เด็กชายก้มหน้าลงขณะกล่าวประโยคสุดท้าย ไม่กล้าสบตาด้วยเพราะรู้ว่าคนฟังต้องอยู่ในอารมณ์โกรธแน่นอน

ในขณะที่ทอมเริ่มกระวนกระวายใจกับเรื่องที่เด็กชายบอกเล่า ไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของเจ้าหนูคืออะไร จิมขยับตัวขึ้นนั่งนิ่งฟังด้วยความสนใจ เพราะเรื่องที่เจ้าหนูเล่าชักจะตื่นเต้นขึ้นทุกทีแล้ว

เด็กชายนิ่งเงียบอยู่อึดใจ เมื่อไม่มีเสียงโวยหรือคำถามใดๆ จากอีกฝ่ายจึงรีบเล่าต่อเพราะต้องการให้จบเรื่องเร็วๆ เช่นกัน

“ในที่สุดแม่ก็พาคุณกลับบ้านได้เพราะแม่ยอมเป็นของคุณในคืนนั้น แต่หลังจากคืนนั้นคุณก็ไม่ยอมพูดกับแม่อีกเลย ไม่แกล้งไม่กระเซ้า ไม่ยอมให้แม่เข้าใกล้คุณด้วย แม่เลยต้องลาออกเพราะไม่สามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคุณได้แล้ว”

จิมมัวแต่จับจ้องเด็กชายเพื่อจับโกหกจึงไม่ทันได้เห็นว่าอารมณ์ของทอมกำลังคุกรุ่นเพียงใด ความรู้สึกของทอมขณะนี้คือ โกรธและเกลียดเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าจับใจ ที่จู่ๆ ก็ขุดเอาเรื่องที่เขาพยายามลืมจนได้แล้วขึ้นมาตีแผ่อย่างหมดเปลือก เขาต้องใช้ความพยายามอย่างสูงสะกดกลั้นอารมณ์กัดฟันกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

“จบแล้วใช่มั้ย เข้าเรื่องซะทีว่า แก มาที่นี่ทำไม ต้องการอะไร”

สรรพนามเรียกเด็กชายเปลี่ยนจาก “เธอ” เป็น ”แก” จิมก็รู้ทันทีว่าทอมกำลังโกรธจัด ในขณะที่เด็กชายเองก็หน้าเสียลงเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธมาก รีบต่อให้จบก่อนจะถูกไล่ออกจากบ้าน

“แม่แอนนาของผมไม่สบายเป็นโรคหัวใจ เพิ่งเสียไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ก่อนตายแม่ฝากให้ผมทำงานชิ้นสำคัญให้แม่ครับ” น้ำเสียงเด็กชายสั่นเครือเมื่อพูดถึงการตายของแม่

ทอมคลายอารมณ์โกรธลงเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าแม่ของเจ้าหนูเสียชีวิตแล้ว เขายังคงเป็นฝ่ายนั่งเงียบไม่มีคำถามที่แสดงว่าสนใจในเรื่องที่ได้รับฟัง ปล่อยให้เด็กชายเป็นฝ่ายพูด อยากให้ฟังเรื่องอะไรก็พูดออกมาเอง

“แม่สั่งให้ผมมาหาคุณ ฝากให้ผมบอกคุณว่าแม่ยอมเป็นของคุณในคืนนั้นไม่ใช่เพราะแม่ต้องการทำหน้าที่พี่เลี้ยง แต่เพราะแม่… รักคุณ…”

ทอมรู้สึกเครียดกับเรื่องราวที่ได้ยินจากปากเด็กชาย กัดฟันพูดดีด้วยทั้งๆ ที่ไม่อยากจะพูด

"แค่นี้ใช่มั้ยเรื่องสำคัญของนาย จบแล้วฉันจะได้ไปนอน"

"ยังครับ ธุระของแม่เสร็จแต่ของผมยัง.. ผมอยากพิสูจน์ความจริงว่า เรื่องที่แม่บอกผมตั้งแต่ผมจำความได้เป็นเรื่องจริงไม่ได้โกหก"

ทอมถอนใจเฮือกรู้สึกโกรธเด็กชายมากจนต้องหัวเราะออกมา อีก 15 นาที จะตี 2 เวลานี้เขาควรจะได้หลับสบายไปแล้ว แต่กลับต้องมานั่งฟังเรื่องบ้าๆ

จิมบีบไหล่ทอมเบาๆ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกแย่เต็มกลืน

"ไม่เป็นไรทอม.. ไหนๆ ก็ยอมรับฟังแล้ว ฟังต่อให้จบเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะโทรบอกโรเจอร์ว่านายขอตัวไม่เข้าไปออดิชั่นแต่รับงานแน่นอน เพราะจริงๆ แล้วระดับนายก็ไม่จำเป็นหรอก ถ้ามีปัญหาก็ขอบายไป "

ทอมใช้สองมือกุมศีรษะและเสยผมขึ้นด้วยความรู้สึกอัดอั้น เขาหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง สิ่งที่อยากทำตอนนี้คือ อยากจับเด็กชายลูกครึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าโยนออกไปนอกบ้าน เหมือนที่จิมคิดจะทำก่อนหน้านี้

"ว่าธุระของนายต่อได้เลยไอ้หนู สั้นๆ และตรงประเด็น นายต้องการพิสูจน์ความจริงเรื่องอะไร"

"ผมต้องการพิสูจน์ว่า ผู้ชายที่แม่บอกว่าเป็นพ่อของผม เป็นพ่อของผมจริงหรือเปล่า เพราะแม่ไม่ยอมให้ผมบอกกับใครว่าเขาเป็นพ่อ บอกว่าให้รู้กัน 2 คนแม่ลูกก็พอ แม่ให้ผมบอกคนอื่นๆ ว่าพ่อตายก่อนที่ผมจะเกิด ผมเลยต้องกลายเป็นเด็กไม่มีพ่อ ทั้งๆ ที่ผมมี…"

"แล้วไง นายต้องการพิสูจน์พ่อของนายก็ไปหาทางจัดการซี จะให้คุณทอมช่วยอะไร หรือจะให้ช่วยตามหาให้"

จิมกลับมาเป็นฝ่ายพูดคุยกับเด็กชาย เพราะอารมณ์ของทอมขณะนี้ไม่อยู่ในภาวะที่จะเสวนาโต้ตอบกับเด็กชายต่อได้ หากแต่ในขณะที่จิมกำลังป้อนคำถามสำคัญกับเจ้าหนูที่มีดวงตาสีน้ำทะเลแสนสวย เขารู้สึกถึงความผิดปกติของทอม… เทพบุตรรูปงามของเขามีอาการสั่นจนเขาต้องรีบโอบไหล่และจับมือไว้ เพราะกลัวว่า ทอมจะโกรธมากจนระงับอารมณ์ไว้ไม่ได้ นั่นหมายถึงเด็กชายอาจจะต้องเจ็บตัว ทว่า..ทันทีที่มือของเขาสัมผัสกับมือของทอม ซึ่งเย็นเฉียบและชื้นไปด้วยเหงื่อ จิมรู้ซึ้งในทันทีว่าอาการสะท้านของทอมไม่ใช่เพราะโกรธ แต่กำลังตื่นกลัว.…

และแล้ว..คำตอบที่จิมได้รับจากเด็กชายก็ทำให้เขาถึงกับอ้าปากค้าง พร้อมกับรู้เหตุผลแล้วว่าทำไมทอมจึงมีอาการเช่นนี้

"ผมไม่ได้ต้องการให้คุณทอมช่วยหา คุณทอมคือผู้ชายคนที่แม่บอกว่าเป็นเอ่อ…พ่อของผม ผมต้องการพิสูจน์ว่าจริงหรือเปล่า…"

ทอมหลับตาลงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ รู้สึกอึดอัดและแน่นในอก เขาไม่เคยโกรธและโมโหใครมากมายเท่านี้มาก่อน… เด็กชายกะโปโลที่ไม่เคยรู้จักหัวนอนปลายเท้ามาก่อน จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาในชีวิตเขา และบังอาจนำเรื่องเลวร้ายในอดีตของเขามาบอกกล่าวเสมือนหนึ่งจะให้เขารับผิดชอบ ไม่ว่าเรื่องที่รับฟังจะจริงหรือเท็จ เขาบอกได้คำเดียวว่าโกรธและเกลียดเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าจับใจ ไม่มีวันที่เขาจะรับผิดชอบหรือยอมทำตามที่เด็กชายลูกครึ่งคนนี้ต้องการ..

แม้เรื่องที่ได้รับฟังจะเหลือเชื่อจนจิมอ้าปากค้าง แต่สภาพของทอมนาทีนี้กลับทำให้เขาตกใจยิ่งกว่า เทพบุตรรูปงามของเขากำลังอยู่ในอาการเหมือนคนไข้โรคหัวใจ ใบหน้าขาวซีด หายใจติดขัดจนจิมต้องขยับร่างทอมเอนลงพิงพนักและกล่าวปลอบ

"ใจเย็นทอม หายใจลึกๆ ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร…"

"ไล่มันออกไป จิม.. ไล่ไอ้เด็กบ้านี่ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้" ทอมกล่าวน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น

เด็กชายรีบขยับถอยห่างออกมาเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดี รู้สึกกลัวอารมณ์ของทอม จึงรีบพูดต่อหวังจะให้อีกฝ่ายสบายใจ

"ผมแค่จะขอพิสูจน์ความจริงว่าคุณทอมเป็นพ่อผมจริงเปล่า ผมไม่ได้ต้องการอะไรครับ"

ความอดทนของเทพบุตรทอมขาดผึงลง ร่างสง่างามลุกพรวดขึ้นถลาเข้าหาร่างเล็กคว้าคอเสื้อเจ้าหนูรั้งเข้ามาใกล้และตะคอกใส่ด้วยความโกรธสุดขีด

"ฉันไม่มีอะไรให้แกพิสูจน์ หมดเรื่องที่แกต้องการจะพูดแล้วก็ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้ จะเดินออกไปดีๆ หรือจะให้ฉันโยนแกออกไป ไอ้หนูสกปรก!.. ไอ้เด็กบ้า!.. ไอ้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า!.."

เด็กชายสะดุ้งเฮือกตกใจกับอารมณ์โกรธที่รุนแรงของทอม นึกไม่ถึงว่าจะถูกชายหนุ่มซึ่งเป็นเทพบุตรในใจของตัวเองมาตั้งแต่เด็กด่าทอด้วยความเกลียดชังเช่นนี้

จิมลุกพรวดตามขึ้นมาด้วยความตกใจ ไม่เคยเห็นทอมมีอารมณ์โกรธที่รุนแรงแบบนี้มาก่อน

"ใจเย็นทอม ปล่อยเด็กเถอะ ใช้กำลังกับเด็กไม่อายหรือไง หือ.."

จิมกระซิบประโยคสุดท้ายด้วยคำพูดเดียวกับที่ทอมพูดกับเขา

"ทำไมต้องอาย กะอีแค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า เด็กจรจัด ในที่สุดแกก็ไม่ต่างจากพวกต้มตุ๋นหลอกลวง คิดจะหาเงินใช้ยังงั้นเหรอ"

"ผมเปล่า.. ผมไม่ใช่พวกต้มตุ๋น ผมไม่ได้มาหาเงินจากคุณ ผมแค่อยากพิสูจน์ความจริงๆ เฉย คุณกลัวเหรอ.. . โอ๊ย!…"

ทอมตบหน้าเด็กชายที่กำลังพูดฉอดๆ อยู่ตรงหน้าอย่างแรง ในขณะที่มือยังคว้าคอเสื้อไว้ ร่างเล็กบอบบางจึงไม่ได้เซถลาล้มลง

"แกเป็นใครบังอาจมาพิสูจน์ฉัน แล้วทำไมฉันต้องกลัวแกด้วย ฉันจะฆ่าแกให้ตายเดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้"

ทอมปล่อยมือจากคอเสื้อไปที่ลำคอเด็กชายและบีบอย่างแรงด้วยอารมณ์โกรธที่พลุ่งขึ้นขีดสุด หนุ่มน้อยตาเหลือกดิ้นขลุกขลักไปมาเพราะหายใจไม่ออก

"หยุดนะทอม.. หยุดเดี๋ยวนี้"

จิมจับข้อมือทอมรั้งออก ใจหายวาบ รู้ทันทีว่าทอมไม่ได้แกล้งเพื่อให้เด็กชายตกใจกลัว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบหรือเพราะความตั้งใจ เขาจำเป็นต้องหยุดทอมเดี๋ยวนี้

"อุ๊บ!... โอย!…" ทอมปล่อยมือจากเด็กชายเพราะอาการจุกที่ท้อง กัดฟันพูดด้วยความโกรธ

"ชกฉันทำไมจิมมี่.. นายเข้าข้างเด็กบ้านี่เหรอ"

จิมดึงทอมออกห่างจากเด็กชายและประคองให้นั่งลงบนโซฟาร์ เขาหันไปบอกเจ้าหนูที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่ให้ออกไปคอยข้างนอก

"เปล่า.. ฉันไม่ได้เข้าข้างเด็กแต่กำลังช่วยนาย จะเกิดอะไรขึ้นถ้านายบีบคอเด็กคนนี้ตาย หือ… ทอม ใจเย็นหน่อยซี.. ทำไมต้องโกรธมากขนาดนี้ด้วย"

"นายไม่ให้ฉันโกรธได้ไง เรื่องบ้าๆ ที่ไอ้เด็กนั่นพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับนายยังงั้นหรือ จิม.." ทอมตะคอกใส่ด้วยอารมณ์โกรธ

จิมบีบนวดขมับชายหนุ่มเบาๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายอารมณ์ให้

"ไม่เอาน่ะทอม.. ใครจะไปยินดีกับเรื่องบ้าๆ อย่างนั้น แต่นายทำรุนแรงกับเด็กเกินไป นายทำแบบนั้นไม่ได้ นายไม่ใช่ผู้ร้ายหรือผู้ชายเดินถนนธรรมดา แต่เป็นเทพบุตรที่เดินอยู่บนถนนสายดวงดาว และกำลังจะได้เป็นนายแบบอินเตอร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นฉันจะปล่อยให้มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับนายไม่ได้"

"ถ้างั้นก็ช่วยไล่ไอ้เด็กบ้านั่นออกไปที ทำยังไงก็ได้ให้มันออกไปให้พ้นจากบ้านฉัน"

"โอเค! ฉันจะออกไปคุยกับเด็กนั่นเอง นายรออยู่นี่หรือจะขึ้นไปนอนเลยก็ได้ ดึกมากแล้ว อย่าโกรธอย่าเครียดนะแม็คกิลล์ พรุ่งนี้มีแคทวอล์คตั้ง 3 งาน เดี๋ยวหมดหล่อนะ"

จิมจุมพิตหน้าผากเทพบุตรของเขาเบาๆ

"ฉันจะจัดการเด็กนั่นให้เอง ขึ้นไปพักผ่อนได้แล้วทอม พรุ่งนี้ฉันจะปลุกนายตอนเที่ยง โอเค?.."

ทอมพยักหน้ารับด้วยดีและลุกขึ้นเดินสโลสเลขึ้นไปชั้นบน จิมยืนชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเดินออกไปหาเด็กชายที่คอยอยู่ด้านนอก

+ + + ส า ย ใย รั ก + + +

ร่างสูงใหญ่ชะงักเท้าที่หน้าประตูเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เด็กชายนั่งชันเข่าที่พื้นระเบียงนอกบ้านใช้แขนเสื้อคอยซับเลือดกำเดาที่ไหลเป็นทางลงมา เขาถอนใจเฮือกก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปด้านใน สักครู่ก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมผ้าเย็นในมือ

"เอ้า! เอาผ้านี้วางไว้ที่จมูก"

จิมส่งผ้าเย็นให้เด็กชายอย่างเสียไม่ได้ คงเป็นเพราะถูกทอมตบหน้าเมื่อครู่ เห็นก็อยากจะสงสารหรอกแต่สงสารไม่ลง

จิมกอดอกยืนดูเด็กชายแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด เมื่อหนุ่มน้อยใช้ผ้าเย็นประคบตรงจมูกตามที่เขาบอกแต่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เลือดจึงไม่หยุดไหล เขาทรุดตัวลงจับศีรษะเจ้าหนูเงยขึ้น

"นายต้องอยู่ท่านี้สักครู่ มันไม่หยุดไหลง่ายๆ หรอก ถ้ายังก้มๆ เงยๆ อยู่อย่างนี้"

เด็กชายพยักหน้าทำตามที่จิมบอกแต่โดยดี แขนเสื้อทั้งสองข้างเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด คงพยายามเช็ดอยู่นานเพื่อให้เลือดหยุด ดีว่าเสื้อยืดที่สวมอยู่เป็นสีเข้ม สภาพของเจ้าหนูตอนนี้ไม่ต่างจากเด็กชายวัยเดียวกันทั่วๆ ไป ซื่อ บริสุทธิ์ และยังให้ความรู้สึกน่าสงสาร ผิดกับตอนอยู่ต่อหน้าเขาและทอมเมื่อสักครู่ ที่แสดงสีหน้าและคำพูดกวนประสาท แถมยังดื้อด้านอีกด้วย จะไม่ให้เขาคิดว่าเป็นพวกต้มตุ๋นหรือแก๊ง 18 มงกุฎได้ยังไง

"เอาล่ะ! ไอ้หนู เรามาคุยกันต่อให้จบเรื่อง ฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวของทอม มีหน้าที่จัดการปัญหาและตัดสินใจทุกเรื่องแทนเขา ถ้าอยากจะคุยต่อต้องคุยกับฉัน ทอมจะไม่เสียเวลาพูดคุยกับนายอีก"

"ผมชื่อแม็คกิลล์ เมื่อไรคุณจะเรียกชื่อผมแทน ไอ้หนู ซะที"

จิมอึ้งไปที่จู่ๆ เด็กชายก็แนะนำตัวอีกครั้งและขอให้เรียกชื่อ แค่เอ่ยปากพูดเท่านั้น เด็กชายที่กำลังอยู่ในสภาพน่าสงสารก็กลับเป็นไอ้หนูจอมแสบเหมือนเดิมทันที

"เออ… นั่นซีนะ นายแนะนำตัวแล้ว ทำไมฉันไม่ยอมเรียกชื่อซะที"

"เพราะคุณไม่เชื่อว่าผมชื่อแม็คกิลล์จริงๆ ใช่มั้ย ผมมีหลักฐานให้คุณดู"

เด็กชายขยับกระเป๋าเป้ออกจากหลัง ทำให้จิมเพิ่งสังเกตุเห็นว่าเจ้าหนูมีกระเป๋าเป้ใบย่อมๆ ติดตัวมาด้วยและสะพายไว้ตลอดเวลา หนุ่มน้อยล้วงมือควานหาของในกระเป๋าโดยไม่ได้ก้มลงมอง สักครู่ก็ยื่นหลักฐานที่ว่าให้เขาดู มันคือบัตรนักเรียนของเด็กชายแม็คกิลล์ แสตนลีย์

จิมมองดูบัตรนักเรียนสลับกับมองหน้าเด็กชาย

"โรงเรียนอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี งั้นเหรอ.. แสดงว่าบ้านนายอยู่เมืองกาญจน์ด้วยใช่มั้ย"

เด็กชายรีบดึงบัตรจากมือจิมเก็บคืนในกระเป๋า

"ผมให้คุณดูชื่อเฉยๆ ทำไมต้องสนใจเรื่องอื่นด้วย"

"ไม่สนใจได้ไง ฉันกำลังอยากรู้ว่าบ้านนายอยู่ที่ไหนพอดี โรงเรียนอยู่ที่ไหน แสดงว่าบ้านก็ต้องอยู่ที่นั่นด้วย ดีล่ะ... ฉันจะพานายไปส่ง…"

"ไม่นะ… ผมไม่ไป.." หนุ่มน้อยแม็คกิลล์ดึงผ้าเย็นออก และขยับตัวหนีห่างจากจิม

"ผมไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว และผมก็ไม่ได้เรียนหนังสือแล้วด้วย นี่เป็นบัตรนักเรียนเก่าที่ผมยังเก็บไว้"

จิมรู้สึกอึ้งอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกรวมถึงสีหน้าและแววตาไม่พอใจของเจ้าหนูแม็คกิลล์เมื่อเขาบอกว่าจะพาไปส่งบ้าน จิมจึงรีบตัดบทไม่อยากให้เด็กเอะอะโวยวาย

"เอาล่ะ เอาล่ะ... ช่างเถอะ จะอยู่ที่ไหนก็เรื่องของนาย มาเองก็กลับเอง ฉันไม่เสียเวลาไปส่งหรอก คุยธุระต่อเถอะ ตกลงนายต้องการอะไรกันแน่...แม็กกี้"

สีหน้าของเด็กชายคลายความวิตกลงและยิ้มอย่างดีใจเมื่อได้ยินจิมเรียกชื่อ "ผมบอกไปแล้วนี่ครับ ว่าผมต้องการพิสูจน์ว่าคุณทอมเป็นพ่อของผมจริงหรือเปล่า"

จิมถอนใจเฮือกเมื่อได้ยินเด็กชายยืนยันความต้องการอย่างหนักแน่นและจริงจัง ช่างเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสสำหรับเทพบุตรของเขาจริงๆ

"นายคิดว่าจะได้อะไรจากการพิสูจน์"

"ได้ความจริงไงฮะ ผมคิดมาตลอดว่าแม่อาจหลอกผมเรื่องพ่อ แต่ก่อนแม่ ตายแม่ก็ยังยืนยันกับผมและบอกว่าคุณทอมเป็นพ่อผมจริงๆ แม่อนุญาตให้ผมมาหาความจริงด้วยตัวเอง เพราะแม่มีเรื่องจะให้ผมบอกกับคุณทอมด้วย แต่แม่กำชับว่าอย่าทำให้คุณทอมเดือดร้อนและวุ่นวาย ผมรับปากและสัญญากับแม่ไว้ว่าผมจะหาความจริงให้ได้และจะไม่ทำให้คุณทอมเดือดร้อนแน่นอน ได้ความจริงเมื่อไรผมก็จะจากไปทันทีไม่กลับมาให้พวกคุณเห็นหน้าอีก"

จิมปวดหัวตึบ คงเป็นเพราะสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ก่อนตาย เจ้าหนูแม็กถึงดื้อรั้นจะขอพิสูจน์ความจริงให้ได้

"แม้ว่าความจริงคือใช่.. นายก็จะกลับไปโดยไม่ต้องการอะไรจากคุณทอมเลยยังงั้นเหรอ.."

หนุ่มน้อยพยักหน้ารับและยิ้มให้

"ถ้างั้นจะพิสูจน์ไปทำไม จะบอกอะไรให้นะ แม็กกี้.. ว่าใจของนายตอนนี้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ส่วนที่เชื่อเพราะแม่บอก ส่วนที่ไม่เชื่อคือตัวนายเอง แต่ตอนนี้แม่นายก็เสียไปแล้ว เพราะฉะนั้นฉันขอแนะนำว่า อยากจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เลือกเอาสักอย่างแล้วเชื่อมั่นตามนั้นไม่ดีกว่าหรือ ในฐานะที่ฉันเป็นผู้ใหญ่ อยากลองฟังความเห็นของฉันมั้ยไอ้หนู…"

จิมเริ่มแผนการโน้มน้าวให้เด็กชายคล้อยตาม เมื่อเห็นท่าทีของเจ้าหนูอ่อนลงและตั้งใจฟังที่เขาพูดด้วยดี

"ถ้าเรื่องที่นายเล่ามาทั้งหมดเป็นความจริง ทอมไม่ใช่พ่อของนายหรอก.. มันเป็นไปไม่ได้ที่เด็กผู้ชายอายุมากกว่านายตอนนี้แค่ 2 ปี จะมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงแค่ครั้งเดียวแล้วสามารถให้กำเนิดลูกได้ นายเองก็คลางแคลงใจด้วยเหตุผลนี้ใช่มั้ยล่ะ"

เจ้าหนูแม็กกี้หน้าเสียไม่ยอมตอบคำถามและก้มหน้าลง จิมได้โอกาสจึงรีบโน้มน้าวต่อ

"เลิกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งได้แล้วแม็กกี้ คิดตามความเชื่อของตัวเองนั่นแหล่ะ คือสิ่งที่ถูกต้องและเป็นจริงที่สุด"

"หมายความว่า… แม่มีผู้ชายคนอื่นนอกจากคุณทอมหรือฮะ"

"เอ่อ… ก็... คงงั้นมั้ง แต่ผู้ชายคนนั้นแม่นายอาจไม่ได้รักหรือผูกพันด้วย เลยไม่อยากจดจำและไม่อยากให้เป็นพ่อของนาย.."

"เป็นไปได้ยังไง…." หนุ่มน้อยก้มหน้าพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดกับจิมด้วยน้ำเสียงแข็งขึ้น

"แม่ไม่มีวันมีอะไรกับผู้ชายที่ไม่ได้รักหรอก แม่ไม่ใช่ผู้หญิงไม่ดีสักหน่อย คุณโกหก…"

สีหน้าและแววตาขุ่นเคืองของเด็กชายทำเอาจิมสะดุ้ง เจ้าหนูนี่อารมณ์แปรเปลี่ยนรวดเร็วเหลือเกิน..

"เอ่อ.. ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น เอาเป็นว่าใครเป็นพ่อของนายฉันไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าไม่ใช่ทอมแน่"

เด็กชายนั่งสวมกอดกระเป๋าเป้ไว้แน่นเหมือนมีของรักของหวงอยู่ในนั้น

"ถ้าไม่ใช่คุณทอมแล้วเป็นใคร… ผมจะกลายเป็นลูกไม่มีพ่ออย่างที่คนอื่นเข้าใจเหรอ.." เด็กชายกล่าวเบาๆ เหมือนรำพึงกับตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตาแข็งกร้าวกับจิมอีกครั้ง

"ไม่… ผมไม่เชื่อคุณ ผมเชื่อแม่ แม่ไม่โกหกผมหรอก"

จิมส่ายหน้าและถอนหายใจเฮือก ตี 2 ครึ่งแล้วเขายังกล่อมเจ้าหนูไม่สำเร็จ

"นี่.. ฟังนะไอ้หนู ฉันเกือบจะหมดความอดทนแล้ว ถ้านายอยากจะเชื่อก็เชื่อไป จะมาพิสูจน์หาความจริงทำไมอีก"

"ก็… เวลาที่ผมนึกถึงพ่อจะได้นึกถึงถูกคน ไม่หลงคิดว่าคนอื่นเป็นพ่อตัวเอง ถ้าไม่ใช่.. ผมจะได้ทำใจยอมรับว่าไม่มีพ่อจริงๆ แล้วผมก็จะได้ลืมคุณทอมไปจากความทรงจำของผมด้วย"

ให้ตายเถอะ!… เหตุผลซื่อๆ ของเด็กชายเล่นเอาจิมสะท้านในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้ายังขืนนั่งคุยต่อเขาคงจะใจอ่อนลงแน่ และคนที่ถูกโน้มน้าวด้วยคำพูดน่าจะเป็นเขาเองมากกว่า ถึงเวลาที่เขาจะต้องใช้ไม้แข็งและเด็ดขาดแล้ว

"ฟังนะ ไอ้หนู… นายมีเหตุผลของนาย ฉันมีเหตุผลของฉัน ฉันไม่มีทางให้ทอมพิสูจน์เรื่องบ้าๆ นี้กับนาย เพราะฉะนั้นกลับบ้านไปซะ ฉันจะให้เงินค่ารถกลับ…"

"ไม่.. ผมไม่กลับจนกว่าจะได้พิสูจน์ ทำไมพวกคุณต้องกลัวความจริงด้วย"

เด็กชายลอยหน้าลอยตาพูดทำเอาจิมเหลืออด ความรู้สึกสงสารเมื่อครู่เลือนหายไปสิ้น เขาคว้าแขนเด็กชายฉุดลุกขึ้นยืน

"นายไม่มีทางได้พิสูจน์ความจริงอะไรทั้งนั้น ฉันพยายามพูดดีกับนายแล้วนะไอ้หนู กะว่าจะให้นั่งหรือนอนพักจนถึงเช้าแล้วให้เอ๊ดดี้ไปส่งที่ท่ารถ แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว"

จิมดึงแขนเด็กชายลากตัวลงจากระเบียงบ้านตรงไปที่ประตู

"ไม่นะ.. ผมไม่ไป.. ปล่อย… ปล่อยนะ ผมอุตส่าห์มาหาคุณทอมถึงบ้านเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่โต รู้งี้ไปหาหนังสือพิมพ์เหมือนดาราคนอื่นๆ ดีกว่า"

ร่างสูงชะงักเท้าทันที่ที่ได้ยินคำพูดประโยคสุดท้าย นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าหนูผู้นี้จะมีความคิดสุดแสบขนาดนี้ มือใหญ่จับลำแขนเล็กสองข้างของเด็กชายเขย่าและกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบ เพราะไม่ใช่เวลาที่จะตะโกนด้วยอารมณ์โกรธได้

"ว่าไงนะไอ้หนู... พูดอีกทีซิ แกกล้าทำอย่างที่พูดเหรอ" จิมเปลี่ยนสรรพนามเรียกเด็กชายโดยไม่รู้ตัว

"คุณคิดว่าผมกล้ามั้ยล่ะฮะ ถ้าคุณเป็นผมคุณจะกล้ามั้ย"

จิมแทบคลั่งเมื่อเจอคำพูดยอกย้อนซ้ำเข้าให้ เขาปล่อยแขนเด็กชายและยกมือขึ้นเสยผมอย่างแรง สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อระบายอารมณ์โกรธที่ไม่สามารถระเบิดออกมาได้ให้คลายลง

จิมยืนชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะคว้าข้อมือเล็กพาเดินกลับเข้าไป และผลักเจ้าหนูล้มลงที่ระเบียงหน้าตึกตามเดิม

"ฉันไม่สามารถพูดอะไรกับแกต่อได้แล้ว เพราะฉันอาจพลั้งมือบีบคอแกถึงตายได้เหมือนที่คุณทอมทำเมื่อครู่ ฉันจะไปนอนพักสักสองสามชั่วโมงแล้วจะกลับมาคุยใหม่ในตอนเช้า ส่วนแก… จะนอนตรงนี้หรือหามุมไหนในบริเวณบ้านนอนก็ตามใจ แต่เตือนไว้ก่อนนะว่ามีกรงหมาอยู่ด้านหลัง เจ้าร็อตไวเลอร์ฮาร์เวิร์ดจะขย้ำคอแกเอาง่ายๆ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยฉันขอแนะนำให้แกปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้ หรือไม่ก็ปีนออกไปนอนนอกบ้านเลย ราตรีสวัสดิ์ ไอ้หนูแม็กจอมแสบ…"

จิมหันหลังเดินเข้าบ้านและเลื่อนประตูปิดลงกลอน โดยไม่สนใจเด็กชายที่อยู่ในอาการหวาดกลัวเมื่อพูดถึงหมา…

+ + + ส า ย ใย รั ก + + +

“คุณจิมขา.. คุณจิม.. 7 โมงเช้าแล้วค่ะ"

"อืมม์…"

จิมส่งเสียงงัวเงียหนังตายังหนักอึ้งอยู่ เขาเพิ่งจะงีบหลับไปตอนตี 4 กว่าๆ เพราะมัวแต่คิดหาหนทางแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเทพบุตรทอมนายแบบรูปงามของเขา เขาไม่อาจปล่อยให้อนาคตที่กำลังรุ่งโรจน์ของทอมต้องสะดุดลงเพราะเด็กชายวัย 12 ปีคนนี้เด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน เขาต้องหยุดความต้องการของเจ้าหนูนี่ให้ได้

"คุณจิมขา.. ตื่นเถอะค่ะ เด็กผู้ชายเมื่อคืนยังอยู่ในบ้านนะคะ แถมยังปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ด้วย เรียกให้ลงมาก็ไม่ยอม บอกว่าจะรอคุยกับคุณจิมต่อค่ะ"

จิมลุกพรวดขึ้นตาสว่างทันทีที่สาวใช้รายงานจบ

+ + + ส า ย ใย รั ก + + +

"ขังหมาไว้แล้วยังจะกลัวอะไรอีก ลงมาซีเจ้าหนู.."

นายเอ๊ดถอนใจเฮือกเมื่อเด็กชายเอาแต่ส่ายหน้า เขาไม่รู้ว่าเจ้าหนูคนนี้ต้องการอะไร แต่สังหรณ์ว่าคงจะนำเรื่องวุ่นวายมาให้เจ้านายไม่มากก็น้อย ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นเจ้าหนูถึงระเห็จขึ้นไปอยู่บ้นต้นไม้

"เฮ้อ! บอกให้ลงมาก็ไม่ลง อ้าว! คุณจิมมาพอดี อรุณสวัสดิ์ครับ คุณจิม"

จิมแหงนหน้าขึ้นมอง ไม่รู้ว่าจะสมน้ำหน้าหรือสงสารดี เมื่อเห็นสภาพของเด็กชายในเวลานี้ นึกไม่ถึงว่าเจ้าหนูสุดแสบผู้นี้จะกลัวหมาเอามากๆ เขาแค่แหย่เล่นเท่านั้นไม่คิดว่าจะปีนขึ้นไปจริงๆ

"อรุณสวัสดิ์ ไอ้หนู.. ไง..อากาศข้างบนดีมั้ย"

เด็กชายเอาแต่ส่ายหน้า นายเอ๊ดจึงรีบรายงาน

"ถามอะไรก็ไม่ตอบครับ พูดคำเดียวว่ากลัว... อุตส่าห์ขังเจ้าฮาร์เวิร์ดไว้แล้วก็ยังไม่ยอมลงครับ"

จิมขมวดคิ้วเดินเข้าไปใกล้และเงยหน้าขึ้นมอง เขาไม่เห็นหน้าเด็กชายเพราะเจ้าหนูเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่าปีนขึ้นไปตอนไหน ความสูงแค่ 4 เมตรแม้จะไม่มากเท่าไร แต่ถ้าพลาดตกลงมาล่ะก็…

"แม็กกี้.. ลงมาได้แล้ว"

เงียบ!!! ไม่มีคำตอบทั้งจากคำพูดและท่าทาง

"เอ๊ดดี้.."

"ครับ คุณจิม"

"มีบันไดหรือเปล่า ปีนขึ้นไปพาเจ้าหนูนั่นลงมา"

"เอ๊ะ! ทำไมล่ะครับ เด็กปีนขึ้นไปเองนะครับ"

"แล้วไงล่ะ ขึ้นเองได้แต่ลงไม่ได้น่ะซี ตัวสั่นยังงั้นไม่ได้กลัวหมาหรอก รีบไปเอาบันไดมา อย่าถามมากความ"

"ครับผม"

จิมอยากจะหัวเราะสมน้ำหน้าศัตรูตัวกะเปี๊ยกของเขาที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แต่ด้วยวัยที่ต่างกันมาก ตรงหน้าเขาขณะนี้จึงเป็นแค่เด็กชายธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีพิษสง และกำลังต้องการความช่วยเหลือจากเขาซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่า และยังอาวุโสมากพอที่จะเป็นพ่อของเจ้าหนูได้อย่างไม่น่าคลางแคลงใจเท่าทอม แม็คกิลล์ บ๊อสหนุ่มรูปงามของเขา..